Tag Archives: กระชากวัย

ยาอายุวัฒนะ : กระชากวัย

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 1

  • หัวกระชายแก่ 4 บาท
  • เหง้าขิง 4 บาท
  • หัวกะทือ 4 บาท
  • ดอกดีปลี 4 บาท
  • เนื้อสมอไทย 4 บาท
  • โด่ไม่รู้ล้ม 4 บาท
  • รากเจตมูลเพลิงแดง 4 บาท
  • พริกไทยล่อน 10 บาท
  • หรดาลกลีบทอง 8 บาท

สมุนไพร เหล่านี้ต้องล้างให้สะอาด แล้วฝานหรือสับตากแห้ง แล้วบดเป็นผง ผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน รับประทานวันละ 1 เม็ดพุทรา ท่านว่าจะไม่มีอาการอ่อนเพลีย เดินทางไกล หรือขึ้นเขาลงห้วยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คนกินประจำแม้แก่เฒ่าก็จะกลับเหมือนคนหนุ่ม

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 2

ยาขนานนี้เป็นตำราเมืองเหนือ เกิดขึ้นในสมัยที่พม่าครองเมืองล้านนาถึง 200 กว่าปี (ตั้งแต่ พ.ศ.2094-2324) คนเมืองเหนือและคนพม่าก็มีความสนิทชิดใกล้กัน ไปมาหาสู่กันมิได้ขาด มีเรื่องเล่าว่า ยังมีกะทาชายนายหนึ่งอายุมากแล้ว เมื่อภรรยาถึงแก่กรรมลูกหลานก็ไม่เหลียวแล ร่างกายก็ซูบผอม กินไม่ได้นอนไม่หลับ หาเรี่ยวแรงมิได้ จึงระหกระเหินออกจากบ้านไปพบพระพม่ารูปหนึ่งก็ขออาศัยข้าวก้นบาตรท่านยังชีพ คอยรับใช้ท่านไปในตัว พระท่านเห็นร่างกายหาเรี่ยวแรงมิได้ก็ประกอบยาให้รับประทาน ผ่านไป 1 เดือนร่างกายก็กลับมีกำลังวังชาขึ้นมา โรคภัยที่เคยเป็นก็หายไป ต่อมาพระพม่าเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติของท่านในประเทศพม่า ชายชราคนนี้ก็ติดตามไปด้วย และกินยานี้อยู่ประจำ อยู่พม่าได้ปีเศษ ร่างกายก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง ผมที่ขาวโพลนก็กลับดำ ผิวพรรณวรรณะก็เปล่งปลั่ง ผิวหนังเต่งตึงดูเหมือนคนอายุสามสิบเศษ เมื่อพระพม่าเดินทางกลับไทยก็ติดตามกลับมาด้วย แล้วกลับไปเยี่ยมลูก ๆ ญาติ ๆ ในหมู่บ้าน ใคร ๆ ก็จำแกไม่ได้ ดูก็คลับคล้าย คนทั้งหมู่บ้านแปลกใจพากันมาดู บ้างก็ว่าใช่ บ้างก็ว่าไม่ใช่ ทั้งนี้เพราะแกเปลี่ยนเป็นคนหนุ่มเร็วเกินไป อายุ 75 ปีกลับกลายเป็นดุจอายุสามสิบกว่าปีมันก็น่าฉงนอยู่ ต่อมาแกก็ได้เมียสาวคราวลูก มีลูกอีก 3 คน แล้วท่านก็ได้บอกตำรายาของพระพม่าไว้ให้คนทั้งหลายได้ปรุงกิน คนมีบุญทำกินก็ได้ประโยชน์ไปตามนั้น คนไม่มีบุญก็ไม่เชื่อ ก็หาทำกินกันไม่ ก็เป็นเช่นนี้มาทุกยุคสมัย ถ้าไม่เป็นดังนี้ คนเชื่อกันทั้งบ้านทั้งเมืองก็คงเป็นหนุ่ม อายุยืนยาวกันหมดแหละครับ ตำรายามีดังนี้

  • รากช้าพลู 1 ตำลึง
  • รากมะแว้งต้น 1 ตำลึง
  • รากมะแว้งเครือ 1 ตำลึง
  • รากมะเขือขื่น 1 ตำลึง
  • เถาบอระเพ็ด 1 ตำลึง
  • รากเจตมูลเพลิง 1/2 ตำลึง

เมื่อได้ตัวสมุนไพรมาครบแล้วต้อง ล้างให้สะอาด แล้วสับเป็นชิ้น ๆ ตากแดดให้แห้งดีแล้วจึงบดให้เป็นผง จากนั้นจึงนำขึ้นเครื่องชั่ง ไม่จำเป็นต้องให้ได้ 1 ตำลึง จะเป็น 100 กรัมก็ได้ ส่วนรากเจตมูลเพลิงใช้ครึ่งขีดก็พอ จากนั้นจึงผสมน้ำผึ้งให้เปียกแล้วใส่ภาชนะปิดฝาให้มิดชิด เก็บไว้ในที่ร่ม (ตำราว่าฝังในข้าวเปลือก 7 วัน)เป็นเวลา 7 วัน จึงนำออกรับประทานทุกวัน ๆ ละ 1 เม็ดพุทราดิบ ท่านว่าภายใน 6 เดือนร่างกายจะแปรเปลี่ยนอย่างอัศจรรย์ ผู้เขียนยังไม่ได้หาสมุนไพรมาทดลองปรุงกินดู สมุนไพรพวกนี้หาได้เองยิ่งดี เพราะได้สมุนไพรสดใหม่ สะอาด และของจริงแท้ ถ้าซื้อจากร้านยาสมุนไพรไม่แน่นอน ที่ไม่ค่อยเข้าท่าคือไม่สะอาด เราจะเอามาล้างตอนมันแห้งแล้วก็ไม่สะดวก จึงควรแสวงหาตามบ้านนอกคอกนานั่นแหละ หาได้ง่ายครับ

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 3

ยานี้มีมาแต่สมัยอยุธยาเป็น ราชธานี สมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินเมืองลังกาขอพระภิกษุจากประเทศสยามนำพระศาสนาไปเผย แพร่ ไปเป็นอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรให้ประพฤติปฏิบัติพระธรรมกรรมฐาน จะเป็นสมัยของพระเจ้าแผ่นดินของเราพระองค์ไหนไม่ทราบ ทราบแต่ว่าพระองค์ส่งพระพุทธโฆษาจารย์และคณะสงฆ์ไปหลายรูป เมื่อเดินทางเรือรอนแรมไปหลายวันก็เกิดอาพาธป่วยไข้กันหลายรูป ถึงเมืองลังกาแล้วจึงได้ยาดีจากตำราแขกลังกา เขาทำยาให้ฉัน เป็นยาบำรุงกำลังให้มีภูมิต้านทานโรคได้เป็นอย่างดี ท่านจารึกเป็นตำราและฝอยไว้ว่า กินได้ 7 วันเสียงไพเราะดังจั๊กจั่น กินได้ 2 อาทิตย์เสียงดุจนกการะเวก กินได้ 3 อาทิตย์ จะมีสติปัญญาดี เรียนได้ 3 เดือนจะเรียนพระธรรมจบ ตาจักสว่างดังแสงแก้วมณี กินได้ 4 เดือน พยาธิจะหายหมดสิ้น กินได้ 5 เดือนจะมีกำลังดุจพญาช้างสาร กินได้ 6 เดือนขึ้นไป จะได้ทิพยจักขุ พระอินทร์จะลงมาหา

เรื่องฝอยตำราโบราณบางทีก็ฟังหูไว้ หู เพราะท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงให้เห็นคุณภาพของยาเท่านั้นว่าวิเศษจริง คนที่เอามาทำกินจริง ๆ ก็บอกว่าดีมาก แต่ไม่ถึงขนาดมีหูทิพย์ตาทิพย์หรอก นอกจากผู้ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงขั้นได้ฌาน 4 ฌาน 8 โน่นแหละจึงจะได้ฤทธิ์เดชดังว่า แม้พระอินทร์ก็คงลงมาหาจริง ๆ เพราะพระอินทร์ท่านชอบ