Monthly Archives: October 2016

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ‘โลหะผสม’ ในวงการพระเครื่องพระบูชา

เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับ ‘โลหะผสม’ ในวงการพระเครื่องพระบูชา: ปกิณกะพระเครื่องวิจิตรปิยะศิริโสฬส (แพะ สงขลา)

มีเรื่องน่ารู้เกี่ยวกับโลหะผสมในวงการพระเครื่อง ที่ผู้เขียนได้พยายามหาความกระจ่างมาโดยตลอด เกี่ยวกับโลหะบางชนิดที่วงการพระเครื่องเรียกขานกัน เนื่องจากในสมัยก่อนที่ยังไม่ได้เข้าวงการพระ ผู้เขียนเคยได้ยินว่า มีธาตุโลหะอัลปาก้าทองฝาบาตร โลหะขันลงหิน ฯลฯ แต่ก็ไม่เข้าใจ มาได้ยินการเรียกชื่อโลหะเหล่านี้อีกครั้ง เมื่อได้เข้ามาสัมผัสวงการพระ และหาผู้ที่สามารถคลี่คลายข้อข้องใจนี้ไม่ได้ เพิ่งมาได้รับความกระจ่างแจ้งเมื่อได้พูดคุยกับ คุณศิริชัยยิ้มตระการ เจ้าของโรงงานอรุณชัยการช่าง และบริษัท อรุณชัยเมดดัลเลี่ยน จำกัด จ.ชลบุรีโดยท่านได้ให้ข้อมูลว่า

โลหะทองเหลือง เป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับสังกะสี โดยมีสัดส่วนทองแดง ๗๕ เปอร์เซ็นต์ สังกะสี ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ส่วน ทองฝาบาตร คือทองเหลืองที่ผ่านการปั๊ม (พระที่ทำด้วยทองเหลืองด้วยกรรมวิธีปั๊ม) เพียงแต่เขามาเรียกให้โก้ๆ เท่านั้นเองเพื่อจะได้จำหน่ายพระในราคาที่สูงขึ้น เนื่องจากคนทั่วไปไม่รู้ว่า แท้ที่จริงก็คือทองเหลืองล้วนๆ นั่นเอง

สำหรับโลหะที่เรียกว่าขันลงหิน นั้นเป็นโลหะผสมระหว่างทองแดงกับดีบุก โดยมากโลหะขันลงหินจะนิยมใช้ทำระฆัง เนื่องจากเวลาเคาะเสียงจะดังกังวาน ไพเราะเสนาะหู แต่มีข้อเสีย คือ ใช้เชื่อมไม่ได้เนื่องจากโลหะทุกชนิดที่ผสมด้วยดีบุกจะแตก เมื่อมีการเชื่อมเกิดขึ้น ดังนั้นระฆังส่วนมากท่อนล่างจะเป็นขันลงหิน ส่วนท่อนบนจะเป็นทองเหลือง Continue reading

ปลาทูต้มเค็มสูตรโบราณ

สูตรปลาทูต้มเค็มที่ก้างเปื่อย ตำรับวังสวนสุนันทาสูตรนี้ได้ต่อมาจาก ป้านิด อีกทีหนึ่ง..ปลาทูต้มเค็มที่ก้างเปื่อยนี้มีอยู่ในหนังสือชีวิตในวังอยู่แล้วเป็นตำรับของวังสวนสุนันทา แต่ในหนังสือไม่ได้บอกอะไรละเอียดมากนัก สูตรนี้เราต่อมาจากป้านิด บุตรสาวของคุณยายเนื่องมาอีกที่หนึ่ง มีเคล็ดลับมากมายกว่าในหนังสือฟังดูงายนะวิธีการทำอาหารแต่เวลาทำจริงๆแล้วไม่ง่ายเลย

สูตรอาหารโบราณ
1. 
ปลาทูสด ไม่มีใช้ปลารังก็ได้ จำนวนแล้วแต่สะดวก(หน้าหนาวนี้ปลาทูเนื้ออร่อยมาก)
2. 
มันหมูไม่มีใช้หมูสามชั้นติดมันเยอะ
3. 
น้ำตาลมะพร้าวหรือน้ำตาลตะโหนด
4. 
มะขามเปียกใหม่ๆ 2 ปั้น
5. 
น้ำปลาอย่างดี ทิพรส คนแบกกุ้งดีที่สุด
6. 
ต้นอ้อยสักท่อนหรือ2ท่อนถ้าหาไม่ได้ใช้ชั้นอ้อยที่คนขายน้ำอ้อยคั้นเขาบีบน้ำอ้อยแล้วก็ได้ ใช้แก้ตัวปลาติดหม้อ

เครื่องปรุงพิเศษ
1. 
ต้นหอมซอย
2. 
หอมแดงซอย
3. 
พริกชี้ฟ้าซอย
4. 
มะเขือเทศสีดา
5. 
ขิงอ่อนซอย
6. 
น้ำอ้อย
7. 
น้ำส้มซ่า

finish9-4 Continue reading

ครั้งแรกกับท่านปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ที่ปารีสประเทศฝรั่งเศส พ.ศ.2513(1970) กับครั้งสุดท้ายในบางกอก สยามประเทศ (ไทย) พ.ศ.2544(2001) โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ผมเกิดที่บ้านโป่งเมื่อ พ.ศ. 2484 (1941) สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อแม่ของผมเป็นคนชั้นกลาง พ่อเป็นพ่อค้าและเทศมนตรี แม่เป็นนางพยาบาลอิสระ เมื่อผมเกิดนั้นท่านปรีดี พนมยงค์เป็น รมต. คลัง (ก่อนที่ท่านจะถูกโยกขึ้นไปเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของในหลวงอานันท์  รัชกาลที่ 8  และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทย  ต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงครามฯ) ท่านมีอายุ 41 ปี ส่วนศรีภริยา คือ ท่านผู้หญิงพูนศุข มีอายุได้ 29 ปี

ต่อมาเมื่อเริ่ม “วัฏจักรของความชั่วร้าย” เกิดรัฐประหาร พ.ศ. 2490 (1947) โดยมีพลโทผิน ชุณหะวัณเป็นหัวหน้า  นำจอมพล ป. พิบูลสงคราม  กลับมาเถลิงอำนาจใหม่ ท่านปรีดีก็ต้อง “ลี้ภัยการเมือง” ไป ผมมีอายุได้ 6 ขวบ จำความได้กระท่อนกระแท่น  ว่าพ่อของผมได้รับรูปถ่ายปึกใหญ่ทาง ป.ณ.  เป็นรูปของยุวกษัตริย์สององค์ (ในหลวงรัชกาลที่ 8 กับรัชกาลที่ 9)   กับพระชนนีและพระพี่นาง  สมัยอยู่เมืองนอกที่สวิตเซอร์แลนด์  ผมได้ยินเสียงกระซิบกระซาบเรื่องกรณีสวรรคตอย่างงุนๆงงๆ   ผมอยู่บ้านโป่งจนอายุ 14 ปี  ถึง พ.ศ. 2497 (1954)  ก็เข้ากรุงเพื่อ “ชุบตัว”

เมื่อเติบใหญ่  ผมเข้าเรียนธรรมศาสตร์ระหว่าง พ.ศ. 2503-06 (1960-63)  ยุคนั้นเป็นสมัยของ “สายลม-แสงแดด และยูงทอง” กับ “ความทรงจำทางประวัติศาสตร์อันเลอะเลือน”  พวกเราบรรดานักศึกษา (แม้จะเป็นแนวหน้า)  ก็ไม่รับรู้รับทราบว่าท่านปรีดี  คือผู้ประศาสน์การ  สถาปนาธรรมศาสตร์  พวกเราเพ้อเจ้อว่าถ้าไม่ใช่กรมหลวงราชบุรีฯ  ก็คงเป็นเสด็จในกรมนราธิปฯ หรือบรรดา “เจ้านาย” องค์ใดองค์หนึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยของเรา   ดังนั้น ธรรมศาสตร์ในสมัยของผม  ถึงกับมีนายทหารใหญ่  อย่างจอมพลถนอม กิตติขจร  เป็นอธิการบดี !!!??? (แต่ผู้ที่มีอำนาจจริงในการบริหาร คือ ดร. อดุล วิเชียรเจริญ ในตำแหน่งเลขาธิการ ที่ถูกส่งจาก กต. ให้มาคุม มธ.)   นามของปรีดี พนมยงค์ต่อพวกเรานักศึกษาสมัยนั้น  เป็นนาม “ต้องห้าม-ลบ-ดำ-มืด” และถูกกระทำให้มัวหมอง  มีมณทิลพัวพันกับกรณีสวรรคตของในหลวงอานันท์รัชกาลที่ 8

ผมและเพื่อนคู่หู (ชัช กิจธรรม) ได้แต่กระซิบกระซาบกันเรื่องของท่านปรีดี  เรื่องของเสรีไทย และวิชารัฐศาสตร์/การทูต  ที่เราเรียนกันสมัยนั้น ก็ไม่มี “ประวัติศาสตร์การเมืองไทย”  ที่จะทำให้เรารู้เรื่องและเกิดสติปัญญาเกี่ยวกับสังคมไทยของเราเอง   สมัยนั้นยังไม่มีงานเขียนปลุกจิตสำนึก  อย่างงานของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล หรือไสว สุทธิพิทักษ์  เพื่อนๆและพี่ๆของเรา  เป็นลูกผู้ดีมีสกุล  อย่างสกุลสำคัญๆ เช่น ภูริพัฒน์-สิงหเสนี-ตันหยงมาศ  แต่เขาและเธอเหล่านั้น  เมื่อต้องเอ่ยพระนามหรือนามบุคคลสำคัญร่วมสมัย  ก็ดูจะอึกๆ  อักๆ ประดักประเดิด  และพร่ามัว   อีกทั้ง “คลังมันสมอง”  อย่างห้องสมุดของคณะรัฐศาสตร์  หรือของมหาวิทยาลัยสมัยนั้น  ก็มีแต่หนังสือเก่าๆ  ไร้สาระ ห่างไกลวิชาการ  ฝุ่นจับเขรอะ  ไม่น่าเข้าไปสัมผัสเสียนี่กระไร

ผมได้ปริญญา ได้เกียรตินิยม  แต่ก็เป็นบัณฑิตที่กว่าจะเริ่มเห็น “แสงสว่างทางปัญญา”  ขึ้นมาบ้าง ก็ต้องใช้เวลาเรียนหนังสือในเมืองนอกอีกหลายปี  และที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยคอร์แนลนั่นแหละ   ที่ผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเมืองไทย  เรื่องเกี่ยวกับท่านปรีดี  เรื่องของเสรีไทย  และความยอกย้อนของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

และเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2513 (1970) เมื่ออายุปาเข้าไปถึง 29 ปี ผมจึงได้มีวาสนาพบท่านปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุขเป็นครั้งแรก  ท่านปรีดีมีอายุได้ 70 ปีเข้าไปแล้ว  ท่านผู้หญิงมีอายุ 58 ปี  … ครับ ผมก็คงเหมือนกับใครๆ หลายคน  ที่เมื่อได้พบมหาบุรุษและมหาสตรีคู่นี้  ก็เริ่ม “ตาสว่าง”  และ ณ ที่ห้องพักแคบๆของท่านในกรุงปารีส  แถบมองปานาส (ท่านยังไม่ได้ย้ายไปอยู่บ้านที่อังโตนี) นั้น ผมก็ได้รับประทานอาหารมื้อที่ต้องจดจำไปชั่วชีวิต  คือ “ข้าวคลุกกะปิ”  และต่อไปนี้ ก็คือ  บทสัมภาษณ์ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายกับท่านปรีดี (ที่เคยตีพิมพ์มาแล้วในหัวข้อของ “ปรีดี พนมยงค์”  กับการเมืองของสยามประเทศไทย)

(ขอแทรกตรงนี้ว่า บริบทของการเข้าพบปะเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2513 (1970) นั้น ยังอยู่ในสมัยของ “สงครามเย็น” และความขัดแย้งกันทางด้านอุดมการณ์และลัทธิ  ยังมีการเผชิญหน้ากันระหว่างค่ายสหภาพโซเวียตและจีน กับค่ายของสหรัฐอเมริกา (และไทย) ที่เราถูกทำให้เชื่อว่าเป็นการต่อสู้ระหว่าง “เสรีประชาธิปไตย กับลัทธิคอมมิวนิสม์”  และบ้านเมืองของเราก็ “แสนจะเป็นไทย” โดยมีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็น นรม. ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ  (ซึ่งโดยเนื้อแท้  ก็คือ เผด็จการของทหาร-ร่วมด้วยช่วยกันกับข้าราชการพลเรือน และข้าราชการตุลาการ)

นี่เป็นช่วงระยะเวลาก่อนที่สหรัฐฯ  จะพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในสงครามอินโดจีน พ.ศ. 2518 (1975 ก่อนที่พนมเป็ญ-ไซง่อน-และเวียงจัน จะแตกไปตามลำดับ)  และก็ยังก่อนเวลาของเหตุการณ์ “วันมหาปิติ 14 ตุลาคม 2516 (1976)”  ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้แหละ ที่ท่านปรีดีเพิ่งจากย้ายที่พำนัก “ลี้ภัยการเมือง” ถึง 21  ปีในเมืองจีน ไปอยู่ฝรั่งเศส  เปิดโอกาสในนักเรียนนอกแบบผมได้เข้าพบปะ Continue reading

รักษาแผลด้วยน้ำเชื่อม

ภูมิความรู้ที่โครงการสมุนไพรเพื่อการพึ่งตนเองเคยแนะนำไว้ตั้งแต่ปี 2525 (ปัจจุบันคือมูลนิธิสุขภาพไทย) เรื่องการรักษาแผลเรื้อรังแผลมีหนอง ด้วยการ ใช้น้ำเชื่อม

น้ำเชื่อมรักษาแผลไม่ใช่แค่ความเชื่อ แต่ระดับอาจารย์หมอเกษียร ภังคานนท์ สมัยอยู่โรงพยาบาลศิริราช และครูพยาบาลคุณวรนุช เกียรติพงษ์ภาวร ได้ทำ การทดลองไว้เมื่อ 20 ปีก่อน ซึ่งได้ผลสรุปชัดเจนว่า น้ำเชื่อมใช้รักษาแผลเรื้อรัง แผลมีหนองได้ชะงัดนัก

%e0%b8%99%e0%b9%89%e0%b8%b3%e0%b9%80%e0%b8%8a%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%a1

http://www.decembertown.com

อาจจะคุยได้ด้วยว่าดีกว่ายาอื่นๆ ในท้องตลาดด้วยซ้ำ
หรือจะเรียกว่ายาแห่งอุดมคติของสามัญชนเลยก็ได้ เพราะ
– น้ำเชื่อมสามารถจัดการเชื้อโรคได้เรียบวุธ
– เรียกเนื้อได้เร็ว ทำให้แผลหายเร็ว
– ไม่ระคายเคืองแผล ไม่มีพิษ
– ทาแล้วเย็นสบาย (หายาทาแผลแบบนี้ได้ยาก) เวลาเปลี่ยนยาก็ง่าย
– ราคาถูก ทำเองได้

ความรู้ที่ทดลองในโรงเรียนแพทย์เช่น ศิริราชนี้ ยังแพร่กระจายไปสู่หมอที่อยู่ตามหัวเมือง ที่มีความสนอกสนใจในภูมิความรู้สมุนไพรและการเรียนรู้เพื่อ การพึ่งตนเอง เช่น สมัยที่ นายแพทย์ธารา อ่อนชมจันทร์ ยังมีชีวิตอยู่และเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลป่าแดด .เชียงราย ท่านก็ใช้น้ำเชื่อมรักษาแผลให้คนไข้ในโรง พยาบาลเป็นประจำ Continue reading