Monthly Archives: July 2015

พลิกปูมชีวิต”เจนนิเฟอร์ แพน”ลูกครึ่งแคนาดา-เวียดนาม ทำไมเธอแค้นจนต้องจ้างมือปืนฆ่าพ่อแม่?

วันที่ 28 กรกฎาคม พ.ศ. 2558 เวลา 13:45 น.

แม้จะเป็นคดีความที่จบสิ้นไปตั้งแต่เมื่อเดือนมกราคมแล้ว แต่วันนี้ เรื่องราวดังกล่าวถูกรื้อฟื้นขึ้นมาเล่าใหม่อีกครั้ง เนื่องด้วยมีประเด็นปัญหาหลายจุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องความเครียด ปัญหาครอบครัว ฯลฯ

ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับ “เจนนิเฟอร์ แพน” เด็กสาวชาวแคนาดาเชื้อสายเวียดนาม ที่ว่าจ้างมือปืนให้ไปยิงพ่อแม่ตัวเอง เนื่องจากทนแรงกดดันที่ถูกพ่อแม่บังคับให้เรียนอย่างหนักอยู่เสมอไม่ไหวอีกต่อไป

เริ่มแรกสมัยประถม เจนนิเฟอร์เคยเป็นเด็กนักเรียนที่มีผลการเรียนดีเด่น อยู่ในระดับ”เอ”สมใจพ่อแม่ แต่เมื่อถูกบีบบังคับไปนานๆ ก็ทำเกิดความเครียดสูงมาก จนเมื่อขึ้นมาเรียนชั้นมัธยมที่โรงเรียนแมรีวาร์ดคาทอลิก ผลการเรียนจึงตกต่ำลงเรื่อยๆ จนกระทั่งเรียนไม่จบชั้นมัธยมปลาย

1438067602_a-daughters-revenge Continue reading

โลกควรจดจำ “ชินด์เล่อร์ ลิสต์ ไชนีส” วีรบุรุษจีน ผู้ช่วยชาวยิวหนีตายจากนาซีกว่าห้าหมื่นชีวิต

14377073001437707562l

เป็นเวลา 20 กว่าปีแล้วที่ภาพยนตร์เรื่อง “Shindler′s List ชะตากรรมโลกไม่ลืม”ได้ทำให้ผู้คนทั่วโลกร่วมกันระลึกและสรรเสริญเรื่องราวความกล้าหาญเสียสละของนายออสการ์ชินด์เลอร์นักอุตสาหกรรมชาวออสเตรียผู้ช่วยชีวิตชาวยิวกว่า5,000คนไม่ให้ตกเป็นเหยื่อของการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์อันทารุณของทหารนาซีในช่วงสงครามโลกครั้งที่2ซึ่งวีรกรรมของนายชินด์เลอร์นั้นก็เป็นบทพิสูจน์ว่ามนุษยธรรมไม่มีเส้นแบ่งระหว่างเชื้อชาติใดๆ

อย่างไรก็ตามไม่ใช่ชินด์เลอร์ผู้เดียวเท่านั้นที่ได้หยิบยื่นความช่วยเหลือแก่ชาวยิวยังมีวีรบุรุษอีกผู้หนึ่งที่ปิดทองหลังพระช่วยเหลือชาวยิวให้พ้นจากความตาย

วีรบุรุษผู้นี้ที่ได้รับการยกย่องว่าเป็น”ชินด์เลอร์ชาวจีน”เขามีนามว่าดร.โฮเฟิ่งชานกงสุลใหญ่ของสถานกงสุลจีนในเมืองเวียนนาประเทศออสเตรียโดยขณะที่เขาปฏิบัติหน้าที่ณสถานกงสุลอยู่นั้นเขาได้ช่วยชีวิตชาวยิวราว 1,200 คนให้รอดจากเงื้อมมือทหารนาซีได้ แต่การกระทำของเขานั้นกลับไม่ได้ปรากฏต่อสาธารณะเพราะเขาได้เก็บเรื่องนี้ไว้เป็นความลับแม้กระทั่งตอนที่จากโลกนี้ไปแล้วเมื่อปี1997ในวัย96ปี Continue reading

สูตรสำหรับลงทุนเปิดร้านขายก๋วยเตี๋ยวเรือ

ใครกำลังมองหา “ธุรกิจ” เป็นของตัวเอง …เชิญทางนี้
ขอบคุณเจ้าของสูตร จิตรสว่าง คำมหา

11028033_1463234410643141_4340442650589824879_n

ก๋วยเตี๋ยวเรือ

ส่วนผสม และวิธีปรุงน้ำซุป
ใช้หม้อก๋วยเตี๋ยว เบอร์ 16 (ขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 16 นิ้ว)
น้ำสะอาด 14 ลิตร
ซีอิ๊วดำ (ตราเด็กสมบูรณ์ สูตร 5) 1/2 กระบวย

เกลือป่น (ใช้ได้ทั้งเกลือปรุงทิพย์และเกลือป่นทั่วไป) 1 1/2 ช้อนโต๊ะ
ซอสปรุงง่วนเชียงฝาสีน้ำตาล 2 กระบวย
ซีอิ๊วขาว (ตราเด็กสมบูรณ์ สูตร 5) 1 กระบวย
เต้าหู้ยี้ ก้อนใหญ่ 1 1/2 ก้อน
(ก้อนเล็ก ใช้ 3 ก้อน)

ผงชูรส จะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ 2 ช้อนโต๊ะ
รสดี รสหมู/รสเนื้อ 1/2 ซอง (หรือจะใช้คนอร์ก้อนก็ได้ 2 ก้อน)
น้ำกระเทียมดอง 2 กระบวย
น้ำตาลโอทึ้ง (น้ำตาลอ้อย) 1 กระบวย

เต้าเจี้ยว (ตราเด็กสมบูรณ์ สูตร 2) 1/2 กระบวย
กระดูกหมู-เนื้อ (เอียเล้ง) 1/2 กิโลกรัม
ใบเตย 1 กำ
รากผักชี 1 กำ
กระเทียมสดตำ 2 ช้อนโต๊ะ

เม็ดผักชี 1 ช้อนโต๊ะ
อบเชย 1/2 ขีด ประมาณ 2-3 ก้าน
ดอกโป๊ยกั้ก 1 ช้อนโต๊ะ ประมาณ 8 ดอก
กะทิสด 1 กิโลกรัม (แบ่งเป็น หัวกะทิ 1/2 กิโลกรัม หาง 1/2 กิโลกรัม)
ข่าแก่ทุบ

เหล้าจีน 1/2 กระบวย
ผงก๋วยเตี๋ยวเรือ 5 ช้อนโต๊ะ
เลือดหมูสด หรือเลือดวัว 4 กระบวย
น้ำตาลกรวด 1 ขีด

พริกหอม ยี่ห้อไร่ทิพย์ 1 ช้อนโต๊ะ
ซีอิ๊วหวาน (ใช้สำหรับเมนูก๋วยเตี๋ยวแห้ง)
ผ้าขาวบาง สำหรับไว้ห่อเครื่องเทศ Continue reading

เว็บสอนงานประดิษฐ์

พอดีเจอเว็บสอนงานประดิษฐ์ คิดว่าอาจจะมีประโยชน์กับคุณแม่บ้านที่ชอบงานอดิเรก หรือใครก็ตามที่อาจจะเหงาหาอะไรทำยามว่าง หรือคนที่กำลังสนใจหา ความรู้ แนวคิด ทักษะ เทคนิค ในการทำของขาย เว็บพี-ดิท.คอม มีข้อมูลที่มีประโยชน์ค่อนข้างมากมาย

Screen Shot 2558-07-16 at 22.28.21

 

ที่มา : http://p-dit.com/

ชวนชมวิวต่างๆ ของวัดพระแก้วแบบ 360 องศา

Screen Shot 2558-07-15 at 00.03.09

สามารถเข้ารับชมได้ที่เว็บ http://www.panogira.com/tours/wat_phra_kaew/index.html
และรับชมภาพสามมิติอื่นๆ อีกมากมาย เป็นฝีมือคนไทยทำด้วย

อาหารธรรมชาติก็เป็นยาที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง

ยาแก้ปวดธรรมชาติ ยานอนหลับ ยาบำรุงไต ยาลดไขมัน
1.ยาบำรุงไตธรรมชาติ:มันมือเสือ
2.ยานอนหลับธรรมชาติ:กล้วยหอม
3.ยาผิวหนังธรรมชาติ:เก๊กฮวย
4.ยาแก้หวัดธรรมชาติ:มะนาว
5.ยาโรคกระเพาะธรรมชาติ:กะหล่ำปลี
6.ยาแก้ปวดธรรมชาติ:ขิง
7.ยาลดความดันธรรมชาติ:คึ่นไช่
8.ยาลดไขมันธรรมชาติ:ซันจา
9.ยาลดเบาหวาน
ธรรมชาติ:กุ้ยพ้วย
10.ยาแก้อักเสบ
ธรรมชาติ:น้ำผึ้ง
11.ยาแก้ท้องร่วง
ธรรมชาติ:บ๊วย
12.วิตามินธรรมชาติ:สรอเบอรี่
13.ยาชลอความแก่ธรรมชาติ:องุ่น
14.ยาล้างสารพิษธรรมชาติ:แก้วมังกร
15.ยาต้านมะเร็ง
ธรรมชาติ:กระเทียม
16.ยาธรรมชาติลดการบวมน้ำ:น้ำลูกเดือย
17.ยาธรรมชาติช่วยให้ผิวขาว:หัวไช้เท้า
18.ยาธรรมชาติช่วยย่อยอาหาร:สับปะรด
19.ยาบำรุงปอด
ธรรมชาติ:เห็ดหูหนูขาว
20.ยาธรรมชาติช่วยให้สดชื่นลดอาการเหนื่อยล้า:น้ำส้มเช้ง
ขอให้ช่วยกันส่งต่อข้อมูลสุขภาพนี้ให้แก่คนในครอบครัวและเพื่อนๆของท่าน

ที่มา : เฟซบุ๊คเพจ สมชาย ตั้ง

7 อาการที่อาจจะบ่งบอกว่าคุณขาดวิตามินดี

วิตามินดี หมายถึง เซกโคสเตอรอยด์ (secosteroids) ที่ละลายในไขมันกลุ่มหนึ่งซึ่งทำหน้าที่เสริมการดูดซึมแคลเซียมเหล็กแม็กนีเซียมฟอสเฟตและสังกะสี ในมนุษย์ สารประกอบที่สำคัญที่สุดในกลุ่มนี้ คือ วิตามินดี3 (หรือ คอเลแคลซิเฟรอล [cholecalciferol]) และวิตามินดี2 (เออร์โกแคลซิเฟรอล [ergocalciferol]) คอเลแคลซิเฟรอลและเออร์โกแคลซิเฟรอลสามารถดูดซึมจากอาหารและอาหารเสริมได้ มีอาหารน้อยชนิดมากที่มีวิตามินดี การสังเคราะห์วิตามินดี (โดยเฉพาะคอเลแคลซิเฟรอล) ในผิวหนังเป็นแหล่งของวิตามินดังกล่าวตามธรรมชาติที่สำคัญเพียงแหล่งเดียว การสังเคราะห์วิตามินดีของผิวหนังจากคอเลสเตอรอลอาศัยการได้รับแสงแดด (โดยเฉพาะรังสียูวีบี)

เป็นที่รู้กันโดยทั่วไปว่า วิตามิน D และแคลเซียม มีความสำคัญอย่างมากกับสุขภาพของกระดูกของเรา แต่นอกจากนี้แล้ว มันยังมีประโยชน์อะไรอีกบ้าง? ผลงานวิจัยล่าสุดเผยว่าวิตามิน D มีบทบาทต่อสุขภาพของหัวใจ การทำงานของระบบภูมิคุ้มกัน และส่งผลต่อการมีอายุยืนยาวด้วย บทความนี้จะตอบคำถามว่าวิตามิน D มีประโยชน์อย่างไรกับคุณ รวมถึงประมาณที่ร่างกายของคุณต้องการ รวมถึงแหล่งอาหารที่คุณจะได้รับวิตามินชนิดนี้

วิตามิน D มีประโยชน์อะไรกับเราบ้าง?

ผลงานวิจัยล่าสุดเผยวิตามิน D มีประโยชน์ต่างๆ ดังนี้:

  • ช่วยให้อายุยืนยาว งานวิจัยล่าสุดเผยว่าวิตามิน D สามารถช่วยลดการตายที่เกี่ยวเนื่องกับโรคมะเร็ง โรคภูมิต้านทานเนื้อเยื่อตัวเอง และโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ ผลจากวิเคราะห์การสุ่มกลุ่มตัวอย่าง 18 กลุ่ม แสดงให้เห็นว่าผู้ใหญ่ที่รับประทานวิตามิน D ในปริมาณระหว่าง 400–830-IU เป็นประจำทุกวันช่วยลดความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตเนื่องจากโรควิถีชีวิต
  • ช่วยให้หัวใจมีสุขภาพดี งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าระดับวิตามิน D ในร่างกายที่เพียงพอช่วยทำให้ตัวบ่งชี้ทางชีวภาพของโรคหลอดเลือดหัวใจตีบดี ขึ้น
  • รักษาระดับความดันเลือด วิตามิน D ช่วยให้การทำงานของหลอดเลือดเป็นไปด้วยดี โดยงานศึกษาแสดงให้เห็นว่าหากเราได้รับวิตามิน D เพียงพอ (เช่น ไม่ขาดวิตามินชนิดนี้) จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคความดันสูง
  • ปกป้องกระดูก วิตามิน D และแคลเซียม ช่วยปกป้องกระดูกจากการเป็นโรคกระดูกผุ และช่วยลดความเสี่ยงต่อการแตกหักของกระดูกที่เกิดจากโรคกระดูกผุด้วย

แล้วเราต้องการวิตามิน D มากขนาดไหน?

นี่คือปริมาณการบริโภควิตามิน D ที่เหมาะสมในแต่ละวัน:

อายุ RDI
ทารก 0 – 12 เดือน 400 IU
เด็กอ่อน 1 – 4 ปี 400 IU
4 ปีขึ้นไป 400 IU

เราจะได้วิตามิน D จากไหน

มีวิธี หลักสามวิธีในการได้รับวิตามิน D: แหล่งอาหาร การรับแสงแดดอย่างปลอดภัย และจากการรับประทานวิตามินเสริม แต่ละวิธีก็มีข้อจำกัดของตนเอง แพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจะสามารถช่วยพิจารณาว่าวิธีใดในการได้รับ วิตามิน D ที่เหมาะกับไลฟ์สไตล์ของคุณ

แหล่งโภชนาการ
แหล่ง อาหารตามธรรมชาติที่อุดมไปด้วยวิตามิน D ได้แก่ ปลาที่มีมัน เห็ดตากแห้ง และไข่แดง นอกจากนี้ ยังมีอาหารที่ได้รับการเสริมวิตามิน D ลงไป เช่น นมวัว นมที่ไม่ได้จาก อาทิ นมจากข้าว ถั่วเหลือง อัลมอนด์ และข้าวโอ๊ต น้ำส้ม เนยหรือสเปรดแบบต่างๆ โยเกิร์ต และซีเรียลอาหารเช้า

นี่คืออาหารที่ให้วิตามิน D:

ปลาที่มีมัน

  • 30–35 µg ต่อน้ำมันตับปลา 1 ช้อนโต๊ะ
  • 8–13 µg ต่อปลาแซลมอน 3 oz
  • 5–9 µg ต่ปลาซาร์ดีน หรือแมคเคเรล 3 oz
  • 5 µg ต่อทูน่าในน้ำมันกระป๋อง 3 oz

แหล่งทางธรรมชาติอื่นๆ

  • 0.5 µg ต่อไขแดงขนาดกลาง 1 ใบ
  • 0.3 µg ต่อตับวัว 3 oz
  • 0.4–63 µg ต่อเห็ด 100 กรัม

อาหารที่เสริมอาหารบางชนิดลงไป

  • 2.5 µg ต่อนมวัว 1 ถ้วย (ปริมาณจริงอาจแตกต่างจากนี้ได้)
  • 2.5 µg ต่อน้ำส้ม 1 ถ้วย
  • 1.0 µg ต่อซีเรียลพร้อมรับประทาน 1 ถ้วย

แสงแดด
การที่คุณได้รับแสงแดดเป็น เวลา 5-30 นาที เป็นประจำสองครั้งต่ออาทิตย์เป็นวิธีที่ร่างกายจะดูดซึมวิตามิน D ได้อย่างเพียงพอ พื้นที่ในการโดนแสงอาทิตย์นั้นควรเน้นไปที่บริเวณใบหน้า แขน ขา หรือหลัง โดยไม่ต้องทายากันแดด ระหว่างช่วงเวลาที่แดดแรง เช่น 10.00-15.00 น. ร่างกายของเราสามารถผลิตวิตามิน D อย่างต่ำถึง 10,000 IU ภายในระยะเวลาเพียง 30 นาที ในแสงแดด ซึ่งเราเรียกกันว่าปริมาณรังสีต่ำสุด (minimal erythemal dose) แต่อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรังสี UV ในแสงอาทิตย์อาจก่อให้เกิดโรคมะเร็งผิวหนังได้ American Academy of Dermatology จึงแนะนำให้เรารับวิตามินผ่านทางอาหาร หรืออาหารเสริมมากว่า

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกสองสามปัจจัยที่ส่งผลต่อความสามารถในการได้รับวิตามิน D ที่เราต้องการจากแสงแดดเพียงอย่างเดียว:

สภาพภูมิศาสตร์

  • คนที่อาศัยอยู่เหนือ 37th parallel อาจมีปัญหาในการได้รับวิตามิน D ในปริมาณที่เพียงพอจากแสดงแดดในช่วงฤดูหนาว
  • เมืองที่อยู่เหนือ 37th parallel ได้แก่ ซานฟรานซิสโก เดนเวอร์ เซนต์หลุยส์ ชิคาโก นิวยอร์ก และริชมอนด์ นั่นหมายความว่าพื้นที่ส่วนใหญ่ในสหรัฐอเมริกาอยู่เหนือเส้นนี้

ครีมกันแดด

  • ครีมกันแดด แม้จะมีค่า SPF ต่ำแค่ SPF8 ก็สามารถป้องกันการดูดซึมของรังสี UVB เข้าร่างกายได้ในอย่างมาก

การบดบังของเมฆ

  • วันที่มีเมฆมากอาจะส่งผลต่อการลดลงของรังสี UV ได้มากถึง 50% การอยู่ในร่มจะลดระดับรังสีเพิ่มขึ้นอีก 10%

ปริมาณเมลานินในผิวหนัง

  • งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าคนที่มีผิวสีเข้มจะมีระดับวิตามิน D ต่ำกว่าคนที่มีผิวที่ขาวกว่า
  • งานวิจัยเพิ่มเติมแสดงให้เห็นว่าหากต้องการดูดซึมวิตามิน D ในปริมาณที่เท่ากัน คนอเมริกันผิวดำจะต้องโดนแสงแดดมากกว่าคนผิวขาวทั่วไปถึง 10 เท่า

เสื้อผ้า

  • เสื้อผ้าดูดซับรังสีอัลตร้าไวโอเล็ตส่วนใหญ่ไว้ งานวิจัยแสดงให้เห็นว่าในบางประเทศที่กำหนดให้ประชาชนในประเทศต้องใส่ เสื้อผ้าแขนยาวคลุมตัว จะมีการรายงานถึงการเกิดโรคขาดวิตามิน D ที่มากกว่า

ฤดูกาล

  • ในช่วงหน้าหนาว แม้ว่าแสงแดดจะส่องสว่างมากกว่า แต่โฟตอน UVF ซึ่งเป็นตัวผลิตวิตามินจะผ่านชั้นโอโซนในองศาที่เฉียงกว่าเดิม ซึ่งทำให้ถูกดูดซับโดยโอโซน จึงเหลือไม่ถึงผิวของเรา แต่อย่างไรก็ตาม ในช่วงระหว่างปี คนส่วนใหญ่ที่ได้รับปริมาณวิตามิน D ที่พอเหมาะสามารถสะสมวิตามิน D ไว้ในเนื้อเยื่อไขมัน เพื่อใช้ในหน้าหนาวได้

วิตามินเสริม
แม้ว่าอาหารควรเป็นทางเลือก แรกในการได้รับวิตามิน D แต่คนบางคนอาจพบว่าการบริโภคอาหารเพื่อให้ได้ปริมาณวิตามิน D ที่เพียงพอเป็นเรื่องยาก หากคุณเลือกรับประทานวิตามินเสริม ควรปรึกษาแพทย์ประจำตัวของคุณ และควรจำไว้ว่า Institute of Medicine กำหนดปริมาณการบริโภควิตามิน D สูงสุดไว้ที่ 2,000 IU สำหรับผู้ใหญ่ ดังนั้น จึงควรกำหนดปริมาณบริโภคของคุณไว้ต่ำกว่านั้น

สรุป… วิตามินมีประโยชน์อย่างไรบ้าง

คำตอบ: วิตามิน D ช่วยให้คุณแข็งแรง มันช่วยปกป้องหัวใจและระบบภูมิคุ้มกัน รวมถึงช่วยรักษาให้กระดูกของคุณแข็งแรงด้วย!

7 อาการต่อไปนี้ อาจจะเป็นสัญญาณบ่งบอกหรือเตือนว่าคุณอาจจะขาดหรือมีภาวะพร่องวิตามินดี 

1. ผิวคุณคล้ำหรือหมองลงง่ายกว่าปกติ
2. จิตใจหดหู่ไม่สดใส วิตามินดีมีส่วนช่วยเสริมสร้างฮอร์โมนที่มีส่วนช่วยควบคุมอารมณ์ให้แจ่มใส
3. ผู้มีอายุมากกว่า 50 ปีขึ้นมีมีความเสี่ยงต่ออาการขาดวิตามินดีมากกว่าผู้ที่มีอายุต่ำลงมา
4. ผู้ทีมีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน การมีมวลไขมันที่มากย่อมทำให้ร่างกายต้องการวิตามินดีที่มากขึ้นตามไปด้วย
5. ปวดกระดูก/ปวดเมื่อย และ/หรือ อ่อนเพลียเรื้อรัง อาจเป็นได้จากทั้งอาการพร่องวิตามินดีชั่วคราว หรืออาการขาดวิตามินดี
6. อาการเหงื่อออกหัว, หัวเปียก
7. ปัญหาเกี่ยวกับลำไส้และอวัยวะภายในช่วงท้อง หากคุณมีปัญหาเกี่ยวกับลำไส้ อาจมีผลต่อการดูดซึมธาตุอาหารและไขมันรวมถึงวิตามินดีด้วย

เรียบเรียง : blot.etcpool.com
ขอบคุณที่มาข้อมูล : https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%94%E0%B8%B5

http://www.healthyandnaturallife.com/7-signs-you-may-have-a-vitamin-d-deficiency/
https://www.goodfoodgoodlife.in.th/%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%AD%E0%B8%AD%E0%B8%A3%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%84%E0%B8%94%E0%B9%89%E0%B8%AA%E0%B8%B8%E0%B8%82%E0%B8%A0%E0%B8%B2%E0%B8%9E/%E0%B8%A3%E0%B8%AD%E0%B8%9A%E0%B8%A3%E0%B8%B9%E0%B9%89%E0%B9%80%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B9%82%E0%B8%A0%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B8%B2%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3/%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%95%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B4%E0%B8%99-D-%E0%B8%A1%E0%B8%B5%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%82%E0%B8%A2%E0%B8%8A%E0%B8%99%E0%B9%8C%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-%E0%B9%81%E0%B8%A5%E0%B8%B0a

ปลูกผักบุ้งจีนในพื้นที่ 50 ตารางวา

 ปรับปรุงจากเนื้อหาต้นฉบับ (ขออนุญาติคัดลอกและตัดทอนเนื้อหาให้เหลือเฉพาะวิธีปลูกและวิธีดูแลไม่ชี้นำเรื่องต้นทุนกำไร ทั้งนี้การทำการเกษตรไม่มีสูตรสำเร็จเพราะปัจจัยต่างๆ ในทั้งเรื่องพื้นที่และทรัพยากรณ์ของแต่ละที่และแต่ละบุคคลย่อมมีความหลากหลายแตกต่างกันไป) โดยรวมแล้วการเพาะปลูกตามลักษณะนี้จะเกิดกำไรและเป็นการสร้างรายได้ที่ดีแน่อนถ้ามีองค์ความรู้ ประสบการณ์ และระบบการจัดการดูแลเอาใจใส่ที่ดี แต่บางครั้งอาจไม่ได้สร้างรายได้ได้ดีมากในลักษณะที่เกินจริง แต่เป็นรายได้ที่การลงทุนในธุรกิจจะสามารถพึ่งพาตนเองได้แน่นอนแต่ไม่มากเกินไป

ผักบุ้งจีน เป็นพืชผักที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคชาวไทยมาช้านาน เนื่องจากมีลำต้น อวบ ตรงใหญ่ มีสีสันน่าทาน ทั้งยังเป็นพืชที่เพาะปลูกง่าย ขายได้ตลอดทั้งปี ซึ่งสายพันธุ์ที่ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคและผู้ปลูกมาที่สุดก็คือ ผักบุ้งจีนใบไผ่ ที่มีลักษณะใบเรียวเล็กเหมือนใบไผ่ ไม่มีแขนง ข้อปล้องยาว ลำต้นตรง นอกจากผักบุ้งพันธุ์นี้จะมีลักษณะน่ารับประทานแล้ว ยังเป็นพันธุ์ที่ปลูกขายได้ราคาดีอีกด้วย ซึ่งเกษตรกรผู้ปลูกยืนยันว่าในช่วงที่ราคาดี : blog.etcpool.com สามารถขายได้ 15-20 บาท / กก. เลยทีเดียว

189733

การปลูกผักบุ้งจีน

ผักบุ้งจีนใบไผ่นั้นสามารถปลูกได้ทั้งบนบกและในน้ำและสามารถปลูกได้ในดินแทบทุกชนิด ดินที่เหมาะสมในการปลูกผักบุ้งเพื่อการบริโภคสด จะเป็นดินร่วน หรือดินร่วนปนทราย ผักบุ้งชอบชื้นแฉะ ต้องการความชื้นในดินสูงมากอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเจริญเติบโตอยู่ในช่วงที่สูงกว่า 25 องศาเซลเชียส ต้องการแสงแดดเต็มที ซึ่งประเทศไทยสามารถปลูกได้ดีตลอดไป โดยมีวิธีปลูกง่ายๆ คือเตรียมแปลงโดยการไถดะและ ไถแปรให้เรียบร้อย และทำการตากแดดทิ้งไว้ เพื่อกำจัดโรคแมลงพร้อมใส่ปุ๋ยคอก ปลูกแบบได้ทั้งแบบหว่านเมล็ด และแบบแยกหน่อ

การเตรียมแปลง

1. ไถและเตรียมดินที่จะปลูกให้สมบูรณ์ วัดความเป็นกรด-ด่างในดินให้มีค่า PH อยู่ที่5 -7 ถ้าไม่ได้ให้ใส่ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมักใส่ผสมลงไปอัตรา 1 – 2 ตันต่อไร่ จากนั้นตากดินไว้ 7 วัน

2. ปรับไถดินด้วยรถไถคราดเศษวัชพืชออกให้ดินร่วนซุย ยกร่องเป็นแปลงปลูก ขนาด 50 ตารางวา (กว้าง 4 x 48 เมตร) ใช้เมล็ดพันธุ์ 4 – 5 กิโลกรัม

การเตรียมดินปลูกผัก

 

615604f81

การเตรียมเมล็ด

 

1. นำเมล็ดแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน (ถ้าต้องการให้งอกเร็วให้ต้มน้ำให้เดือดนำไปผสมกับน้ำให้อุณหภูมิอยู่ที่ 40 องศาเซลเซียส นำเมล็ดแช่น้ำทิ้งไว้ 1 คืน)

2. บ่มเมล็ดโดยห่อเมล็ดด้วยผ้าขาวบาง ทิ้งไว้ให้เปลือกของเมล็ดหลุดออก จากนั้นจึงนำไปหว่านในแปลงที่เตรียมไว้ เสร็จแล้วนำฟางหรือใบอ้อยหรือแกลบผสมปุ๋ยคอกมาคลุมปิดด้านบนเพื่อช่วยเก็บความชื้น

การดูแลรักษา

รดน้ำให้ชุ่ม (เช้า-เย็น) โดยรดทุกวัน ประมาณ 3 วัน ผักบุ้งจะเริ่มงอก ขึ้นมาเป็นต้นให้เห็น หลังหว่านได้ 5-7 วัน

โรค-แมลงศัตรูผักบุ้งที่พบว่ามีการระบาดในแปลงปลูกและสร้างความเสียหายให้แก่ผักบุ้ง ได้แก่ อาการใบหงิกงอ สาเหตุจากเพลี้ยเข้าทำลาย หากพบ ให้กำจัดด้วยน้ำหมักใบยาสูบ โดยจะหาซื้อใบยาสูบหยาบจากโรงงาน ราคาประมาณ กิโลกรัมละ 8-10 บาท อัตรา 10 กก. ใส่ในถังน้ำมัน 200 ลิตร เติมน้ำพอท่วม ปิดฝาถังหมักทิ้งไว้ 1 คืน นำไปฉีดพ่นให้ทั่วทุก 5-7 วัน จะช่วยกำจัดเพลี้ย สาเหตุของอาการใบหงิกได้

นอกจากนี้ยังพบว่ามี โรคราสนิมขาว เข้าทำลายผักบุ้ง ซึ่งพืชจะมีอาการเป้นจุดสีเหลืองซีดด้านบนใบ ด้านใต้-ใบตรงกันข้ามจะเป็นตุ่มนูนเล็ก ๆ ขนาด 1-2 มิลลิเมตร อาจพบลักษณะปุ่มปม หรือบวมพองโตขึ้นในส่วนของก้านใบและลำต้น บางครั้งจะเป็นจุดหลืองเล็ก ๆ และขยายใหญ่จนขาวทั้งใบ ซึ่งเชื้อโรคชนิดนี้จะพบมากในสภาพอากาศร้อนชื้น

วิธีการจัดการคือ หมั่นรดน้ำให้มากขึ้นและใช้น้ำปูนใสผสมฉีดพ่นให้ทั่วแปลงปลูก โดยจะผสมน้ำปูนใสได้จาก ปูน (ที่ใช้สำหรับเคี้ยวหมาก) 1 ช้อนแกง + น้ำสะอาด 20 ลิตร **นำปูนมาละลายในน้ำพอประมาณ และทิ้งไว้จนตกตะกอน กลายเป็นน้ำปูนใส กรองเอาเฉพาะน้ำปูนใสนำไปฉีดพ่นให้ทั่วทุก 5-7 วัน จะช่วยป้องกันและกำจัดเชื้อราสาเหตุของโรคพืชได้ และต้องดูแลระบบการให้น้ำในแปลงปลูก อย่าให้ชื้นแฉะจนเกินไป

pic53d54c30165b3

อายุ 7-14 วัน ช่วงนี้ควรทำให้แปลงปลูกผักบุ้งปลอดวัชพืช โดยใช้วิธีกำจัดด้วยการถอนออก แล้วใส่ปุ๋ยยูเรีย 46-0-0 โดยหว่านบางๆ ลงไปในแปลงปลูกแล้วรดน้ำตามทันที ควรทำช่วงเช้ามืด

การเก็บเกี่ยว

สามารถเก็บเกี่ยวจำหน่ายได้ตั้งแต่อายุ 18-25 วัน หรือ ผักบุ้งมีขนาดลำต้น 3 หุน ยาว 30 ซม.ในฤดูร้อน และ เก็ยบเกี่ยวที่อายุ 24-25 วัน ในช่วงฤดูหนาว ซึ่งเป็นฤดูกาลที่พืชผักเติบโตช้า โดยใช้วิะธีการถอนผักบุ้งให้ได้กำละ 1 กก. นำมาล้างให้สะอาด และคัดแยกใบเสียทิ้ง บรรจุลงในถุง 5 กก. แล้วนำส่งตลาด ซึ่งจะมีพ่อค้าในพื้นที่มารับไปจำหน่ายต่อไป

ขอบคุณต้นฉบับที่มา เรื่อง ภาพ : http://thaiinfonet.com/%E0%B9%80%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%95%E0%B8%A3/%E0%B8%9B%E0%B8%A5%E0%B8%B9%E0%B8%81-%E0%B8%9C%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%9A%E0%B8%B8%E0%B9%89%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B8%9E%E0%B8%B7%E0%B9%89%E0%B8%99%E0%B8%97%E0%B8%B5%E0%B9%88-50/