Monthly Archives: February 2014

เภสัชกรรมโบราณ : เครื่องปรุงยา

เป็นความรู้ที่มีค่ามากๆ ขออนุญาตคัดลอกมาจัดเรียงให้อ่านง่าย และจัดเก็บไว้ป้องกันสูญหาย

เภสัชกรรมโบราณ : เครื่องปรุงยา

ในเรื่องเครื่องปรุงยา เกี่ยวกับตำรับยา มีองค์ประกอบสำคัญอยู่๔ ประการ คือ
๑. ตัวยาสำคัญ
๒. ตัวยาช่วย
๓. ตัวยาคุม
๔. เครื่องปรุง

๑. ตัวยาสำคัญ คือตัวยาที่ใช้แก้โรค หรืออาการของโรค บำบัดรักษาโรคให้หายได้ เมื่อเอามาประสมกันเข้าแล้ว อาจมีฤทธิ์และกำลังโดยคุณวิเศษที่จะต่อสู้ความไข้ให้ระงับดับหายไปด้วยอำนาจของยานั้นคือ

ตัวยาจริง

๒. ตัวยาช่วย คือตัวยาที่ช่วยกำลังของตัวยาสำคัญ ที่จะทำให้มีฤทธิ์ มีสรรพคุณดียิ่งขึ้น

๓. ตัวยาคุม คือตัวยาที่คุมกำลัง ฤทธิ์ หรือสรรพคุณของตัวยาสำคัญ ที่จะให้เป็นไปด้วยดี โดยฤทธิ์ยาเดินสม่ำเสมอ

๔. เครื่องปรุง คือสิ่งที่จะช่วยปรุงยาให้เป็นรูป เป็นรส กลิ่นต่างๆ เมื่อปรุงรส แต่งกลิ่น ชวนให้น่ารับประทานง่าย ชวนให้ดม หรือเพิ่มกลิ่นให้หอมตามความมึ่งหมาย โดยการเพิ่มเติม แทรกด้วยตัวยาเครื่องหอมและของที่สูงด้วยคุณค่าและราคา เช่น กฤษณา พิมเสน โคโรค อำพันทอง ชมดเชียง ชมดเช็ด หญ้าฝรั่ง น้ำดอกไม้เทศ น้ำดอกไม้สดแช่ การะบูน ทองคำเปลว เป็นต้น

Continue reading

โยเกิร์ตทำเอง

นั่งหาวิธีลองทำโยเกิร์ตทำเอง ความรู้เรื่องวิธีการทั่วๆ ไปคงมีอยู่เต็ม google และ youtube อยู่แล้ว แต่ก็หยิบออกมาได้สองคริปสำหรับการทำคร่าวๆ

บันทึกไว้ง่ายแบบตัวอักษรสำหรับท่านที่ไม่มีเวลาดูคลิป

ส่วนประกอบ:

– นมสดพาสเจอไรซ์ จะพร่องหรือไม่พร่องมันเนยก็ได้ แล้วแต่ความพอใจ
– นมผงจะใส่หรือไม่ใส่ก็ได้ อาจใส่สำหรับคนที่ต้องการเนื้อโยเกิร์ตที่ข้นหนาเป็นครีม
– จุลินทรีย์ที่ใช้สำหรับเป็นหัวเชื้อ แบ่งได้เป็น
— โยเกิร์ตรสธรรมชาติตามร้านค้าทั่วๆ ไป
— นมเปรี้ยวรสธรรมชาติทั่วๆ ไป เช่นยาคูลท์ หรือยี่ห้ออื่นๆ
— ที่กำลังจะทำการทดลองในโอกาสต่อๆ ไปคือ หัวเชื้อน้ำหมักชีวภาพแบบที่เตรียมเพื่อการบริโภค

ทำ:

– ตวงนม ในที่นี้ใช้ 2 ลิตร (1 แกลลอนที่ขายตามห้าง)

@ : ตวงนม ตามคลิปว่าไว้ว่า จริงๆ แล้ว หัวเชื้อโยเกิร์ต 1 ถ้วยที่ขายปกติ (ประมาณ 110 มิลลิตร(cc. , ml.) ) จะใช้ทำโยเกิร์ตกับนมได้ถึง 5 ลิตร แต่จากสูตรทั่วๆ ไป ตามเน็ตที่ค้นได้คือ บ้างก็ใช้ 1 : 5 บางคนก็ใช้ 1 : 10 อยู่ที่ความต้องการที่จะเร่งเวลาในการทำ อยากให้เป็นเร็วก็เพิ่มอัตราส่วน ถ้ามีเครื่องบ่มหรือมีที่อุณหภูมิหรือที่ที่คุมอุณภูมิได้ก็อาจจะใช้สูตรที่ไม่ต้องใช้โยเกิร์ตเยอะก็ได้ แต่โดยส่วนตัวที่ทดลองทำครั้งแรกนี้ใช้ 1 : 10 และไม่ใส่นมผง

– นำไปตั้งไฟ ถ้าจะตั้งไฟโดยตรงต้องใช้ไฟอ่อน และคนตลอดเวลาจนกว่านมจะอุ่นจนเกือบเดือดแต่ห้ามเดือด ถ้ามีที่วัดอุณหภูมิก็วัดให้ได้ประมาณไม่เกิน 90 องศา จากนั้นทิ้งให้เย็นตัวลงจนถึงประมาณ 45 องศาเซลเซียส คืออุณหภูมิที่จุลินทรีย์หัวเชื้อทนไหว ถ้าอุณหภูมิสูงกว่านี้เติมไปหัวเชื้อก็ตายหมด ไม่ได้โยเกิร์ตอดกิน บรรดาหมู่ชนบนอินเตอร์เน็ตท่านว่าหากไม่มีที่วัดอุณหภูมิให้ลองหยดนมลงบนหลังมือถ้าอุ่นๆ พอไม่ร้อนจนลวกเป็นอันใช้ได้

@ : ส่วนใหญ่การตั้งไฟเข้าใจเองว่าน่าจะสำหรับคนที่จะทำสูตรที่เติมนมผง เพื่อให้นมผงละลาย และเพื่อให้นมอุ่น อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะช่วยเร่งปฏิกริยาในการหมัก ทำให้จุลินทรีย์ทำงานเร็วกว่าเปิดแกลลอนเทหมักกันเย็นๆ แต่ก็ได้ผลเหมือนกัน แต่ใช้เวลามากกว่ากันพอสมควรสำหรับการเปิดหมักกันเย็นๆ เลย

– เติมนมผง นมผง : นมสด / 1 : 10 ถ้านม 1 ลิตร ก็ใช้นมผง 100 กรัม หรือ 1 ขีด ถ้าเพิ่มหรือลดก็ทอนสูตรเอา แล้วคนให้ละลายทั่วถึงกันดี

– เติมหัวเชื้อจุลินทรีย์ เติมโยเกิร์ตตามปริมาณที่กะไว้แล้ว แล้วคนให้เข้ากัน

– บ่ม ถ้ามีที่ที่คุมอุณหภูมิได้ให้อยู่ในช่วงประมาณไม่เกิน 50 องศาเซลเซียสได้ ให้นำไปเก็บไว้ 4-6 ชั่วโมง บ้างก็เก็บในกล่องโฟม บางท่านให้คำแนะนำที่น่าสนคือให้เอาไปไว้ที่หลังตู้เย็น ซึ่งเป็นความคิดที่ดี เพราะอุ่นๆ กำลังดีพอสมควร

– พอได้ที่แล้วต้องเก็บเข้าตู้เย็น เก็บไว้ทะยอยแบ่งบริโภคได้ประมาณ 1-2 สัปดาห์

1743520_770216986323672_404782344_n1623765_770216946323676_1159163345_n1622794_770216892990348_1206883349_n

@ : เวลาในการบ่มไม่แน่นอน ตามสูตรทั่วๆ ไปที่เค้าอุ่นนมและเติมนมผงกันว่าไว้ว่า 4-6-8 ชั่วโมง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการรสเปรี้ยวของเราด้วย

PS1 : สูตรที่ทำครั้งแรกนี้ แทบไม่ได้เดินตามสูตรทั่วๆไปเลยคือ เปิดนม เปิดโยเกิร์ต เทใส่กัน คนๆ แล้วเก็บเลย เย็นๆ ตอน 21.00 น. มาดูตอน 09.00 ปรากฎว่ามีกลิ่นเป็นโยเกิร์ตและเห็นน้ำใสๆ บนฝาแล้ว แต่ความข้นการแข็งตัวยังไม่ได้ คิดว่าจะลองทิ้งไว้เพิ่มอีก 6-8 ชั่วโมงจนกว่าจะพอใจ

PS2 : การทดลองทำในอนาคตคือ เปลี่ยนหัวเชื้อจุลินทรีย์ เป็นนมเปรี้ยว หรือน้ำหมักสูตรป้าเช็ง และทดลองปรับ ลด/เพิ่ม เวลาในการหมัก

 

ไม่สงวนสิทธิ์ แต่หากนำงานเขียนไปใช้จะดัดแปลงหรือไม่ดัดแปลงเนื้อความก็ตาม กรุณาเครดิตเป็นกำลังใจซึ่งกันและกันด้วย
blog.etcpool.com

ลองดูก็ไม่เสียหาย : ธรรมชาติบำบัดหลอดเลือดหัวใจอุดตัน

แพทย์เฉพาะทางด้านหลอดเลือดหัวใจเห็นทีจะตกงาน เมื่อมีสูตรลับสุดยอดที่จะไม่ทำให้เกิดการอุดตันของหลอดเลือด

ซึ่งเป็นประสบการณ์ส่วนตัวของชายคนหนึ่งที่อาศัยอยู่ในกรุงลอนดอน เมื่อเขาได้เดินทางไปประชุมที่ประเทศปากีสถาน และเกิดอาการเจ็บหน้าอกอย่างฉับพลัน ถูกส่งตัวเข้าโรงพยาบาลและตรวจพบว่า เส้นเลือดสามเส้นที่ลำเลียงเข้าสู่หัวใจของเขาเกิดการอุดตัน ต้องทำการผ่าตัด ในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า

ในช่วงเวลานั้นเขาได้ไปพบนักบำบัดชาวมุสลิมโบราณ ชื่อ Hakim, Hakim ได้ปรุงยาให้เขาทานเป็นเวลานาน 1 เดือน หลังจากนั้นเขาได้กลับไปที่โรงพยาบาลเดิมอีกครั้งเพื่อตรวจอาการ กลับพบว่าเส้นเลือดทั้งสามเส้นนั้นไม่พบการอุดตัน

เนื่องจากชายผู้นี้ป็นผู้ที่เคร่งครัดในศาสนาคริสต์ และต้องการช่วยเหลือผู้คน จึงได้นำเอาภาพของเส้นเลือดทั้งสามเส้น ทั้งที่ตรวจพบการอุดตัน และหลังจากการบำบัด ซึ่งในภาพได้แบ่งปันถึงสูตรนั้น อัพโหลดสู่อินเตอร์เน็ต

วัตถุดิบ:

มะนาวหนึ่งลูกครึ่ง และขิง 2 ชิ้นใหญ่ และน้ำส้มสายชูจากแอปเปิ้ล600cc

วิธีทำ:

1. ขิงปลอกเปลือกหั่นเป็นชิ้นบางๆ
2. นำขิงใส่หม้อ เติมน้ำมะนาว น้ำส้มสายชู เปิดไฟแรงจนเดือดจึงลดไฟลงต้มต่อ โดยไม่ต้องปิดฝาหม้อ ใช้เวลาต้มประมาณครึ่งชั่วโมง หรือปริมาณของเหลวลดลงครึ่งหนึ่ง
3. วางทิ้งไว้ให้เย็น เก็บใส่ขวดปิดฝา ใส่ตู้เย็น ดื่มเวลาท้องว่าง โดยนำ 2 ช้อนโต๊ะ (30-40 cc) เจือจางกับน้ำเปล่า 500cc แบ่งดื่มวันละ 3 เวลา เช้า กลางวัน เย็น

เมื่อดื่มต่อเนื่องไปเป็นเวลาหนึ่งเดือน จะไม่ตรวจพบเส้นเลือดเกิดการอุดตัน 
เคล็ดลับสุดยอดนี้จำเป็นต้องเผยแพร่ให้แก่ผู้คนที่ท่านรัก

ขอบคุณข้อมูลจากเฟ๊ซบุ๊ค

แนะนำเว็บดีๆ อ่านง่ายๆ เกี่ยวกับเรื่องขยะและการรีไซเคิล

เป็นเว็บเล็กๆ เนื้อหาไม่ได้มากมายอะไรแต่ให้ความรู้ได้ดีพอสมควร ไม่แน่นและไม่โหรงเหรงอ่านเข้าใจง่าย

http://cowboy02.com/ก่อนอื่นมาทำความรู้จักกันก่อนว่าขยะหลังจากนำมารีไซเคิลได้ จะสามารถนำไปทำเป็นอะไรได้บ้าง

บทความน่าสนใจ : ขายดีจนเจ๊ง

ไปเจอมาน่าสนใจมากๆ สำหรับการทำธุรกิจ ขออนุญาตินำมารวบรวมบันทึกไว้….

ขายดีจนเจ๊ง

1795497_534749179978163_1747024348_n

คนค้าขายบางคน บางเจ้า ขายดีจนเจ๊ง…
ไม่ได้ผิดหรอกครับ ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ ขายดี…จนกระทั่งธุรกิจเจ๊ง แล้วต้องปิดตัวลงแบบเจ้าตัวยังงงๆ กับชีวิตว่าเกิดอะไรขึ้นเหตุการณ์เช่นนี้ มักเกิดขึ้นกับ SMEs ในบ้านเรา ที่เริ่มต้นเติบโตมาจากระบบเจ้าของคนเดียว มีความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เอาความเชี่ยวชาญนั้นมาทำธุรกิจ จนประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้า มีลูกค้ามากมายแต่อยู่ๆ ก็เกิดอาการซวนเซ แล้วเจ๊งไปซะง่ายๆ มีเพื่อนรายหนึ่ง อยู่ในอาการที่ว่ามานี้ โชคดีที่มาถามก่อนเจ๊ง เพื่อนมาถามผมว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่ธุรกิจไปได้ดี ลูกค้ามากมาย ยอดขายแต่ละวัน…นับเงินเมื่อยมือ แต่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้ในธุรกิจ เหมือนเติมไม่เต็ม ตลอดหลายปีที่ทำธุรกิจมา

 

ผมเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า “เป็นเจ้าของกิจการมีเงินเดือน เดือนละเท่าไหร่?

“เงียบ…แทนคำตอบ ก่อนที่จะถามกลับมาว่า ทำไมต้องมีเงินเดือน ในเมื่อเป็นเจ้าของอยู่แล้วผม

ถามคำถามที่สอง “แล้วเจ้าของใช้เงิน เดือนละเท่าไหร่?

“ลังเลนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า ไม่รู้ว่าเดือนละเท่าไหร่ เพราะจะใช้อะไรก็หยิบไปจากลิ้นชัก ไม่ได้จดไว้ว่าเท่าไหร่ อาศัยว่าถ้าเงินพอก็หยิบไปได้ ถ้าไม่พอ ก็รอให้เงินพอก่อน แล้วค่อยหยิบผมถามคำถามที่สาม “เงินที่หยิบจากลิ้นชักไป เอาไปซื้ออะไรบ้าง”คราวนี้สาธยายยาวเหยียด…ก็ซื้อทุกอย่าง กินข้าว ซื้อของเข้าบ้าน เลี้ยงสังสรรค์ ผ่อนรถ…ฯลฯ

ผมสรุป…”นั่นแหละสาเหตุ”

อธิบายเรื่องทีวีดิจิตอลจากกระทู้ในพันทิป

ขออภัยจำที่มาแน่ๆ ไม่ได้ จะเพิ่มเติมให้หากได้ข้อมูลในอันดับต่อไป

1388377308-1388325040-o