Monthly Archives: September 2009

โรคข้อเสื่อม

หลังจากไปพบแพทย์มาด้วยอาการปวดหลังและขาอย่างหนัก เมื่อต้นเดือน และไปพบอีกครั้งเมื่อวาน ก็ได้ผลอันเป็นที่น่าพอใจ คือ ได้ประสบความสำเร็จในการเป็นโรคข้อเสื่อมเป็นที่เรียบร้อย ก็เลยลองหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้เพื่อเตรียมตัวและประดับความรู้ ก็เลยถือโอกาสขอรวบรวมมาเก็บไว้ในบล๊อกด้วยเลย

คงจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมกันหลายครั้งเพื่อเพิ่มเติมข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้และเท่าที่เวลาและกำลังจะอำนวย

โดยนพ.สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์
คู่มือสำหรับประชาชนโรคข้อ-เข่าเสื่อม สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย

โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ อุบัติการเพิ่มสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น การที่ผู้ป่วยมีความเข้าใจถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค ลักษณะอาการก็จะช่วยให้การดูแลรักษาประสบความสำเร็จได้ดี ช่วยลดความทรมาน ลดความพิการของข้อ และช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการรักษา

โรคข้อเสื่อมคืออะไร ?

โรคข้อเสื่อมหมายถึง โรคที่มีความผิดปกติที่กระดูกอ่อนผิวข้อและกระดูกบริเวณใกล้ข้อ มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนผิวข้อทั้งทางด้านรูปร่างทางด้านโครงสร้าง ทางด้านชีวะเคมี และทางด้านชีวะพลศาสตร์ กระดูกอ่อนผิวข้อจะบางลง ทำให้การทำงานของกระดูกอ่อนผิวข้อเสียไป เช่น

  • หน้าที่ในด้านการกระจายแรงที่มาผ่านข้อ เสียไป
  • หน้าที่ในการให้กระดูกเคลื่อนผ่านกันอย่างนุ่มนวลเสียไป ทำให้เกิดเสียงเวลาเคลื่อนไหว
  • มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกที่อยู่ใกล้ข้อ เช่นมีกระดูกงอกออกทางด้านข้างของข้อ (maginal osteophyte)
  • กระดูกใต้ต่อกระดูกอ่อนมีการหนาตัวขึ้น ทำให้เกิดอาการต่างๆ ของข้อ เช่น ปวดข้อ ข้อฝืด ข้อแช็ง มีเสียงดังที่ข้อ เวลาที่ข้อมีการเคลื่อนไหว
  • องศาของการเคลื่อนไหวของข้อลดลง ข้อโตขึ้นถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะเกิดการพิการตามมา เช่น ข้อหลวม ข้อโก่ง ข้อบิดเบี้ยว รูปร่างของข้อผิดไป

โรคข้อเสื่อมพบได้บ่อยไหม ?

โรคข้อเสื่อมเป็นดรคที่พบได้บ่อยที่สุดของปัญหาข้อที่เกิดในคนสูงอายุ อุบัติการของโรคขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรค ถ้าการวินิจฉัยโรคอิงการเปลี่ยนแปลงทางภาพเอ็กซ์เรย์โดยไม่คำนึงถีงอาการของ ข้อจะพบอุบัติการของดรคข้อเสื่อมในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ถึงร้อยละ 70 ซึ่งจะสูงกว่าการวินิจฉัยโรคที่คำนึงว่าต้องมีอาการร่วมกับการเปลี่ยนแปลง ทางเอ็กซ์เรย์ ด้วยในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี พบได้ที่ร้อยละ 50 โดยมีองค์ประกอบที่มีผลต่อการพบโรคข้อเสื่อมคือ

  • อายุ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการเกิดโรค โดยพบอุบัติการของโรคข้อเสื่อมเพิ่มขึ้นตามอายุ สามารถเริ่มพบโรคข้อเสื่อมได้ตั้งแต่อายุ 20 ปี เป็นต้นไป คนที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปจะพบโรคนี้ตามอาการทางคลีนิคประมาณร้อยละ 50
  • เพศ พบอุบัติการพอกันทั้งเพศหญิงและชาย แต่ถ้าเปรียบเทียบอายุ ในอายุที่ต่ำกว่า 45 ปี เพศชายจะพบได้มากกว่าในเพศหญิง ในช่วงอายุ 45-54 ปี ทั้งสองเพศจะพบพอๆกันในช่วงอายุมากกว่า 54 ปีขึ้นไปจะพบได้ในเพศหญิงสูงกว่าเพศชาย อาจเป็นผลเนื่องจากวัยทองทำให้การสึกกร่อนของข้อมีมากกว่าในช่วงวัยหมดประจำ เดือน
  • พันธุศาสตร์ ประเพณี อาชีพ ในแต่ละประเทศพบอุบัติการข้อเสื่อมในแต่ละข้อไม่เท่ากันเป็นผลจากพันธุ ศาสตร์ ขนบธรรมเนียมและอาชีพ เช่นในไทยพบโรคข้อเสื่อมของข้อเข่ามาก ในขณะประเทศทางด้านซึกตะวันตกพบโรคข้อเสื่อมของข้อสะโพกมาก ตามอาชีพ อาชีพทำนาก็จะพบโรคข้อเสื่อมของข้อกระดูกสันหลังบั้นเอวมาก ในแม่บ้านมักจะเป็นโรคข้อเสื่อมของข้อนิ้วมือ ในอาชีพแม่ค้าที่ต้องเดินมากก็จะพบโรคข้อเสื่อมของข้อเข่ามาก เป็นต้น

สาเหตุของโรคเกิดจากอะไร ?

โรคข้อเสื่อมมีสาเหตุได้ต่างๆกัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีหลายองค์ประกอบในการทำให้เกิดโรค องค์ประกอบทำให้เกิดโรค องค์ประกอบเหล่านี้บางอย่างสามารถหลีกเลี่ยงได้ก็จะไม่ทำให้เกิดโรคข้อ เสื่อม หรือช่วยชลอการเกิดให้ช้าลง องค์ประกอบของการเกิดโรคได้แก่

1. อายุ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ในการศึกษาการระบาดวิทยาพบว่าอายุมากขึ้นจะยิ่งพบอุบัติการโรคข้อเสื่อมมาก แต่อาการปวดและความพิการไม่จำเป็นต้องเป็นมากขึ้นตามอายุ โดยเมื่ออายุมากขึ้นกระดูกอ่อนผิวข้อมีความทนต่อแรงกดลดลงตามลำดับ จากที่มีการเปลี่ยนแปลงของสารที่อยู่ในกระดูกอ่อนผิวข้อ เช่น โปรตีโอกลัยแคน คอลลาเจนและ
การทำงานของเซล์กระดูกอ่อน (chondrocyte cells) นอกจากนี้ประสาทส่วนปลายเมื่ออายุมากขึ้นจะทำงานลดลง ซึ่งจากการทดลองพบว่าถ้าเส้นประสาทที่มาเลี้ยงข้อเสียไปจะมีผลทำให้โรคข้อ เสื่อมเร็วขึ้นจากการที่ไม่สามารถจัดให้มีแรงผ่านของข้อได้อย่างถูกต้อง แรงหรือ
น้ำหนักที่ผ่านข้อที่ลงที่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไปจะทำให้ตำแหน่งนั้นมีการ เสียหายและทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมต่อมาได้ ดังนั้นเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ประสาทส่วนปลายทำงานลดลง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โรคข้อเสื่อมเกิดได้เร็วขึ้น

2. พันธุกรรมและโรคเมตาโบลิซึม โรคข้อเสื่อมพบบ่อยในรายที่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของกระดูกอ่อนผิวข้อ (cartilage matrix) ผู้ป่วยที่เป็นโรคที่มีผลึกไปฝังตัวในกระดูกอ่อนผิวข้อจะทำให้เกิดโรคข้อ เสื่อมได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่มีการเกิดผลึก โรคที่ทำให้เกิดมีการฝังตัว
ของผลึกในกระดูกอ่อนผิวข้อและทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมได้ ได้แก่ โรคเก๊าท์ โรคเก๊าท์เทียม ฮีโมโครมาโตซีส (hemochromatosis) โรควิลสัน (Wilson’s disease) และโรคข้อจากโอโครโนทิส (ochronotic arthropathy) โดยพบมีผลึกของกรดยูเรต (monosodium urate) ผลึก
ของแคลเซี่ยมไพโรฟอสเฟต (calcium pyrophosphate dihydrate) ผลึกฮีโมสิเดอริน (hemosiderin) ทองแดง กรดโฮโมเจนทิสิทโพลีเมอร์ (homogentisic acid polymers) มาฝังตัวในกระดูกผิวข้อและมีผลทำให้เกิดโรคข้อเสื่อม โดยมีผลโดยตรงต่อกระดูกอ่อนผิวข้อ ในการทำงานขององค์ประกอบต่างๆที่มีในข้อ หรือมีผลทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อแข็งขึ้นกว่าปกติ ทำให้การรับการส่งแรงที่มากระทบเปลี่ยนแปลงไป

3. การเปลี่ยนแปลงในเมตาโบลิซึมของการทำงานของเซลกระดูกอ่อน การทำงานของเซลกระดูกอ่อนในคนปกติแตกต่างจากคนที่เป็นโรคข้เสื่อม เป็นภาวะทางพันธุกรรมไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม แต่ภาวะดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นเองหรือมีตัวมากระตุ้นแล้วทำให้เกิดข้อเสื่อม ยังไม่ชัดเจน

4. โรคที่มีข้ออักเสบ (Inflamatory joint disease) โรคข้อเสื่อม โดยตัวของมันเอง ไม่มีเยื่อบุข้ออักเสบ ถ้าเจาะตรวจน้ำจากข้อเสื่อมจะได้เซลล์จากน้ำไขข้อไม่เกิน 2000 /ลบ.มม. ในรายที่เป็นมากจนทำให้เกิดการแตกยุ่ยของผิวกระดูกอ่อน ไม่ว่าจะโดยแรงที่ผ่านเข้ามาหรือเอ็มไซม์ที่มาย่อยชิ้นส่วนที่หลุดออกมาอยู่ ในน้ำไขข้อ จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการหลั่งของ คอลลาจิเนส (collagenase) และเอ็มไซม์ไฮโดรไลทิค (hydrolytic enzyme) จากเยื่อบุข้อและจากเซลแมคโคเฟท (macrophage) ทำให้เกิดมีการทำลายโครงสร้งของกระดูกอ่อนได้ในรายที่มีข้ออักเสบ เช่นจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้ออักเสบติดเชื้อหรือข้ออักเสบจากสาเหตุอื่นๆ การทำลายของกระดูกอ่อนผิวข้อเกิดจากเอ็มไซม์ที่หลั่งออกมาจากเยื่อบุข้อ หรือเซลเม็ดเลือดขาว และมีผลทำลายโครงสร้างของกระดูกอ่อนผิวข้อซึ่งจะทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมขึ้น

5. การได้รับบาดเจ็บของข้อ (truama) เป็นที่รู้กันดีว่าในรายที่มีกระดูกหักหรือการบาดเจ็บอันมีผลต่อการ เคลื่อนไหวของข้อซ้ำๆหลายครั้งโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องผลสุดท้ายจะ ทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมได้ ตัวอย่างลูกสบ้าเคลื่อนหลุดจากต่ำแหน่งบ่อยๆ การหลุดของหัวกระดูกสะโพกบ่อยๆ การออกแรงกระทำซ้ำๆครั้งแล้วครั้งเล่าจะมีผลต่อข้อ โดยทำให้มีการแข็งขึ้นของกระดูกที่อยู่ใต้ต่อกระดูกอ่อน (subchondral bone) และมีผลต่อการฉีกขาดเสียหายของกระดูกอ่อนผิวข้อมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปแรง ที่ส่งผ่านข้อ

นอกจากน้ำหนักตัวในตำแหน่งข้อที่เกี่ยวกับการรับน้ำหนักแล้วยังมีแรงที่ เป็นผลจากกล้ามเนื้อทำงานหดตัวในขณะร่างกายเคลื่อนไหว ในคนปกติขณะเดินจะมีแรงผ่านข้อเข่าประมาณ 4-5 เท่าของน้ำหนักตัว ในการนั่งยองๆ แรงจะเพิ่มเป็น 10 เท่าของน้ำหนักตัว ซึ่งจะเห็นได้ว่ากระดูกอ่อนต้องทำหน้าที่รับแรงดังกล่าว อาชีพที่ทำให้มีแรงผ่านข้อมากผิดปกติ เช่น คนงานขุดถนนที่ใช้สว่านขุดเจาะถนน หรือในนักกีฬา ในขณะที่มีแรงผ่านข้อมากถ้าโครงสร้างภายในกระดูกอ่อนผิวข้อรับไม่ไหวจะเกิด มีการทำลายของโครงสร้างของกระดูกอ่อนและทำให้การกระจายแรงที่ผ่านข้อเสียไป ขณะเดียวกันกระดูกที่อยู่ใต้ต่อกระดูกอ่อน ก็จะมีการแตกหักแบบเล็กๆ
ขบวนการซ่อมแซมของร่างกายอันได้แก่ การสร้างกระดูกมาแทนที่ (callus formation) และจัดตัวใหม่ของกระดูกภายหลังกระดูกหัก (remodeling) ผลการซ่อมแซมใหม่ทำให้กระดูกแข็งขึ้นทำให้การกระจายแรงก็จะแย่ไปด้วย จะมีผลให้แรงลงที่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินกว่า
ปกติและทำให้เกิดโรคข้อเสื่อม

6. ความอ้วน (obesity) บทบสทของความอ้วนยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่บางรายงานสรุปว่า ความอ้วนไม่ได้เป็นองค์ประกอบใดในการทำให้เกิดโรค บางรายงานพบโรคข้อเสื่อมเพิ่มขึ้นในคนอ้วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศหญิง และเป็นในข้อที่รับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่า เหตุผลที่สำคัญของความอ้วนที่ทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมก็คือแรงกดที่เพิ่มมาก ขึ้นอันเป็นผลจากน้ำหนักตัวและการกระทำซ้ำๆกันทุกวัน จึงทำให้ข้อที่รับน้ำหนักเกิดโรคข้อเสื่อมได้เร็วกว่าปกติ

องค์ประกอบเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคข้อเสื่อม ?

องค์ประกอบเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดโรคข้อเสื่อมที่สำคัญคือ การได้รับบาดเจ็บและการได้รีบแรงผ่านข้อมากเกินไป การใช้ข้อไม่ถูกต้อง อาชีพที่มีการใช้งานของข้อนั้นซ้ำๆที่ทำให้ข้อได้รับบาดเจ็บ และความอ้วน ถ้าผู้อ่านท่านใดรู้ว่าตัวเองมีองค์ประกอบเสี่ยงก็ควรรีบหาทางแก้ไขตำแหน่ง ของข้อที่เป็นโรคข้อเสื่อมได้บ่อยในคนไทยคือ ข้อเข่า ข้อกระดูกสันหลังระดับบั้นเอว ข้อกระดูกสันหลังระดับคอ ข้อปลายนิ้วมือ ขอ้กลางนิ้วมือ ข้อกระดูกนิ้วหัวแม่มือต่อกับกระดูกข้อมือ และข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า ที่บ่อยที่สุดคือข้อเข่า

อาการของโรคข้อเสื่อม

อาการของโรคข้อเสื่อมมักเป็นอาการที่ปรากฏเฉพาะตำแหน่งของข้อที่เป็นใน ระยะแรก อาจจะมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักเสมอก็คือ อาการที่มีจะสัมพันธ์หรือไม่สัมพันธ์กับพยาธิสภาพ หรือการเปลี่ยนแปลงทางเอ็กซ์เรย์ของข้อก็ได้ ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าหมายความว่าอย่างไร โดยความเป็นจริงแล้วร่างกายจะมีการซ่อมแซมตัวเองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อเกิดอาการโรคข้อเสื่อมจากการเป็นแต่ละครั้งจะทำให้ปวดข้อและกระดูกอ่อน ผิวข้อบางลงอย่างช้าๆ อาการปวดที่มีร่างกายจะซ่อมแซมจนทำให้หายปวด แต่ในการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนที่บางลง จะไม่สามารถกลับคืนมาสู่ปกติได้ ดังนั้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคมานานก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างของข้อจะ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการรักษาในรายที่ได้รับการดูแลรักษาดี โครงสร้างก็จะเสียไปน้อย แต่ในรายที่รักษาไม่ดีโครงสร้างก็จะเสียไปมาก แต่ขณะที่มาพบแพทย์อาจไม่มีอาการของโรคข้อเสื่อม ได้ถ้าผู้ป่วยมีการดูแลรักษาดี

  • อาการปวด เป็นอาการแรกที่จะพบในโรคข้อเสื่อม ระยะแรกการปวดข้อจะเกิดภายหลังการใช้ข้อมากกว่าปกติ แต่มักบอกต่ำแหน่งของการปวดได้ไม่ชัดเจน ผู้ป่วยมักจะบอกเพียงว่าเป็นที่ข้อเข่า ข้อนิ้วมือ มักเป็นข้างหนึ่งข้างใดของร่างกายก่อนในระยะแรก เช่นเป็นข้อเข่าขวาก่อน สักระยะหนึ่งเช่น 2-3 เดือน ถ้าโรคข้อเสื่อมเข่าขวาไม่ได้รับการดูแลรักษาอาการปวดข้อเข่าขวาที่เป็นจะทำ ให้ผูป่วยพยายามลดการใช้งานของข้อเข่าขวา ทำให้ต้องใช้งานข้อเข่าซ้ายมากขึ้น ข้อเข่าซ้ายที่ทำงานมากขึ้นถ้าหากการทำงานมากเกินกว่าความแข็งแรงของ โครงสร้างที่มี ก็จะเริ่มเกิดอาการปวดข้อข้างซ้ายจะเป็นมากขึ้นจากการใช้งานข้อมากกว่าปกติ อาการปวดจะดีขึ้นหรือหายเมื่อได้พักข้อ ถ้าเป็นมากขึ้นจะมีอาการปวดแม้เวลาใช้ข้อเพียงเล็กน้อย และถ้าเป็นมากขึ้นอีก ก็จะปวดแม้เวลาหยุดพักข้อ สิ่งน่าสังเกตุคืออาการปวดจากโรคข้อเสื่อมมักสัมพันธ์กับการใช้งาน และดีขึ้นเมื่อได้รับการพักการใช้ข้อ ซึ่งเป็นวิธีการทางธรรมชาติที่ข่วยดูแลตัวเราให้มีการใช้ข้อให้พอดี สัญญาณปวดข้อถือเป็นอาการเตือนที่สำคัญที่ทำให้เราต้องสำรวจตัวเราว่า มีการใช้งานของข้ออย่างไม่เหมาะสมหรือมากเกินไปหรือไม่ ถ้าพบว่ามีการใช้ข้อไม่เหมาะสมก็ให้แก้ไขการใช้ข้อให้ถูกต้องเพื่อให้ข้อ กลับสู่ปกติโดยเร็ว ถ้าพบว่ามากเกินไปจะได้ลดการใช้งานลง เพื่อให้ข้อได้พักผ่อนและซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาพเดิมมากที่สุด
  • ข้อฝืด (localized stiffness) เป็นอาการที่เกิดขึ้นภายหลังจากการพักข้อเป็นเวลานาน เช่นนั่งท่าเดียวนานๆ อาการข้อฝืดจะเป็นระยะเวลาสั่นๆไม่นาน ไม่กี่นาทีมีไม่มากที่เป็นนานกว่า 15 นาที ข้อฝืด เป็นอาการชั่วคราว หากได้มีการขยับข้อสัก 2- 3 ครั้ง อาการก็จะดีขึ้นผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อมของข้อนิ้วมือจะมาพบแพทย์ด้วย อาการกำมือลำบาก มีความรู้สึกฝืด เคลื่อนไหวไม่คล่อง ต้องกำมือและคลายสลับกันไปประมาณ 5-10 นาที อาการถึงจะดีขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อมของข้อเข่าจะมาพบแพทย์ด้วยอาการข้อแข็งเวลาอยู่ ในท่าใด ท่าหนึ่งเป็นเวลานานๆ เช่น การนั่งรถเดินทางเป็นเวลานาน พอลงจากรถไม่สามารถงอเข่าเพื่อการเดินได้ทำให้ไม่สามารถก้าวเท้าต้องพักกับ ที่สัก 1-2 นาทีพร้อมกับงอเข่าไปมา 2-3 ทีจึงจะสามารถเดินต่อได้
  • ข้อพิการ ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมนิ้วมือมาพบแพทย์ด้วยอาการข้อนิ้วมือโตขึ้น ข้อนิ้วเกบิดเบี้ยวผิดรูปร่างไป ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมของโคนนิ้วหัวแม่เท้า ทำให้นิ้วเท้าเกออก ผู้ป่วยที่เป็นโรคเข่าเสื่อมก็จะมาพบแพทย์ด้วยการเดินที่ไม่ปกติโดยเฉพาะ เวลาเดินลงบันได ข้อเข่าโก่ง

อาการปวดเกิดจากอะไร ?

เนื่องจากกระดูกอ่อนผิวข้อไม่มีปลายประสาทไปเลี้ยง อาการที่ปวดจึงเกิด
จากโครงสร้างที่อยู่ในข้อและรอบข้อดังนี้

  • การทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ เป็นลักษณะเฉพาะของโรคข้อเสื่อม แต่กระดูกอ่อนผิวข้อไม่ได้ทำให้เกิดอาการปวด เพราะว่ากระดูกอ่อนผิวข้อไม่มีเส้นประสาทไปเลี้ยงที่เกิดการปวดเป็นผลจาก โครงสร้างที่ถูกทำลาย เศษของกระดูกอ่อนผิวข้อที่หลุดออกมา ส่วนกระดูกอ่อนที่แตกเข้าไปในข้อจะถูกกำจัดโดยเยื่อบุข้อ และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบขึ้นในข้อ นอกจากนี้ชิ้นส่วนอื่นๆได้แก่คอลลาเจน โปรตีโอกลัยแคน ผลึกเกลือ และเอ็มไซม์ในน้ำเจาะข้อ ก็จะมีส่วนทำให้เยื่อบุข้ออักเสบ ข้ออักเสบในโรคข้อเสื่อมมักมีความรุนแรงน้อยกว่าโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และ จากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายไป ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อไม่สามารถกระทำได้อย่างราบเรียบ ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีเสียงดังในข้อ
  • น้ำไขข้อ มีผลทางอ้อมในการเกิดอาการปวด จากการที่ทำให้เยื่อหุ้มข้อโป่งพองขึ้นและลดการเคลื่อนไหว แรงดันของข้อในน้ำไขข้อที่มีจำนวนมากขึ้นจะไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกที่ อยู่ในเยื่อหุ้มข้อ และผลของน้ำไขข้อที่มีมากขึ้นมีผลไปกดหลอดลือดและเส้นประสาท นอกจากนี้น้ำไขข้อที่มีมากจะมีผลต่อการเคลื่อนย้ายสารอาหารและออกซิเจนจาก เยื่อบุข้อไปสู่กระดูกอ่อนผิวข้อ และการรับเอาของเสียจากกระดูกผิวข้อไปยังเยื่อบุหุ้มข้อลดลง เมื่อมีของเสียอยู่ในน้ำไขกระดูกมากก็จะมีผลทำให้เกิดการอักเสบด้วย ดังนั้นการเอาสารที่อยู่ในน้ำไขข้อที่มากเกินไปออกก็เป็นวิธีการรักษาที่มี ประสิทธิภาพแม้จะไม่ได้ให้การรักษาอื่นร่วมด้วย
  • นอกจากนี้น้ำไขข้อของโรคข้อเสื่อมมักจะสูญเสียคุณสมบัติในการหล่อลื่น ทำให้เกิดการเสียดสีผ่านกันของกระดูกอ่อนผิวข้อเกิดแรงเสียดทานสูงกว่าคน ปกติ และยังทำให้ผิวของกระดูกอ่อนเสียไปได้ง่ายกว่าคนปกติ และเกิดอาการปวดขึ้น
  • เยื่อบุข้ออักเสบ การอักเสบของเยื่อบุข้อในโรคข้อเสื่อม มักจะเป็นเล็กน้อยและเป็นจุดที่มาของการปวด การอักเสบของเยื่อบุข้อทำให้เป็นที่มาของการใช้ยาต้านอักเสบ
  • เส้นประสาท เป็นตัวนำความเจ็บปวดจากข้อไปสู่สมอง โดยจุดรับปวดอาจส่งผ่านโดยทางพลศาสตร์ ความร้อน และตัวกระตุ้นต่างๆซึ่งอยู่ในน้ำไขข้อจากขบวนการอักเสบ นอกจากนี้เส้นประสาทในเยื่อบข้อที่ถูกกดทับหรือขาดเลือด สามารถปล่อยสารกระตุ้นให้เกิดอาการปวดและการอักเสบ
  • กระดูกใต้ต่อกระดูกอ่อนผิวข้อ เป็นต้นกำเนิดอาการปวดในโรคข้อเสื่อมจุดหนึ่งโดยในกระดูกเมื่อมีการขาดเลือด มีการหลั่งสารที่กระตุ้นปลายประสาท อาการปวดที่เกิดจากกระดูกขาดออกซิเจนเป็นแบบเจ็บลึก เมื่อกระดูกตาย (avascular necrosis) และขบวนการต่างๆจบลงก็จะเป็นช่วงที่หายปวด การหนาตัวของกระดูกใต้ต่อกระดูกอ่อน และการเกิดช่องว่างเป็นซีสท์ที่ตำแหน่งใต้ต่อกระดูกอ่อนเป็นหลักฐานทางภาพ ถ่ายเอ็กซ์เรย์ว่ามีการซ่อมแซมและการตายของกระดูกเกิดขึ้น การลดปวดจากกระดูกขาดออกซิเจนยังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจัง ยาแก้ปวด และยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์พอช่วยได้บ้าง
  • กระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อ ทำให้เกิดอาการปวด โดยทำให้เกิดการยึดของเยื่อบุกระดูก (periosteum) อาการปวด สามารถทำให้เกิดขึ้นโดยการบีบหรือกดเหนือปุ่มกระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อ ที่โตขึ้น การอักเสบมักจะยังคงมีอยู่และรักษาด้วยยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือการฉีดยาที่ตำแหน่งนี้ นอกจากนี้กระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อที่โตขึ้น อาจทำให้เกิดการปวดโดยการกดเส้นประสาทเช่นกระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อ กระดูกสันหลังระดับคอ และระดับบั้นเอวกดเส้นประสาทที่ผ่านออกมาจากไขสันหลัง หรือภายในโพรงกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดอาการปวดและมีอาการชา หรือมีการทำงานของเส้นประสาทผิดปกติ เช่นมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่เส้นประสาทนั้นไปทำหน้าที่
  • เยื่อหุ้มข้อ เส้นเอ็นรอบข้อ และเยื่อบุกระดูก น้ำไขข้อที่มีปริมาณมากจะยืดเยื่อหุ้มข้อ เส้นเอ็นรอบข้อ และเยื่อบุกระดูก นอกจากนี้แรงกดที่ผิดปกติหรืออาจจะเกิดจากความผิดปกติของข้อ จากโรคข้อเสื่อมที่เป็นมากขึ้น เช่นข้อเข่าโก่ง ( varus deformity) มีแรงกดเส้นเอ็นของข้อเข่าทางด้านนอก (lateral) และมีการหย่อนของเส้นเอ็นของข้อเข่าทางด้านใน (medial) ภายใต้ภาวะดังกล่าวการออกกำลังกายเพื่อให้ข้อมีรูปร่างที่ถูกต้อง มีการกลับเข้าสู่ภาวะปกติให้มากที่สุด การคงองศาของการเคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ใช้ป้องกันไม่ให้เกิดยึด เยื่อหุ้มข้อ กดทับเส้นเอ็น ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์มีคุณค่าถ้ามีการอักเสบเกิดขึ้นร่วม ด้วย
  • ถุงน้ำรอบข้อ อาจมีการอักเสบและเป็นสาเหตุของอาการปวด มักตรวจพบได้จากการตรวจร่างกาย อาการอักเสบมักจะตอบสนองต่อการฉีดสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่ มากกว่าการใช้ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์
  • กล้ามเนื้อเกร็งตัว (muscle spasm) อาจเป็นสาเหตุของการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม โดยเฉพาะโรคข้อเสื่อมของกระดูกสันหลังระดับคอและระดับบั้นเอว กล้ามเนื้อเกร็งตัวเป็นผลจากการที่กระดูกงอกออกทางด้านบนขอบของข้อกดทับเส้น ประสาท กล้ามเนื้อเกร็งตัวเป็นการป้องกันร่างกายโดยกลไกธรรมชาติของร่างกาย คือ ไม่ให้ร่างกายเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกกดทับเส้นประสาทมากขึ้น ซึ่งในทางการแพทย์ได้นำมาประยุกต์รักษาผู้ป่วยโดยการใส่เสื้อพยุงหลัง กล้ามเนื้อเกร็งตัวของส่วนขา ต้องแยกออกจากปวดที่มีสาเหตุมาจากหลอด
    เลือดหรือรากประสาทถูกกดทับ สิ่งตรวจพบในโรคข้อเสื่อมมีอะไรบ้าง

ในรายที่เป็นน้อยอาจตรวจไม่พบความผิดปกติ ผู้ป่วยที่มาในระยะแรกเริ่มของการเป็นข้อเสื่อมมักตรวจไม่พบความผิดปกติ ในรายที่เป็นมานานจะเริ่มมีโครงสร้างของข้อผิดปกติ สิ่งผิดปกติที่สามารถตรวจพบได้ในโรคข้อเสื่อมมีดังนี้

1. ข้อบวมหรือข้อโตขึ้น มักตรวจพบข้อที่อยู่ใกล้ผิวหนัง โดยเฉพาะข้อนิ้วมือ ข้อบวมในระยะแรกเริ่มเป็นผลจากน้ำไขข้อที่มีมากขึ้น ในระยะหลังเป็นผลจากกระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อ พวกนี้เวลาจับจะรู้สึกแข็งหรือบางรายอาจมีความรู้สึกข้อหนาๆยุ่นๆ เป็นผลจากเยื่อหุ้มข้อมีความหนาตัวขึ้น

2. กดเจ็บ ในรายที่มีข้ออักเสบ ตรวจพบมีการกดเจ็บของข้อที่เป็น มีความเจ็บปวดขณะเคลื่อนข้อ หรือเวลากดกระดูกข้างข้อที่โต ผู้ป่วยก็จะมีความรู้สึกเจ็บได้ การตรวจพบข้ออักเสบ เช่น บวม แดง ร้อน กดเจ็บ อาจพบได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อมข้อเข่า ข้อนิ้วมือ ที่มีการกำเริบอย่างฉับพลัน ซึ่งบางครั้งแยกจากการอักเสบอื่นได้ลำบาก

3. มีเสียงในข้อในขณะเคลื่อนที่ข้อที่เป็น พบบ่อยที่ข้อเข่าเป็น ผลจากกระดูกอ่อนผิวข้อไม่เรียบเสียดสีกัน ผู้ป่วยบางคนที่ใช้ข้อเข่ามากจากอาชีพหรือการเล่นกีฬาซึ่งมีการใช้ข้อเข่า มาก อาจมาพบแพทย์ด้วยมีเสียงในข้อขณะเคลื่อนไหว

4. องศาการเคลื่อนไหวของข้อลดลง จากที่ผิวของข้อสองข้างไม่เหมาะสมกันกระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อที่ยื่ยอ อกมา และจากชิ้นของกระดูกอ่อนผิวข้อที่แตกออกมาขัดขวางการเคลื่อนข้อ และกล้ามเนื้อรอบข้อหดเกร็งระยะแรกที่เริ่มเป็นอาจจะยังไม่เสียองศาการ เคลื่อนไหว เมื่อเป็นมากขึ้นกระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อร่วมกับกระดูกอ่อนผิวข้อที่ บางลง จะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้องศาของการเคลื่อนไหวข้อลดลง

ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ยิ่งเป็นมากและเป็นนานองศาของการเคลื่อนไหวข้อยิ่งลดลงมาก การเคลื่อนไหวของข้อจะน้อยลงจนทำให้เกิดการสูญเสียการทำงานตามปกติ เข่น ไม่สามารถเหยียดนิ้วให้ตรงได้ ไม่สามารถเหยียดข้อเข่าให้ตรงได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมาพบด้วยขณะเดินที่มีอาการข้อเข่าขัด ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ เหมือนมีอะไรมาขวางต้องสลัดเท้าแรงๆ มีเสียงดังกร๊อบถึงจะเดินต่อไปได้ เป็นผลจากส่วนของกระดูกงอกออก
ทางด้านขอบของข้อ มีการแตกและล่องลอยอยู่ในน้ำไขข้อ เมื่อลอยมาอยู่ในระหว่างผิวกระดูกอ่อน จะไปขัดขวางการเคลื่อนไหว

5. ข้อผิดรูปหรือพิการ ผู้ป่วยบางรายมาหาแพทย์ด้วยเรื่องข้อนิ้วมือโตผิดปกติ ซึ่งเกิดจากกระดูกงอกออกทางด้านข้างของข้อที่งอกออกทางหลังมือ โรคข้อเสื่อมของข้อเข่ามักทำให้เกิดข้อเข่าโก่ง (bowleg) คือข้อเข่าแยกห่างออกจากกัน เวลายืนจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น ถ้าผู้ป่วยยังไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็จะเป็นมากขึ้น ในบางรายข้อเข่าด้านหนึ่งเป็นมากกว่าอีกด้านหนึ่งทำให้ข้อเข่าด้านที่เป็น มากบิดเกออกไป ผู้ป่วยบางรายอาจจะมาด้วยลักษณะข้อเข่าเข้ามาชิดกัน ปลายเท้าบิดชึ้ออก เรียกอาการว่าข้อเข่าฉิ่ง

6. ความมั่นคงของข้อเสียไป บางคนบอกว่าข้อหลวม เป็นในผู้ป่วยที่เป็นมาก กระดูกอ่อนผิวข้อบางลง ทำให้ความกระชับของข้อเสียไป มักจะพบได้ในรายที่เป็นมากๆ

7. การเดินผิดปกติ ข้อที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย อาจมาด้วยเรื่องเดินกระเผลก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้นถ้าให้เดินในพื้นที่ขรุขระหรือเดินขึ้นลงบนทางลาด องศาของการเคลื่อนไหวข้อลดลง ไม่สามารถเหยียดข้อเข่าให้ตรงเหมือนในภาวปกติ

8. กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง ในรายที่เป็นโรคข้อเสื่อม ผู้ป่วยไม่ใช้ข้อจากที่มีอาการปวด กล้ามเนื้อรอบข้อจะลีบเล็กลง

http://www.thailabonline.com/sec21osteo.htm ดัดแปลง ตัดทอน แก้ไขคำผิด ปรับปรุงวรรคตอนเพื่อให้่อ่านง่ายขึ้น

 

 

โรคข้อเสื่อมเป็นอย่างไร

ข้อต่อคือส่วนเชื่อมต่อของกระดูกสองท่อน ทำให้กระดูกนั้นเคลื่อนไหวได้ ผิวของข้อจะเรียบปกคลุมด้วยกระดูกอ่อนผิวข้อ และมีเนื้อเยื่อไขข้อสร้างน้ำไขข้อเพื่อหล่อลื่นข้อ ข้อเสื่อม ถือ เป็นภาวะข้ออักเสบอย่างนึง พบได้มากที่สุด มีการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อ มีสารที่ทำให้เกิดการอักเสบออกมา ทำให้ข้อนั้นมีการอักเสบ ปวด บวม เคลื่อนไหวข้อไม่สะดวก
สถานการณ์ของคนไทยกับโรคข้อเสื่อมในปัจจุบัน : ถือเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนสูงอายุ เนื่องจากปัจจุบันคนเรามีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้พบโรคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในเมืองไทยเองจะพบว่ามีอุบัติการณ์ของข้อเข่าเสื่อมมากกว่าทางตะวันตก เนื่องจากเราจะใช้ข้อเข่าในชีวิตประจำวันมากกว่า เช่น นั่งพับเพียบ หรือ คุกเข่าไหว้พระ

โรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง

แบ่งเป็น ข้อเสื่อมที่เกิดขึ้นเอง และ ข้อเสื่อมที่เป็นภาวะต่อเนื่องมาจากโรคอื่น ข้อเสื่อมที่เกิดขึ้นเอง ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่มักพบในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แต่อาจจะไม่มีอาการ ส่วนข้อเสื่อมที่เป็นภาวะต่อเนื่องมาจากโรคอื่น เช่น เคยมีกระดูกหักที่บริเวณข้อ ทำให้ ข้อนั้นเมื่อหายแล้วไม่เรียบ เมื่อมีการเคลื่อนไหว ก็จะมีการสึกหรอ หรือ โรคข้ออักเสบบางชนิด เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ จะมีการทำลายกระดูกใต้ข้อ และผิวข้อ ทำให้ข้อเสื่อม

อาการของโรค ในแต่ละขั้น ขั้นไหนถือว่าเป็นขั้นรุนแรงน่าเป็นห่วง

อาการจะค่อยๆเริ่มเป็นทีละน้อย มีอาการปวดเมื่อย เวลาใช้งานข้อ บางครั้งมีเสียงกรอบแกรบเวลาเคลื่อนไหว อาจจะมีอาการข้อตึงหรือติดเวลาพักใช้ข้อนานๆ เมื่อเป็นมากขึ้น กระดูกผิวข้อสึกหรอมากขึ้น จะทำให้ปวดมากเวลาใช้งานข้อ อาจจะพบว่ามีการผิดรูปของข้อนั้นๆ มีการบวมอักเสบ มีน้าไขข้อมาก และไม่สามารถใช้งานข้อนั้นๆได้ ซึ่งถ้าตรวจด้วยการฉายเอ๊กซ์เรย์จะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน

โรคนี้รักษาหายขาดได้หรือไม่

เนื่องจากเป็นภาวะจากความเสื่อมของกระดูกผิวข้อ เมื่อเป็นแล้ว เมื่อผู้ป่วยอายุมากขึ้น ก็จะมีโอกาสเป็นซ้ำได้

วิธีการรักษา : การรักษาขึ้นกับอายุ และความรุนแรงของโรค การรักษาด้วยยา ต้านการอักเสบ ยาเสริมกระดูกอ่อน การฉีดน้ำไขข้อเทียม การทำกายภาพบำบัด การรักษาด้วยการผ่าตัด การส่องกล้องล้างผิวข้อ การผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกอ่อน การผ่าตัดแก้ไขแนวรับน้ำหนักข้อ การผ่าตัดใส่ข้อเทียม

การบริหารร่างกายและการปฏิบัติตัวหลังเข้ารับการรักษา ท่าทาง อาหารการกินและยาที่ต้องระวัง

ลด ปัจจัยเสี่ยง เช่น ลดน้ำหนักตัว ลดการใช้งานข้อที่มากเกินไป เลี่ยงการยกของหนัก เลี่ยงการคุกเข่า ขัดสมาธิ ขึ้นบันไดสูงๆ การงอข้อในมุมที่มากเกินไป มีอุปกรณ์ประคองข้อ เช่น สนับข้อเข่า ข้อเท้า หรือ เสื้อที่ช่วยรัดประคองบริเวณเอว ออกกำลังกายกล้ามเนื้อพยุงข้อ เช่น กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อ ต้นคอ กล้ามเนื้อข้อเข่า อาหารไม่ควรทานที่มีแคลอรี่มากเกินไปทำให้สะสมเป็นไขมัน การทานแคลเซี่ยมเสริมจะช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรงขึ้น ส่วนยาที่ทานควรปรึกษากับคุณหมอที่จ่ายยาเสมอๆ ไม่ควรหาซื้อยามาทานเอง อาจจะมีปัญหากับระบบทางเดินอาหารได้

โรคข้อเสื่อมป้องกันได้หรือไม่ อย่างไร

เนื่องจาก เป็นแล้วจะไม่หายขาด เรามีจุดมุ่งหมายจะชะลอภาวะเสื่อม และทำให้สามารถใช้งานข้อนั้นได้พอสมควร ควรระวังอย่าให้เกิดอุบัติเหตุ ออกกำลังกายเช่นการขี่จักรยาน หรือ ว่ายน้ำจะทำให้กระดูกและข้อแข็งแรงขึ้น

มีวิธีการบริหารร่างกายเพื่อป้องกันโรคนี้ได้บ้างหรือไม่ : การออกกำลังกายกล้ามเนื้อพยุงข้อจะทำให้ข้อนั้นๆแข็งแรงขึ้น ขอยกตัวอย่าง การออกกำลังกายง่ายๆสำหรับข้อเข่าเสื่อม ทำโดยนั่งห้อยขาข้างเตียง เกร็งขาให้เข่าเหยียดตรง แล้วยกค้างไว้ จะทำให้กล้ามเนื้อต้นขาเกร็งตัว นับ 1-10 แล้วปล่อยลง ทำสลับกับขาอีกข้างจะทำให้กล้ามเนื้อนั้นแข็งแรงขึ้น

รายการ ThaiClinic.com FM102 MHz
วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2544 เรื่อง โรคข้อเสื่อม
วิทยากร นพ.มนตรี สิริไพบูลย์กิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ
http://www.thaiclinic.com/medbible/oa.html นำมาบางส่วน

ยาที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม มีอะไรบ้าง

  • ยาแก้ปวด เช่น Paracetamol , tramadol
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น Diclofenae, Piroxicam, indomethacin เป็นต้น
  • ยาสเตียรอยด์ เช่น Prednisolone
  • กลุ่มยาที่ชะลอการดำเนินของโรค เช่น Glucosamin, Sodium hyaluronate

หลักการเลือกใช้ยารักษาโรคข้อเสื่อม

กลุ่มยาแก้ปวด และลดการอักเสบ
1. ถ้ามีอาการปวด ให้กินยา Paracetamol เป็นครั้งคราว ถ้าไม่หายอาจให้ยาแก้ปวดที่แรงขึ้นคือ tramadol และต้องพักข้อที่ปวด เช่น อย่าเดินมาก ยืนมาก หรือเดินขึ้นลงบันได และใช้น้ำร้อนประคบ
2. ถ้ามีอาการปวดมาก อาจใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งไม่ควรกินติดต่อกันนานๆ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียง และต้องระมัดระวังการใช้ยาในผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ
3. ถ้าอาการไม่ดีขึ้น เป็นมาก อาจฉีดสเตียรอยด์เข้าในข้อ

เนื่องจากยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย อยากทราบผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่

ผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร : อาจมีผลต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้เกิดแผลและมีเลือดออกได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงนี้สูง เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ มีประวัติเป็นโรคกระเพาะ ก็ควรจะใช้ยาเพื่อป้องกันผลข้างเคียงดังกล่าว เช่น ใช้ยาลดกรด แนะนำให้กินยานี้หลังอาหารทันที

ผลข้างเคียงต่อไต : อาจมีผลทำให้เลือดที่มาเลี้ยงที่ไตลดลง ค่า BUN, Serum Creatinine สูงขึ้น อาจทำให้เกิดการดิ่งของน้ำและเกลือแร่ ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ

ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีอะไรบ้าง

  • ผู้ป่วยที่สูงอายุ
  • ผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพอง

ปัญหาที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ยารักษาโรคข้อเสื่อม ที่พบมีอะไรบ้าง

ผู้ป่วยมักซื้อยามากินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ผู้ป่วยที่สูงอายุและใช้ยานี้รับประทานเป็นประจำแต่ไม่มีการตรวจดูการทำงานการไต เมื่อใช้ไปนานๆอาจมีผลต่อไตได้ผู้ป่วยมักซื้อยาลูกกลอนมาทานเอง โดยคิดว่าเป็นยาสมุนไพรกินแล้วหายปวด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วยาลูกกลอนที่ใช้แก้ปวดข้อ มักจะใส่ยาสเตียรอยด์ซึ่งเป็นยาที่มีผลต่อร่างกายมาก ถ้ารับประทานประจำจะทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะ กดการทำงานของไขกระดูก หน้าบวม

ข้อแนะนำการใช้ยาในการรักษาโรคข้อเสื่อม

ู้ป่วยไม่ควรซื้อยามากินเอง* โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร สำหรับผู้ป่วยที่สูงอายุ
และใช้ยานี้รับประทานเป็นประจำ ควรจะต้องตรวจดูการทำงานการไต เพราะเมื่อใช้ไปนานๆอาจมีผลต่อไตได้
http://www.pharm.chula.ac.th/clinic101_5/article/artitis.htm

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรักษาโรคข้อเสื่อม

เนื่อง จากโรคข้อเลื่อมเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายทำให้คาดว่าภายในไม่กี่ปีข้าง หน้าจะมีจำนวนคนไทยเป็นโรคข้อเสื่อมถึง 6 ล้านคน โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคั*ของโรคนี้ก็คือ อายุ ซึ่งมักเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปทั้งชายและห*ิง และเพราะเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาดได้แต่บรรเทาอาการและชะลอไม่ให้เป็นมาก ขึ้นจนถึงขั้นพิการเดินหรือเคลื่อนไหวไม่ได้ ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรหาความรู้ในเรื่องโรคข้อให้มาก ๆ เพื่อจะได้ดูแลตัวเองอย่างถูกต้องเหมาะสม…และนี่คือสิ่งที่คุณมักเข้าใจ ผิดกัน

1. ในการออกกำลังกายหากเกิดอุบัติเหตุหรือความผิดปกติกับข้อ
เช่น เกิดอาการปวดเข่า ให้หยุดกิจกรรมนั้นสักสองสัปดาห์ เมื่อครบสองสัปดาห์และหายปวดแล้วค่อยกลับมาออกกำลัง แต่ถ้าครบแล้วยังไม่หายปวด ควรไปพบแพทย์ คนส่วนมากเข้าใจผิดว่าถ้าปวดเข่าหรือปวดข้อควรฝืนออกกำลังกายนั้น ๆ ต่อไปแล้วจะหาย ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด และสามารถส่งผลให้ข้อเลียเร็วกว่าที่ควร

2. การนวด
ความ จริงแล้วมีจุดประสงค์เพื่อความสบายแต่คนส่วนให*่เข้าใจผิดกันว่าการนวดจะ ช่วยรักษาโรคข้อซึ่งอันที่จริงเป็นข้อห้าม และการนวดต้องระมัดระวัง เพราะบางคนไปนวดดัดคอ ดัดหลังซึ่งการดัดข้อจะทำให้ข้อนั้น ๆปวดมากขึ้น

3. การซื้อยารับประทานเอง
ต้อง ระมัดระวังมากเพราะอาจเจอยาพวกเพรดนิโซโลน ซึ่งเป็นสเตียรอยด์ กินครั้งแรกอาจทำให้หายปวดข้อทันที กินข้าวได้ อ้วน แต่ในระยะยาวจะเป็นอันตราย ทำให้ติดยา หน้าบวม ระบบอวัยวะภายในร่างกายเสีย

4. การรับประทานแคลเซียมเสริม
จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นเท่าไหร่ เนื่องจากในอาหารมีแคลเซียมเยอะมาก เช่น พวกผักสีเขียว ปลา ฯลฯ และแคลเซียมช่วยให้กระดูกแข็งแรง รักษาโรคกระดูกพรุน แต่คนทั่วไปเข้าใจว่าแคลเซียมรักษาโรคข้อเสื่อม เกาต์ หรือรูมาตอยด์ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

คำแนะนำจาก นพ. พงษ์ศักดิ์ วัฒนา ประธานมูลนิธิโรคข้อฯ คือ ผู้ป่วยควรศึกษาว่าตนเองป่วยเป็นโรคข้อชนิดใดแล้วควรหาความรู้ และดูแลถนอมข้อที่เป็นปั*หาให้ดี เช่น หากข้อเข่าเสื่อมต้องเลือกกีฬาที่เหมาะสม แทนที่จะเล่นเทนนิสก็ควรเปลี่ยนไปว่ายน้ำ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ข้อเข่าปวด ไม่เดินขึ้นบันไดสูง ๆ หรือการวิ่งเดินระยะทางไกล ๆ ไม่นั่งยอง ๆ เป็นต้น

http://watpo.com/archive/index.php/t-12540.html

 

มิติใหม่และเรื่องน่ารู้ในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
ผู้ช่วยศาตราจารย์  หน่วยโรคภูมิแพ้ อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย



หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องทนทุกข์จากปัญหาโรคข้อเสื่อม คุณคงทราบถึง
ความลำบากในการดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิตไปพร้อมๆกับโรคนี้ดี แต่ใน
บางครั้งคุณอาจยังมีข้อสงสัยและคำถามที่คุณอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับโรคนี้ โดย
เฉพาะการพัฒนาการใหม่ในการรักษาโรคนี้ด้วยวิธี Viscosupplementation
แนวทางรักษาที่จะช่วยให้ท่านก้าวไปสู่ชีวิตที่มีคุณภาพ และมีความสุขมาก
ยิ่งขึ้น

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเรื่องของโรคเกี่ยงกับไขข้อกันก่อน

โรคข้ออักเสบ

Arthritis คืออะไร

ข้ออักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบภายในข้อต่อต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เกิด
อาการปวด บวม ข้อติด หรือการเสียรูปของข้อต่อ ซึ่งพบอาการได้มากกว่า 
100 รูปแบบ

โรคข้อเสื่อม

Osteoarthritis คืออะไร

โรคข้อเสื่อมเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดในกลุ่มของข้ออักเสบ (จาก Australia 
Arthritis Foundation) สาเหตุของโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่นอน โรคนี้มักจะ
พบในกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่วัยกลางคนจนถึงคนสูงอายุ และพบมากขึ้นตาม
อายุที่เพิ่มขึ้น

อาการของโรคข้อเสื่อม

โดยทั่วไปโรคข้อเสื่อมมักจะมีอาการปวด บวม และข้อติด ส่วนใหญ่มักจะมี
ปัญหาในเรื่องการเคลื่อนไหวของข้อที่เสื่อมนั้น

ผลของโรคข้อเสื่อม

ในผู้ป่วยบางคน อาการของโรคข้อเสื่อมอาจบรรเทาไปได้โดยง่ายและเมื่อ
อาการเสื่อมของข้อมากขึ้น อาการปวดก็จะเพิ่มมากขึ้น การเคลื่อนไหวของ
ข้อนั้นจะทำได้น้อยลงกิจวัตรประจำวันต่างๆ ที่เคยทำได้ก็จะถูกจำกัดลงไป
อย่างมาก อาจจนถึงกับไม่สามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้เลย

ในการรักษาโรคข้อเสื่อม มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ 3 ประการคือ

1. บรรเทาอาการปวดและอักเสบ
2. รักษาหน้าที่หรือทำให้หน้าที่การทำงานของข้อใกล้เคียงปกติเท่าที่จะทำได้
3. ป้องกันภาวะพิการหรือเสียรูปร่างของข้อ



การรักษาโรคข้อเสื่อม แพทย์จะให้เริ่มจากการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องของผู้ป่วยก่อน ซึ่งเป็นวิธี
ที่ง่ายไม่ต้องใช้ยาก่อน กล่าวคือ


  • ลดปัจจัยที่จะทำให้ข้อเสื่อมเพิ่มมากขึ้น เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าใด
  ท่าหนึ่งนานๆ ถ้าเริ่มมีอาการข้อเข่าเสื่อมก็ไม่ควรเดินมาก หรือเดินขึ้น
  ลงบันไดมาก ให้เดินเท่าที่จำเป็น
  หลีกเลี่ยงการคุกเข่า การนั่งย่องๆ นั่งพับเพียบ การนั่งขัดสมาธิบนพื้น
  • 
ลดและควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้อ้วน เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น จะ
  ไปเพิ่มความรุนแรงของโรคข้อเสื่อมที่ข้อเข่าและข้อสะโพกเพิ่มมากขึ้น 
  ถ้าท่านที่มีน้ำหนักตัวมากอยู่แล้วควรพยายามลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง ถ้า
  สามารถลดน้ำหนักลงได้ 1-2 กิโล ท่านจะรู้สึกได้ว่าอาการปวดข้อจะลด
  ลงมาก แต่ถ้าน้ำหนักตัวท่านไม่มากหรือไม่อ้วนอยู่แล้ว ก็ต้องพยายาม
  ควบคุมน้ำหนักตัวไว้ไม่ให้อ้วน หรือน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น
  • ใช้ความเย็นประคบเมื่อเริ่มมีอาการอักเสบ และเปลี่ยนมาใช้ความร้อน
  ประคบเมื่อมีอาการอักเสบหรือปวดมากขึ้นแล้ว
  • บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรงขึ้น เพื่อให้ช่วยรับน้ำหนักที่จะกระทำ
  ไปที่ข้อโดยตรง เช่นที่บริเวณข้อเข่า การบริหารกล้ามเนื้อเหนือเข่าให้
  แข็งแรงขึ้น จะช่วยลดอาการปวดเวลาเดินได้ การบริหารทำได้โดยการ
  เกร็งกล้ามเนื้อเหนือเข่าไว้สักระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นการบริหารกล้ามเนื้อ
  โดยไม่ต้องมีการเคลื่อนไหวของข้อ  การบริหารควรหมั่นทำบ่อยๆ มาก
  ครั้งเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ควรออกแรงมาก จากการศึกษาควรทำเป็น
  ร้อยครั้งต่อวัน
  • ใช้เครื่องช่วยพยุง เพื่อช่วยลดแรงกระทำต่อข้อที่เกิดโรค เช่นไม้เท้า
  หรือเครื่องช่วยเดิน จะช่วยลดอาการปวดในขณะเดินได้ โดยจะช่วยลด
  แรงน้ำหนักที่ลงกระแทกที่ขา โดยให้ถือด้านตรงข้ามกับเข่าที่ปวด สำหรับท่านที่มีข้อเข่าโค้งงอผิดรูปร่างการปรับเปลี่ยนรองเท้าอาจช่วย
บรรเทาอาการปวดได้เช่นกัน
  • การออกกำลังกายในน้ำ เช่นการเดินในน้ำ น้ำจะช่วยพยุงน้ำหนักทำให้
การเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น หัวใจและปอดทำงานดีขึ้นช่วนลดน้ำหนักตัวทำ
ให้อาการปวดข้อทุเลาดีขึ้น

นอกจากการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามข้างต้นแล้ว การรักษาอาการปวดแพทย์ก็มักจะจ่ายยา
แก้ปวดพาราเซตามอลให้รับประทานในช่วงที่มีการปวดโดยยาจะช่วยบรรเทาอาการปวด
ได้เป็นอย่างดี แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการอักเสบร่วมด้วยแพทย์ก็อาจต้องให้ยาต้านอักเสบที่
ไม่ใช้สเตียรอยด์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดและการอักเสบได้ดี 
แต่มีข้อควรระวังจากผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารหรือลำไส้คือกัดกระเพาะ   ทำให้เกิดแผล
ในกระเพาะหรือลำไส้ได้ง่าย หรือเป็นพิษต่อไตอาจทำให้มีอาการบวมน้ำหรือความดันโลหิตสูง
เนื่องจากภาวะไตเสื่อม จึงต้องระมัดระวังในการทานยา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลใน
กระเพาะอาหารหรือไตเสื่อมอยู่แล้ว

ในปัจจุบันได้มีการค้นพบและผลิตยากลุ่มใหม่ที่มีประสิทธิภาพในด้านต่างๆใกล้เคียงยาเดิม
แต่มีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารน้อยกว่ายากลุ่มเดิม ทำให้สามารถใช้กับผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม
โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุได้อย่างปลอดภัย
ในส่วนของน้ำหล่อเลี้ยงไขข้อซึ่งเป็นของเหลวอยู่ในข้อ ทำหน้าที่หล่อลื่นให้การทำงานของ
ข้อไม่ติดขัด ในผู้ที่เป็นโรคข้อเสื่อม น้ำเลี้ยงไขข้อจะมีความยืดหยุ่นและความเหนียวหนืด
น้อยกว่าในน้ำไขข้อของคนปกติ โดยจะมีสารไฮยาลูโลแนน (hyaluronan) น้อยกว่าของ
คนปกตินั้นเอง จากการค้นพบนี้ทำให้มีการพยายามสังเคราะห์สารไฮยาลูโรแนนที่มีคุณ
สมบัติใกล้เคียงกับของเหลวในข้อคนปกติ โดยการนำมาฉีดเข้าไปในข้อที่เสื่อม เพื่อคืนความ
ยืดหยุ่นให้กลับมามีหรือใกล้เคียงกับสภาวะปกติ จากการวิจัยอย่างกว้างขวางพบว่าวิธีที่เรียกว่า

viscosupplementation เป็นวิธีที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อยมาก ในระยะแรกอาจต้อง
ฉีดเข้าข้อหลายครั้งเช่น 6-10 ครั้ง เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ต่อจากนั้นได้มีการพัฒนาสารไฮแลน
(hylan G-F20) เป็นสารที่มีคุณสมบัติเหมือนสารไฮยาลูโรแนนตามธรรมชาติแต่มีความเหนียว
และยืดหยุ่นดีขึ้นและมีความคงตัวในข้อได้นานขึ้น โดยจากการวิจัยการฉีดสาร hylan G-F20
3 ครั้งห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ พบว่าได้ผลดีในการลดอาการปวดมากกว่าการฉีดน้ำเกลือเข้าข้อ 
การศึกษา ในผู้ป่วย 118 ราย พบว่าประสิทธิภาพในการรักษาจะอยู่ได้นานถึง 26 สัปดาห์
โดยมีผลข้างเคียงเฉพาะที่ฉีดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นสรุปได้ว่าสาร hylan G-F20 มีประสิทธิภาพ
และความปลอดภัยสำหรับโรคข้อเสื่อม สามารถลดอาการปวด ช่วยให้ใช้ข้อเข่าได้ตามปกติ

การให้ยา hylan G-F20 ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยานี้เข้าที่ข้อโดยตรงจำนวน 3 ครั้งห่างกัน
ครั้งละ 1 สัปดาห์ สำหรับข้อเข่าแต่ละข้าง โดยน้ำหล่อเลี้ยงเทียมนี้จะใช้ได้นาน 6 เดือน 
พอครบ 6 เดือนก็จะเริ่มทำใหม่เป็นระยะๆ เปรียบได้กับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องของรถยนต์
นั้นเอง  การรักษาด้วยวิธีนี้จะได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีข้อเข่าเสื่อมในขนาดความรุนแรงปานกลาง 
แต่ถ้าเป็นระยะสุดท้ายแล้วการรักษาด้วยวิธีนี้มักไม่ค่อยได้ผลนัก ประสบการณ์ผู้ป่วยใช้สาร 
Hylan นี้มาแล้ว 8 ปีโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆเลย

นอกจากนี้ยังมีการนำเอาสารกลูโคซามีนซัลเฟต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่หุ้ม
รอบส่วนปลายของกระดูกในข้อ มารับประทาน แล้วพบว่าสารกลูโคซามีนซัลเฟตนี้ไม่เพียงแต่
จะสามารถเข้าไปทดแทนในเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนเท่านั้นแต่ยังไปกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์สาร
โปรติโอไกลแคนอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบในกระดูกอ่อนในข้อเพิ่มขึ้นอีกด้วย  ซึ่งจะช่วยให้การ
รักษาโรคข้อเสื่อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมพบว่ามีการสังเคราะห์สาร
โปรติโอไกลแคนน้อยกว่าที่เสียไป ทำให้เกิดการสูญเสียเนื้อกระดูกอ่อน ทำให้เกิดข้อเสื่อมขึ้น 
นอกจากนี้การทานยากลูโคซามีนซัลเฟตในระดับสูงยังมีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นใน
ข้อและลดการหลั่งสารเอ็นไซม์ที่จะออกมาย่อยสลายกระดูกอ่อนอีกด้วย



108 คำถามที่เกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม ที่มักสอบถามกันมาก

เหตุใดโรคข้อเสื่อมจึงเกิดที่ข้อเข่ามากที่สุด

เข่าเป็นข้อต่อที่มีความซับซ้อนมากที่สุดข้อหนึ่ง ในร่างกาย เพราะเป็นข้อต่อระหว่างกระดูก
ต้นขาและกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งเป็นกระดูกส่วนที่ยาวที่สุดของร่างกาย และนอกจากนี้ยังต้อง
รองรับการหมุน พับ และกางออกตามความต้องการในการเคลื่อนไหวของร่างกาย 
อาการปวดที่ข้อเข่าจะทำให้การเคลื่อนไหวถูกจำกัดอย่างมาก ทำให้ผู้ที่เป็นรู้สึกอ่อนแอและ
ไม่มั่นใจในการทำกิจกรรมปกติที่คนทั่วไปทำได้ เช่นการเดินหรือการขึ้นบันได


อะไรเป็นสาเหตุของการปวดของข้อเข่า

โดยทั่วไปแล้ว ในข้อเข่าที่เป็นปกติ จะมีช่องว่างระหว่างข้อต่อ ซึ่งจะมีของเหลวที่มีลักษณะ
ข้นมากบรรจุอยู่เรียกว่า น้ำเลี้ยงข้อ (Synovial Fluid) ซึ่งจะคอยทำหน้าที่เหมือนเบาะ
รองรับข้อต่อ ในผู้ที่มีอาการข้อเสื่อม น้ำเลี้ยงข้อจะมีความข้นและความยืดหยุ่นลดลงกว่าปกติ 
ทำให้คุณสมบัติการรองรับแรงกระแทกเมื่อมีแรงกดลงที่ข้อเข่าเสียไป
กระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ป้องกันปลายกระดูกของกระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งจะเกิดการ
กระทบกระแทกและเสียดสีกันซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการปวดที่เกิดขึ้น

เราสามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

โดยวิธีปกติการรักษาการเสื่อมของข้อเข่า จะขึ้นกับความรุนแรงของโรค ในระยะแรกของ
โรคข้อเสื่อม มักจะใช้ยาแก้ปวดธรรมดา เช่นพาราเซ็ตตามอล แอสไพริน หรือยาต้านการ
อักเสบ (NSAIDs) หรืออาจใช้ยาทั้งสองร่วมกัน และทำกายภาพบำบัด รวมทั้งการหมั่น
ออกกำลังกายเป็นปกติ ควบคุมน้ำหนักตัว และรับประทานอาหารให้เหมาะสม  ซึ่งอาจจะ
เพียงพอที่จะลดอาการปวดได้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาทย่ต้านการอักเสบ มักทำให้เกิดผลข้างเคียง
ที่ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถใช้ยานี้ได้ ทางเลือกต่อมาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้คือการ
ใช้ยาฉีดเฉพาะที่กลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Local cortisone injection) เพื่อลดการ
อักเสบของข้อ ซึ่งเป็นสาเหตุของการปวดและการสูญเสียการเคลื่อนไหวของข้อ


การรักษาโรคข้อเสื่อมมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ในปัจจุบัน

ปัจจุบันเรามีทางเลือกใหม่ในการรักษาสำหรับผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม โดยใช้วิธี Viscosupplementation  ด้วยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมเข้าไปแทนที่น้ำเลี้ยงข้อ
ที่เสื่อมสภาพ ทำให้ข้อเข่ากลับสู่สภาพใกล้เคียงปกติได้


ข้อดีของการรักษาแบบ Viscosupplementation มีอะไรบ้าง

วิธี Viscosupplementation ด้วยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมเข้าไปแทนที่น้ำเลี้ยงข้อที่เสื่อม
สภาพ สามารถลดหรือกำจัดอาการปวดข้อได้ประมาณ 6 เดือนหรือมากกว่า ลดการติดของข้อ 
ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
ได้ใกล้เคียงปกติ


น้ำเลี้ยงข้อเทียมทำงานอย่างไร

น้ำเลี้ยงข้อเทียม จะเข้าไปแทนที่หรือช่วยเสริมน้ำเลี้ยงข้อเข่าที่เสียไปจากโรคข้อเสื่อม 
ซึ่งน้ำเลี้ยงข้อเทียมจะมีความยืดหยุ่น และความหนืดใกล้เคียงน้ำเลี้ยงในข้อเข่าคนปกติ
ช่วยทำหน้าที่รับแรงกระแทกและหล่อลื่นในข้อเข่า



การรักษาด้วยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมปลอดภัยหรือไม่

เนื่องจากน้ำเลี้ยวข้อเทียมออกฤทธิ์ทางกายภาพเฉพาะที่ต่อข้อเข่ามากกว่าการที่จะออกฤทธิ์
ทางเคมีต่อร่างกายโดยรวม ดังนั้นจึงไม่มีผลข้างเคีบงเหมือนการรักษาโดยการทานยา


ผู้ป่วยแบบใดจะได้รับผลดีที่สุดจากการรักษาโดยฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากโรคข้อเข่าเสื่อมในระดับปานกลางจนถึงรุนแรง ความเจ็บปวด 
ที่ทำให้ผู้ป่วยเหล่านั้นจำเป็นต้องจำกัดกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน จะได้รับผลดี
จากการรักษาด้วยน้ำเลี้ยงข้อเทียมสูงสุด และในผู้ป่วยที่ต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง
จากการใช้ยา โดยเฉพาะยาต้านอักเสบ

http://www.thailabonline.com/sec21arthritis.htm [Updated : 24-4-55] 

ลิ้งค์ต่างๆ จาก http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/02/24/entry-2

Degenerative joint disease, WebMD, MedicineNet, Inc.,http://www.medterms.com/script/main/art.asp?articlekey=2932

  • M. Painter, D.C., Chiropractic and Degenerative Joint Disease, http://www.chiro.org/research/ABSTRACTS/Degenerative.shtml
  • Charles W. Pickering, PT Health Care Solutions, Osteoartitis, http://physiopainrelieftips.com/latest_article/lets-talk-osteoarthritis-6-symptoms-you-should-know/
  • Osteoarthritis, http://www.health.com/health/library/mdp/0,,zm2492,00.html
  • เวชศาสตร์ฟื้นฟูในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ  (Rehabilitation in Arthritis), Ramathibodi Digital Libraly, Mahidol University, Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Library, http://library.ra.mahidol.ac.th/Lecture/Less15.htm
  • ผู้ช่วยศาตราจารย์  นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ, มิติใหม่และเรื่องน่ารู้ในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม,หน่วยโรคภูมิแพ้ อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี,http://www.thailabonline.com/sec21arthritis.htm
  • สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย รศ.นพ.อารี ตนาวลี ผู้ริเริ่ม, ธีรพล วันหากิจ ผู้ปรับปรุงข้อมูล, โรคข้อเสื่อม,  http://www.orthochula.com/osteoarth.html
  • นพ.สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, คู่มือสำหรับประชาชนโรคข้อ-เข่าเสื่อม สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย, http://www.thailabonline.com/sec21osteo.htm
  • นพ.มนตรี สิริไพบูลย์กิจ, รายการ ThaiClinic.com FM102 MHz,  โรคข้อเสื่อมThaiclinic online, http://www.thaiclinic.com/medbible/oa.html
  • นพ. ทายาท บูรณกาล, ยาที่ใช้บ่อยเพื่อรักษาอาการปวดหลัง ในโรค กระดูกสันหลังยากลุ่ม NSAID, http://www.thaispine.com/NSAID.htm
  • ผศ.ภก. วันชัย ตรียะประเสริฐ การใช้ยาในโรคข้อเสื่อม รายการวิทยุคลีนิค 101.5 ออกอากาศวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2545,http://www.pharm.chula.ac.th/clinic101_5/article/artitis.htm

Theme Upgraded

เพิ่งอัพเกรด theme และยังไม่ได้เก็บรายละเอียดอะไรมากนัก

อาจจะทำให้ช่วงนี้หน้าบล๊อกดูแปลกๆ ไปบ้าง….

ตั้งเวลาปิดใน DVD Player

  • ใช้แมค
  • ชอบดูหนังดีวีดีผ่านโปรแกรม DVD Player ในเครื่องก่อนนอน
  • ขี้เกียจลุกขึ้นมาปิดจอเวลาหลับคาจอ
  • ตื่นมาหนังเล่นวนไปวนมาซ้ำๆ อยู่ทั้งคืน
  • เสียสุขภาพจิต กลัวจอแมคแสนแพงจะถึงแก่กรรมก่อนวัยอันควรอันเนื่องมาจากการทำงานหนัก
  • ใช่หรือไม่ ?? !!

ทั้งนี้ เพราะโปรแกรม DVD Player ในแมคจะคงสถานะให้หน้าจอเปิดค้างไว้ตลอดเวลาขณะที่กำลังเล่นหนัง แต่ปัญหาต่างๆ เหล่านี้จาหมดปาย…

เพียงคุณกดปุ่ม Command + T ขณะที่เซ็ตค่าภาษากับซับไทเทิลในหนังให้พร้อมดูเรียบร้อยแล้วเท่านั้น !!!!

Screen-shot-2552-09-23-at-10.54.15

หรือจะสั่งผ่านเมนูบาร์ก็ได้ โดยคลิ๊กที่ Controls –> Timer –> Set Timer

Screen-shot-2552-09-23-at-10.54.41

สามารถสั่งได้ 4 แอ๊คชั่น ไม่ว่าจะเป็น

  • ปิด DVD Player
  • สั่งให้เครื่องหลับ
  • ปิดเครื่อง
  • ล๊อคเอ๊าท์

จากนั้นกด OK

ท่านสามารถเลือกได้ตามอัธยาศัย เพียงเปิดโปรแกรม เลือกหนังเรื่องโปรดแล้วคลิ๊กเข้าไป เดี๋ยวนี้ !!!!

Screen shot 2552-09-23 at 10.58.09

ปัญหาหนังเล่นวนไปวนมาจะหมดไป เสียสุขภาพเครื่อง เปลืองไฟ รบกวนโสตประสาท เพื่อสุขภาพที่ดี นอนหลับฝันหวานสบายใจ ไม่ต้องกังวลอีกต่อไป เพียงตั้งเวลาปิด !! วันนี้ !!! ZZZzzzzzzzz…..

หมายเหตุ : ทดลองใน DVD Player 5.2.0, Macosx 10.6.1

etcpool.com

Due to less blog activity

ช่วงนี้ดูเหมือนบล๊อคจะอัพเดตน้อย และช้าหน่อย  เนื่องจากกำลังง่วนกับภารกิจส่วนตัวและทำวิจัยเกี่ยวกับบริการที่จะเปิดต่อไปในอนาคต

จึงกราบขออภัยท่านที่ผ่านมา หรืออาจจะติดตามอยู่ ก็ขอฝากบล๊อกและเว็บของเราไว้ในซอกใจของท่านต่อไปแบบซึมลึก รักห่างๆ อย่างห่วงๆ จักเป็นพระคุณยิ่ง

เราจักเร่งพัฒนาและบรรลุกิจกันพึงในเร็ววันเพื่อทำให้บล๊อกนี้กลับมาแอ๊คทีฟ คึกคัก และเต็มไปด้วยข้อมูลที่เป็นประโยชน์สำหรับชีวิตประจำวัน และชีวิตในทุกๆ วันของท่าน

THX 🙂

etcpool.com

เทศกาลกินเจ

นี่ก็ใกล้เทศกาลกินเจกันเข้ามาอีกรอบแล้ว  เราก็มารวบรวมข้อมูลดีๆ เล็กๆ น้อยๆ เกี่ยวกับการกินเจกันไว้ก็คงจะดี 🙂

ตำนานเทศกาลกินเจ

เทศกาลเจ เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 400 ปีมาแล้ว ตามตำนานเล่าว่า เกิดมาในสมัยที่ชาวจีนถูกรุกรานโดยชนชาติแมนจู ซึ่งเข้าปกครองประเทศจีน และบังคับให้ชนชาติจีนยอมรับวัฒนธรรมของตน อาทิ การไว้ทรงผมเยี่ยงแมนจู คือ โกนศีรษะโล้นทางด้านหน้าและไว้ผมยาวทางด้านหลัง ซึ่งหลายคนคงจะชินตาในภาพยนตร์จีนที่นำมาฉายทางทีวี

ในสมัยนั้น มีคนจีนกลุ่มหนึ่งรวมตัวกันต่อต้านชาวแมนจู โดยใช้หลักทางธรรมเข้ามาร่วมด้วย ชาวจีนกลุ่มนี้ นุ่งขาว ห่มขาวและไม่รับประทานเนื้อสัตว์ ซึ่งมีความเชื่อว่า การประพฤติปฏิบัติตามแนวทางนี้จะช่วยสร้างความเข้มแข็ง ให้กับกลุ่มของตนจนสามารถต้านทานชาวแมนจูได้ คนกลุ่มนี้เรียกตัวเองว่า “หงี่หั่วท้วง” ซึ่งแม้จะได้ต่อสู้อย่างอาจหาญ แต่ท้ายที่สุดก็ไม่สามารถต้านทานการรุกรานของชาวแมนจูได้ Continue reading

มาทำความรู้จัก กลูต้าไธโอน กัน

เห็นกำลังเป็นที่นิยมกันว่ากินแล้วขาว วันนี้ผ่านไปเจอข้อมูลเลยนำมาฝากเพื่อประกอบการตัดสินใจ และเป็นความรู้สำหรับท่านที่ยังไม่ได้ศึกษาโดยละเอียด

กลูต้าไธโอน (Glutathione) คืออะไร??

สารกลูตาไธโอน เป็นสารที่เซลล์ในร่างกายเราสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้เอง มีคุณสมบัติเป็นโปรตีนชนิดหนึ่ง มีหน้าที่ปกป้องเนื้อเยื่อของอวัยวะทุกส่วนโดยการต่อต้านอนุมูลอิสระที่สะสมอยู่ตามส่วนต่างๆ และกระตุ้นภูมิคุ้มกันของร่างกาย ที่สำคัญยังช่วยตับในการทำลายและขจัดสารพิษออกจากร่างกาย เช่น ตัวยาหรือสารพิษที่ไม่ละลายน้ำ เมื่อรวมตัวกับสารกลูตาไธโอน จะช่วยให้ละลายน้ำได้และถูกกำจัดออกจากร่างกายได้ในที่สุด สารพิษจำพวกโลหะหนักหรือสารกำจัดแมลง สามารถถูกขจัดออกจากร่างกายได้โดยการทำงานของกลูตาไธโอนร่วมกับตับ

สารกลูต้าไธโอนยังมีหน้าที่สำคัญอีกมากมายในร่างกาย เช่น สังเคราะห์โปรตีน ช่วยให้เม็ดเลือดแดงมีความแข็งแรง ช่วยเร่งการซึมผ่านของสารอาหารเข้าสู่เซลล์ ช่วยปกป้องดีเอ็นเอของเซลล์ไม่ให้ถูกทำลาย ซึ่งเป็นการป้องกันการเกิดมะเร็งนั่นเอง

Glutathione (กลูต้าไทโอน) เป็นสารประเภท Tripeptide ที่ประกอบด้วยกรดอะมิโน 3 ชนิด ได้แก่ Cysteine, Glycine และ Glutamic acid หน้าที่หลักของสารตัวนี่ที่เด่นมีอยู่ 3 ประการ คือ Continue reading

เหวอ เหอๆ ออกมาได้อาทิตย์เดียว Snow Leopard ออกอัพเดตซะแล้ว…

แมคโอเอส 10.6 โอเอสใหม่ล่าสุดแห่งปี ที่เพิ่งออกตัวมาได้เพียงสัปดาห์กว่าๆ ออกอัพเดตตัวแรกประเดิมซะแล้ว

Screen shot 2009-09-12 at 1.11.43 AM

โดยสามารถดาวน์โหลดได้ทั้งจากหน้าเว็บ หรือติดตั้งผ่าน Software Update ก็ได้แล้ว

Mac OS X 10.6.1 Update โดยขนาดของไฟล์อยู่ที่ 71.47 Mb. สำหรับการดาวน์โหลด

และมีรายละเอียดในการอัพเดตคร่าวๆ ประมาณนี้software-update1

  • compatibility with some Sierra Wireless 3G modems : อัพเดตไดร์เวอร์สำหรับSierra Wireless 3G modems
  • an issue that might cause DVD playback to stop unexpectedly : แก้ปัญหาโปรแกรมเล่นดีวีดีหยุดเล่นอย่างไม่มีเหตุผล
  • some printer compatibility drivers not appearing properly in the add printer browser : แก้ปัญหาเกี่ยวไดร์เวอร์ของพริ๊นเตอร์บางตัวที่ไม่ขึ้นเวลาจะเพิ่มพริ๊นเตอร์
  • an issue that might make it difficult to remove an item from the Dock : แก้ปัญหาสำหรับบางคนที่ประสบปัญหาโยนไอคอนออกจากด๊อกลำบาก
  • instances where automatic account setup in Mail might not work : แก้ปัญหาตั้งค่าอัตโนมัติในโปรแกรมเมล์
  • an issue where pressing cmd-opt-t in Mail brings up the special characters menu instead of moving a message : แก้ปัญหาคีย์ลัดเพี้ยนใน Mail เวลากดปุ่ม Command+Opt+T แล้วแสดงอักขฬะพิเศษ แทนการย้ายข้อความ
  • Motion 4 becoming unresponsive : แก้อาการแฮ้งค์ของ Motion 4

ได้ข่าวว่าอัพเกรดแฟลชที่ตอนแรกดาวน์ไปด้วย(ทำอะไรกันแปลกๆ เนาะ) ก็ดีสำหรับใครที่ยังไม่ได้ไปอัพเดตจากอโดบี้

รายละเอียดของอัพเดตแบบเต็มๆ http://support.apple.com/kb/HT3810.

รายละเอียดด้านความปลอดภัยของอัพเดต http://support.apple.com/kb/HT1222.

http://www.123macmini.com/news/story/1314.html

http://support.apple.com/kb/DL930

น้ำมันมะกอก

“กาญจนาวารี”

มนุษย์ในสมัยโบราณรู้ได้อย่างไรว่าพืชบางชนิดมีน้ำมัน ? อาจเป็นไปได้ว่าขณะเดินป่าหาอาหาร ได้พบโดยบังเอิญว่าผลของต้นไม้ บางชนิดเมื่อถูกหินบดทับมีน้ำมันเหลวไหลออกมา มนุษย์จึงล่วงรู้ความลับข้อนี้

ถึงแม้โลกจะมีพืชหลายชนิดที่ให้น้ำมันก็ตาม แต่น้ำมันพืชชนิดที่นับว่าสำคัญที่สุด คือน้ำมันมะกอกที่ได้จากผลของต้นมะกอก (olive)

นักวิทยาศาสตร์รู้มานานแล้วว่ามะกอกเป็นพืชดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่ง เพราะมีการขุดพบฟอสซิลของต้นมะกอกในหินอายุประมาณ 5 ล้านปีในยุค Pliocene ที่เมือง Mongardino ในประเทศอิตาลี ส่วนนักประวัติศาสตร์ก็ได้พบหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็น ว่าผู้คนที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ในเอเซียไมเนอร์แถบประเทศซีเรียและอิสราเอล รู้จักปลูกต้นมะกอกเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 6,000 ปีมาแล้ว และจากดินแดนเมโสโปเตเมียนี้ การนิยมปลูกมะกอกก็เริ่มแพร่หลายเมื่อชาวโพลีนีเซียนนำต้นมะกอกไปปลูกบนเกาะ ต่างๆ ของกรีซในราว 1,600 ปีก่อนคริสตกาล จากนั้นมะกอกได้ถูกนำไปแพร่พันธุ์บนแผ่นดินใหญ่ การยอมรับและการชื่นชมในคุณค่าของมัน ทำให้รัฐบาล กรีซในยุคนั้นต้องยกย่องให้มะกอกเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของชาติ ที่จำเป็นต้องมีกฏหมายคุ้มครองจากกรีซ มะกอกก็แพร่ สู่อิตาลี และเมื่อแม่ทัพโรมันยกพลบุกโจมตีแอฟริกาเหนือ เหล่าทหารได้ลอบนำต้นมะกอกไปปลูกในดินแดนที่จักรพรรดิโรมันยึดครองได้ มะกอกจึงแพร่ขยายพันธุ์มากขึ้น การพบทวีปอเมริกาในปี 2035 ทำให้ต้นมะกอกเดินทางออกนอกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่โลกภายนอก เป็นครั้งแรก เมื่อต้นมะกอกจากเมือง Seville ในสเปนถูกนำไปปลูกที่หมู่เกาะเวสต์อินดีส และอีก 68 ปีต่อมา ชนชาวเม็กซิโก เปรู และอาร์เจนตินาก็เริ่มรู้จักมะกอก ทุกวันนี้เราสามารถพบเห็นสวนมะกอกในแทบทุกภูมิภาคของโลก แม้กระทั่งในออสเตรเลีย จีน และญี่ปุ่นก็นิยมปลูกมะกอกมากเช่นกัน

ความ ผูกพันอย่างลึกซึ้งที่ชนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนมีต่อต้นมะกอกนั้นได้ปรากฎ หลักฐานมากมาย ดังจะเห็นได้จากภาพวาดวัว ศักดิ์สิทธิ์กำลังวิ่งขวิดต้นมะกอกโดยจิตรกรชาว Mycenaean บนบานประตูพระราชวัง Knossus บนเกาะครีต และที่ผนังของ พระราชวัง Knossus ซึ่งมีอายุประมาณ 3,600 ปี ก็มีภาพวาดแสดงการเต้นระบำรำฟ้อนในสวนมะกอกเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล ทางศาสนา นอกจากนี้ยังมีภาพวาดแสดงวิธีปลูกต้นมะกอกบนคนโทน้ำอายุ 3,700 ปี เป็นต้น ในอียิปต์มีการขุดพบมัมมี่อายุ 3,200 ปี สวมมงกุฎใบไม้ที่ทำด้วยใบมะกอก คนอียิปต์มักมีความเชื่อว่าเทพธิดา Isis ผู้เป็นมเหสีของเทพเจ้า Osiris ผู้ทรงอำนาจสูงสุด ได้ทรงสอนให้ชาวอียิปต์รู้จักปลูกต้นมะกอก และน้ำมันมะกอกคือเครื่องพระสุคนธ์ประจำองค์ฟาโรห์แต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่หมู่บ้าน Kla ในอิสราเอลก็พบโม่หินที่เคยใช้เป็นโม่บดผลมะกอกเมื่อ 2,700 ปีก่อนนี้ ในกรีซมีตำนานเล่าขานว่า เหล่าเทพได้แข่งขันประกวดกันว่า จะมีเทพเจ้าองค์ใดที่สามารถสรรหาของขวัญที่มีค่ามากที่สุดให้แก่มวลมนุษย์ ได้โดยให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสิน ดังนั้น เมื่อเทพธิดา Athena เทพแห่งสติปัญญา ทรงเลือกต้นมะกอกเป็นของขวัญ ของขวัญดังกล่าวได้ชนะจิตใจของปวงชนอย่างสมบูรณ์ประชาชนจึงพร้อมใจ กันตั้งชื่อเมืองที่ตนอาศัยว่า เอเธนส์ (Athens) ตามชื่อของเทพธิดา Athena และได้อัญเชิญพระนางเป็นเทพธิดาคุ้มครองเมือง และที่ Acropolis ชาวกรีกปลูกต้นมะกอกไว้รายรอบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเชื่อว่าต้นมะกอกให้ทั้งความหวัง อิสรภาพ และความปรานี แก่ผู้พบเห็น นอกจากนี้ชาวกรีกก็มีประเพณีปฏิบัติหนึ่งที่กระทำกันมาตั้งแต่สมัยคริสตกาล คือ นักกรีฑาที่ชนะเลิศการแข่งขันกรีฑา โอลิมปิก จะได้รับช่อมะกอกเป็นรางวัล หรือเวลานักกีฬามีอาการเมื่อย แพทย์จะใช้น้ำมันมะกอกนวดตามตัวเพื่อให้กล้ามเนื้อคลาย สตรีชาวกรีกยังนิยมใช้น้ำมันมะกอกชโลมผมเพื่อให้ผมมีน้ำหนัก เงางามและใช้ลูบไล้ผิวเพื่อให้นุ่มอ่อนเยาว์ด้วย

เมื่อมนุษย์สามารถนำแทบทุกส่วนของต้นมะกอกไปใช้ประโยชน์ เช่น เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องเรือน ผลใช้กิน น้ำมันใช้เป็นอาหาร ใช้นวด เป็นยา และเป็นเชื้อเพลิงสำหรับจุดตะเกียงได้เช่นนี้ มหากวีโฮเมอร์ของกรีซจึงได้แต่งกาพย์สรรเสริญสรรพคุณของต้นมะกอกว่า เป็นต้นไม้ ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้คนจนโดยเฉพาะ และเรียกน้ำมันมะกอกว่าเป็น “กาญจนาวารี”

ในคัมภีร์ไบเบิลของคริสตศาสนาก็มีตำนานเล่าเกี่ยวกับมะกอกมากมาย เช่น ใน Genesis ได้กล่าวถึงนกเขาที่โนอาห์ส่งออกไปจาก เรือว่า เมื่อบินกลับเรือ นกเขาคาบกิ่งมะกอกกลับมาด้วย ซึ่งแสดงว่าน้ำหยุดท่วมโลกแล้ว และลดระดับลงมาก กิ่งมะกอกยังแสดงให้เห็น อีกว่าพระเจ้าได้ทรงเป็นมิตรกับมนุษย์แล้ว Exodus ได้กล่าวถึงกษัตริย์ Hiram แห่ง Tyre ว่า ได้ทรงนำไม้ซีดาร์ไปถวายแด่กษัตริย์ โซโลมอนเพื่อสร้างปราสาท และกษัตริย์โซโลมอนทรงมอบข้าวสาลีและน้ำมันมะกอกเป็นของขวัญตอบแทน ไบเบิลยังได้บันทึกอีกว่า เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ พระศพของพระองค์ถูกนำไปฝังในสวนมะกอก ฯลฯ

ต้นมะกอก (Olea europaea) เป็นพืชในอันดับ Lingustrals วงศ์ Oleaceae ที่นักชีววิทยาพบแล้วว่ามี 30 ชนิด ลำต้นมีสีเงินยวง ใบแข็งแหลม และมีสีเขียว ปากใบอยู่ทางด้านหลังของใบ ทั้งนี้เพื่อให้น้ำระเหยออกน้อย ตามปกติต้นมะกอกมักแตกใบเป็นคู่ๆ และใบจะร่วงหลังจากมีอายุได้ประมาณสองปี ดอกสีขาวเล็ก มีสี่กลีบ ช่อดอกหนึ่งช่อมีดอกตั้งแต่ 11-23 ดอก เกสรดอกมีสีเหลือง ส่วนผลมะกอกมีทั้งรูปร่างกลมและรูปไข่ ผิวมะกอกบางชนิดเกลี้ยง บางชนิด ขรุขระ แต่ข้างในของทุกผลจะเมล็ดแข็ง เมื่อผลสุกสีผลจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นดำ รากของ ต้นมะกอกที่โตเต็มที่ ตามปกติจะหยั่งลงไปในดินไม่ลึก คือ ระหว่าง 10-150 เซนติเมตร

ต้นมะกอกชอบขึ้นในเขตร้อนซึ่งมีอุณหภูมิค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในพื้นที่โลกที่ตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูดที่ 30-45 องศาเหนือ แม้แต่อุณหภูมิจะลดต่ำถึง -8 หรือ -10 องศาเซลเซียส ต้นมะกอกก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยมีเงื่อนไขว่าช่วงเวลาหนาวจัด จะต้องไม่นาน การได้รับอากาศเย็นในบางเวลาก็มีส่วนดี เพราะต้นมะกอกได้พักผ่อน แสงแดดเจิดจ้าและอุณหภูมิที่สูงสม่ำเสมอ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นมะกอกสามารถเจริญเติบโตได้งาม ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่า มีสวนมะกอกมากมายในสเปน โปรตุเกส อิตาลี ฝรั่งเศสตอนใต้ กรีซ แอฟริกาเหนือ และสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในแคลิฟอร์เนีย ทั้งนี้เพราะดินแดนดังกล่าวมีบรรยากาศและ แสงแดดที่เหมาะสมกับต้นมะกอกนั่นเอง อนึ่ง ชาวสวนได้พบว่าดินที่มีแร่โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม โบรอน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี ซิลิเกต เป็นดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกต้นมะกอก เพราะดินดังกล่าวมีสารอินทรีย์และเป็นดินเหนียว จึงโอบอุ้มความชื้นสำหรับหล่อเลี้ยงต้นมะกอกได้ดี ตามปกติต้นมะกอกจะมีอายุยืนกว่าต้นไม้ทั่วไป (หากไม่เป็นโรค) มะกอกบางต้น มีอายุยืนถึง 700 ปีก็มี

เมื่อ ผลมะกอกสุก ชาวสวนนิยมเก็บผลด้วยมือเพื่อมิให้ผลช้ำ แต่บางทีก็ใช้เครื่องเก็บ ทั้งนี้ขึ้นกับจำนวนต้น เงินและเวลาที่มีรวมทั้ง คุณภาพของผลมะกอกที่ต้องการในปีนั้นและคุณภาพของผลมะกอกในปีถัดไป ในการเก็บผลด้วยมือ คนเก็บมักสวมถุงมือเพื่อ มิให้ผิวมะกอกช้ำ บางคนใช้วิธีเขย่าต้นให้ผลที่สุกร่วง บางคนใช้ไม้ตีกิ่ง แม้วิธีนี้ทำให้เก็บผลได้มาก แต่ลูกมะกอกที่ได้มักจะช้ำ และกิ่งหลายกิ่งจะหัก ส่วนชาวสวนที่ไม่สามารถจ้างคนเก็บได้ก็มักจะใช้เครื่องจักรเขย่าต้นให้ผล หล่นในตาข่ายที่รองไว้ใต้ต้น ผลมะกอกสดมีรสฝาด ดังนั้นเขาจึงนิยมเอาไปแช่น้ำเกลือข้ามคืนแล้วล้างด้วยน้ำบริสุทธิ์ชำระคราบ เกลือให้หมด จากนั้นจึงนำไป บรรจุกระป๋องอบความร้อนฆ่าเชื้อโรค กระบวนการเช่นนี้ช่วยให้มะกอกคงสภาพอยู่ได้นานเป็นเดือน

เวลา ต้องการน้ำมันมะกอก ชาวสวนจะเก็บผลที่สุกและสมบูรณ์มาคว้านเมล็ดออก แล้วนำไปบดด้วยโม่หินโดยไม่ใช้ความร้อนหรือ เติมสารเคมีใดๆ เนื้อมะกอกที่มีน้ำมันมากกว่า 40 เปอร์เซนต์จะให้น้ำมันมะกอกสีเขียวอ่อนที่มีรสดีและมีคุณภาพสูงจึงเหมาะ สำหรับ นำไปทำเป็นยาหรืออาหาร แต่ในบางครั้ง ชาวสวนจะบดผลมะกอกทั้งผลโดยไม่คว้านเมล็ดออก แล้วค่อยแยกส่วนที่เป็นกากออก จากส่วนที่เป็นของเหลว จากนั้นจึงสกัดส่วนที่เป็นน้ำมันออกจากส่วนที่เป็นน้ำอีกครั้งหนึ่ง กากที่เหลือจะถูกนำไปเลี้ยงสัตว์ ส่วนน้ำมัน ที่ได้จะถูกนำไปเป็นอาหารของคน เพราะเหตุว่าน้ำมันมะกอกที่ได้จากกระบวนการเช่นนี้มีรสฝาดของเมล็ด ดังนั้นจึงมีคุณภาพต่ำกว่า น้ำมันมะกอกที่คั้นจากเนื้อมะกอกแต่เพียงอย่างเดียว คนที่ฐานะไม่ดีจึงมักใช้น้ำมันมะกอกเกรดต่ำปรุงอาหาร ใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่น หรือเป็นน้ำมันจุดตะเกียง ทุกวันนี้แหล่งผลิตน้ำมันมะกอกที่สำคัญของโลก คือ กรีซ สเปน และอิตาลี แต่ในอีกสองปีข้างหน้า สเปนเพียงประเทศเดียวจะสามารถผลิตน้ำมันมะกอกได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ที่โลกต้องการ

ในการ วิเคราะห์เหตุผลที่น้ำมันมะกอกสามารถเก็บรักษาอาหารและทำให้อาหารมีรสดีนั้น นักเคมีได้พบว่า น้ำมันมะกอกมี oleic acid, Triglycerides, diglytcerides, monoglycerides, fatty acids, chlorophyll, carotene, polyphenols, tocopherols แต่ไม่มีโคเลสเทอรอลเลย สารประกอบเหล่านี้เองที่มีส่วนทำให้เนื่อสัตว์หรือพืชที่ทอดในน้ำมันมะกอกมี รสอร่อยกว่า น้ำมันชนิดอื่น

ส่วนคุณค่าของน้ำมัน มะกอกในการบำบัดรักษาโรคนั้นก็มีประวัติความเป็นมานมนานแล้วเช่นกัน ฮิปโปเครติสผู้เป็นบิดาแห่งวิชา การแพทย์ เคยใช้น้ำมันมะกอกในการรักษาคนที่เป็นโรคทางเดินอาหาร และทำความสะอาดบาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้ Pliny the Elder แห่งโรม แต่งหนังสือชื่อ Natural History กล่าวถึงน้ำมันมะกอกว่าสามารถทำให้ฟันมีสีขาวและรักษาโรคเหงือกได้ เมื่อประมาณ 20 ปีมานี้เอง น้ำมันมะกอกได้รับความสนใจในฐานะยาอีกครั้ง เมื่อมีรายงานแพทย์ว่าผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีสถิติการเป็นโรคหัวใจต่ำที่สุดในบรรดาชาติตะวันตก ทั้งหลาย สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ มีจำนวนน้อยเช่นนี้ เพราะชนชาวเมดิเตอร์เรเนียนบริโภคน้ำมันมะกอกมากกว่าชนแหล่งอื่นนั่นเอง

วงการแพทย์รู้มานานแล้วว่าสารโคเลสเทอรอลที่ร่างกายได้จากการบริโภคไขมันมีสองชนิดคือ ชนิด Low Density Lipoprotein (LDL) และ High Density Lipoprotein (HDL) ซึ่งเป็นชนิดแย่และชนิดเยี่ยมตามลำดับ หากร่างกายของใครมี HDL มาก คนๆ นั้นจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจน้อย แต่ถ้าเลือดในร่างกายมี LDL มาก ไขมันจะอุดตันเส้นเลือดจนทำให้หัวใจของคนๆ นั้นขาดเลือด หล่อเลี้ยง และเมื่อน้ำมันมะกอกมีกรด oleic มาก ซึ่งกรดชนิดนี้สามารถย่อยสลาย LDL ได้ดี ดังนั้น ถึงแม้คนๆ นั้นจะบริโภคอาหาร ที่มีไขมันมากก็ตาม เขาก็ไม่เป็นโรคหัวใจ เพราะหลอดเลือดของเขาจะประสบปัญหาภาวะอุดตันน้อย

นอกจากนี้แพทย์ยังพบว่านอกจากน้ำมันมะกอกจะช่วยให้ความดันเลือดในร่างกายมีระดับสม่ำเสมอแล้ว มันยังช่วยให้ร่างกายดูดซับ เกลือแร่ และวิตามิน A,B, E และ K ได้ดีอีกด้วย

J. Casper ผู้แต่งหนังสือชื่อ The Food Pharmacy : Dramatic New Evidence that Food is Your Best Medicine ยังชี้ให้เห็นอีกว่า น้ำมันมะกอกช่วยกระเพาะย่อยอาหารและรักษาแผลที่กระเพาะ (แต่ผู้ป่วยต้องกินยารักษาควบคู่ไปด้วย) และช่วยระบายท้อง โดยให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะในตอนเช้าขณะที่ท้องยังว่าง แต่ถ้ารับประทานมากไป ก็จะทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้

Casper กล่าวถึงสรรพคุณของน้ำมันมะกอกที่ช่วยเสริมกระดูกให้แข็งแรงว่า สารเคมีที่มีในน้ำมันมะกอกสามารถดแทนการ สูญเสียแคลเซียมในกระดูกคนได้

Casper ยังพบว่า การบริโภคน้ำมันมะกอกช่วยรักษาโรคข้อต่ออักเสบ เพราะกรด omega-3 ที่มีในน้ำมันสามารถลดความ เจ็บปวดและอาการบวมตามไขข้อได้ นอกจากนี้แพทย์บางคนยังเชื่อว่า การมีสาร antioxidant ที่สามารถทำลายอนุมูลอิสระในเลือดได้ ทำให้คนบริโภคน้ำมันมะกอกไม่เป็นมะเร็งและชราช้า อีกทั้งทำให้มีชีวิตยืนนานด้วย

น้ำมันมะกอกยังมีคุณประโยชน์ในการด้านการเสริมสวยด้วย การจุ่มเล็บในน้ำมันมะกอกที่อุ่นประมาณ 5 นาที แล้วนวดวันละ 2 ครั้ง จะทำให้เล็บแข็งแรง หรือหากนำน้ำมันมะกอกผสมกับน้ำและน้ำมะนาว มานวดตัว จะทำให้ผู้ถูกนวดรู้สึกกระชุ่มกระชวย เป็นต้น

http://www.ipst.ac.th/ThaiVersion/publications/in_sci/olive_oil.html

องค์ประกอบ

มะกอกน้ำมันทั้งมวลซึ่งมาสะกัดเป็นน้ำมันนั้น ( 98.55% -99.5% ) เกิดขึ้นจากลำดับส่วนของไขมันที่เปลี่ยนเป็นสบู่ได้ ( saponifiable fraction ) อันประกอบด้วย ไตรกลีเซอไรด์ – สารประกอบของกลีเซอรอล กับกรดไขมัน และอนุมูลอิสระ ในน้ำมันมะกอกมีปริมาณของกรดไขมันอยู่สูงถึง 18 คาร์บอนอะตอม ซึ่งอาจจับตัวในลักษณะพันธะเดี่ยว และพันธะคู่ เรียกว่า กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว – หรือเป็นคู่พันธะหลายคู่ เรียกว่า กรดไขมันไม่อิ่มตัว เชิงซ้อน ทั้งนี้ โครงสร้างทางปฏิกิริยาและลักษณะของน้ำมันพืชนั้นจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนของกรดไขมันที่มีอยู่ มะกอกมีปริมาณของกรดโอเลอิคอยู่สูงมาก ซึ่งคือกรดไขมันไม่อิ่มตัวนั่นเอง ทั้งนี้สัดส่วนของกรดไขมันที่มีอยู่ในผลมะกอกจะมีมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่เพาะปลูก พันธุ์มะกอก และอายุของต้นมะกอก ฯ :

  • กรดไขมันอิ่มตัว                            8 – 27 %
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว        55 –  83 %
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน        3.5 –  22 %

ลำดับส่วนอื่นๆ ของมะกอกน้ำมัน คือ ลำดับส่วนของไขมันที่ไม่เปลี่ยนเป็นสบู่ (unsaponfiable fraction ) แม้จะเป็นส่วนที่เล็กน้อยมากก็ตาม แต่ก็มีความสำคัญยิ่งต่อคุณค่าทางชีวภาพ สารสีเขียว (chlorophyll) และสารสีแดง สีส้ม (carotene) เป็นส่วนที่ทำให้สีของผลมะกอกเปลี่ยนไปจนถึงสีเข้มจัด ส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหย เป็นส่วนที่ทำให้มะกอกมีกลิ่นและรสชาติที่ดี แม้ว่า กรดโพลีฟินิล หรือสารที่ให้รสชาติจะมีอยู่ในผลมะกอก แต่เนื่องจากโดยธรรมชาติของผลมะกอกมีส่วนประกอบของสารต้นอนุมูลอิสระ (antioxidant) จึงมีผลต่อค่าความคงสภาพของน้ำมันอยู่ค่อนข้างมาก กล่าวคือ มะกอกน้ำมันยังมีโทโคฟิรอล ซึ่งส่วนมากจะเป็นวิตามินอี ( อัลฟา-โทโคฟิรอล) ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในตัวด้วยเช่นกัน สเตอรอลที่พบมากในมะกอกน้ำมัน คือ ไซโตสเตอรอล ( sitosssterol ) และยังพบว่าไม่มีคอเลสเตอรอลอยู่เลย

ข้อมูลใดๆ ซึ่งเกี่ยวกับน้ำมันมะกอกจะสมบูรณ์ไม่ได้ถ้าขาดการนำเสนอในแง่มุมสำคัญๆ โดยเฉพาะการให้ข้อมูลในเรื่องคุณประโยชน์นานัปการจากการรับประทานน้ำมันมะกอกนั้น ควรมีแง่มุมจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้ทั้งระยะเวลาและความอุตสาหะเป็นเครื่องสนับสนุน เรื่องของไขมันและน้ำมันนั้นนับว่ามีความสลับซับซ้อนทีเดียว ไขมันและน้ำมันมีลักษณะร่วมอย่างหนึ่งคือ ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ต่อกรัม แต่กระบวนเมตาบอลิซึ่มของแต่ละอย่างหรือแต่ละกลุ่มนั้นมีความแตกต่างกันมาก น้ำมันมะกอกมีอนุกรมของสารประกอบมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญๆ ภายในร่างกายของคนเรา และในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นที่ถกเถียงกันในระหว่างนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิ ในประเด็นการค้นคว้าศึกษาและการทดลองต่างๆที่เกิดขึ้น

ในทางชีววิทยาและการบำบัดรักษาโรค น้ำมันมะกอกมีคุณค่าที่เกี่ยวเนื่องในหลายแง่หลายมุม เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างทางเคมี ประเด็นแรก คือ องค์ประกอบของกรดไขมัน น้ำมันประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ (55-83%) ซึ่งมีลักษณะเป็นพันธะคู่เพียงพันธะเดียว โดยมีกรดโอเลอิคเป็นหลัก แต่สำหรับไขมันสัตว์แล้ว จะประกอบขึ้นด้วยไขมันอิ่มตัวเป็นหลัก ส่วนน้ำมันจากเมล็ดพืชจะมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเป็นหลัก (50-72% ในน้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดทานตะวัน) ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมีคุณสมบัติของความคงสภาพที่เหนือกว่าไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งไขมันชนิดหลังนี้อาจเกิดการออกซิไดซ์ได้ง่ายซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นหืนในน้ำมัน น้ำมันมะกอกมีเปอร์เซนต์ของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนต่ำ คืออยู่ระหว่าง 3.5-22 % ซึ่งกรดไขมันจำเป็นชนิดนี้ เป็นชนิดที่ร่างกายไม่สามารถจะสังเคราะห์ได้เอง อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการบริโภคน้ำมันมะกอกในปริมาณปกติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กทารก ก็จะได้รับกรดไขมันจำเป็นอย่างเพียงพอ และยังมีสัดส่วนของกรดไลโนเลอิคกับกรดไลโนเลนิคที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งน้ำมันมะกอกและน้ำมันจากกากมะกอกมีโครงสร้างของกลีเซอรินที่เหมือนๆ กัน นั่นแสดงว่าน้ำมันสองประเภทมีคุณสมบัติที่เหมือนกัน

ประเด็นที่สอง น้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติที่ดีเพราะมีส่วนประกอบของไขมันที่ไม่เปลี่ยนเป็นสบู่ ( unsaponifiable fraction ) ลักษณะเด่นของน้ำมันมะกอกคือ มีโทโคเฟอรอล โดยเฉพาะที่มีมากคือ อัลฟา-โทโคเฟออล ซึ่งอยู่ในรูปของวิตามินอีและมีคาโรทีนในรูปของโปรวิตามินเอ รวมทั้งมีโพลีฟินอลอีกด้วย องค์ประกอบเหล่านี้ทำหน้าที่หลักในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์จะมีคุณสมบัติเหล่านี้อย่างครบถ้วน แต่สำหรับน้ำมันที่ผ่านกระบวนการกลั่นนั้นสารประกอบบางส่วนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงหรืออาจหมดไป

ประโยชน์

ประโยชน์ต่อกระเพาะอาหาร

จากผลงานของ Charbonnier กล่าวไว้ว่า น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันชนิดที่ทนทานต่อกระเพาะได้มากที่สุด เนื่องจากมีกรดโอเลอิคอยู่ในปริมาณสูง

กล้ามเนื้อส่วนที่เรียบของหูรูดซึ่งแยกออกจากกระเพาะและหลอดอาหาร ซึ่งขัดขวางต่อการไหลย้อนของน้ำย่อยแกสตริกจูซ ( gastric juices) นั้น จะลดอาการลงได้ด้วยน้ำมันมะกอก ส่วนไขมันเนยเป็นไขมันที่ทนทานต่อกระเพาะได้น้อยที่สุด และน้ำมันเมล็ดทานตะวันทนได้ในระดับปานกลาง ซึ่งถ้าเป็นช่วงเวลาที่น้ำย่อยแกสตริกไม่เกิดการสะสมแล้ว คุณสมบัติในการทนทานต่อกระเพาะของไขมันทั้งสามชนิดดังกล่าวจะเท่าเทียมกัน

กล่าวกันแต่เดิมมาว่าน้ำมันมะกอกมีผลในกาช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ( hyperchiorohydric gastritis) และอาการอักเสบที่กระเพาะและลำไส้ตอนต้น ( gastroduodenal ulcers) ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติในเชิงป้องกันโรค จากการทดลองโดยการเปลี่ยนน้ำมันมะกอกแทนไขมันสัตว์ในอาหารของผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ปรากฎว่าคนไข้จำนวน 33 % สามารถลดอาการของบาดแผลลงได้ และอีก 55% ก็ลดการรักษาที่ทำให้เกิดแผลเป็นได้อีกด้วย ( cicatrization) อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันมะกอกในการช่วยบำบัดนั้นก็มิได้หมายความว่าจะงดการรักษาด้วยยาอย่างสิ้นเชิง

ประโยชน์ต่อลำไส้

น้ำมันมะกอกสัก 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานในตอนเช้าตอนกระเพาะว่าง จะเป็นผลดีสำหรับในรายที่เป็นโรคท้องผูกเรื้อรัง

ประโยชน์ต่อระบบน้ำดี

น้ำมันมะกอกเป็นผลดีอย่างมากต่อการอ่อนแอของถุงน้ำดี เนื่องจากน้ำมันมะกอกจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่รวดเร็ว นุ่มนวลและเนิ่นนานกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาและอาหารอื่นๆ ทั้งหลายที่ใช้รักษาอาการดังกล่าว น้ำมันมะกอกจะช่วยยับยั้งการหลั่งน้ำดีจากตับ ( hepatobiliary secretion ) ในระหว่างที่ถุงน้ำดีไม่เกิดการสะสม จึงทำให้ได้น้ำดีที่บริสุทธิ์และมีคุณสมบัติทางยา ความรู้เหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตกาลและในปัจจุบัน ผลจากการศึกษาวิจัยมากมายที่ปรากฎขึ้นก็เป็นสิ่งยืนยันในคุณสมบัติเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

โรคนิ่วน้ำดี ( Cholelithiasis ) เป็นโรคที่เป็นกันมากในปัจจุบัน อันมีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากกระบวนเมตาบอลิซึ่มของไขมันและเป็นโรคที่เป็นกันมากในประเทศพัฒนาแล้ว โรคนี้เกิดจากภาวะโภชนาที่ล้นเกิน โดยเฉพาะเกิดการสะสมของไขมันอิ่มตัวและคอเเลสเตอรอล การหลั่งน้ำดีเพื่อเร่งการดูดซึมคอเลสเตอรอลจึงเพิ่มสูงขึ้น และทำให้เกลือน้ำดีและเลคซิตินลดต่ำลง ระดับคอเลสเตอรอลในพลาสมาจึงเพิ่มขึ้นตามมา จนเกิดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดหินปูน เนื่องจากคอเลสเตอรอลที่เพิ่มสูงขึ้นในเวลาเดียวกันนั้นเกิดการนำพาโดยลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ ( LDL- low density lipoproteins ) ซึ่งขัดขวางต่อการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับ อีกประการหนึ่งคือ คอเลสเตอรอลที่เกิดจากการนำพาของโพลีโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง ( HDL – high density lipoproteins) จะเกิดกระบวนการเมตาบอลิซึ่มในเกลือน้ำดีได้ง่ายกว่าส่วนที่หลั่งออกมากับน้ำดี ในการรักษาคนไข้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง จะต้องลดปริมาณของคอเลสเตอรอลในพลาสมาให้ต่ำลง โดยกระตุ้นให้กลไกของระบบน้ำดีช่วยกำจัดออกไป  ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จึงลงความเห็นว่าอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง และมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการก่อตัวของก้อนนิ่ว ในขณะที่อาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงอย่างน้ำมันมะกอกจะไม่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว จึงกล่าวได้ว่า น้ำมันมะกอกมีผลในเชิงป้องกันการก่อตัวของนิ่วน้ำดี เพราะน้ำมันมะกอกช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำดี และทำให้ปริมาณ HDL เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีสัดส่วนที่สมดุลระหว่าง ไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน อีกทั้งยังมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงอีกด้วย Messini และ Cailella ได้ทำการพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้คนที่อยู่ในอิตาลีซึ่งมีอัตราการบริโภคน้ำมันมะกอกสูงกว่าที่อื่นๆ นั้น พบว่าเป็นนิ่วน้ำดีต่ำ

น้ำมันมะกอกมีผลดีต่อเด็กๆ อย่างไร

การให้ไขมันแก่เด็กทั้งในเด็กทารกและเด็กที่หย่านมแล้ว ถือเป็นเรื่อสำคัญและที่สำคัญยิ่งกว่าคือการให้กรดไขมันจำเป็นแก่เด็กที่เลี้ยงด้วยนมมารดา จะได้รับแคลอรี 4-5% ซึ่งอยู่ในรูปของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ขณะที่เด็กเล็กซึ่งเลี้ยงด้วยนมวัวนั้นจะได้รับน้อยกว่ากันมาก  เด็กที่ได้รับกรดไลโนเลอิคในปริมาณต่ำจะทำให้เติบโตช้าและการสร้างตัวของผิวหนังก็ช้าลงด้วย และยังทำให้การทำงานของตับและกระบวนเมตาบอลิซึ่มเกิดการแปรปรวน ส่วนน้ำมันจากเมล็ดพืช ซึ่งมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนอยู่มากนั้น ไม่ควรป้อนให้แก่เด็กในปริมาณมากๆ เพราะจะเป็นผลเสียต่อการปรับระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำลง นอกจากนี้ น้ำมันประเภทหลังนี้ยังเร่งให้เกิดปฏิกิริยาเปอร์ออกไซด์อีกด้วย โดยเฉพาะในเด็กกๆ ที่มีวิตามีอีสะสมในร่างกายต่ำ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรับสภาพความสมดุลระหว่างกรดไลโนเลอิคและไลโนเลนิค จากการศึกษาของ Galli  โดยการให้น้ำมันแก่หนูทดลองซึ่งกำลังอยู่ในวัยเติบโต โดยเปรียบเทียบน้ำมันชนิดต่างๆ ทั้งน้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน และไขมันอิ่มตัว ปรากฎว่ากลุ่มของหนูที่ได้รับไขมันอิ่มตัวและน้ำมันเมล็ดทานตะวัน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของไขมันในสมองและตับ แต่สำหรับหนูที่ได้รับน้ำมันมะกอก จะไม่ปรากฎอาการดังกล่าว แม้ว่าน้ำมันมะกอกจะมีปริมาณของกรดไขมันจำเป็นต่ำ แต่สัดส่วนที่มีความสมดุลระหว่างไลโนเลอิค : ไลโนเลนิคนั้น เป็นคุณสมบัติที่เหมือนกับที่พบในนมมารดา

น้ำมันมะกอกมีผลดีต่อผู้สูงอายุอย่างไร

อาหารเป็นสิ่งที่ให้พลังงานจำเป็นแก่มนุษย์ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ แซลล์แต่ละเซลล์มีการถ่ายทอดโครงสร้างซึ่งมีปฏิกิริยาทางชีวภาพเป็นตัวกำหนด เซลล์เหล่านี้จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นซ้ำของเซลล์อาจมีความผิดปกติเช่นกัน แม้ในระยะแรกจะได้รับการแก้ไข แต่เมื่อนานเข้าความผิดปกติก็จะก่อตัวสะสม และส่งผลให้เกิดความไม่เป็นระเบียบของกลไกในการทำงานในอวัยวะต่างๆ จนทำให้ความผิดปกติอื่นๆ เกิดขึ้นตามมา และการได้รับไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในปริมาณมากจะเป็นตัวเร่งการเกิดปฏิกิริยาเปอร์ออกไซด์ ซึ่งก่อให้เกิดเซลล์ที่ผิดปกติขึ้น ในทางตรงกันข้าม สารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เช่น วิตามินอี จะเป็นกลไกที่ช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ จากการทดลอง หนูที่ได้รับน้ำมันมะกอกจะมีอายุขัยที่ยืนยาวกว่าหนูที่ได้รับน้ำมันเมล็ดทานตะวันและน้ำมันข้าวโพด ผลที่เกิดขึ้นเป็นเพราะน้ำมันมะกอกมีสัดส่วนของวิตามินอีและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่มีความสมดุลกมากกว่านั่นเอง สำหรับการทดลองกับคนนั้น มีการศึกษาวิจัย ซึ่งใช้น้ำมันประเภทที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง โดยมิได้เจาะจงตัวผู้เข้าทดลอง ซึ่งพบว่า เมื่อเปรียบเทียบไขมันซึ่งบริโภคได้ทุกชนิด ผลปรากฎว่าน้ำมันมะกอกให้ผลเป็นที่น่าพอใจ  เนื่องจากมีปริมาณของกรดไลโนเลอิคกับกรดไลโนเลนิค รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สมดุลต่อร่างกาย

จากการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังของ Pinkey ครั้งแล้วครั้งเล่า มีรายงานว่า ผู้ที่ได้รับไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเกินกว่า 10% ของการบริโภคจะปรากฎริ้วรอยแห่งวัย ในจำนวนนี้ 60% เกิดอาการผิวลอกผิวอักเสบ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคผิวหนังชนิดร้ายแรงติดตามมา

การสร้างเนื้อกระดูกก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ  มีความเป็นไปได้ว่าน้ำมันมะกอกจะช่วยลดปัญหานี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ด้วย เพราะถ้าร่างกายได้รับน้ำมันมะกอกเพิ่มขึ้น การดูดซึมแร่ธาตุเข้าสู่เนื้อกระดูกก็จะมากขึ้นด้วย ในเรื่องนี้สามารถอธิบายได้โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่า มีปริมาณของโอลีเอท (oleates) อยู่เป็นจำนวนมากตามลักษณะโครงสร้างของไขกระดูก จากผลการวิจัยของนักวิจัยชาวฝรั่งเศส รายงานว่า ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องได้รับน้ำมันมะกอก เมื่ออยู่ในวัยที่กำลังเติบโต และในวัยผู้ใหญ่ ทั้งนี้เพื่อลดการสูญเสียแคลเซียมของร่างกาย

ในผู้สูงอายุ ประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ตลอดจนการดูดซึมสารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินและเกลือแร่นั้นจะด้อยลง น้ำมันมะกอกมีลักษณะที่ดีในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหารการดูดซึมสาราหาร อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆ อีกด้วย ในการนำน้ำมันมะกออกมาบริโภคนั้น อาจรับประทานโดยการนำไปปรุงอาหาร โดยการทอดท่วมน้ำมัน หรือยิ่งถ้ารับประทานในรูปของน้ำมันโดยตรงก็จะได้ทั้งวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระได้ครบถ้วนที่สุด น้ำมันมะกอกนอกจากจะช่วยให้อาหารดูน่ารับประทานแล้ว ยังช่วยให้การย่อยอาหารภายในร่างกายมีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกด้วย

น้ำมันมะกอกกับภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด

ภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด เป็นโรคที่เป็นกันมากที่สุดในประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ สาเหตุของโรค นอกจากจะเกิดจากรรมพันธุ์แล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุให้อาการของโรครุนแรงขึ้น เช่น การสูบบุหรี่ ความดันเลือดสูง และคอเลสเตอรอลสูง นอกจากนี้ ก็ยังมีปัจจัยเสริมในเรื่องของ อายุ เพศ (โดยเฉพาะเพศชาย) ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคเกาท์ มีไตรกลีเซอไรด์สูง อนามัยในช่องปาก และร่างกายอ่อนเพลีย

คอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันในกลุ่มสเตอรอยด์ และเป็นลิพิดที่มีอยู่มากมายในเนื้อเยื่อของสัตว์ เป็นสารที่ไม่ละลายน้ำแต่จะละลายได้ในสารอินทรีย์ (organic solvents) คอเลสเตอรอลเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ และในหลายๆ กรณีก็เป็นองค์ประกอบของสารไขมันของเยื่อหุ้มเซลล์ ( phospholipids) ที่มีความคงสภาพและความซับซ้อน คอเลสเตอรอลที่อยู่ในร่างกายนั้นทำหน้าที่ในการสังเคราะห์สารสเตอรอยด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสำคัญๆ อย่างเช่นการผลิตเกลือน้ำดีซึ่งช่วยละลายไขมัน ทำให้เยื่อบุลำไส้สามารถดูดซึมไปใช้งานได้ หรือช่วยควบคุมการทำงานของวิตามินดี

การเกิดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้นเกี่ยวข้องกับนิสัยการบริโภคอย่างแยกกันไม่ออก ผู้ที่รับประทานไขมันสัตว์ในปริมาณมาก จะมีแนวโน้มของการเกิดภาวะคอเลสเตอรอลในพลาสมาสูงขึ้น ในทางกลับกัน ผู้ที่รับประทานน้ำมันพืชซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในปริมาณสูง จะมีความต้านทานต่อโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ดี ช่วยป้องกันปฏิกิริยาที่เกิดจากคอเลสเตอรอล และยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำลงได้อีกด้วย

จากการทดลองพบว่า คอเลสเตอรอลในพลาสมามิได้ก่อให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดเสมอไป คอเลสเตอรอลที่เกิดการนำพาโดยลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ( LDL – Cholesterol ) นั้นมีผลเช่นนั้นจริง ในขณะที่คอเลสเตอรอลซึ่งมีลิโพโปรตีนความหนาแน่นสูงเป็นตัวนำพานั้น จะมีผลในเชิงป้องกันโรค เนื่องจากหน้าที่ของมันคือ การกำจัดคอเลสเตอรอลอิสระในเซลล์และสารประกอบเอสเตอร์ และนำไปสู่ตับในขณะที่ไม่มีการสะสมของน้ำดี

ผลจากการศึกษานับครั้งไม่ถ้วน ยืนยันได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างระดับ DLD พลาสมา กับภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้นเป็นไปในเชิงลบ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง HDL กับการมีชีวิตยืนยาวนั้นเป็นไปในเชิงบวก

การรักษาผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูงนั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยการลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวให้ต่ำลง การลดไขมันเหล่านี้จะช่วยลดพลาสมาคอเลสเตอรอลได้เป็นสองเท่า โดยการเติมไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในปริมาณที่เท่าๆกันลงไปด้วย ( Keys, Grande Covian et  al.)  และถ้าใช้น้ำมันมะกอกแทน ซึ่งมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในปริมาณสูงนั้น ระดับคอเลสเตอรอลก็จะเท่าเทียมกับการลดปริมาณไขมันอิ่มตัวเช่นกัน นอกจากนี้ ผลดีที่เกิดจากไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวนั้นมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทดแทนไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอล ซึ่งมีผลในเชิงป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้อีกด้วย จากการศึกษาเปรียบเทียบในผู้ชายจำนวน 10,000 คน ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นพบว่า เมื่อคนเหล่านี้มีพลาสมาคอเลสเตอรอลอยู่ในระดับที่เท่าๆกัน ความเสี่ยงต่อการทวีความรุนแรงของโรคจะอยู่ในอัตราที่เท่าๆ กันด้วย ทั้งชายชาวอเมริกันและชาวฟินแลนด์ แต่สำหรับชายซึ่งเป็นชาวเมดิเตอร์เรเนียน ที่มีการบริโภคน้ำมันมะกอกในเปอร์เซนต์สูงกว่าไขมันชนิดอื่นๆ อยู่แล้วนั้น ความเสี่ยงต่อโรคจะลดลงอย่างมาก

การบริโภคไขมันพืชซึ่งจัดอยู่ในจำพวกไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนมากจนเกินไปนั้น จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาเปอร์ออกไซด์ได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดตามมาได้ อีกทั้งยังอาจเป็นต้นเหตุของเยื่อบุโพรงอักเสบ ( endothelial lesions ) และความผิดปกติของการจับตัวของลิ่มเลือด ( platelet hyperaggregation)

จากข้อมูลที่กล่าวไว้ในหัวข้อนี้ น่าจะสรุปได้ว่าขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้น ก็คือลดการบริโภคไขมันสัตว์ (ทั้งในรูปที่มองเห็นและมองไม่เห็น) และทดแทนด้วยน้ำมันมะกอกซึ่งมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ขณะเดียวกันก็ยังมีสัดส่วนของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่สมดุล อันเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการป้องกันโรค โดยมีส่วนประกอบของอัลฟา-โทโคเฟอรอล หรือโพลีฟินอลที่ทำหน้าที่ในการขจัดอนุมูลอิสระ หลักโภชนาการที่กล่าวนี้ ได้รับการยืนยันจากการทดลองและงานวิจัยโรคระบาดแล้วว่า จะสามารถป้องกันภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด และช่วยควบคุมพลาสมาคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยไม่มีความเสี่ยงในเรื่องผลข้างเคียงแต่อย่างใด

น้ำมันมะกอกกับคุณสมบัติในการทอดอาหาร

เพื่อทำให้อาหารชวนรับประทานขึ้น จึงมีวิธีการปรุงอาหารด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การต้ม การอบ การรมควัน และการทอด โดยเฉพาะการทอดซึ่งต้องเอาอาหารลงทอดเมื่ออุณหภูมิของน้ำมันถึงจุดเดือด

จากการศึกษาของ Varela et al พบว่า ในระหว่างการทอดอาหารนั้น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 100 องศาเซลเซียส  และรักษาอุณหภูมิในระดับนี้ให้คงที่ จนกระทั่งน้ำในน้ำมันระเหยออกไปจนหมด ขณะนั้นเอง ความร้อนจากน้ำมันก็จะเริ่มแทรกซึมเข้าไปในอาหาร ซึ่งย่อมหมายความว่าน้ำมันจะเข้าไปทำให้อาหารสุกได้ในเวลาอันรวดเร็ว การทอดอาหารด้วยน้ำมันจึงมิได้ทำให้อาหารนั้นต้องสูญเสียคุณค่าไปกับความร้อนเกินปกติเลย เมื่อเปรียบเทียบการปรุงอาหารด้วยวิธีอื่นๆ ชั้นเคลือบที่ผิวนอกของอาหารซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของน้ำมันร้อนนั้น จะทำให้โปรตีนจับตัวกันเป็นก้อน และเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรทเป็นคาราเมล

ไขมันอันเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาออทอคซิเดชั่น (autoxidation phenomena) นั้น เป็นการเร่งให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปฏิกิริยาดังกล่าวจะถูกกระตุ้นด้วยปริมาณของไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ประกอบกับสารโปร-ออกซิแดนท์ และสามารถยับยั้งได้ด้วยแอนตี้ออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ผลผลิตทางเคมีซึ่งด้อยกว่าจะระเหยเป็นไอและกำจัดออกไปได้โดยง่าย แต่สำหรับผลผลิตอื่นๆ (อย่างเช่นโพลีเมอร์) จะกำจัดได้ยาก และสารบางอย่างที่ยังตกค้างอยู่ก็อาจะเป็นสารก่อพิษ เป็นโทษต่ออวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย และยังทำให้คุณค่าอาหารด้อยลงด้วย

ในไขมันสัตว์ ซึ่งมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวต่ำ จะไม่มีแอนตี้ออกซิแดนท์อยู่เลย  และยังเกิดกระบวนการออทอคซิเดชั่นได้ง่ายมาก ส่วนน้ำมันจากเมล็ดพืชซึ่งแม้จะมีไขมันไม่อิ่มตัวสูง แต่ก็เกิดกระบวนการออกซิเดชั่นได้ง่ายเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม น้ำมันมะกอกจะมีความคงสภาพที่ดี เนื่องจากมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวและแอนติออกซิแดนท์อยู่ในระดับพอดี สาเหตุที่ทำให้อาหารด้อยคุณค่าลงนั้น นอกจากสาเหตุจากประเภทของไขมันที่เลือกใช้แล้ว ยังรวมไปถึงสาเหตุอื่น ๆ อีก เช่น ระดับความร้อนนานแค่ไหน ประเภทของอาหาร รวมทั้งสารปนเปื้อนอื่นๆ ที่อยู่ในอาหาร เป็นต้น

Fedeli ได้ทำการทดสอบความคงสภาพของน้ำมันมะกอก โดยการทอดด้วยอุณหภูมิสูงและ Varela  ก็ได้ทำการพิสูจน์โดยทดลองทอดเนื้อ ทอดปลาซาร์ดีนด้วยน้ำมันมะกอก ผลปรากฎว่าประสิทธิภาพการย่อยอาหารจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆแม้ว่าจะใช้น้ำมันนั้นทอดซ้ำๆ กันเกินกว่า 10 ครั้งขึ้นไปก็ตาม การวิจัยนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอาหารมากที่สุด เนื่องจากเป็นน้ำมันที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระมากว่าน้ำมันชนิดอื่นใด

ข้อสรุปสำหรับเรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่า ด้วยโครงสร้างของกรดไขมัน ด้วยคุณค่าของวิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระ ด้วยสภาพความสมดุลของสารประกอบทั้งมวล อีกทั้งกลิ่นรสชาติดี คุณสมบัติที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ทุกๆ ข้อ ล้วนมีอยู่ครบถ้วนในน้ำมันมะกอก น้ำมันที่เหมาะแก่การบริโภคมากที่สุดสำหรับมวลมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นบริโภคโดยการรินสดๆ หรือโดยการนำไปปรุงอาหารก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมันมะกอกยังมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพใสด้านการป้องกันโรคอีกคำรบหนึ่งด้วย.

http://www.rspg.thaigov.net/experimental_project/olive/olive15.htm

iTunes 9 For Snow Leopard Released.

ไอจูน9 สำหรับ Snow Leopard 10.6 ออกแล้วจ้า อัพเกรดได้ทาง Software Update เลย ขณะนี้ หรือดาวน์โหลดได้ที่ http://www.apple.com/itunes/download/

etcpool.com

Present & Past 09092552

ไม่มีอะไรมากนั่งอ่านเว็บไปเรื่อยๆ เลยได้ไปเจออะไรที่สะท้อนใจเล็กน้อย จะไม่ขอลงในรายละเอียดแต่ขอให้ได้ไปติดตามดูเอง จะนำเสนอแค่ตัวอย่างเล็กๆ น้อยๆ เท่านั้น

Present & The Past

นี่คือสิ่งที่คุณเห็นในวันนี้..

http://www.dow.com

และนี่คือสิ่งที่เค้าทำในวันก่อน….

http://knowmore.org/wiki/index.php?title=The_Dow_Chemical_Company

ขอถือโอกาสแนะนำเว็บไซต์ข้อมูลดีๆ อีกเว็บนึง เกี่ยวกับข้อมูลของบริษัท หลายๆ บริษัท และผลิตภัณฑ์หลายๆ ตัว http://knowmore.org

etcpool.com