Daily Archives: 19/08/2009

ยาอายุวัฒนะ : ตำรายาหัวกวาวเครือ

ตำรายาหัวกวาวเครือ

รวบรวม/เรียบเรียง โดยหมอเมือง สันยาสี

คำนำ

ตำราเล่มนี้ ต้นฉบับเดิมเป็นของนายเปลี่ยน กิติศรี เป็นผู้ค้นคว้าและเรียบเรียงเป็นภาษาไทย แต่คนพิมพ์เผยแพร่คนแรกคือหลวงอนุสารสุนทร คหบดีชาวเชียงใหม่ เมื่อผมนำเนื้อหาเหล่านี้ลงหนังสือแต่ละครั้งที่ผ่านมาก็อ้างว่าของหลวงอนุ สารสุนทร จึงมีคนเอาไปพิมพ์ต่อและอ้างที่มาเดียวกัน ความจริงแล้วผมควรอ้างที่มาว่าฉบับนายเปลี่ยน กิติศรี จึงถูกต้อง

ผมเคยนำเรื่องยาหัว กวาวเครือลงนิตยสารมาหลายฉบับและหลายครั้ง คือ โลกทิพย์ โลกลี้ลับ ฤทธิ์อำนาจ ชีวิตต้องสู้ ทีวีพูล และ เครือข่ายดาราภาพยนต์ ในช่วงปี 2537 – 2543 แต่ที่เคยนำลงนั้นเป็นฉบับย่อซึ่งได้มาจาก พอ.ชม สุคันธรัตน์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไสยเวทย์และสมุนไพรไทย หาใช่ต้นฉบับจริงไม่ ฉบับนี้จึงเป็นของจริง ได้นำมาลงทุกข้อความ เพื่อรักษาไว้ซึ่งอรรถรสของตำราเดิม เพื่อเทอดทูนผู้ค้นคว้าและเรียบเรียง

ผมได้ตำราฉบับนี้มา จากคุณวัชรพงษ์และคุณธัญลักษณ์ เจ้าของห้างขาวละออเภสัช ท่านได้มาจากหลานสาวของคุณหลวงอนุสารสุนทรชื่อคุณยายแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ ซึ่งมีอายุกว่าแปดสิบปีแล้ว ขอขอบพระคุณคุณวัชรพงษ์และภรรยา รวมทั้งคุณยายแจ่มจิตต์ ซึ่งเป็นเจ้าของด้วย ทำให้ผู้อ่านได้มีโชคร่วมไปกับกระผมด้วย

ผมแสวงหาตำราเล่ม นี้อยู่หลายปี ทราบว่าคงเหลือเพียง 2 เล่มเท่านั้น อยู่ที่คุณยายท่านนี้ และอีกเล่มหนึ่งอยู่กับอาจารย์ยุทธนา สมิตะศิริ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพราะเคยพบหน้าปกหนังสือที่ท่านนำมาแสดงในงานสมุนไพรแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อกลางปี 2540

ตำราเล่มนี้มี คุณค่ามหาศาลทีเดียว อยากนำมาเผยแพร่ให้ผู้อ่านได้อ่านกันมาก ๆ เพราะคนส่วนมากยังได้รับข้อมูลกวาวเครือไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวที่จะกินยาหัวกวาวเครือ ซึ่งเป็นสมุนไพรวิเศษของเรา กลัวไปตามข่าวลือว่าจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งดุจที่สำนักงาน อย.ได้โฆษณาไว้ตามสื่อต่าง ๆ
กระผมในฐานะที่ เป็นต้นเผยแพร่กวาวเครือมาก่อนในสมัยนี้ และเป็นผู้มีประสพการณ์ในการกินการใช้กวาวเครือมาด้วยตัวเองและญาติมิตร รู้แจ้งมาตลอดว่ากวาวเครือเป็นสมุนไพรที่ล้ำค่า ยากที่จะหาสมุนไพรใด ๆ มาเปรียบได้ จึงขอเสนอตำรายาหัวกวาวเครือให้ท่านได้ศึกษาให้รู้แจ้งชัดดังนี้

ตำรายาหัวกวาวเครือ

ในเวลานี้ มหาชนทั้งปวงทั่วประเทศพม่า ทุกรูปทุกนาม ได้พากันนิยมนับถือยังยาขนานหนึ่ง ซึ่งภาษาพม่าเรียกว่า”เปาก์เซ” หมายความว่ายาหัวกวาวเครือ ในยาขนานนี้เรียกชื่อว่ายาอายุวัฒนะ เป็นยาที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ จนหญิงชายที่แก่ชราแล้ว ถ้าได้รับประทานยานี้ ภาพที่แก่ชรานั้น จะกลับกลายเป็นภาพหนุ่มสาวคืน จะกระทำให้ลูกหลานเห็นประหลาดตาไปได้ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของยา คือยานี้มีมูลเหตุเกิดขึ้นในประเทศพม่า นั้นคือมีพระมหาเจดีย์แห่งหนึ่งเป็นที่ปูชนียสถานของชนชาวพม่า ได้ถูกฟ้าฝนลมพายุพัดหักพังลง เป็นเหตุให้ตำรายาที่ชนชาวโบราณได้เขียนจารึกลงในใบลานแลบรรจุไว้ในพระ เจดีย์นั้นปรากฎขึ้นให้มหาชนทั้งหลายได้รู้เห็น ให้ได้ใช้ยานี้

จะกล่าวถึงลักษณะ ของต้นยานี้ และจะชี้แจงวิธีปรุงแลวิธีรับประทาน กันมิให้ไปเอาต้นยาผิด และกันมิให้รับประทานยาเกินขีด เกรงว่าจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เพราะยาขนานนี้เป็นยาที่มีฤทธิ์แรงเกินไป เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้คิดแปลจากตำราเดิมของพม่ามาเรียบเรียงเป็นสมุด ตำรายา”เปาก์เซ”เล่มนี้ ออกแจกจ่ายให้มหาชนทั้งปวงผู้ฝักใฝ่ใจในตำรายานี้ จะได้เอาใจใส่ใช้ต้นยาให้ถูกต้องตามตำรา ให้ได้หัวยาที่แท้จริง และวิธีกินก็จะได้เอาใจใส่ให้ถูกต้องตามตำรา

ข้อสำคัญที่สุด ขอให้รู้จักต้นยาและลักษณะ เถา ใบ หัว ของต้นยาเสียก่อนจึงค่อยใช้ยานี้ ตำรานั้นหาได้ง่าย แต่ที่จะรู้จักลักษณะของต้นยานั้นยาก

มูลเหตุตำรายาที่ได้ปรากฏขึ้น คือ ราชธานีเก่า เมืองพุกามของประเทศพม่านั้น ยังมีพระมหาเจดีย์องค์หนึ่งล้มหักพังลง พระภิกษุทั้งหลายได้พบเห็นตำรายาซึ่งจารึกลงในใบลานประจุไว้ในเจดีย์นั้น มีใจความดังนี้

ให้เอาหัว กวาวเครือใบใหญ่ตำผงกินกับน้ำนมวัว จะมีหัวคิดสมองโปร่งทรงจำโหราศาสตร์ 3 คัมภีร์ได้ เนื้อหนังจะนิ่มนวลเสมอเด็กอายุ 6 ปี อายุจะยืนถึงพันกว่าปี โรคาพยาธิจะไม่มาเบียดเบียนเลย

รับประทานกับน้ำข้าวเช็ดที่รินทิ้งไว้ให้เปรี้ยว จะมีเนื้อหนังนิ่มนวลดุจเทพธิดา

รับประทานกับน้ำมันเนยหรือน้ำผึ้ง อายุจะยืน จะท่องโหราศาสตร์ 3 คัมภีร์ได้ตลอด จะรับรองมาตุคามได้ตลอดถึงพันคน

รับประทานกับน้ำนมเปรี้ยว อายุจะยืน ผมจะไม่ขาว ฟันจะไม่หลุด เนื้อหนังจะไม่ย่น

รับประทานกับมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก จักษุที่มัวหรือมีฝ้าที่แลไม่เห็นนั้นจะเห็นคืน

เอาแช่นมควายทาผม ผมจะงอกขึ้นแรง ผมที่ขาวนั้นจะกลับกลายเป็นผมดำไปทาด้วยน้ำมันงา ผมจะไม่ขาว เนื้อหนังจะไม่ย่น โรคาพยาธิทุกจำพวกจะไม่มีเลย

แช่นมแพะทา คนที่เสียจักษุโดยมีฝ้าปิด 6 เดือน จะกลับเห็นดีคืนได้

ยา นี้ เมื่อรับประทานก็รับประทานได้มื้อละเม็ดมะกล่ำ ห้ามมิให้รับประทานมากกว่าเม็ดมะกล่ำ ให้รับประทานก่อนเข้านอนทุก ๆ วัน เมื่อรับประทานยานี้ได้ 3-4 วัน จะปวดครั่นตามเนื้อตัว สะเอว ที่ข้อต่อทุก ๆ แห่ง เมื่อปวดเช่นนี้แล้วให้อาบน้ำเย็นเสียคงหายปวด

คุณประโยชน์ที่จะ ได้รับเมื่อรับประทานยานี้ นอนกลางคืนจะหลับสนิทดี จะรับประทานอาหารมีรสชาติอร่อยดี การที่จะปวดครั่นดังที่กล่าวมาแล้วนั้นอย่าได้มีความวิตกเลย จะกระทำให้เราหายจากโรคาพยาธิ ถึงแม้ปวดครั่นก็อย่าได้งด ให้กินยาวันละเม็ดเสมอไป

อีกนัยหนึ่ง ต้องการจะรับประทานกับน้ำนมโค ให้เอานมโคสด 1 ขวดปั่นผสมกับยาพอจะปั้นเป็นลูกได้ ให้ปั้นเท่าลูกพุทราอ่อน ตากแดดให้แห้ง รับประทานก่อนเข้านอนวันละ 1 เม็ด ทุก ๆ วัน ถ้าต้องการรับประทานกับน้ำนมแพะก็ทำเช่นเดียวกัน ถ้าต้องการรับประทานกับน้ำนมควายให้ต้มนมควายให้สุก ผสมกับยา รับประทานเท่ากับเม็ดมะกล่ำใหญ่

บุคคลที่จำเริญยานี้จะต้องได้รับศีล 5 อย่าให้ศีลของตนมัวหมอง ต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ แล้วจึงค่อยรับประทานยานี้

http://www.sanyasi.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=528384&Ntype=4

ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

คุณสมบัติของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

ลักษณะโครงสร้างทางกายภาพของปุ๋ยหมักไส้เดือนดินมีลักษณะเป็นเม็ดร่วนละเอียด มีสีดำออกน้ำตาล โปร่งเบา มีความพรุนระบายน้ำและอากาศได้ดีมาก มีความจุความชื้นสูงและมีประมาณอินทรียวัตถุสูงมาก ซึ่งผลจากการย่อยสลายขยะอินทรีย์ที่ไส้เดือนดินดูดกินเข้าไปภายในลำไส้ และด้วยกิจกรรมของจุลินทรีย์ที่อยู่ในลำไส้และน้ำย่อยของไส้เดือนดินจะช่วย ให้ธาตุอาหารหลายๆ ชนิดที่อยู่ในเศษอินทรียวัตถุเหล่านั้นถูกเปลี่ยนให้อยู่ในรูปที่พืชสามารถ นำไปใช้ได้ เช่น เปลี่ยนไนโตรเจน ให้อยู่ในรูป ไนเตรท หรือ แอมโมเนีย ฟอสฟอรัสในรูปที่เป็นประโยชน์ โพแทสเซียมในรูปที่แลกเปลี่ยนได้ และนอกจากนี้ยังมีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชชนิดอื่นและจุลินทรีย์หลายชนิด ที่เป็นประโยชน์ต่อดิน รวมทั้งสารควบคุมการเจริญเติบโตของพืชหลายชนิดที่เกิดจากกิจกรรมของ จุลินทรีย์ในลำไส้ของไส้เดือนดินอีกด้วย

การ ใช้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินและน้ำหมักมูลไส้เดือนดินในการปลูกพืชจะส่งผลให้ ดินมีโครงสร้างดีขึ้น คือทำให้ดินกักเก็บความชื้นได้มากขึ้น มีความโปร่งร่วนซุย รากพืชสามารถชอนไชและแพร่กระจายได้กว้าง ดินมีการระบายน้ำและอากาศได้ดี ทำให้จุลินทรีย์ดินที่เป็นประโยชน์บริเวณรากพืชสามารถสร้างเอนโซม์ที่เป็นประโยชน์ ต่อพืชได้เพิ่มชึ้น นอกจากนี้จุลินทรีย์ดินที่ปนออกมากับมูลของไส้เดือนดินยังสามารถสร้างเอ็น ไซม์ฟอสฟาเตสได้อีกด้วย ซึ่งจะมีส่วนช่วยเพิ่มประมาณฟอสฟอรัสในดินให้สูงขึ้นได้

ประโยชน์และความสำคัญของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

  1. ส่งเสริมการเกิดเม็ดดิน
  2. เพิ่มปริมาณอินทรียวัตถุแก่ดิน
  3. เพิ่มช่องว่างในดินให้การระบายน้ำและอากาศดียิ่งขึ้น
  4. ส่งเสริมความพรุนของผิวหน้าดิน ลดการจับตัวเป็นแผ่นแข็งของหน้าดิน
  5. ช่วยให้ระบบรากพืชสามารถแดร่กระจายตัวในดินได้กว้าง
  6. เพิ่มขีดความสามารถในการดูดซับน้ำในดิน ทำให้ดินชุ่มขึ้น
  7. เพิ่มธาตุอาหารพืชให้แก่ดินโดยตรงและเป็นแหล่งอาหารของสัตว์และจุลินทรีย์ดิน
  8. เพิ่มศักยภาพการแลกเปลี่ยนประจุบวกของดิน
  9. ช่วยลดความเป็นพิษของธาตุอาหารพืชบางชนิดที่มีปริมาณมาเกินไป เช่น อลูมินัม และแมงกานีส
  10. ช่วยเพิ่มความต้านทานในการเปลี่ยนแปลงระดับความเป็นกรด-เบส (Buffer capacity) ทำให้การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นไม่เร็วเกินไปจนเป็นอันตรายต่อพืช
  11. ช่วยควบคุมปริมาณไส้เดือนฝอยในดิน เนื่องจากการใส่ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะทำให้มีปริมาณจุลินทรีย์ที่สามารถ ขับสารพวกอับคาลอยด์และกรดไขมันที่เป็นพิษต่อไส้เดือนฝอยได้เพิ่มขึ้น

การใช้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินเป็นส่วนผสมของวัสดุปลูกและวัสดุเพาะกล้าพืช

นอกจาก การนำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินไปใช้เป็นปุ๋ยแล้ว ยังสามารถนำมาใช้เป็นส่วนผสมของวัสดุปลูกและวัสดุเพาะกล้าพืชได้ วัสดุปลูกพืชหรือสัสดุเพาะกล้าพืชทีมีส่วนผสมของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะมี ธาตุอาหารพืชอยู่ในปริมาณที่เจือจางและอยู่ในรูปพร้อมใช้ ซึ่งจะค่อยๆ ปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับต้นกล้าพืชในการเจริญเติบโตระยะแรกได้อย่างเหมาะสม ประกอบกับปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินมีโครงสร้างที่โปร่งเบาระบายน้ำและอากาศได้ ดี และจุความชื้นได้มาก ดังนั้นต้นกล้าพืชจะสามารถเจริญเติบโตออกรากและชอนไชได้ดีมาก ในการนำมาปลูกพืชจำพวกได้ประดับจะส่งเสริมให้พืชออกดอกได้ดีมากเนื่องจาก จุลินทรีย์ในปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินสามารถสร้างเอนไซม์ฟอสฟาเตสได้ จึงทำให้วัสดุปลูกนั้นมีปริมาณของฟอสฟอรัสเพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้พืชออกดอกได้ ดียิ่งขึ้น

คุณสมบัติของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินที่นำมาใช้เป็นวัสดุปลูกพืชจะแตกต่างกันตามวัสดุ ที่นำมาใช้ผลิตปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน แต่โดยทั่วไปแล้วโครงสร้างของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินที่ได้จะมีลักษณะที่ คล้ายกัน คือจะมีส่วนประกอบของธาตุอาหารพืชอยู่ในรูปที่พืชสามารถดูดไปใช้ได้ มีส่วนประกอบของธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมเกือบทุกชนิดที่พืชต้องการ ในการนำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินมาใช้เป็นวัสดุปลูก ควรจะนำมาผสมกับวัสดุปลูกชนิดอื่นๆ ก่อน เนื่องจากปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะประกอบด้วยอินทรียวัตถุเป็นส่วนใหญ่ และมีอนุภาคของดินอยู่น้อย ดังนั้นในการนำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินที่ได้มาผสมกับวัสดุปลูกชนิดอื่นๆ จะได้ผลดีกว่าและสิ้นเปลืองน้อยกว่าการใช้ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินเพียงอย่าง เดียว ซึ่งในการปลูกพืชสวนประดับสามารถนำปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินมาเจือจากได้หลาย ระดับ

ข้อดีของวัสดุปลูกที่มีส่วนผสมของปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดิน

  1. ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินสามารถช่วยเก็บความชื้นและปลดปล่อยออกมาให้พืชอย่างช้าๆ เมื่อพืชต้องการยืดระยะเวลาการให้น้ำแก่พืชได้นานขึ้น
  2. กรณีใช้ผสมดินที่เป็นดินเหนียวจะช่วยเพิ่มอากาศในดิน ทำให้ดินร่วนซุย และช่วยในการถ่ายเทน้ำและอากาศได้สะดวก
  3. กรณีผสมดินที่เป็นดินทรายจะช่วยเพิ่มเนื้อดิน ช่วยให้ดินเก็บรักษาความชื้น และธาตุอาหารในดิน ลดการชะล้างธาตุอาหารของน้ำ
  4. ลดปัญหาการสลายตัวของธาตุอาหาร เป็นตัวปลดปล่อยธาตุอาหารอย่างช้าๆ ทำให้ประหยัดปุ๋ย
  5. ปกป้องดินไม่ให้มีสภาพโครงร้างแน่นเข็งและช่วยเติมอินทรียวัตถุในเนื้อดิน ช่วยให้ดินร่วนซุย รากพืชสามารถแพร่ขยายได้กว้าง
  6. ปุ๋ยหมักมูลไส้เดือนดินจะมีสาวนประกอบของกรดฮิวมิคซึ่งเป็นตัวกักเก็บธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืชหลายชนิด เช่น ฟอสฟอรัส (P) โพแทสเซียม (K) แคลเซียม (Ca) เหล็ก (Fe) และทองแดง (Cu) ซึ่งธาตุอาหารเหล่านี้จะถูกเก็บอยู่ในโมเลกุลของกรดฮิวมิค อยู่ในรูปพร้อมใช้ และจะถูกปลดปล่อยออกมาเมื่อพืชต้องการ

http://www.oknation.net/blog/earthworms/2007/08/08/entry-1

ยาอายุวัฒนะ : บำรุงร่างกาย

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 16

ยาขนานนี้เป็นของสมเด็จพระมหาสมณเจ้ากรมพระยาปวเรศวริยาลงกรณ์ ท่านบันทึกไว้แต่ปี 2409
เป็นตำรายาที่ขึ้นชื่อมาก ส่วนมากหมอยาในกรุงเทพ ฯ และภาคกลางล้วนรู้จักและปรุงกินกันมาก แต่ท่านว่าอายุหนุ่มน้อยกินไม่สู้ดี เพราะธาตุไฟแรงจะเผาร่างกายให้ผ่ายผอม เหมาะสำหรับคนอ้วนต้องการลดความอ้วนกินยานี้น่าจะดี ตัวยามีดังนี้

  • เปลือกทิ้งถ่อน
  • เปลือกตะโกนา
  • เถาบอระเพ็ด
  • เมล็ดข่อย
  • หัวแห้วหมู
  • หัวกระชาย
  • พริกไทยล่อน

ยาทั้งหมดสัดส่วนเท่ากัน ตากแห้งบดผงผสมน้ำผึ้งกินก่อนนอน วันละ 1-2 เม็ด ท่านว่ากินได้ 1 เดือนตัว
พยาธิ์ลำไส้ออกมาหมด หายจากอาการปวดเมื่อยอ่อนเพลียโดยไม่ต้องอาศัยหมอนวดบีบ การหมุนเวียนโลหิตดี เลือดลมไหลสะดวก เรื่องอย่างว่าก็สู้บ่ยั่นเหมือนกัน ถ้าเป็นพระทำฉันให้งดกระชายเสีย เพราะเป็นยาบำรุงกามารมณ์

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 20

  • หัวขิงแห้ง
  • หัวไพล
  • หัวกะทือ
  • หัวกระชาย
  • หัวแห้วหมู
  • รากแจง
  • หัวยาข้าวเย็นเหนือ
  • หัวยาข้าวเย็นใต้
  • เนื้อมะขามเปียก
  • พริกไทยล่อน
  • เกลือแกง

เอายาทั้งหมดนี้มาตำเข้าด้วยกัน แล้วใส่โหลหรือกระปุกเก็บไว้รับประทานก่อนอาหาร หรือก่อนนอน เป็นยาขับถ่ายสิ่งโสโครกออกจากร่างกาย ถ้ารับประทานประจำโรคภัยหายหมด ผิวพรรณวรรณะก็ดีงาม กลิ่นตัวกลิ่นปากหรืออื่น ๆ จะหายไปหมด

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 21 บำรุงร่างกาย

ยานี้ชื่อยากำลังราชสีห์ ตัวยามี 5 อย่างด้วยกันคือ

  • เถาบอระเพ็ด
  • หัวแห้วหมู
  • หัวกระชาย
  • พริกไทยล่อน
  • เกลือสะตุ

เอาตัวยาทั้งหมดมาตำเข้าด้วยกันแล้ว ใส่โหล ใส่สุราให้ท่วมยา ปิดให้สนิทแล้วนำไปฝังโคลนที่ชายน้ำในวันแรม 14 ค่ำ พอขึ้น 15 ค่ำของอีกเดือนหนึ่งจึงไปขุดขึ้นมารับประทาน ก่อนอาหารเย็นครั้งละ 1 ถ้วยตะไล จะแข็งแรง ปราศจากโรคภัยทั้งปวง จะมีกำลังดุจหนุมาน คำว่าแก่จะไม่มี ท่านว่าผู้มีบุญวาสนาเท่านั้นจึงได้รับประทาน แต่เรื่องการหมักโคลนนั้นมีเหตุผลทีต้องการความเย็น สมัยนี้ใส่ตู้เย็นย่อมเหมาะสมกว่า

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 30

  • พริกไทย 7 เม็ด
  • พริกขี้หนูแห้ง 7 เม็ด
  • ขิง 7 แว่น
  • ข่า 7 แว่น
  • ข้าวสาร 7 เม็ด
  • น้ำมันมะกอก 7 หยด
  • น้ำมันจันท์ 7 หยด 8. กล้วยน้ำว้าสุก 7 ลูก

เอามาตำให้แหลกจนเข้ากันดีแล้วผสมน้ำผึ้ง ให้ทำวันแรม 7 ค่ำ กินวันละ ลูกพุทรา กำลังดีมาก

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 31

เอารากกะทกรกมาต้มกิน เวลาไปขุดรากกะทกรกให้ไปขุดวันอังคาร พอถึง 3 อังคารแล้วให้ต้มกิน ระหว่างที่ต้มหม้อที่ 1 นั้นก็ไปขุดในวันอังคารอีก 3 อังคาร รวมเป็น 6 อังคาร พอถึงวันอังคารที่ 7 ให้ต้มกิน รวมเป็น 2 หม้อ ต้มกินต่างน้ำชาก็ได้ เวลาขุดรากกะทกรกนั้นไม่ว่าจะได้มากหรือน้อยท่านให้คอนกลับบ้านแล้วเอามา แขวนไว้จนครบ 3 อังคาร และ 7 อังคาร ยานี้ต้องทำของใครของมัน จะให้คนอื่นทำให้ไม่ได้

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 33

  • ต้นพญามุติทั้งห้า หนัก 8 ตำลึง
  • สมอไทย 1 ตำลึง
  • พริกไทยล่อน 1 ตำลึง
  • ดอกดีปลี 1 ตำลึง
  • เหง้าขิงแห้ง 1 ตำลึง

ตำเป็นผงผสมน้ำผึ้ง และน้ำนมวัว วิธีทำต้องเอาน้ำนมวัวและน้ำผึ้งมาต้มเคี่ยวจนงวดพอสมควรก็เอายาลงผสมคนให้เข้ากันดีแล้วก็ยกลง พอเย็นแล้วจึงปั้นเท่าเม็ดพุทรา รับประทานเช้าเย็นครั้งละ 1 เม็ด รับประทานได้ 2 เดือนโรคลมจะหาย หูจะได้ยินถนัด ตาจะสว่าง ผิวพรรณจะสวยงาม ร่างกายจะแข็งแรง
ร.ต.อ.เปี่ยมเล่าว่า เดิมที่ได้ตำรายานี้มา หลวงศรีเทพบาล บ้านอยู่สะแกกรัง จังหวัดอุทัยธานี ได้เล่าว่ามี
พระรูปหนึ่งธุดงค์มาแต่เมืองตะวันตก มาพักอยู่ที่วัดเสาวคนธ์ กรุงเทพ ฯ บอกว่าอายุ 70 ปี แต่ดูร่างกายท่านยังหนุ่มมาก หลวงศรีเทพบาลจึงขอตำรายาที่ท่านฉัน เมื่อได้มาแล้วก็ยังไม่ได้ทำ เพราะไม่รู้จักต้นพญามุติ จนมาถึง พ.ศ.2459 มีพระรูปหนึ่งได้นำต้นพระยามุติมาให้ดู และได้ทำยารับประทานตั้งแต่นั้นมา

ร.ต.อ.เปี่ยมเล่าว่าท่านได้ทำยาขนานนี้รับประทานได้ 2-3 เดือน ลมออกหูก็หาย หูได้ยินชัดเจนดี ตาที่มัวก็กลับอ่านหนังสือได้ หน้าที่เคยเป็นฝ้าด่างดำก็หายไป ร่างกายก็แข็งแรง หลับสนิทดี
ท่านบอกลักษณะต้นพระยามุติว่า ใบของมันคล้ายใบตั้งอ้อ ดอกคล้าย ๆ ตุ้มหู หรือคล้ายดอกผักกาดดอกแบนสีเหลือง ถ้าขึ้นตรงพื้นดินสมบูรณ์ต้นจะสูงถึง 2 ศอกเศษ ชอบขึ้นตามหาดทราย หรือดินปนทราย ใช้ทำแกงเลียงกินได้ บางคนเรียกต้นออ มีมากในเดือน ยี่-3

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 34 บำรุงร่างกาย

  • ขมิ้นอ้อย
  • ผักเสี้ยนผี
  • โคกกระสุน
  • หัวแห้วหมู

ตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้ง กินก่อนนอนวันละ 1 เม็ดพุทรา ทำให้เจริญอาหาร แก้จุกเสียดแน่นเฟ้อ

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 35.บำรุงร่างกาย

ให้เอารากข่อยมาต้มกินแทนน้ำ ช่วงแรกที่กินผิวจะดำคล้ำและลอกออกมาคล้ายงูลอกคราบ กินต่อไปเรื่อย ๆ รูปร่างจะเปลี่ยนแปลง ผิวพรรณผุดผ่องอ้วนท้วนสมบูรณ์ ผู้กินยานี้อายุได้ 160 ปี

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 36. บำรุงสายตา

เอาหัวแห้วหมูมาล้างให้สะอาด แล้วคั่วไฟ แล้วทุบให้แตก นำมาชงดื่มแบบน้ำชา แก้ปวดเมื่อยอ่อนเพลีย ร่างกายแข็งแรง ตาสว่างดุจคนหนุ่ม ฟันทนแข็งแรง ร่างกายกลับเป็นหนุ่มสาว

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 37 บำรุงร่างกาย

  • กำลังวัวเถลิง หนัก 3 บาท
  • เปลือกตะโกนา หนัก 3 บาท
  • เปลือกทิ้งถ่อน 3 บาท
  • เขากวางอ่อน 3 บาท
  • แสมทะเล 3 บาท
  • เมล็ดข่อย 3 บาท
  • รากส้มกุ้งใหญ่ 2 บาท
  • รากส้มกุ้งน้อย 2 บาท
  • หัวบัวขม 2 บาท
  • ฝางเสน 2 บาท

เอาตัวยาทั้งหมดมาตำพอแหลก แล้วห่อผ้าขาวดองสุราไว้ 7 วัน กินวันละ 1 จอก หลังอาทิตย์ตกดิน

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 38

  • เมล็ดข่อย
  • พริกไทยล่อน
  • หัวแห้วหมู
  • หัวบัวขม
  • หัวกระชายแก่
  • ผักเสี้ยนผี
  • โคกกระสุน
  • เนื้อสมอทั้ง 3 อย่างละ 10

เอามาทุบดองสุรา กินก่อนอาหารเย็น กินประจำอายุยืนถึง 100 ปี แข็งแรงทำงานหนักได้ดุจคนหนุ่ม

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 41 ยาผิวงาม

เอาน้ำมะนาวเปรี้ยวจัด 1 ถ้วยตะไล ผสมกับน้ำสุก 1 แก้ว ผสมเกลือป่น 1 ช้อนกาแฟ คนดีแล้วดื่มจนหมดแก้ว ก่อนอาหารเช้าสัก 30 นาที กินติดต่อกัน 15 วัน และหยุด 10 วันจึงเริ่มดื่มใหม่ติดต่อกัน 3 วัน และหยุด 1 เดือนจึงเริ่มดื่มอีก วันละ 1 จอกแก้วยาดอง ท่านว่ารับรองผิวขาวเป็นนวลใย ไร้ไฝฝ้า

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 44 ยาลายแทง

ตำรานี้ได้จากลายแทงขุมทรัพย์เมืองพิษณุโลก ท่านเขียนเป็นปริศนาไว้ บอกว่าถ้าใครคิดได้ให้ขุดลงไปจะได้ทองคำ 1 ตุ่ม คนมีปัญญาคิดได้จึงขุดลงไปก็พบตุ่มใบหนึ่งพร้อมกับใบลานจารึกตำรายาขนานนี้ ท่านเขียนไว้ให้ทานแก่สมณชีพราหมณ์และหญิงชายทั้งปวง ถ้าผู้ใดพบตำรานี้ขอให้บอกต่อ ๆ กันไปจะได้ผลานิสงส์มาก ตำรามีว่า

  • รากช้าพลู 2 ตำลึง
  • รากมะแว้งต้น 2 ตำลึง
  • รากมะแว้งเครือ 2 ตำลึง
  • รากมะเขือขื่น 2 ตำลึง
  • เถาบอระเพ็ด 2 ตำลึง
  • รากเจตมูลเพลิง 1 ตำลึง

ให้เอายาทั้งหมดมาตำเป็นผงแล้วผสมน้ำผึ้ง หรือน้ำอ้อยแดงก็ได้ ใส่หม้อผนึกไว้ให้ดี เอาทองแดงผูกคอ

หม้อหนัก 1 บาท แล้งฝังข้าวเปลือกไว้ 5 วัน แล้วรับประทานวันละ 1 ช้อนหอย สามารถแก้โรคทั้งปวง ผมหงอกจะกลับดำ อายุยืนถึง 100 ปี มีกำลังเจ็ดช้างสาร สำเนียงเสียงใส รูปงาม หาโรคมิได้ ถ้ารับประทานติดต่อกัน 6 เดือน สารพัดสัตว์ที่มีพิษกัดไม่เข้าเลย ถ้าเอาน้ำมูตร(ปัสสาวะ)ใส่ตุ่มไว้ เอาทองแดงแผ่ให้บางแช่ในน้ำมูตร(ที่เกิดจากกินยานี้) นาน 3 เดือน ทองแดงจะกลายเป็นทองคำธรรมชาติไม่มีขี้เลย ถ้าไม่จริงดังกล่าวขอให้ตัวข้าพเจ้าผู้ไว้ตำรานี้ตกจตุราบายเทอญ.

ยาตำรับนี้ตรงกับตำรับที่ 2 ที่เป็นตำราเหนือ ความจริงในตำรับนั้นท่านบอกเป็นภาษาเหนือ แต่ผู้เขียนได้แปลให้เป็นภาษาไทยแล้ว ก็ตรงกับตำรับนี้ เป็นตำรับยาที่เกิดและถ่ายทอดในสมัยเดียวกัน เพราะเมืองพิษณุโลกและเชียงใหม่ เชียงราย เชียงแสน รวมไปถึงพระสงฆ์ทางพม่าได้ไปมาหาสู่กันไม่ขาด พระสงฆ์ก็ไป ๆ มา ๆ เพราะทางเชียงใหม่เลื่อมใสพระสงฆ์ทางสุโขทัย จึงนิมนต์พระทางสุโขทัยไปเผยแพร่พระศาสนา และเป็นสังฆราชาอยู่ทางโน้นในสมัยพระเจ้ากือนา ทางพิษณุโลกก็ได้สุโขทัยเป็นหลักเช่นกัน ตำรายามักเผยแพร่ไปกับพระสงฆ์ซึ่งเป็นศูนย์กลางของชุมชนทุกหนทุกแห่ง และเป็นศูนย์กลางของการศึกษาด้วยเช่นกัน คนทางเหนือไม่สู้นิยมทำลายแทงเหมือนชาวพิษณุโลก มักเขียนใส่ใบลานเก็บใส่ตู้ไว้ตามวัดต่าง ๆ และบนหิ้งบูชาในบ้านของตนเองรวมกับคาถาอาคมอื่น ๆ จึงมักพบตำราลายแทงในเมืองพิษณุโลกและกำแพงเพชรเป็นส่วนมาก

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 45 แก้มือเท้าชา

ท่านให้เอาบอระเพ็ดพุงช้าง (สบู่เลือดเถา) มาหั่นตากแดดพอหมาด แล้วแช่กับน้ำตาลทรายแดงหรือสุราก็ได้ รับประทานเช้า-เย็น แก้มือเท้าชา แก้ปวดเมื่อยอ่อนเพลีย

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 46

ท่านให้เอากล้วยน้ำว้าสุก 1 หวี ปอกเปลือกออกแล้วใส่โหล เอาน้ำผึ้งใส่ให้ท่วมกล้วย ดองไว้ 15 วัน แล้วรับประทานก่อนอาหารวันละ 1 ลูก บำรุงกำลัง บำรุงประสาท แก้โรคเบาหวาน นอนหลับสนิทดี

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 47

  • หัวแห้วหมู
  • รากแจง
  • สมอไทย
  • สมอพิเภก
  • สมอเทศ
  • สมอดีงู
  • กระเทียม
  • ดอกดีปลี
  • ขิงแห้ง
  • หัวข่าเล็ก
  • เถาบอระเพ็ด
  • มะขามป้อม

เอาสิ่งละเท่ากัน ต้องตากแห้งก่อนแล้วทำเป็นผง ผสมน้ำผึ้ง รับประทานหลังอาหารเย็น ครั้งละ ปลายนิ้วก้อย เป็นยาระบายอ่อน ๆ แก้โรคลม ริดสีดวงทวาร ริดสีดวงลำไส้ ทำให้เจริญอาหาร นอนหลับสบาย ร่ายกายแข็งแรง

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 48 ปรับธาตุให้สมบูรณ์

ยาขนานนี้นอกจากเป็นยาอายุวัฒนะแล้วยังเป็นยารักษามะเร็งและโรคเรื้อรังได้อีกด้วย

  • รากแจง 1 ขีด
  • หัวไพล 1 ขีด
  • ขิงแห้ง 1 ขีด
  • หัวกะทือ 1 ขีด
  • หัวกระชาย 1 ขีด
  • พริกไทยล่อน 1 ขีด
  • ข้าวเย็นเหนือ 1 ขีด
  • ข้าวเย็นใต้ 1 ขีด
  • หัวแห้วหมู 1 ขีด
  • เกลือทะเล 2 ขีด

ทำเป็นผง ส่วนเกลือนั้นให้คั่วเสียก่อนแล้วนำมาตำให้ละเอียด จึงเอาทั้งหมดผสมกัน แล้วผสมน้ำผึ้ง รับประทานหลังอาหารเย็นเท่าปลายข้อนิ้วก้อย

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 48 กำลังราชสีห์

  • พริกไทยล่อน
  • หัวแห้วหมู
  • หัวกระชาย
  • เถาบอระเพ็ด
  • เกลือสะตุ (เอาเกลือใส่หม้อดินปิดฝาให้สนิทแล้วตั้งบนเตาถ่านประมาณ 30 นาที เกลือจะสุกเป็นผง จึงชื่อเกลือสะตุ) ตำยาทั้งหมดให้แหลกเป็นผงแล้วผสมน้ำผึ้งปั้นเม็ด หรือดองสุราก็ได้ กินก่อนอาหารเช้า ขนาดปลายนิ้วก้อย ท่านว่าจะมีพละกำลังดุจพญาราชสีห์

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 49. ยาเปลี่ยนร่าง

  • ลูกจันท์
  • ดอกจันท์
  • กระวาน
  • กานพลู
  • สมุลแว้ง
  • มหาหิงคุ์
  • ชะเอมเทศ
  • หัศคุณเทศ
  • พริกไทยล่อน

ท่านให้ทำเป็นผงละลายน้ำผึ้ง กินหลังอาหารค่ำ หรือก่อนนอน กิน 1 เดือนโรคภัยจะหายสิ้น กิน 3 เดือน จะแข็งแรง ผิวพรรณสวยงาม

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 52 ยากำลังวิเศษ

  • กำลังหนุมาน
  • กำลังวัวเถลิง
  • ขมิ้นอ้อย
  • เถาเอ็น
  • เถาบอระเพ็ด
  • หญ้าเอ็นยืด
  • ฟ้าทะลาย
  • หัวกระชาย
  • เหง้าขิงแห้ง
  • พริกไทยล่อน
  • อำพันทอง
  • โสม

ทำเป็นยาผงผสมน้ำผึ้ง รับประทานครั้งละปลายนิ้วชี้หลังอาหารเช้าหรือเย็น

53. ตำรายาเหงือกปลาหมอ

หมอเมือง สันยาสี เรื่องนี้สำคัญ โปรดอ่านให้จบ

ตำรายานี้ได้มาจากเมืองพิษณุโลก ท่านให้เป็นปริศนาว่า ถ้าใครคิดได้ให้ขุดลงไปจะได้ทอง 100 ตำลึง คนฉลาดแก้ปริศนาออกจึงไปขุดก็พบแผ่นศิลาปิดปากหลุมไว้อย่างมิดชิด เมื่อเปิดออกดูก็พบใบลานยาวประมาณ 1 คืบ เมื่อเอามาอ่านดูก็พบว่าเป็นตำรายาวิเศษ จารึกด้วยอักษรขอมโบราณ มีใจความว่า
พระฤาษีแสดงไว้เป็นทานแก่สมณชีพราหมณาจาร ย์ และมนุษย์ทั่วไปทั้งหญิงและชายเพื่อจะให้บำบัดโรค ถ้าผู้ใดได้ตำรานี้แล้วขอให้บอกต่อ ๆ กันไป จะได้อานิสงส์กัลป์ ถ้าเอาตำรายานี้ไว้ไม่เชื่อถือแล้วจะต้องไปตกนรก ตำรายานี้ชื่อ ตำราต้นเหงือกปลาหมอ ถ้าเห็นต้นเหงือกปลาหมอขึ้นตรงทาง หรืออยู่ในที่ใด ๆ ก็ดี อย่าเหยียบย่ำข้ามเลย ต้นเหงือกปลาหมอนี้มีคุณวิเศษมากมายหลายอย่างคือ

  1. ถ้าเจ็บตา ตานั้นแดง ให้เอาเหงือกปลาหมอมาตำกับหัวขิง เอาหยอดตาหายแล
  2. ถ้าเป็นเหน็บชา เท้า มือ หรือทั้งตัว ให้เอาเหงือกปลาหมอมาตำทาที่เจ็บนั้นหาย
  3. ถ้างูกัด ให้เอาเหงือกปลาหมอทั้งห้ามาตำทั้งกินทั้งทา หายแล
  4. ถ้าเป็นฝีบวมขึ้นมา ให้เอาเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อยมารวมกันตำทา หายแล
  5. ถ้าเป็นริดสีดวงงอก ให้เอาเหงือกปลาหมอกับขมิ้นอ้อยตำปนกับน้ำมันหรือน้ำมูตรทา หายแล
  6. ถ้าเป็นไข้หนาวสั่นไปทั้งตัว ให้เอาเหงือกปลาหมอกับขิงตำปนกันแล้วกิน หายแล
  7. ถ้าเป็นหูหนาตาโต ให้เอาเหงือกปลาหมอตำเอาน้ำกิน แล้วเอาใบส้มป่อยต้มน้ำอาบ หายแล
  8. ถ้าเป็นมะเร็งแตกทั้งตัว ให้เอาเหงือกปลาหมอ พริกไทย ดีปลี สิ่งละเท่ากัน ตำเป็นผงกินกับน้ำร้อน หายแล
  9. ถ้าเป็นผื่นแดงคันขึ้นมาเกาจะ ไม่รู้สึกเจ็บ หรือที่เรียกว่าเป็นหูหนาตาโต ให้เอาเหงือกปลาหมอมาต้มกิน เอามาต้มกับใบส้มป่อยอาบด้วย หายแล
  10. ถ้าเป็นมะเร็ง ทำให้ลงจนตัวเหลือง ให้เอาเหงือกปลาหมอ กระชาย มะคำไก่ และสมอทั้งสาม ต้มกิน หายแล
  11. ถ้าหญิงมีระดูขาด หรือโลหิตแห้งแต่ 1 เดือนถึง 3 เดือนก็ดี ให้เจ็บผอมเหลืองทั่วสรรพางค์กาย ให้เอาเหงือกปลาหมอตำเป็นผงละลายน้ำมันงาหรือน้ำผึ้งกินทุกวันไป โรคนั้นหายแล
  12. ถ้าเจ็บหลัง เจ็บบั้นเอว ให้เอาเหงือกปลาหมอกับชะเอมเทศตำเป็นผงละลายน้ำกินทุกวัน หายแล
  13. ถ้าเป็นโรคริดสีดวงแห้ง หรือเป็นฝีในท้อง และซูบผอมไปทั้งตัว ให้เอาเหงือกปลาหมอมาตำเป็นผงละลายน้ำกินทุกวัน หายแล
  14. ถ้าเป็นโรคริดสีดวง มือเท้าตาย ให้ร้อนไปทั้งตัว เวียนศีรษะ ตามืดมัว เจ็บทั่วตัว แลผิวตัวให้สากแห้ง อันชื่อว่าลมเพชฆาต 38 จำพวก ให้เอาเหงือกปลาหมอกับเปลือกมะรุมเท่ากันใส่หม้อ เกลือเล็กน้อย หมาก 3 คำ เบี้ย 3 ตัว วางบนปากหม้อ เอาฟืน 30 ดุ้นต้ม ถ้าเดือดแล้วให้อึดใจยกลง เมื่อจะกินให้อึดใจกิน หายแล
  15. ถ้าเจ็บตามตัว เมื่อยทั่วสรรพางค์กาย ให้เอาเหงือกปลาหมอตำเอาแต่น้ำกิน
  16. ถ้าช้างแทง กระบือชน หรือตกจากที่สูง หรือต้องคมอาวุธ ให้เอาเหงือกปลาหมอตำที่แผล หายแล
  17. ถ้าจะให้เจริญอายุ ท่านให้เอาเหงือกปลาหมอ 2 ส่วน พริกไทย 1 ส่วน ตำผงละลายน้ำผึ้งรับประทานทุกวัน รับประทาน 1 เดือนจะหมดโรค จะมีสติปัญญาดี รับประทาน 2 เดือนจะเป็นที่เมตตาแก่คนทั้งหลาย
รับประทาน 3 เดือน ริดสีดวง 12 จำพวกหาย รับประทาน 4 เดือน ลม 12 จำพวกไม่มีเลย ตาแดงดังตาครุฑ หูได้ยินดังราชสีห์ รับประทาน 5 เดือน โรคภายในจะหมดสิ้น
รับประทาน 6 เดือน จะเดินได้วันละพันโยชน์ ไม่เหนื่อยเลย รับประทาน 7 เดือน ผิวจะผุดผ่องสวยงามดี
รับประทาน 8 เดือน เสียงเหมือนนกการะเวก รับประทาน 9 เดือน คมหอกดาบแทงไม่เข้าเลย
ต้นเหงือกปลาหมอนี้มีคุณค่าหนักหนา เปรียบเหมือนพระอาทิตย์ก็ว่าได้ ถ้ากินอาหารหรือสิ่งใดผิดสำแดงเข้าไปจะไม่มีโทษเลย
  18. ถ้าเป็นฝีที่รักแร้และที่ลำคอก็ดี ให้เอาเหงือกปลาหมอ ขมิ้นอ้อย น้ำมันงา น้ำมูตร ตำเคล้าเข้าด้วยกันแล้วเคี่ยวเป็นน้ำมันทา หายแล
  19. ถ้าเป็นลมจับ ให้เอาเหงือกปลาหมอ 1 ส่วน พริกไทย 2 ส่วน ตำผงละลายน้ำร้อนรับประทาน แก้ลม 8 จำพวกหาย
  20. ถ้าจะประสานเนื้อให้สนิท ให้เอาเหงือกปลาหมอกับหัวสามสิบเท่ากัน ตำเอาน้ำประสานแผลทาหายสนิท
  21. ถ้าตามืดมัว ให้เอาเหงือกปลาหมอ กะเพราทั้ง 2 แสมสาร ใบทองหลางใบมน บอระเพ็ด เจตมูลเพลิง สิ่งละเท่ากันตำปิดกระหม่อม แล้วเอาเหล็กเผาไฟให้ร้อน เอามาวางทับเหนือยานั้น หายแล

เรียบเรึยงใหม่จาก http://www.sanyasi.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=528384&Ntype=4

ยาอายุวัฒนะ : กามตายด้าน

ยาอายุวัฒนะตำรับที่ 6

ยานี้แก้โรคกามตายด้านของผู้ชาย ที่เรียกว่านกเขาไม่ขัน ชื่อสมุนไพรบางตัวก็แปลก ๆ มีเฉพาะบางท้องถิ่น มีตัวยา 7 ตัวคือ

  • โด่ไม่รู้ล้ม
  • หญ้าไก่นกคุ่ม
  • หญ้าสามสิบสองราก
  • หนาดพา
  • นาคมีแลน
  • หญ้าปฐม
  • ตำสอ

สมุนไพรเหล่านี้ท่านไม่ได้บอกสัดส่วน ก็คงใช้แต่ละพอประมาณเท่า ๆ กัน ล้างสะอาดดีแล้วตากแดดให้แห้ง ดองด้วยสุรา 45 ดีกรี ใส่น้ำผึ้งพอสมควร รับประทานเช้า-เย็น ครั้งละ 1 จอก

ยาอายุวัฒนะขานที่ 7

  • เปลือกมะพลับ
  • เปลือกตะโกนา

เอายาทั้งสองอย่างนี้ปิ้งไฟให้กรอบดีแล้วชงน้ำร้อนรับประทานแทนน้ำชา ท่านว่าทำให้ทนทานดี

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 8

  • บอระเพ็ดพุงช้าง
  • โด่ไม่รู้ล้ม
  • ม้ากระทืบโรง

ใช้สัดส่วนเท่ากัน ตากแห้งแล้วดองสุรา รับประทานเช้า-เย็น 3-4 อาทิตย์ก็เห็นผลดี

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 9

ท่านประพันธ์เป็นถ้อยคำคล้องจองกันว่า

อนึ่งราชาบุรุษ องคะชาติชำรุดปรำปรา ดูดีแต่ตาโสภาแต่ใจ
ยกดอขึ้นตั้งขดดังปลาไหล หางลากเข้ากองไฟแสนเวทนา
เอาหัวเข้าจดมันหดออกเอง ทำพองโตงเตงชั่วช้าสาธารณ์
อาจารย์ท่านรู้เอารากช้าพลูแลขิงแห้งมา หรดาลกลีบทอง ดีปลีต้องหา
อีกเถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิงนา ลูกจันท์ทั้งมวลล้วนแต่เป็นยา
เอาเสมอภาคตากแห้งสิ้นกระบวน โขลกตำเป็นผงร่อนลงละเอียด
คลุกเคล้าละเลียดด้วยน้ำผึ้งรวง กินเช้ากินเย็นเจ็ดวันไม่เว้นจึงตื่นขึ้นมา
แม้แก่ชราอายุแปดสิบเกี้ยวเมียสู้ยิบ ไม่เว้นแต่ละวัน แม่ม่ายหัวสั่นขอตัวแทบตาย

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 10

ตำรานี้เป็นของเมืองเหนือ

  • มะเขือแจ้เครือ
  • จงละอาง
  • ม้าแม่ก่ำ

เป็นยาผงละลายน้ำสุรารับประทานเช้า-เย็นทุกวัน ท่านว่าวิเศษจริง

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 11

  1. ให้เอากระโปกกระชาย (หัวกระชาย เอาทั้งหัวและรากนั่นแหละครับ)
  2. ขัดมอญทั้งห้า ถอนขึ้นมาทั้งราก เอาทั้งหมดนั่นแหละ เอามาต้มกินต่างน้ำชาทุกวัน หิวน้ำเมื่อไหร่ก็กินน้ำยานี้ ท่านว่าแก้กามตายด้านได้ดี

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 12

กินรากหมากหมกกระดกกระเดก กินรากอ้ายเหล็กเล่นเด็กตาย

กินรากหวายดอตายสามปี กินรากขลีดอดีขึ้นมา

กินรากทุ้งฟ้าตั้งท่าจะเอา กินรากน้ำเต้ากระเด้าคืนยันรุ่ง

รุ่งแล้วยังเอาอีกเลย

ความหมายคือ เอารากหมากหมก รากอ้ายเหล็กนางยอง รากขลี รากทุ้งฟ้า รากน้ำเต้า ต้มกินทุกวัน

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 13

ท่านให้เอา ขันเพชร เล็ดหนู สำคัญคู่เป็นตัวยา เถาวัลย์พรรณพฤกษา ต้นมรณาปลายยังเป็น

สิทธิอาจารย์ว่าท่านให้เอาย่านเอ็น เส้นสายที่ตายเป็นจักคืนดี ถ้าต้มกินหม้อหนึ่งมิรำพึงถึงความตาย

เฒ่าชราฟันหาไม่ยังแค่นไปได้คืนละสามหน หมายความว่าเอาสมุนไพรดังต่อไปนี้คือ รากขันเพชร

รากเร็ดหนู ต้นฝอยทองที่อยู่ตามต้นไม้ ย่านเอ็น เอามาต้มกินต่างน้ำ

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 14

  • รากอ้ายบ่าว
  • รากสาวสะดุ้ง
  • รากกระทุ้งฟ้า
  • รากราชครูดำ
  • รากกำลังหนุมาน
  • รากกำลังวัวเถลิง

สัดส่วนเท่ากัน ใช้ตากแห้งบดเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอนก็ได้ หรือเอามาต้มกินน้ำก็ได้ ใช้ดองสุราดื่มทุกวันก็ได้ รับประทาน เช้า-เย็น

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 15

  • รากหมากหมก
  • รากอ้ายเหล็กนางยอง
  • รากขลี
  • รากกระทุ้งฟ้า
  • รากฟักทอง
  • รากขนเพชร
  • รากเร็ดหนู
  • ฝอยทอง
  • ย่านเอ็น
  • รากอ้ายบ่าว
  • รากสาวสะดุ้ง
  • รากราชครูดำ
  • รากกำลังหนุมาน
  • รากกำลังวัวเถลิง
  • เถาโคคลาน
  • เถาเอ็นอ่อน
  • เถาวัลย์เปรียง

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 23

ยานี้ชื่อยาหมื่น ศรี หมื่นศรีเป็นมหาดเล็กของเจ้าพระยาศรีธรรมโศก เจ้าเมืองนครศรีธรรมราชในสมัยโบราณ ท่านบันทึกเป็นบทกลอนด้วยภาษาขอมสืบทอดกันมาจนถึงเรา ๆ ท่าน ๆ ทุกวันนี้ ผมไปเที่ยวเมืองใต้นอนค้างอยู่ตามวัดวาอาราม ท่านเจ้าอาวาสยังกล่าวเป็นคำกลอนให้ผมฟัง แสดงว่าคนใต้หลายคนที่รู้จักยาของหมื่นศรี และหลวงตารูปหนึ่งในวัดนั้นซึ่งบวชตอนแก่ อายุท่านได้ 82 ปีแล้ว แต่ยังเป็นช่างไม้ยืนถือกบไสไม้ด้วยอาการทะมัดทะแมงราวกับคนหนุ่ม ท่านว่าสมัยเป็นฆราวาสท่านฉันยานี้ประจำ แต่สมัยต่อมากัญชาหายากจึงไม่ได้ปรุงฉัน แต่ฤทธิ์ยามันยังทำงานอยู่จึงทำให้ท่านยังแข็งแรงดุจคนหนุ่ม และร่างกายไม่อ้วนเหมือนคนแก่อื่น ๆ ต่อมาผมมาพบตำรานี้ในตำรายาของ ร.ต.อ.เปี่ยม บุญยะโชติ ซึ่งเป็นคนนครศรีธรรมราชเช่นกัน ท่านเคยเป็นเลขาท่านจอมพล ป.พิบูลสงครามสมัยยังเรืองอำนาจ และเป็นคนแต่งตำรับตำราไว้มากมายหลายเรื่อง เป็นผู้ที่ควรแก่การยกย่องบูชามาก ยาต่าง ๆ ผมได้จากตำราท่านมาก ตำราคนอื่นก็มี ผสมผเสกันไป จึงขอนำบทกลอนมาลงไว้

ถึงเกยกายก็ไม่สมอารมณ์หวัง
มานอนนิ่งเสียได้ไม่อินัง เอามือรอต่อตั้งไม่นำพา
ตาหมื่นศรีก็เชื่อเหลือปรากฏ จึงได้จดจำไว้ให้เร่งหา
หัวขิงแห้ง รากช้าพลู แห้วหมูมา ทั้งกัญชา ลูกจันท์และพริกไทย
หรดาลกลีบทองต้องสำเหนียก ดีปลีเชือกเหมือนว่าหามาใส่
ครบแปดสิ่งเสมอภาคไม่ยากใจ ใส่ครกใหญ่ตำผงให้จงดี
แล้วเสกด้วยคาถาตรีสิงเห สัมพุทเธให้งามตามดิถี
น้ำผึ้งรวงเป็นกระสายลายทันที เอายานี้กินลองสองสามวัน
คงจะเห็นฤทธาคุณยานี้ ตาหมื่นศรีเจ้ายาอุตส่าห์หมั่น
อายุแกแปดสิบเศษสังเกตกัน ภรรยานั้นมากมายหลายสิบคน
ตาหมื่นศรีกินยาอยู่บ่อย ๆ ว่าไม่น้อยไม่เท็จคืนเจ็ดหน
ภรรยาออกระอาไปทุกคน ที่เหลือทนก็หนีออกนอกคามา
ถ้าผู้ใดกินยาเหมือนว่าไว้ คงจะได้สมมาตรปรารถนา
ไม่หลอนหลอกบอกชัดตามสัจจา ถ้ามุสาขอให้ตกนรกเอย.

หมายความว่า

  • หัวขิงแห้ง
  • รากช้าพลู
  • หัวแห้วหมู
  • กัญชา
  • ลูกจันทร์
  • พริกไทย
  • หรดาลกลีบทอง
  • ดอกดีปลี

เอามาทำเป็นผงก่อน แล้วผสมน้ำผึ้งรวงแล้วขณะปรุงยาก็เสกด้วยคาถาตรีสิงเห และสัมพุทเธ ท่านว่ากินเพียง 2-3 วันก็จะรู้ว่ายาดีแค่ไหน

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 24

ยานี้ชื่อเสาธงเหล็ก ร.ต.อ. เปี่ยม บุณยะโชติได้มาจากเจ้าน้อย ณ เชียงใหม่ เมื่อ พ.ศ.2506 เจ้าของตำราเล่าว่ามีเพื่อนที่เครื่องสืบพันธุ์ตายแล้ว ใช้ยาฝรั่งฉีดก็ไม่ยอมลุกขึ้น กินยาสารพัดเป็นเวลาปีเศษ ๆ มันก็ยังนอนนิ่งทั้ง ๆ ที่เจ้าตัวก็อายุเพียงสามสิบเศษ ๆ เท่านั้น มาวันหนึ่งเห็นพระธุดงค์กางกลดอยู่ริมป่าจึงนำข้าวปลาอาหารไปถวาย พระท่านเห็นสีหน้าหม่นหมองเหมือนมีทุกข์กังวลใจอะไรอยู่จึงสอบถาม ชายหนุ่มจึงเล่าความทุกข์ให้ฟัง ท่านฟังแล้วก็บอกว่าอย่าวิตกไปเลย อาตมามียาที่ช่วยเหลือคนแบบนี้มาหลายคนแล้ว ให้โยมเอาไปปรุงกินเถิด ตัวยามีดังนี้

  • หัวกระชายแก่
  • หญ้าปากควาย
  • ต้นขัดมอญทั้งห้า
  • ข้าวเปลือก

สมุนไพรทุกตัวหนัก เท่ากัน ให้เอายาเหล่านี้ใส่หม้อ ใส่น้ำให้ท่วมยา น้ำสี่ส่วน ต้มเคี่ยวจนเหลือ 1 ส่วน ให้รับประทานติดต่อกันให้ได้ 3 หม้อ หรือมากกว่านี้ก็ได้ เรื่องวิตกทุกข์ร้อนก็จะคลายไปสิ้น เมื่อชายหนุ่มทำยานี้กินก็ได้ผลดุจท่านบอกจริง ๆ

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 26

  • อังคุณะ
  • พริกไทยล่อน
  • หัวกะทือ
  • ว่านเสมา
  • พิลังกาสา
  • โลลุ
  • คนทีสอ
  • โคกกระสุน
  • ว่านน้ำ
  • เกาะดูรุเพทะ

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 29

เอากระเทียมสดบดกับเนย รับประทานประจำทุกวัน วันละ 3 เวลาก่อนอาหาร กำลังดี ไม่ล่มปากอ่าว

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 32

เอาหัวกระชายแก่ 3 หัว ทุบให้แตกแล้วห่อด้วยผ้าขาวบางแช่น้ำผึ้งป่ากิน เกิดกำลังดีนัก

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 39

  1. ต้นกะเม็งทั้งห้า (ถอนขึ้นมาทั้งราก เอาทุกส่วน) เอามาสักหอบใหญ่ ๆ ล้างให้สะอาดแล้วสับเป็นชิ้น ๆ ตำหรือปั่นให้แหลก คั้นเอาแต่น้ำให้ได้น้ำหนัก 6 ขีด
  2. เอาเกลือแกง 3 ขีด ตำให้แหลกแล้วผสมลงไป
  3. เอายาตั้งไฟเคี่ยวจนน้ำแห้ง
  4. ขูดเอาเกลือที่ผสมยานั้นแหละใส่กระปุกไว้ ใช้รับประทานก่อนนอนครั้งละ 1-2 ช้อนกาแฟ จะทำให้เจริญอาหาร นอนหลับสบาย ร่างกายแข็งแรง ความรู้สึกทางเพศดี

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 40 ยาปลุกอารมณ์

  1. ไข่เป็ดดิบ 1-2 ฟอง กินกับน้ำใบบัวบก 1 แก้วก่อนนอนทุกคืน
  2. ตัวเพียงขาว (อยู่ตามขอนไม้ผุ) 1 ตัว กินกับสุราขาว 1 จอก
  3. ลูกหนูแดง ๆ ที่ออกจากท้องแม่ใหม่ ๆ 1-3 ตัว กินกับสุราขาว 1 จอก
  4. หัวแห้วหมู ใบกระท่อม พริกไทยล่อน หัวกวาวเครือขาว เนื้อมะขามป้อม หนักเท่ากันทำเป็นผงผสมน้ำนมแพะ ใส่กะทะตั้งไฟเคี่ยวจนเหนียวดีแล้วก็ปั้นเป็นเม็ดพุทรา กินวันละ 1 เม็ดพุทรา
  5. ไข่เหี้ยนึ่งพอเยิ้มเป็นยางมะตูม กินกับสุราขาว 1 จอก
  6. ตัวต่ออ่อน 10 ตัว กินกับสุราขาว 1 จอก
  7. จั๊กจั่นทะเลที่ลอกคราบใหม่ ๆ 3 ตัว กินกับสุราขาว 1 จอก

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 42

  • ใบบัวบกตากแห้ง หนัก 3 บาท
  • รำอ่อนข้าวกล้อง หนัก 3 บาท
  • หรดาลกลีบทอง 5 บาท
  • หัวแห้วหมูตากแห้ง 3 บาท
  • พริกไทยล่อน 2 บาท
  • หัวกวาวเครือแดง 15 บาท

ทำเป็นผงผสมน้ำผึ้งปั้นเม็ดเท่าลูกพุทราอ่อน กินก่อนนอนวันละ 1 เม็ด แม้ชายแก่จะคึกเหมือนม้า

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 43

  • หัวกวาวเครือขาว
  • หัวกวาวเครือแดง
  • หัวกวาวเครือดำ

ทำเป็นผง ผสมน้ำผึ้ง น้ำนมวัว น้ำอ้อย เนย และมะขามป้อมพอเปรี้ยวนิด ๆ แล้วปั้นเม็ดตากแดดให้แห้งจึงเก็บไว้กินวันละ 1-2 เม็ด ท่านว่าแม้อายุ 80 ปีก็ยังคึกเหมือนโคถึก ทำงานได้ไม่เหนื่อยเลย

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 51

  • โด่ไม่รู้ล้ม
  • หัวกระชาย
  • พริกไทยล่อน
  • โสมแดง
  • ลูกยอ
  • เหงือกปลาหมอแดง
  • ดอกดีปลี
  • ฟ้าทะลายโจร
  • หัวแห้วหมู

ทำเป็นยาผงผสมน้ำผึ้งปั้นเม็ดขนาดเม็ดพุทรา รับประทานวันละ 2 เม็ดก่อนอาหาร ร่างกายจะแข็งแรง ปราศจากโรคภัยไข้เจ็บมาเบียดเบียน ความรู้สึกทางเพศจะดีมาก

เรียบเรียงใหม่จาก http://www.sanyasi.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=528384&Ntype=4

ยาอายุวัฒนะ : กระชากวัย

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 1

  • หัวกระชายแก่ 4 บาท
  • เหง้าขิง 4 บาท
  • หัวกะทือ 4 บาท
  • ดอกดีปลี 4 บาท
  • เนื้อสมอไทย 4 บาท
  • โด่ไม่รู้ล้ม 4 บาท
  • รากเจตมูลเพลิงแดง 4 บาท
  • พริกไทยล่อน 10 บาท
  • หรดาลกลีบทอง 8 บาท

สมุนไพร เหล่านี้ต้องล้างให้สะอาด แล้วฝานหรือสับตากแห้ง แล้วบดเป็นผง ผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน รับประทานวันละ 1 เม็ดพุทรา ท่านว่าจะไม่มีอาการอ่อนเพลีย เดินทางไกล หรือขึ้นเขาลงห้วยไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย คนกินประจำแม้แก่เฒ่าก็จะกลับเหมือนคนหนุ่ม

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 2

ยาขนานนี้เป็นตำราเมืองเหนือ เกิดขึ้นในสมัยที่พม่าครองเมืองล้านนาถึง 200 กว่าปี (ตั้งแต่ พ.ศ.2094-2324) คนเมืองเหนือและคนพม่าก็มีความสนิทชิดใกล้กัน ไปมาหาสู่กันมิได้ขาด มีเรื่องเล่าว่า ยังมีกะทาชายนายหนึ่งอายุมากแล้ว เมื่อภรรยาถึงแก่กรรมลูกหลานก็ไม่เหลียวแล ร่างกายก็ซูบผอม กินไม่ได้นอนไม่หลับ หาเรี่ยวแรงมิได้ จึงระหกระเหินออกจากบ้านไปพบพระพม่ารูปหนึ่งก็ขออาศัยข้าวก้นบาตรท่านยังชีพ คอยรับใช้ท่านไปในตัว พระท่านเห็นร่างกายหาเรี่ยวแรงมิได้ก็ประกอบยาให้รับประทาน ผ่านไป 1 เดือนร่างกายก็กลับมีกำลังวังชาขึ้นมา โรคภัยที่เคยเป็นก็หายไป ต่อมาพระพม่าเดินทางกลับไปเยี่ยมญาติของท่านในประเทศพม่า ชายชราคนนี้ก็ติดตามไปด้วย และกินยานี้อยู่ประจำ อยู่พม่าได้ปีเศษ ร่างกายก็ค่อย ๆ เปลี่ยนแปลง ผมที่ขาวโพลนก็กลับดำ ผิวพรรณวรรณะก็เปล่งปลั่ง ผิวหนังเต่งตึงดูเหมือนคนอายุสามสิบเศษ เมื่อพระพม่าเดินทางกลับไทยก็ติดตามกลับมาด้วย แล้วกลับไปเยี่ยมลูก ๆ ญาติ ๆ ในหมู่บ้าน ใคร ๆ ก็จำแกไม่ได้ ดูก็คลับคล้าย คนทั้งหมู่บ้านแปลกใจพากันมาดู บ้างก็ว่าใช่ บ้างก็ว่าไม่ใช่ ทั้งนี้เพราะแกเปลี่ยนเป็นคนหนุ่มเร็วเกินไป อายุ 75 ปีกลับกลายเป็นดุจอายุสามสิบกว่าปีมันก็น่าฉงนอยู่ ต่อมาแกก็ได้เมียสาวคราวลูก มีลูกอีก 3 คน แล้วท่านก็ได้บอกตำรายาของพระพม่าไว้ให้คนทั้งหลายได้ปรุงกิน คนมีบุญทำกินก็ได้ประโยชน์ไปตามนั้น คนไม่มีบุญก็ไม่เชื่อ ก็หาทำกินกันไม่ ก็เป็นเช่นนี้มาทุกยุคสมัย ถ้าไม่เป็นดังนี้ คนเชื่อกันทั้งบ้านทั้งเมืองก็คงเป็นหนุ่ม อายุยืนยาวกันหมดแหละครับ ตำรายามีดังนี้

  • รากช้าพลู 1 ตำลึง
  • รากมะแว้งต้น 1 ตำลึง
  • รากมะแว้งเครือ 1 ตำลึง
  • รากมะเขือขื่น 1 ตำลึง
  • เถาบอระเพ็ด 1 ตำลึง
  • รากเจตมูลเพลิง 1/2 ตำลึง

เมื่อได้ตัวสมุนไพรมาครบแล้วต้อง ล้างให้สะอาด แล้วสับเป็นชิ้น ๆ ตากแดดให้แห้งดีแล้วจึงบดให้เป็นผง จากนั้นจึงนำขึ้นเครื่องชั่ง ไม่จำเป็นต้องให้ได้ 1 ตำลึง จะเป็น 100 กรัมก็ได้ ส่วนรากเจตมูลเพลิงใช้ครึ่งขีดก็พอ จากนั้นจึงผสมน้ำผึ้งให้เปียกแล้วใส่ภาชนะปิดฝาให้มิดชิด เก็บไว้ในที่ร่ม (ตำราว่าฝังในข้าวเปลือก 7 วัน)เป็นเวลา 7 วัน จึงนำออกรับประทานทุกวัน ๆ ละ 1 เม็ดพุทราดิบ ท่านว่าภายใน 6 เดือนร่างกายจะแปรเปลี่ยนอย่างอัศจรรย์ ผู้เขียนยังไม่ได้หาสมุนไพรมาทดลองปรุงกินดู สมุนไพรพวกนี้หาได้เองยิ่งดี เพราะได้สมุนไพรสดใหม่ สะอาด และของจริงแท้ ถ้าซื้อจากร้านยาสมุนไพรไม่แน่นอน ที่ไม่ค่อยเข้าท่าคือไม่สะอาด เราจะเอามาล้างตอนมันแห้งแล้วก็ไม่สะดวก จึงควรแสวงหาตามบ้านนอกคอกนานั่นแหละ หาได้ง่ายครับ

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 3

ยานี้มีมาแต่สมัยอยุธยาเป็น ราชธานี สมัยนั้นพระเจ้าแผ่นดินเมืองลังกาขอพระภิกษุจากประเทศสยามนำพระศาสนาไปเผย แพร่ ไปเป็นอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรให้ประพฤติปฏิบัติพระธรรมกรรมฐาน จะเป็นสมัยของพระเจ้าแผ่นดินของเราพระองค์ไหนไม่ทราบ ทราบแต่ว่าพระองค์ส่งพระพุทธโฆษาจารย์และคณะสงฆ์ไปหลายรูป เมื่อเดินทางเรือรอนแรมไปหลายวันก็เกิดอาพาธป่วยไข้กันหลายรูป ถึงเมืองลังกาแล้วจึงได้ยาดีจากตำราแขกลังกา เขาทำยาให้ฉัน เป็นยาบำรุงกำลังให้มีภูมิต้านทานโรคได้เป็นอย่างดี ท่านจารึกเป็นตำราและฝอยไว้ว่า กินได้ 7 วันเสียงไพเราะดังจั๊กจั่น กินได้ 2 อาทิตย์เสียงดุจนกการะเวก กินได้ 3 อาทิตย์ จะมีสติปัญญาดี เรียนได้ 3 เดือนจะเรียนพระธรรมจบ ตาจักสว่างดังแสงแก้วมณี กินได้ 4 เดือน พยาธิจะหายหมดสิ้น กินได้ 5 เดือนจะมีกำลังดุจพญาช้างสาร กินได้ 6 เดือนขึ้นไป จะได้ทิพยจักขุ พระอินทร์จะลงมาหา

เรื่องฝอยตำราโบราณบางทีก็ฟังหูไว้ หู เพราะท่านกล่าวไว้เพื่อแสดงให้เห็นคุณภาพของยาเท่านั้นว่าวิเศษจริง คนที่เอามาทำกินจริง ๆ ก็บอกว่าดีมาก แต่ไม่ถึงขนาดมีหูทิพย์ตาทิพย์หรอก นอกจากผู้ปฏิบัติศีล สมาธิ ปัญญา จนถึงขั้นได้ฌาน 4 ฌาน 8 โน่นแหละจึงจะได้ฤทธิ์เดชดังว่า แม้พระอินทร์ก็คงลงมาหาจริง ๆ เพราะพระอินทร์ท่านชอบทำบุญกับพระผู้วิเศษมีกิเลสอันเหือดแห้งแล้ว เรา ๆ ท่าน ๆ กินแล้วมีกำลังวังชา ไม่มีโรคภัยเบียดเบียนก็ดีถมไปแล้ว ตำรายามีดังนี้

  • มหาหิงคุ์ 1 บาท
  • การบูร 2 บาท
  • ดอกดีปลี 3 บาท
  • ขิงแห้ง 4 บาท
  • เทียนทั้งห้า สิ่งละ 1 บาท
  • ผักแพวแดง 6 บาท
  • สมอทั้งสามสิ่งละ 7 บาท
  • โกฏสอ 8 บาท
  • โกฏเขมา 8 บาท
  • ลูกจันทร์ 9 บาท
  • พริกไทยล่อน 10 บาท

ท่านให้ทำเป็นยาผงผสมน้ำผึ้ง รับประทานเช้า-เย็น ครั้งละ 1 เม็ดพุทรา เป็นยารักษาธาตุให้บริบูรณ์ สุขภาพแข็งแรง มีภูมิต้านทานต่อโรคภัยไข้เจ็บได้ดี รับประทานประจำจะทำให้มีอายุยืนยาว

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 4

ยาขนานนี้มีที่มาจากภาคใต้ ของไทยเรา มีคนใช้กันเยอะ เพราะอยู่ในดงของอิสลามซึ่งชาย 1 คนสามารถมีภรรยาได้ 4 คน ภรรยาจึงต้องแข่งขันกันเพื่อให้สามีรักที่สุด ร.ต.อ.เปี่ยมได้นำมาเผยแพร่ แต่ผู้เขียนได้ตำรานี้จากน้องชายซึ่งเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์อินทร์ วัดโขลงคูบัว ราชบุรี ท่านแนะนำให้คุณหญิงคุณนายที่สามีแอบไปมีเมียน้อยทำกิน สามีกลับมาหาทุกราย ผู้เขียนก็มียานี้ไว้ประจำสำหรับคนมีปัญหาดังว่า ตำรายามีดังนี้

  • หัวไพล 1 ขีด
  • ขมิ้นอ้อย 1 ขีด
  • ขมิ้นชัน 1 ขีด
  • หัวแห้วหมู 1 ขีด
  • หัวกระชาย 1 ขีด
  • พริกไทยล่อน 2 ขีด

ต้องทำเป็นยาผงก่อน แล้วผสมน้ำผึ้งปั้นลูกกลอน รับประทานก่อนนอนวันละไม่เกิน 2 เม็ดในพุทรา ถ้ารับประทานมากจะผายลมตลอด หรือถ้าเป็นคนธาตุร้อนหรือโรคไตไม่ควรกิน เพราะเป็นยาร้อน คนเฒ่าแก่กินดีมาก จะบำรุงธาตุไฟให้บริบูรณ์ และขับผายลมได้ดียิ่ง ตำราว่าแม้สตรีจะมีบุตรสัก 10 คนก็ยังเหมือนสาวน้อย

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 5

ตำรานี้ท่านพระยาเดโชได้มาจากประเทศ เขมรคราวไปปราบเขมรที่เมืองเสียมราฐและได้เขมรมาเป็นเมืองขึ้นสมัยต้นกรุง โน่นแหละ ต้นตำราเป็นบทกลอนยาวเหยียด ความว่าท่านได้ไปวัดช้างเนียม หน้าเมืองโพธิสัตว์ เห็นอักษรจารึกที่ประตู ความว่า

ครั้นจะเข้าก็กลัวติดลิขิตบอก ครั้นจะออกก็กลัวติดลิขิตไป
เห็นเจ้าชีวิตคิดขยาดราชภัย ประนามัยหมอบประหม่าแหงนหน้ายล
หน่วยตาเล็งเพ่งพิศพินิจทั่ว เอาที่ตัวตนติดอย่าคิดฉงน

ท่านคิดปริศนาออก จึงขึ้นค้นบนซุ้มประตูวัดนั้นก็พบแผ่นทองคำจารึกด้วยอักษรขอมโบราณซ่อนไว้ ที่ซุ้มประตู เมื่อเอามาอ่านดูก็เห็นเป็นตำรายาใช้ขับโรคสารพัด ตำรายามีดังนี้

1. สมอเขียว 5 ผล ลงพระเจ้า 5 พระองค์(นะโมพุทธายะ)ทุกผล

  1. เม็ดในสลอด 7 เม็ด ลงหัวใจพระอภิธรรมเจ็ดคัมภีร์(สังวิธาปุกะยะปะ)
  2. หัวแห้วหมู 3 หัว ลงมะอะอุ
  3. หัวข้าวค่า 4 หัว ลงทุสะนะมิ
  4. เถาบอระเพ็ด 3 ท่อน ๆ ละ 1 องคุลี ลงอิสะวาสุ
  5. ใบคนทีสอ 32 ใบ ลงทวัตติงสาเสกด้วยอาการ 32
  6. ยาดำ 1 บาท เสกด้วย เสกขาธัมมา อเสกขาธัมมา เนวเสกขานาเสกขาธัมมา วิธีปรุงยานั้นมีขั้นตอนดังนี้ หลังจากลงอักขระปลุกเสกทุกสิ่งอันแล้วท่านให้แยกยาแต่ละชนิดใส่ถ้วยแต่ละใบ แล้วแช่น้ำผึ้งไว้ตั้งแต่วันเสาร์ จนครบ 1 อาทิตย์ จากนั้นเทน้ำผึ้งออกเอาแต่ตัวยา ยกเว้นที่แช่ใบคนทีสอเอาทั้งยาและน้ำผึ้ง นำตัวยาทั้งหมดมาบดคลุกเคล้าเข้าด้วยกันจนแหลกละเอียดดีแล้วก็ปั้นเม็ดเท่า เม็ดพุทธรักษา (โตกว่าเม็ดพริกไทย) 
วิธีรับประทาน วันแรกให้รับประทาน 1 เม็ด วันที่ 2 กิน 2 เม็ด ตั้งแต่วันที่สาม กินวันละ 3 เม็ดตลอดไป กินได้ 15 วันโรคภัยหายสิ้น กินได้ 1 เดือน ผิวพรรณจะผุดผ่อง กินได้เดือนครึ่ง จะต้านยาพิษได้ กินได้ 2 เดือน ร่างกายเบา เดินเหินไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย กินได้ 3 เดือน สติปัญญาสมองปลอดโปร่ง

ท่านพระยาเดโชได้ตำรามาแล้วก็ทำตาม ตำรา ร่างกายท่านก็แข็งแรง ไม่เคยปวดเมื่อยอะไรเลย จากนั้นก็ลองให้ตาแก้วที่เป็นโรคเรื้อนกินดู ไม่นานก็หายจากโรคเรื้อน ยายเย็นเป็นมะเร็งเรื้อรังมานาน เมื่อกินยานี้ก็หายเช่นกัน นายสงเป็นริดสีดวงงอกที่ทวารหนัก พอกินยานี้ไม่นานมันก็หดหายไปไม่กลับคืนมาอีกเลย นายคงเป็นหืดหอบ จะนอนแบบชาวบ้านก็ไม่ได้ ต้องพิงหมอนหลับในท่านั่งทุกวี่วัน หลังจากกินยานี้ไม่นานก็หายจากโรคหืดหอบอย่างปลิดทิ้ง ส่วนบทกลอนทั้งหมดนั้นขอนำมาลงไว้ให้ศึกษากันดังนี้

ตำราพฤฒาแถลง

ดำเนินความตามตำราพฤฒาแถลง
โอสถเลิศประเสริฐล้ำนำแสดง ให้แจ่มแจ้งใสสว่างกระจ่างจริง
เดิมได้พบอุปเท่ห์วิเสโส ท่านเดโชชื่ออ้างเป็นอย่างยิ่ง
สถิตถิ่นอยู่ทางบางกระทิง เคยช่วงชิงชัยชาญชำนาญยุทธ
เป็นคนธงวงศ์กษัตริย์วัดประดู่ ได้ต่อสู้พม่ามอญไม่หย่อนหยุด
ครั้งไปรบเสียมราฐปราบกัมพุช พวกขอมดุษฎีงามไม่ลามเลียม
ท่านเดโชชอบคิดปริศนา ด้วยปรีชาแหลมเลิศประเสริฐเสียม
ตรงหน้าเมืองโพธิสัตว์วัดช้างเนียม แต่พอเยี่ยมก็ได้ยลยุบลใน
ครั้นจะเข้าก็กลัวติดลิขิตบอก ครั้นจะออกก็กลัวติดลิขิตไป
เห็นเจ้าชีวิตคิดขยาดราชภัย ประนามัยหมอบประหม่าแหงนหน้ายล
หน่วยตาเล็งเพ่งพิศพินิจทั่ว เอาที่ตัวตนติดอย่าคิดฉงน
กล่าวกลบเงื่อนเกลื่อนกลบแง่กระแสกล ยากจะค้นคิดคำที่สำคัญ
สิ้นลิขิตปริศนาที่สาธก ปลงเห็นตกแจ้งจริงทุกสิ่งสรรพ์
เอาที่ซุ้มประตูเปิดดูพลัน แผ่นสุวรรณจำหลักอักขรา
เป็นโอสถสำหรับใช้ขับโรค สารประโยคลิขิตปริศนา
จารึกในแผ่นทองคำเป็นตำรา สรรพยาเจ็ดสิ่งอย่างกริ่งใจ
สมอเขียวห้าผลเป็นต้นเค้า ลงพระเจ้าห้าพระองค์อย่าสงสัย
นะโมพุทธายะองค์ละใบ เอาเม็ดในสลอดมาเจ็ดเม็ด
มาลงหัวใจพระธรรมเจ็ดคัมภีร์ ตามพิธีว่าหวังไม่กังขา
แสดงไว้ให้ประจักรในอักขรา สังวิธาปุกะยะปะแสดง
หัวแห้วหมูดูให้ดีสามศีรษะ ลงมะอะอุอุปเท่ห์เล่ห์แถลง
หัวเข้าค่าสี่หัวเป็นตัวแรง อาจารย์แจ้งวิธีมิอำความ
ลงทุสะนะมิสติตั้ง จงทุกครั้งทุกคราอย่าหยาบหยาม
บอระเพ็ดเด็ดเถาเอาที่งาม คำรบสามท่อนเท่าองคุลี
ลงอิสวาสุอย่างอุกกฤษ์ เป็นไตรพิธพรเลิศประเสริฐศรี
ใบโคนดินสอสามสิบสองต้องวิธี อาจารย์นี้แนะนำตามทำนอง
ลงด้วยทวัตติงสา เสกเป็นยาด้วยอาการสามสิบสอง
เอายาดำบาทหนึ่งคลึงประคอง เสกขาธัมมาปองปลุกเสกไป
อเสกขาธัมมาอย่าสนเท่ห์ เนวเสกขานาเสกขาตำราไข
สัทธยาปลุกเสกสำรวมใจ ยาสิ่งหนึ่งจึงใส่ไว้ถ้วยหนึ่ง
แช่น้ำผึ้งเป็นเคล็ดไว้เจ็ดฐาน เริ่มวันเสาร์เคารพสัตตะวาร ตำราจารย์แจ้งคดีวิธีทำ
เอาตัวยามาเคล้าเข้ากันหมด ใส่หีบบดบุบขยี้บี้ขยำ
แต่น้ำผึ้งที่แช่ยาในสารัมภ์ ท่านแนะนำพร่ำไว้ในบรรยาย
กลเม็ดเคล็ดเคล้าให้เอาแต่ ที่ชุบแช่โคนดินสอเป็นกระสาย
แต่หกสิ่งทิ้งเสียอย่าเสียดาย ทั้งหญิงชายจงทำตามตำรา
ส่วนโอสถบดเสร็จบอกเคล็ดเคล้า จงปั้นเท่าเมล็ดพุทธรักษา
เมื่อแรกกินเม็ดหนึ่งเริ่มประเดิมยา สองเวลาสองเม็ดเสร็จสองวัน
กินสามมื้อสามเม็ดเผด็จโรค แม้นบริโภคเรี่ยวแรงแข็งขยัน
เสพสามเม็ดเสมอสมัยไปทุกวัน เรี่ยวแรงนั้นถ้าน้อยกินถอยลง
กำหนดสิบห้าวันโรคพลันหาย สบายกายเกิดกำลังดังประสงค์
ถ้ากินไปไม่เคลื่อนครบเดือนตรง เป็นรูปทรงโสภางามกว่าคน
กินเดือนครึ่งถึงจะลดกำหนดนั้น คงกระพันพิษยาอย่าฉงน
สองเดือนกินสิ้นหมดพจน์นิพนธ์ ว่าตัวตนเบาหวิวเดินปลิวไป
แม้นกินได้ไตรมาสฉลาดล้ำ ปัญญาจำธรรมศาสตร์นิบาตไสย
โดยสามารถอาจองค์ดำรงไตร แสดงในคุณวุฒิอุตตโม
ค่าขวัญข้าวเอาสลึงเป็นหนึ่งแน่ ทำบุญแก่สังฆเพศวิเศษโส
อวยอุทิศจิตตั้งหลั่งชะโล ไปยังโบราณาจารย์สำราญเจริญ
จงลุล่วงมัคราสิวาโมกข์ ตลอดโลกหฤหรรษ์สรรเสริญ
ขวัญข้าวอย่ายินดีตีประเมิน ใครเรียกเกินพิกัดที่อัตรา
จงฉิบหายตายตกนรกร้อน ปากคาบก้อนเหล็กแดงร้อนแรงกล้า
ใครคิดออกบอกกันอย่าฉันทา อย่ามุสาวาดหวังปิดบังกัน
ในข้อคำปริศนาดังว่านี้ ความยินดีดาลดวงทรวงกระสัน
ด้วยสำนึกเสร็จศึกกัมพุชพลัน กลับคืนขัณฑสีมาสยาโม
ได้หยุดหย่อนผ่อนเมื่อยหายมึนแล้ว ใจผ่องแผ้วกายวายทุกข์เป็นสุโข
ความนิยมสมคะเนท่านเดโช ประกอบโอสถทำตามตำรา
ให้ตาแก้วบริโภคแก้โรคเรื้อน ไม่คลาดเคลื่อนหายสนิทดังปริศนา
ยายเย็นเป็นมะเร็งนมนานมา ให้กินยานี้ก็หายสบายใจ
นายสงเป็นสีดวงงอกเหมือนดาก ดูลำบากเหลือล้นพ้นวิสัย
กินยานี้หายหมดหดเข้าไป หายแล้วไม่กลับเป็นเหมือนเช่นเคย
นายคงง่อยจ๋อยจืดเป็นหืดหอบ ลงนอนมอบหมอบอิงพิงเขนย
กินยานี้หายวายเว้นไม่เป็นเลย แสนสเบยเบิกบานสำราญใจ
โดยคุณยาสามารถบำบัดแก้ วิเศษแท้เที่ยงตรงอย่าสงสัย
รักษาหายวายโศกสิ้นโรคภัย จึงบอกไว้หวังจิตคิดเป็นทาน
ข้าพเจ้าเดโชถ้าโกหก ให้ตายตกอเวจีอัคคีผลาญ
ตำใต้เทวทัตปฏิญาณ อเนกาลนับอนันต์พุทธันดร
รังสฤษ์ปริศนาตำราเสร็จ ด้วยจิตเจตน์เป็นทานานุสรณ์
หวังประโยชน์โพธิญาณสารสุนทร ลุนครเขตต์วิวัฏสวัสดี.

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 18

  • กล้วยน้ำสุก
  • เนื้อมะตูมสุก
  • พริกไทยล่อน

เอาตัวยาทั้งหมดมาตำเข้าด้วยกัน แล้วทำเป็นแผ่นตากให้แห้ง จากนั้นก็ใส่ขวดโหล ใส่น้ำผึ้งให้ท่วมยา ปิดฝาให้สนิท เก็บไว้ 2 อาทิตย์จึงเอาออกมารับประทานวันละ 1 ช้อนกาแฟ ผ่านไปเพียง 15 วันกำลังวังชาจะกลับคืนมา กินต่อไปถึง 30 วัน ผิวพรรณจะผุดผ่องเต่งตึง ความรู้สึกทางเพศก็กลับคืนดี คนอายุ 60 จะกลับมีแรงเหมือนอายุ 30 ปี ถ้ากินประจำจะมีอายุถึง 120 ปี

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 19

  • หัวขิง
  • หัวข่าเล็ก
  • หัวแห้วหมู
  • เถาบอระเพ็ด
  • ดอกดีปลี
  • กระเทียม
  • รากแจง
  • สมอเทศ
  • สมอไทย
  • สมอพิเภก
  • สมอดีงู
  • ลูกมะขามป้อม

สมุนไพรทั้งหมดนี้ใช้สัดส่วนเท่ากัน ตากแดดให้แห้งดีแล้วจึงทำเป็นยาผง ใช้ละลายน้ำร้อนรับประทานก่อนอาหารเย็น ทำให้นอนหลับสบาย ท้องไส้ทำงานดีไม่มีลมเบียดเบียน ร่างกายกลับแข็งแรง คนแก่ก็จะกลับเป็นหนุ่มสาว

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 22

ยานี้ชื่อยาเปลี่ยนร่าง มีนิทานเล่าประกอบว่า นานมาแล้ว จะเป็นเมืองอะไรท่านไม่ได้บอกไว้ มีชายคนหนึ่งอายุมากแล้ว ไปทำงานเฝ้าสวนหลวง ซึ่งอยู่ไกลจากบ้านมาก แต่เมื่อไปหาได้เอาบุตรภรรยาไปด้วยไม่ เมื่อทำงานก็มักถูกผู้บังคับบัญชาดุด่าเสมอ เพราะเป็นคนสุขภาพไม่ดี เมื่อถูกดุด่าถูกทำโทษบ่อย ๆ ชายผู้นี้คืนหนึ่งนอนไม่หลับจึงเดินไปเรื่อย ๆ ไปพบต้นไม้ใหญ่จึงคิดว่าต้นไม้นี้ชะรอยจะมีเทวดาผู้มีศักดิ์สิงสถิตย์อยู่ เป็นแน่ เขาจึงกราบที่โคนต้นไม้กล่าวขึ้นว่า ข้าพเจ้าเป็นคนสัตย์คนซื่อ แต่กำลังวังชาก็ลดน้อยถอยลงทุกที มีแต่ได้รับทุกข์โทษจากเจ้านายอยู่ทุกวัน ถ้าท่านเทพยดามีฤทธิ์พอจะช่วยกระทำให้ตัวข้าพเจ้านี้มีเรี่ยวแรงดุจคนหนุ่ม แล้วไซร้โปรดช่วยข้าพเจ้าด้วยเถิด แล้วเขาก็นอนหลับไปที่ใต้ต้นไม้นั่นเอง เทวดาจึงมาเข้าฝันบอกว่า เจ้าจงไปหาต้นยาเหล่านี้มาทำยากินเถิด แล้วจะแข็งแรงดุจคนหนุ่ม แต่อย่าเอาไปทำขาย ควรบอกกล่าวแก่ผู้อื่นเป็นทานเพื่อจะได้มีผลานิสงส์ต่อตัวเองต่อไปในภพหน้า ตัวยามีทั้งหมด 9 ชนิดด้วยกันดังนี้

  • ลูกจันท์
  • ดอกจันท์
  • กระวาน
  • กานพลู
  • สมุลแว้ง
  • มหาหิงคุ์
  • หัสคุณเทศ
  • ชะเอมเทศ
  • พริกไทยสุก

ยาทั้งหมดนี้เอาน้ำหนักเท่า ๆ กันทำเป็นยาผงผสมน้ำผึ้ง รับประทานก่อนเข้านอนขนาดปลายนิ้วก้อย รับประทานได้ 1 เดือนโรคภัยไข้เจ็บจะหายสิ้น เจ้าจะกลับกลายเป็นคนหนุ่มอีก บอกแล้วเทวดาก็หายวับไป ชายผู้นั้นตื่นขึ้นจึงรู้ว่าฝันไป ตั้งแต่วันนั้นแกก็เที่ยวหาต้นสมุนไพรตามที่เทวดาบอกกล่าว นำมาทำยากินประจำ เวลาผ่านไปเพียงเดือนเศษร่างกายแกก็เปลี่ยนแปลง มีผิวพรรณวรรณะเปล่งปลั่ง ผมที่ร่วงก็กลับงอกงามดำขลับขึ้นมา กินอาหารก็อร่อยดี หลับสนิท อาการปวดเมื่อยอ่อนเพลียหายไปสิ้น รู้สึกตัวเองเหมือนคนหนุ่มที่กำลังคึกคักดังโคถึก แกเฝ้าสวนได้อีกไม่นานก็ลากลับไปอยู่บ้านกับลูกเมีย เมื่อกลับไปถึงบ้านภรรยาจำไม่ได้ ต้องเรียกญาติ ๆ มาดู สืบสวนกันอยู่นาน

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 25

ชื่อยาลูกยอ เป็นตำรับยาที่หลวงพ่อโอภาษีได้มาจากพระครูนนท์ วัดใต้ปากพนังซึ่งมีอายุถึง 105 ปี เป็นผู้มอบให้ มีส่วนประกอบดังนี้

  • เถาบอระเพ็ด 6 บาท
  • หัวกระเทียม 3 บาท
  • พริกไทยล่อน 2 บาท
  • เหง้าขิงแห้ง 1 บาท
  • ยาดำ 3 บาท
  • ลูกยอหนักเท่ายาทั้งหมดรวมกัน

เอายาทั้งหมดตากแดด ให้แห้ง แล้วบดเป็นผงรวมกัน ผสมกับน้ำผึ้ง กินก่อนอาหาร เช้า-เย็น ครั้งละ 2 เม็ดพุทรา หรือขนาดปลายนิ้วก้อย ผ่านไป 1 เดือนโรคภัยจะหายสิ้น ผิวพรรณวรรณะจะกลับดูเหมือนหนุ่มสาว

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 27

  • หัวกระชาย
  • เหง้าขิงแห้ง
  • หัวกะทือ
  • ดอกดีปลี
  • โด่ไม่รู้ล้ม
  • สมอไทย
  • รากเจตมูลเพลิง
  • พริกไทยล่อน
  • หรดาลกลีบทอง

ยาทั้งหมดนี้ให้บดเป็นผง ผสมน้ำผึ้งรวงรับประทานหลังอาหารเย็น จะทำให้เจริญอาหาร นอนหลับดี แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ แก้ปวดเมื่อยอ่อนเพลีย กินได้ 2 เดือนร่างกายจะกลับเป็นหนุ่ม

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 28

คัดจากตำรายาไทยจีนของ ร.ศ.พัฒน์ สุจำนงค์ คณะแพทย์ศาสตร์มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

  • เกสรบุญนาค หนัก 2 บาท
  • สมอพิเภก หนัก 3 บาท
  • สมอไทย หนัก 3 บาท
  • มะขามป้อม หนัก 3 บาท
  • ดอกดีปลี หนัก 3 บาท
  • ลูกเร่ว หนัก 4 บาท
  • ขิงแห้ง หนัก 3 บาท
  • ว่านน้ำ หนัก 3 บาท
  • ลูกราชดัด หนัก 2 บาท

ทั้งหมดบดผงผสมน้ำผึ้งรับประทานครั้งละลูกพุทรา รับประทานประจำแก้โรคกษัย โรคลม โรคในตัวทั้งปวง และทำให้กลับหนุ่มสาวเหมือนวัยรุ่น

ยาอายุวัฒนะขนานที่ 50 ยาหลวงปู่อายุ 90ปี

ร.ต.อ.เปี่ยม บุณยะโชติเล่าว่าท่านไปพบหลวงปู่รูปหนึ่งอายุ 90 ปี อยู่วัดป่า เห็นท่านแข็งแรง เดินเหินคล่องแคล่ว นึกว่าอายุสัก 50-60 เมื่อถามอายุท่านบอกว่า 90 ปี จึงถามว่าท่านฉันยาอะไรจึงแข็งแรงเช่นนี้ หลวงปู่จึงให้สูตรยาที่ท่านฉันประจำดังต่อไปนี้

  • รากเจตมูลเพลิง 10 บาท
  • หัวแห้วหมู 20 บาท
  • หัวกระชาย 20 บาท
  • กระเทียม 20 บาท
  • ยางสลัดได 20 บาท
  • พริกไทยดำ 50 บาท

ให้ทำเป็นผงผสมน้ำผึ้ง รับประทานหลังอาหารขนาดปลายนิ้วก้อย หรือตามธาตุหนักเบา

เรึยบเรียงใหม่จาก http://www.sanyasi.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=528384&Ntype=4

ยาอายุวัฒนะ

ตำรายาอายุวัฒนะ

คำว่า อายุวัฒนะ เป็นภาษาไทยที่ใช้เกี่ยวกับยาบำรุงร่างกายให้แข็งแรง มีภูมิต้านทานโรคภัยไข้เจ็บ มีอายุยืนยาว จะเป็นถ้อยคำโอ้อวดชวนเชื่อดุจที่เจ้าหน้าที่เก่ยวข้อกล่าวหาก็หามิได้ เพราะท่านใช้อย่างนี้มาแต่ดึกดำบรรพแล้ว เจ้าหน้าที่ว่าถ้าเป็นยาอายุวัฒนะกินแล้วก็ไม่รู้จักตายสิ จะเป็นถ้อยคำกล่าวแบบไหนวิญญูชนก็พิจารณาเอาเอง ผู้เขียนขอใช้ชื่อนี้กล่าวถึงตำรายาทั้งหลายที่เกี่ยวข้องกับการบำรุงร่างกาย ซึ่งมีมากมายในตำรายาไทยโบราณ ผู้อ่านสนใจตำรับไหนก็เชิญเอาไปปรุงรับประทานดู ข้าพเจ้ามีหน้าที่เผยแพร่ความรู้ให้ข้อมูลตามโบราณซึ่งท่านใช้สืบ ๆ กันมาว่าได้ผลดี บางตำราก็มีเรื่องเล่าความเป็นมาประกอบไว้ด้วย คนโบราณมีศีลธรรมประจำใจคงไม่โกหกหลอกลวง เพราะโบราณท่านมิได้หวังผลการค้าพาณิชย์อะไรเหมือนในสมัยนี้ ใครมีอะไรดีท่านก็จารึกลงในใบลานบ้าง ในแผ่นทองบ้าง ฝังไว้ในพระธาตุเจดีย์ก็มี ใส่พานไว้บูชาก็มี คนรุ่นหลังบางคนเห็นคุณค่าก็นำออกมาเผยแพร่ บางคนไม่เห็นคุณค่าเอาเผาไปกับผู้ตายด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ก็มี เรื่องแบบนี้ก็มีมาก เพราะบางแห่งก็เป็นประเพณีที่สืบต่อมาแต่โบราณ ดุจที่จารึกไว้ในกฎหมายของเมืองพะเยาอันว่าด้วยหลักเจริญเมือง คือหลักการทำความเจริญให้เกิดขึ้นกับบ้านเมือง อันเป็นข้อที่ 7 ความว่า

•    แพทย์หรือโหรทายและผู้ไต่สวนความ
•    คน 3 จำพวกนี้เขาตายอย่าสืบแทนเขา ลูกหลานเขามีก็ให้สืบแทนต่อ ๆกันไป หากไม่มีลูกหลานก็ให้เอาเผาไฟไหลน้ำเสีย

หลักกฎหมายนี้มีส่วนทำให้ตำรับตำราโบราณถูกทำลายไปมาก แต่ก็เป็นในพื้นที่นั้น ๆ หรือใกล้เคียงที่ได้รับอิทธิพลมาจากเมืองพะเยาแต่โบราณ ตำราที่สืบทอดกันมาคงได้มาในสมัยหลัง หรือได้มาจากแหล่งอื่น ๆ จึงสามารถสืบทอดมาถึงรุ่นของพวกเราได้ จนถึงมือหมอเมืองที่จะนำมาเปิดเผยให้ท่านได้คัดลอกกันต่อไปอีก แต่มันมีที่มาจากหลายตำรา จึงไม่สะดวกที่จะกล่าวถึงที่มา เอาว่าเป็นของเก่าแก่ที่สืบทอดกันมาเป็นใช้ได้

ผมนิยมยาอายุวัฒนะ เพราะเป็นยารักษาก่อนเป็น คือสร้างร่างกายให้สมบูรณ์แข็งแรง มีภูมิต้านทานต่อโรคได้ดี สามารถรักษาอาการป่วยที่เกิดจากความเสื่อมของร่างกายได้ดี ซึ่งส่วนมากจะเป็นโรคเรื้อรัง เช่นความดันสูง เบาหวาน อัมพฤกต์อัมพาต โรคมะเร็ง โรคหัวใจ โรคผอมแห้ง อ้วนเกินไป ผอมเกินไป แก่เร็วเกินไป พวกนี้ล้วนเกิดจากร่างกายขาดความสมดุลย์ ธาตุไม่ปกติ ยาอายุวัฒนะนั้นสร้างธาตุให้ปกติ เมื่ออะไร ๆ มันปกติมันก็ดีเหมือนคนหนุ่มที่สมบูรณ์แข็งแรง ความรู้สึกอะไรที่คนหนุ่มเคยมีและหายไปมันก็กลับคืนมา

ทีนี้ตำรับยานี้มันมีมากมาย เมื่อท่านอ่านดูแล้วมันก็มีสรรพคุณตรงกัน คือ กินได้ นอนหลับ ขับถ่ายคล่อง ท้องไม่ผูก ถ้ามีเหตุให้เป็นอย่างนี้มันก็เกิดผลขึ้นมา คือร่างกายอุดมสมบูรณ์แข็งแรงการหมุนเวียนโลหิตก็ดี น้ำเลือดน้ำเหลืองก็สมบูรณ์ดี ผิวพรรณสวยสดงดงาม แล้วจะเอาโรคภัยมาแต่ไหน ร่ายกายเรานี้เป็นโรงงานวิเศษ มันรู้จักคัดแยกดูดซึมเอาแต่สิ่งที่เป็นประโยชน์ไปใช้ด้วยความเหมาะสม แต่ถ้าธาตุผิดปกติเสียแล้วก็เหมือนเครื่องจักรกลมันชำรุด ประสิทธิภาพในการคัดเลือกแจกจ่ายมันก็เสียหาย การฟื้นฟูสุขภาพจึงต้องฟื้นฟูธาตุให้สมดุล ยาอายุวัฒนะทุกขนานล้วนเป็นยาปรับธาตุทั้งนั้น แต่การจะใช้ตำรับไหนก็ขึ้นอยู่กับตัวสมุนไพรที่จะใช้ว่าหาได้ยากหรือง่าย อันไหนมันยาก ไม่รู้จัก ก็ไม่ต้องหาต้องทำ เลือกเอาที่ง่าย ๆ ทดลองทำกินดูก่อน แต่บางขนานมันไม่เหมาะกับเราก็มี ตามที่เขาว่าลางเนื้อชอบลางยา ใช่ว่าเป็นอายุวัฒนะก็กินได้เหมือนกันทุกคน ขึ้นอยู่กับธาตุของแต่ละบุคคล เช่นธาตุไฟมากแล้วไปกินยาร้อน แทนที่จะดีกลับจะเจ็บป่วยเอา ทำให้กินไม่ได้นอนไม่หลับ เป็นคนหนุ่มแล้วไปกินยาคนแก่ แทนที่จะดีก็กลับจะแย่เอา ความจริงมันก็มีเรื่องละเอียดอ่อนอยู่เหมือนกัน การปรึกษาผู้รู้ก่อนใช้ก็เป็นทางเลือกที่ดีอย่างหนึ่ง

ด้วยความปราถนาดี
หมอเมือง (อภิญญา สันยาสี บภ.)

http://www.sanyasi.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=528384&Ntype=4

ไส้เดือนดิน

ลักษณะโดยทั่วไปของไส้เดือนดิน

 

ไส้เดือน ดินมักพบโดยทั่วไปในดิน เศษกองซากพืช มูลสัตว์ ที่ๆมีความชื้นพอสมควร ปัจจุบันไส้เดือนมีอยู่ด้วยกันหลายชนิด โดยมีโครงสร้างที่มีลักษณะเหมือนกันคือ

  • เป็นสัตว์ที่มีลำตัวยาวลำตัวเป็นปล้องทั้งภายนอกและภายในร่างกายโดยมีเยื่อกั้นระหว่างปล้อง
  • มีช่องลำตัวที่แท้จริงแบบ Schizocoelomate ซึ่งเป็นซีลอมที่เกิดจากเนื้อเยื่อชั้นกลางแยกออกเป็นช่องและช่องนี้ขยายตัวออกจนเป็นซีลอม
  • ผนัง ลำตัวชั้นนอกสุดเป็นคิวติเคิล ที่ประกอบด้วยสารจำพวกโพลีแซคคาไรด์ เจลาติน และชั้นอิพิเดอร์มิส มีเซลล์ต่อมชนิดต่างๆ ที่ทำหน้าที่สร้างน้ำเมือกทำให้ผิวลำตัวชุ่มชื้นถัดลงไปเป็นกล้ามเนื้อตาม ขวางและกล้ามเนื้อตามยาวและชั้นในสุดเป็นเยื่อบุช่องท้องแบ่งแยกระหว่างช่อง ลำตัวกับผนังร่างกาย
  • มีขนแข็งสั้นที่เป็นสารจำพวกไคติน งอกออกมาในบริเวณรอบลำตัวของแต่ละปล้อง
  • มีระบบทางเดินอาหารที่สมบูรณ์ คือมีปาก และ ทวารหนัก โดยมีลำไส้เป็นท่อตรงยาวตลอดลำตัว
  • ระบบขับถ่ายประกอบด้วยอวัยวะที่เรียกว่า เนฟริเดีย ตั้งอยู่บริเวณด้านข้างของลำตัวปล้องละ 1 คู่
  • ระบบหมุนเวียนโลหิตเป็นแบบปิด
  • ระบบแลกเปลี่ยนก๊าซเป็นแบบการแพร่ผ่านผนังลำตัว
  • มีระบบประสาท ประกอบด้วย ปมประสาทสมองด้านหลังลำตัวในบริเวณส่วนหัว 1 คู่ เส้นประสาทรอบคอหอย 1 คู่ และเส้นประสาทด้านท้องทอดตามความยาวของลำตัวอีก 1 คู่
  • มีอวัยวะรับสัมผัส ประกอบด้วย ปุ่มรับรส กลุ่มเซลล์รับแสง
  • เป็นสัตว์ที่มีสองเพศอยู่ในตัวเดียวกัน คือ ประกอบด้วย รังไข่และถุงอัณฑะ

 

 

ลักษณะภายนอกโดยทั่วไปของไส้เดือนดิน

 

ลักษณะ ภายนอกที่เด่นชัดของไส้เดือนดินคือการที่มีลำตัวเป็นปล้องตั้งแต่ส่วนหัว จนถึงส่วนท้าย มีรูปร่างเป็นรูปทรงกระบอก มีความยาว ในแต่ละชนิดไม่เท่ากัน เมื่อโตเต็มที่จะมีปล้องประมาณ 120 ปล้อง แต่ละปล้องจะมีเดือยเล็กๆ เรียงอยู่โดยรอบปล้อง ไม่มีส่วนหัวที่ชัดเจน ไม่มีตา มีไคลเทลลัม ซึ่งจะเห็นได้ชัด ในระยะสืบพันธุ์ และยังประกอบด้วยอวัยวะต่างๆที่สำคัญ ดังนี้

1.พรอสโตเมียม ( Prostomium)  มี ลักษณะเป็นพูเนื้อที่ยืดหดได้ติดอยู่กับผิวด้านบนของช่องปาก เป็นตำแหน่งหน้าสุดของไส้เดือนดิน ทำหน้าที่คล้ายริมฝีปาก ไม่ถือว่าเป็นปล้อง มีหน้าที่สำหรับกวาดอาหารเข้าปาก

2.เพอริสโตเมียม ( Peristomium ) ส่วนนี้นับเป็นปล้องแรกของไส้เดือนดิน มีลักษณะเป็นเนื้อบางๆ อยู่รอบช่องปากและยืดหดได้

3.ช่องปาก อยู่ในปล่องที่ 1-3 เป็นช่องทางเข้าออกของอาหารเข้าสู่ร่างกาย ซึ่งจะมีต่อมน้ำลายอยู่ในเยื่อบุช่องปากด้วย

4.เดือนหรือขน ( Setae ) จะ มีลักษณะเป็นขนแข็งสั้น ซึ่งเป็นสารพวกไคติน ที่งอกออกมาบริเวณผนังชั้นนอก สามารถยืดหดหรือขยายได้ เดือนนี้มีหน้าที่ ในการช่วยเรื่องการยึดเกาะและเคลื่อนที่ของไส้เดือนดิน

5.ช่องเปิดกลางหลัง ( Dorsal pore )  เป็น ช่องเปิดขนาดเล็กตั้งอยู่ในร่องระหว่างปล้อง บริเวณแนวกลางหลังสามารถพบช่องเปิดชนิดนี้ได้ในไส้เดือนดินเกือบทุกชนิด ยกเว้นไส้เดือนจำพวกที่อาศัยอยู่ในน้ำหรือกึ่งน้ำ ในร่องระหว่างปล้องแรกๆ บริเวณส่วนหัวจะไม่ค่อยพบช่องเปิดด้านหลัง ช่องเปิดดังกล่าวจะเชื่อมต่อกับช่องภายในลำตัวและของเหลวในช่องลำตัว มีหน้าที่ขับของเหลวหรือเมือกภายในลำตัวออกมาช่วยลำตัวภายนอกชุ่มชื่น ป้องกันการระคายเคือง ทำให้เคลื่อนไหวง่าย

6.รูขับถ่ายของเสีย ( Nephridiopore ) เป็นรูที่มีขนาดเล็กมาก สังเกตเห็นได้ยาก เป็นรูสำหรับขับของเสียออกจากร่างกาย เป็นรูเปิดภายนอก ซึ่งมีอยู่เกือบทุกปล้อง  ยกเว้น 3-4 ปล้องแรก

7.ช่องสืบพันธุ์เพศผู้ ( Male pore ) เป็นช่องสำหรับปล่อยสเปิร์ม จะมีอยู่ 1 คู่ ตั้งอยู่บริเวณลำตัวด้านท้องหรือข้างท้อง ในแต่ละสายพันธุ์ช่องสืบพันธุ์อยู่ในปล้องที่ไม่เหมือนกัน มีลักษณะเป็นแอ่งคล้ายหลอดเล็กยาวเข้าไปภายใน

8.ช่องสืบพันธุ์เพศเมีย ( Female pore ) เป็นช่องสำหรับออกไข่ โดยทั่วไปมักตั้งอยู่ในปล้องถัดจากปล้องที่มีรังไข่ ( avary) มักจะพบเพียง 1 คู่ ตั้งอยู่ในร่องระหว่างปล้องหรือบนปล้อง ตำแหน่งที่ตั้งมักจะแตกต่างกันในไส้เดือนแต่ละพันธุ์

9.ช่องเปิดสเปิร์มมาทีกา ( Spermathecal porse ) เป็น ช่องรับสเปิร์มจากไส้เดือนดินคู่ผสมอีกตัวหนึ่งขณะมีการผสมพันธุ์แลกเปลี่ยน สเปิร์มซึ่งกันและกัน เมื่อรับสเปิร์มแล้วจะนำไปเก็บไว้ในถุงเก็บสเปิร์ม ( Seminal receptacle )

10.ปุ่มยึดสืบพันธุ์ ( Genital papilla ) เป็นอวัยวะที่ช่วยในการยึดเกาะขณะที่ไส้เดือนดินจับคู่ผสมพันธุ์กัน

1. Clitellum,
2. Genital setae (segment 26). During mating, the pair of genital setae are used to help bind two worms together while facing in opposite directions. 3. Sperm grooves As two worms mate, sperm released at the sperm ducts travels  in the worm’s sperm grooves to the seminal receptacle opening of the other worm
4. Sperm ducts.
5. Female genital pores. These are only visible when the worm is in reproductive condition.
6. Seminal receptacles. These are only visible whenthe worm is in reproductive condition


 

11.ไคลเทลลัม ( Clitellum) เป็นอวัยวะที่ใช้ในการสร้างไข่ขาวหุ้มไข่ และสร้างเมือกโคคูน ไคลเทลลัมจะพบในไส้เดือนดินที่โตเต็มไวพร้อมที่ผสมพันธุ์แล้วเท่านั้น โดยจะตั้งอยู่บริเวฯปล้องด้านหน้าใกล้กับส่วนหัว ครอบคลุมปล้องตั้งแต่ 2-5 ปล้อง

12.ทวารหนัก ( Anus ) เป็นรูเปิดที่ค่อนข้างแคบเปิดออกในปล้องสุดท้าย ซึ่งใช้สำหรับขับกากอาหารที่ผ่านการย่อยและดูดซึมแล้วออกนอกลำตัว

โครงสร้างภายในของไส้เดือนดิน

 

ผนังร่างกายของไส้เดือนดิน

 

ประกอบ ด้วย ชั้นนอกสุดคือ คิวติเคิล และถัดลงมาคือ ชั้นอิพิเดอร์มิส ชั้นเนื้อเยื่อประสาท ชั้นกล้ามเนื้อตามขวางและชั้นกล้ามเนื้อตามยาวและถัดจาดชั้นกล้ามเนื้อตาม ยาวจะเป็นเนื้อเยื่อเพอริโตเนียม ซึ่งเป็นเยื่อบุที่กั้นผนังร่างกายจากช่องภายในลำตัว

 

ชั้นคิวติเคิล ( Cuticle ) เป็นชั้นที่บางที่สุด  เป็น ชั้นที่ไม่มีเซลล์ ไม่มีสี และโปร่งใส ประกอบด้วยคิวติเคิล 2 ชั้น หรือมากกว่า แต่ละชั้นประกอบด้วยเส้นใย โปรตีนคอลลาจีเนียส ที่สานเข้าด้วยกันและมีชั้นของ โฮโมจีเนียส จำนวนมาก นอกจากนี้ยังมีโพลีแซคคาไรด์ และมีเจลลาติน เล็กน้อย ในชั้นคิวติเคิลจะมีบริเวณที่บางที่สุด คือ บริเวณที่มีอวัยวะรับความรู้สึก ซึ่งบริเวณนี้จะมีรอยบุ๋มของรูขนขนาดเล็กมากมายและมีขนละเอียดออกมาจากรูดัง กล่าว เป็นเซลล์รับความรู้สึก

 

ชั้นอิพิเดอร์มิส ( Epidermis) คือ เซลล์ชั้นเดียวที่เกิดจากเซลล์หลายชนิดที่แตกต่างกันรวมเข้าด้วยกัน ซึ่งประกอบด้วย เซลล์ค้ำจุนที่มีรูปร่างเป็นแท่ง และเซลล์ต่อม โดยเซลล์ค้ำจุนเป็นเซลล์โครงสร้างหลักของชั้นอิพิเดอร์มิส ที่มีรูปร่าง เป็นแท่งเซลล์แท่งดังกล่าว นอกจากเป็นเซลล์โครงสร้างค้ำจุนแล้วยังเป็นเซลล์ที่สร้างสารคิวติเคิลให้กับ ชั้นคิวติเคิลด้วย สำหรับเซลล์ต่อม จะมีอยู่ 2 แบบ คือเซลล์เมือก ( Goblet cell ) และเซลล์ต่อมไข่ขาว ( Albumen cell ) โดย เซลล์ขับเมือกเหล่านี้จะขับเมือกผ่านไปยังผิวคิวติเคิลเพื่อป้องกันไม่ให้ น้ำระเหยออกจากตัว ทำให้ลำตัวชุ่มชื่นและเคลื่อนไหวในดินได้สะดวกและทำให้ออกซิเจนละลายใน บริเวณผนังลำตัวได้ และยังมีกลุ่มเซลล์รับความรู้สึกรวมกันเป็นกลุ่มแทรกตัวอยู่ระหว่างเซลล์ ค้ำจุน ซึ่งจะทำหน้าที่ตอบสนองต่อการกระตุ้นของการสัมผัสสิ่งต่างๆ

 

ชั้นกล้ามเนื้อเส้นรอบวง ( Circular muscle )  เป็น ชั้นกล้ามเนื้อที่ถัดจากชั้นอิพิเดอร์มิส ประกอบด้วยเส้นใยกล้ามเนื้อที่ขยายรอบๆ ลำตัวของไส้เดือนดิน ยกเว้นบริเวณตำแหน่งร่องระหว่างปล้องจะไม่มีเส้นใยกล้ามเนื้อนี้อยู่ เส้นใยกล้ามเนื้อตามเส้นรอบวงจะมีการจัดเรียงเส้นใยเป็นเป็นระเบียบกลาย เป็นกลุ่มเส้นใย โดยเส้นใยแต่ละกลุ่มจะถูกล้อมรอบด้วยแผ่นเนื้อเยื่อเชื่อมต่อรวมกลุ่มเส้นใย แต่ละกลุ่มเข้าด้วยกันเป็นมัดกล้ามเนื้อ

 

ชั้นกล้ามเนื้อตามยาว ( Longitudinal muscle ) อยู่ ใต้ชั้นกล้ามเนื้อตามขวาง มีความหนามากกว่ากล้ามเนื้อรอบวง โดยกล้ามเนื้อชั้นในจะเรียงตัวเป็นกลุ่มลักษณะคล้ายบล็อก รอบลำตัวและยาวต่อเนื่องตลอดลำตัว


 

  1. ขนแข็ง ( Setae )
  2. ชั้นคิวติเคิล ( Cuticle )
  3. ชั้นอิพิเดอร์มิส ( Epidermis )
  4. ชั้นกล้ามเนื้อเส้นรอบวง ( Circular muscle )
  5. ชั้นกล้ามเนื้อตามยาว ( Longitudinal muscle )

ภาพอวัยวะภายในไส้เดือนดิน

ระบบย่อยอาหาร

 

ทางเดินอาหารของไส้เดือนดิน มีรูปร่างเป็นหลอดตรงธรรมดา ที่เชื่อมต่อจากปากในช่องแรกยาวไปจนถึงทวาร ซึ่งประกอบด้วยอวัยวะดังนี้

 

1. ปาก ( Mouth ) อยู่ใต้ริมฝีปากบน เป็นทางเข้าของอาหาร นำไปสู่ช่องปากซึ่งจะเป็นบริเวณที่มีต่อมน้ำลายผลิต

สารหล่อลื่นอาหารที่กินเข้าไป ช่องปากจะอยู่ในปล้องที่ 1- 3

2. คอหอย ( Pharynx ) เป็นกล้ามเนื้อที่หนา และมีต่อมขับเมือก ตั้งอยู่ระหว่างปล้องที่ 3  ถึงปล้องที่ 6 ไส้เดือนดิน

ใช้คอหอยในการดูดอาหารต่างๆ เข้าปากโดยการหดตัวของกล้ามเนื้อ ซึ่งจะทำให้เกิดแรงดึงดูดให้อนุภาคอาหารภายนอกผ่านเข้าไปในปาก

3. หลอดอาหาร ( Esophagus ) อยู่ระหว่างปล้องที่ 6 ถึงปล้องที่ 14 มีต่อมแคลซิเฟอรัส ช่วยดึงไออน ของ

แคลเซียม จากดินที่ปนมากับอาหารจำนวนมากนำเข้าสู่ทางเดินอาหาร เพื่อไม่ให้แคลเซียมในเลือดมากเกินไป เฉพาะพวกที่กินอาหารที่มีดินปนเข้าไปมากๆ เท่านั้นจึงจะมีต่อมแคลซิเฟอรัส ต่อจากหลอดอาหารจะพองโตออกเป็นหลอดพักอาหาร มีลักษณะเป็นถุงผนังบางๆ และ กึ๋น ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่แข็งแรง และ ทำหน้าที่บดอาหารให้ละเอียดเพื่อส่งต่อไปยังลำไส้

4.   ลำไส้ ( Intestine ) มี ลักษณะเป็นท่อตรงที่เริ่มจากปล้องที่ 14 ไปถึงทวารหนัก ผนังลำไส้ของไส้เดือนดินค่อนข้างบางและผนังลำไส้ด้านบนจะพับเข้าไปข้างใน ช่องทางเดินอาหารเรียกว่า  Typhlosole ทำให้มีพื้นที่ในการย่อยและดูดซึมอาหารได้มากขึ้นโดย สำหรับไส้เดือนน้ำจืดไม่มี Typhlosole   ผนัง ลำไส้ประกอบด้วยชั้นต่างๆ คือเยื่อบุช่องท้อง วิสเซอรอล อยู่ชั้นนอกสุดของลำไส้ ติดกับช่องลำตัว เซลล์บางเซลล์บนเยื่อนี้จะเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์พิเศษ เรียกว่า เซลล์คลอราโกเจน ทำหน้าที่คล้ายตับของสัตว์ชั้นสูง คือสังเคราะห์และสมสมสารไกลโคเจน ไขมัน โดยเซลล์ไขมันในเนื้อเยื่อคลอราโกเจนที่มีขนาดโตเต็มที่จะหลุดออกมาอยู่ใน ช่องลำตัวเรียกว่า Eleocytes ซึ่งจะกระจายไปยัง อวัยวะต่างๆและยังมีหน้าที่รวบรวมของเสียจากเลือดและของเหลวในช่องลำตัวโดย เป็นตัวดึงกรดอะมิโน ออกจากโปรตีน สกัดแอมโมเนีย ยูเรีย และสกัดสารซิลิกาออกจากอาหารที่กินเข้าไปแล้วขับถ่ายออกนอกร่างกายทางรูขับ ถ่ายของเสียหรือเนฟริเดีย  ถัดจากเยื่อบุช่องท้องวิส เซอรอลจะเป็นชั้นของกล้ามเนื้อ โดยกล้ามเนื้อในลำไส้ของไส้เดือนดินประกอบด้วยกล้ามเนื้อ 2 ชั้น คือชั้นในเป็นกล้ามเนื้อเส้นรอบวงและชั้นนอกเป็นกล้ามเนื้อตามยาว ซึ่งสลับกันกับกล้ามเนื้อของผนังร่างกาย และชั้นในสุดของลำไส้จะเป็นเยื่อบุลำไส้ ซึ่งประกอบด้วย เซลล์รูปแท่งและเซลล์ต่อม ทำหน้าที่ผลิตน้ำย่อยชนิดต่างๆ


 

ระบบขับถ่าย

 

อวัยวะขับถ่ายของเสียหลักในไส้เดือนดินคือ เนฟริเดีย ( Nephridia )  ซึ่งเป็นอวัยวะที่ทำหน้าที่แยกของเสียต่างๆออกจากของเหลวในช่องลำตัวของไส้เดือนดืน

แต่ละปล้องของไส้เดือนดินจะมี nephridia ที่เป็นท่อขดไปมาอยู่ปล้องละ 1 คู่ ทำหน้าที่รวบรวมของเหลวในช่องตัวจากปล้องที่อยู่ถัดไปทางด้านหน้าของลำตัว ของเหลวในช่องตัวจะเข้าทางปลายท่อ nephrostome ที่ มีซิเลียอยู่โดยรอบ แล้วไหลผ่านไปตามส่วนต่างๆของท่อ น้ำส่วนใหญ่พร้อมทั้งเกลือแร่บางชนิดที่ยังเป็นประโยชน์จุถูกดูดซึมกลับเข้า สู่กระแสเลือด ส่วนของเสียพวกไนโตรจินัสเบสจะถูกขับออกสู่ภายนอกทางช่อง nephridiopore ที่อยู่ทางด้านท้อง

ระบบหมุนเวียนเลือด

 

เป็นระบบหมุนเวียนเลือดแบบปิดที่ยังไม่แบ่งเส้นเลือดแดง และ เส้นเลือดดำ โดยไส้เดือนดินจะใช้เส้นเลือด ( Vessel ) ใน การกระจายเลือดไปทั่วร่างกายโดยตรง ซึ่งในระบบการลำเลียงเลือดของไส้เดือนดิน ประกอบด้วยเส้นเลือดหลักอยู่ 3 เส้น คือเส้นเลือดกลางหลัง เส้นเลือดใต้ลำไส้ และเส้นเลือดด้านท้องและด้านข้างของเส้นประสาท โดยเส้นเลือดทั้ง 3 จะทอดตัวไปตลอดความยาวของลำตัว  นอกจากนี้จะมี เส้นเลือดด้านข้าง ซึ่งเป็นเส้นเลือดเชื่อมระหว่างเลือดกลางหลังกับเส้นเลือดใต้ลำไส้ในช่วง 13 ปล้องแรก เป็นเส้นเลือดขนาดใหญ่บีบหดตัวได้ดีมาก  เรียกว่าหัวใจเทียม ( Pseudoheart ) ,us]kp8^jน้ำเลือด จะมีฮีโมโกลบินละลายอยู่หรือาจไม่มีก็ได้

ระบบการแลกเปลี่ยนกาซ

ไส้เดือน ดินเป็นสัตว์ที่อาศัยอยู่ในดินไม่มีอวัยวะพิเศษที่ใช้ในการหายใจ แต่จะมีการแลกเปลี่ยนกาซผ่านทางผิวหนังโดยไส้เดือนดินจะขับเมือกและของเหลว ที่ออกมาจากรูขับถ่ายของเสียเพื่อเป็นตัวทำละลายออกซิเจนจากอากาศแล้วซึม ผ่านผิวตัวเข้าไปในหลอดเลือดแล้ว ละลายอยู่ใน น้ำเลือดต่อไป

 

ระบบประสาท

ระบบ ประสาทของไส้เดือนดิน ประกอบสมองที่มีลักษณะเป็นสองพู เพราะเกิดจากปมประสาทด้านหน้าหลอดอาหารมาเชื่อมรวมกันอยู่เหนือหลอดอาหาร ปมประสาทสมอง 1 คู่ อยู่เหนือคอหอยปล้องที่ 3 เส้นประสาทรอบคอหอย 2 เส้น อ้อมรอบคอหอยข้างละเส้น  เส้นประสาทใหญ่ด้านท้องจะมีปมประสาทที่ปล้องประจำอยู่ทุกปล้อง  ไส้เดือนดินยังไม่มีอวัยวะรับความรู้สึกใดๆ มีเพียงเซลล์รับความรู้สึก ( Sensory Cells )  ที่ กระจายอยู่บริเวณผิวหนัง โดยเซลล์รับความรู้สึกแต่ละเซลล์จะมีขนเล็กๆ ยื่นออกมาเพื่อรับความรู้สึกจากสิ่งแวดล้อมภายนอก ซึ่งเซลล์รับความรู้สึกเหล่านี้เชื่อมต่อกับระบบประสาท นอกจากเซลล์รับความรู้สึกแล้ว ยังมีเซลล์รับแสง ( Photoreceptor cells ) ใน ชั้นของเอพิเดอร์มิส โดยจะมีมากบริเวณริมฝีปากบน ปล้องส่วนหัวและส่วนท้ายของลำตัว มีหน้าที่รับความรู้สึกเกี่ยวกับแสงไปยังระบบประสาท ถ้ามีแสงสว่างมากเกินไปพวกมันจะเคลื่อนที่หนีเข้าไปอยู่ในที่มืด

 

รูปภาพแสดงระบบประสาทของไส้เดือนดิน

ระบบสืบพันธุ์

 

ไส้เดือน ดินเป็นสัตว์ที่มีทั้งรังไข่และอัณฑะอยู่ในตัวเดียวกัน โดยทั่วไปจะไม่ผสมในตัวเองเนื่องจากตำแหน่งของอวัยวะสืบพันธุ์ทั้งสองเพศไม่ สัมพันธ์กัน และมีการสร้างเซลล์สืบพันธุ์ไม่พร้อมกัน ไส้เดือนดินจึงต้องมีการแลกเปลี่ยนสเปิร์มซึ่งกันและกัน

 

อวัยวะสืบพันธุ์เพศผู้ ประกอบด้วย

–         อัณฑะ ( Testes ) ลักษณะเป็นก้อนสีขาวขนาดเล็กยื่นออกมาจากผนังของปล้อง

–         ปากกรวยรองรับสเปิร์ม ( Sperm funnel ) เป็นช่องรับสเปิร์มจากอัณฑะ

–         ท่อนำสเปิร์ม ( Vas deferens ) เป็นท่อรับสเปิร์มจากปากกรวยไปยังช่องสืนพันธุ์เพศผู้

–         ต่อมพรอสเตท ( Prostate gland ) เป็นต่อมสีขาวขนาดใหญ่มีรูปร่างเป็นก้อนแตกแขนงคล้ายกิ่งไม้ 1 คู่ ทำหน้าที่สร้างของเหลวหล่อเลี้ยงสเปิร์ม

–         ช่องสืบพันธุ์เพศผู้ ( male pores )  มี 1 คู่ อยู่ตรงด้านท้องปล้องที่ 18

–         ถุงเก็บสเปิร์ม ( Seminal Vesicles ) มี 2 คู่ เป็นถุงขนาใหญ่อยู่ในปล้องที่ 11 และ 12 ทำหน้าที่เก็บและพัฒนาสเปิร์มที่สร้างจากอัณฑะ

อวัยวะสืบพันธุ์เพศเมีย ประกอบด้วย

–         รังไข่ ( Ovaries ) ทำหน้าที่สร้างไข่ 1 คู่  ติดอยู่กับเยื่อกั้น ( Septum ) ของปล้องที่12/13 ใน Pheretima ไข่จะเรียงตัวกันเป็นแถวอยู่ในพูรังไข่

–         ปากกรวยรองรับไข่ ( Ovarian funnel ) ทำหน้าที่รองรับไข่ที่เจริญเต็มที่แล้วจากถุงไข่

–         ท่อนำไข่ ( Oviducts ) ท่อนำไข่เป็นท่อที่ต่อจากปากกรวยรองรับไข่ในปล้องที่ 13 เปิดออกไปยังรูตัวเมีย ตรงกึ่งกลางด้านท้องของปล้องที่ 14

–         สเปิร์มมาทีกา ( Spermatheca หรือ Seminal receptacles ) เป็นถุงเก็บสเปิร์มตัวอื่นที่ได้จากการจับคู่แลกเปลี่ยน เพื่อเก็บไว้ผสมกับไข่ มีอยู่ 3 คู่

 

( ข้อความจากหนังสือไส้เดือนดิน ของ ดร.อานัฐ ตันโช )

http://www.thaiworm.com/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=2&Id=406266

วงจรชีวิตไส้เดือนดิน

การผสมพันธุ์ของไส้เดือนดิน

ไส้เดือนดินโดยปกติจะผสมพันธุ์กันในช่วงกลางคืน โดยไส้เดือนดินสองตัวมาจับคู่กันโดยใช้ด้านท้องแนบกันและสลับหัวสลับหางกัน ช่องสืบพันธุ์เพศผู้ของตัวหนึ่งจะแนบกับช่องสเปิร์มมาทีกาของอีกตัวหนึ่ง โดยมีปุ่มสืบพันธุ์กับเมือกบริเวณไคลเทลลัมยึดซึ่งกันและกันเอาไว้ สเปิร์มจากช่องสืบพันธุ์เพศผู้ของตัวหนึ่งจะส่งเข้าไปเก็บในถุงสเปิร์มมาที กาที่ละคู่จนครบทุกคู่ การจับคู่จะใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง จึงแยกออกจากกัน

ในขณะที่มีการจับคู่แลกเปลี่ยนสเปิร์มกัน ไส้เดือนดินทั้ง 2 ตัว จะไม่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายนอกอย่างฉับพลัน กรณีเช่นสิ่งเร้าจากการสัมผัสและแสง เมื่อไส้เดือนดินแยกจากกัน ประมาณ 2-3 วัน จะมีการเปลี่ยนแปลงบริเวณไคลเทลลัม เพื่อสร้างถุงไข่ ( Cocoon ) ต่อมเมือกจะสร้างเมือกคลุมบริเวณไคลเทลลัมและต่อมสร้างโคคูน ( Cocoon secreting gland ) จะสร้างเปลือกของโคคูน ซึ่งเป็นสารคล้ายไคติน สารนี้จะแข็งตัวเมื่อถูกอากาศกลายเป็นแผ่นเหนียวๆ ต่อมาต่อมสร้างไข่ขาว ( Albumin secreting gland) จะขับสารอัลบูมินออกมาอยู่ในเปลือกของโคคูน Pheretima ซึ่ง มีช่องสืบพันธุ์เพศเมียอยู่ที่ไคลเทลลัม จะปล่อยไข่เข้าไปอยู่ในโคคูน หลังจากนั้น โคคูนจะแยกตัวออกจากผนังตัวของไส้เดือนดินคล้ายกับเป็นปลอกหลวมๆ เมื่อไส้เดือนหดตัวและเคลื่อนถอยหลัง โคคูนจะเคลื่อนไปข้างหน้า เมื่อเคลื่อนผ่านช่องเปิดของถุงเก็บสเปิร์ม ก็จะรับสเปิร์มเข้าไปในโคคูน และมีการปฏิสนธืภายในโคคูน เมื่อโคคูนหลุดออกจากตัวไส้เดือนดินปลายสองด้านของโคคูนก็จะหดตัวปิดสนิท เป็นถุงรูปไข่มีสีเหลืองอ่อนๆ ยาวประมาณ 2-2.4 มิลลิเมตร กว้างประมาณ1.2-2 มิลลิเมตร ถุงไข่แต่ละถุงจะใช้เวลา 8-10 สัปดาห์จึงฟักออกมา โดยทั่วไปจะมีไข่ 1-3 ฟอง ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ ไส้เดือนบางชนิดอาจมีไข่มากถึง 60 ฟอง

ตัวอ่อนของไส้เดือนดินที่อยู่ในไข่ก็จะเจริญและพัฒนาร่างกายในส่วนต่างๆ โดยใช้สารอาหารที่อยู่ภายในถุงไข่ ระหว่างที่ตัวอ่อนเจริญเติบโตและพัฒนาอยู่ในถุงไข่นั้น ผนังของถุงไข่ก็จะเปลี่ยนสีไปด้วย โดยถุงไข่ที่ออกจากตัวใหม่ๆ จะมีสีจางๆ และเมื่อเวลาผ่านไปสีของถุงไข่ก็จะมีสีที่เข้มขึ้นตามลำดับ และจะฟักเป็นตัวในเวลาต่อมา ไส้เดือนดินบางสายพันธุ์สามารถที่จะสืบพันธุ์แบบไม่ต้องเกิดการผสมกัน ระหว่างไข่กับสเปิร์มได้ ซึ่งเป็นการสืบพันธุ์แบบ Parthenogenetically      จะพบลักษณะการสืบพันธุ์เช่นนี้ได้ในไส้เดือนดินสกุล Dendrobaena  เป็นต้น ซึ่งพบว่ามักจะมีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยการผสมพันธุ์ นอกจากการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเพศแล้วยังมีการสืบพันธุ์แบบไม่อาศัยเซลล์ สืบพันธุ์ด้วยเช่น กระบวนการแบ่งเป็นชิ้นเล็ก และ กระบวนการงอกใหม่

 

อิทธิพลของสภาพแวดล้อมต่อการเจริญเติบโตและการดำรงชีวิตของไส้เดือนดิน

สำหรับ ช่วงเวลาการเจริญเติบโตของไส้เดือนดินเมื่อฟักออกจากถุงไข่แล้ว องค์ประกอบสิ่งแวดล้อมมีผลกระทบอย่างมากต่อระยะเวลาเจริญเติบโตของไส้เดือน ดิน ไม่ว่าจะเป็นอุณหภูมิ ความชื้น ขึ้นอยู่กับการดำรงชีวิตของแต่ละสายพันธุ์ บางสายพันธุ์ใช้เวลาเติบโต 17-19 สัปดาห์ เมื่อเลี้ยงที่อุณหภูมิ 15 องศาเซลเซียล บางสายพันธุ์ใช้เวลา 13 สัปดาห์ที่ 18 องศาเซลเซียล  ไส้เดือนดินจะมีอายุขัยยืนยาวถึง 4 – 25 ปี ขึ้นอยู่กับแต่ละสายพันธุ์ สำหรับประเทศไทยอุณหภูมิที่เหมาะสมในการเลี้ยงไส้เดือนดิน อุณหภูมิอยู่ที่ประมาณ 15-25 องศาเซลเซียล ในฤดูฝนที่มีความชื้นสูงไส้เดือนจะสร้างถุงไข่ได้มากกว่าช่วงฤดูร้อนและฤดู หนาว เพราะฉนั้นอุณหภูมิและสิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมสามารถทำให้ชีวิตของไส้เดือน ดินดำรงชีวิตได้ยาวนานขึ้น

( บทความจากหนังสือ การเลี้ยงไส้เดือนดิน )

http://www.thaiworm.com/index.php?lay=show&ac=article&Ntype=2&Id=406355