Daily Archives: 17/08/2009

ศิลปะการชงชาแบบจีน สุดยอดวิชาฝึกจิต! สมาธิดี-เรียนดีขึ้น

นักเรียนไทยในไต้หวัน ชี้พิธีชงชาจีนเจ๋ง ช่วยฝึกจิตสร้างสมาธิในการเรียนให้ดีขึ้นได้ เผยมหาวิทยาลัยในไต้หวันจัดเป็นคอร์สเสริมนักเรียนต่างชาติ พร้อมสอนวิธีชงชาที่ถูกต้องตามหลักศิลปะจีนโบราณ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านใบชา แนะ 4 ปัจจัยเสริมชงชาจีนให้ได้รสชาติดี

ยุค สมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สังคมยิ่งเข้าสู่ความวุ่นวายมากเท่าไร คนเราก็จะเริ่มไขว่คว้าหาความสุขความสงบใกล้ตัวมากขึ้น ทำให้ยิ่งนานวันวัฒนธรรมตะวันออก ก็ยิ่งได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะศิลปะที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของจีนอย่างการชงชา ซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่องสุขภาพ และช่วยในการผ่อนคลายความตึงเครียดได้ดีแล้ว ในอดีตศิลปะการชงชาของจีนยังได้ชื่อว่าเป็นเครื่องมือการฝึกจิตให้คนธรรมดา กลายเป็นปราชญ์เมธีอีกด้วย’

‘ภาพมืดสนิท เสียงเงียบได้ยินเพียงลมหายใจ ก่อนที่ทำนองไพเราะของดนตรีแผ่วแบบนุ่มนวล หนัก เบา อ่อนหวาน เข้ากันอย่างลงตัว จากเครื่องดนตรีจีนกู๋เจิงยังคงก้องดังสายลมผ่าน รอบๆ ตัวของทุกคนในห้องชงชา กลิ่นเทียนยังแตะจมูกของฉันแผ่วปลาบ ก่อนที่เสียงทำนองดนตรีจะเปลี่ยนจากอ่อนหวาน เป็นเสียงสูงดังลมกระทบใบไม้ ความรู้สึกที่อบอุ่นของเสียงเพลงยังคงผ่านเข้ามาทำให้รู้สึกผ่อนคลาย’ความ คิดในหัวเริ่มลดลง เปลี่ยนกลายสลายหายเป็นความรู้สึกที่ผ่อนลงจากความคิดมากมายของทั้งวัน’ทุก คนเปิดเปลือกตาอย่างช้าๆ เมื่อทำนองดนตรีหยุดลง’

บทความ ของน้ำฟ้า หรือ ธรรมพร เรืองศรีอรัญ ในเวป www.homeschooldd.com ทำให้ ‘ผู้จัดการรายสัปดาห์ 360องศา’ติดต่อกลับน้ำฟ้า ทำให้ทราบว่าน้ำฟ้าได้รับการเรียนการสอนในระบบ homeschool มาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ โดยคุณแม่เป็นผู้จัดการเรียนการสอนเอง จนปัจจุบันนี้น้องน้ำฟ้ามีอายุ 16 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ 3 ปี คุณแม่ได้จ้างอาจารย์พิเศษมาสอนภาษาจีนน้ำฟ้า และน้ำฟ้ามีความสนใจและมีความชอบมาก จึงทำให้น้ำฟ้าตัดสินใจไปเรียนภาษาจีนที่ประเทศไต้หวัน เพราะเป็นประเทศที่ยังอนุรักษ์การเรียนการสอนภาษาจีนแบบตัวเต็ม และมีการถ่ายทอดศิลปะจีนโบราณด้วย ปัจจุบันน้ำฟ้าได้เดินทางไปเรียนภาษาจีนที่ประเทศไต้หวันเป็นเวลา 6 เดือนแล้ว

ศิลปะการชงชาจีน-ฝึกสมาธิ

น้ำ ฟ้า กล่าวว่าปัจจุบันได้เข้าเรียนภาษาจีนที่ มหาวิทยาลัยฉือจี้ ประเทศไต้หวัน ซึ่งในการเรียนภาษาจีนนั้น จะไม่ได้เรียนวิชาภาษาจีนอย่างเดียว แต่จะมีวิชาพิเศษซึ่งจะเป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมจีนโบราณด้วย และวิชาชงชา หรือ (ch? d?o k?) ก็เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก

‘วิชา ชงชาเป็นวิชาที่มหาวิทยาลัยจัดให้เป็นชั่วโมงพิเศษที่สอนให้นักเรียนรู้จัก วิธีสงบใจ และรู้สึกตัวทุกขณะ ซึ่งเมื่อสงบจิตใจได้ดีแล้ว ก็จะส่งเสริมให้นักเรียนสามารถไปเรียนในวิชาปกติได้ดีขึ้น’

ก่อน การเข้าเรียน อาจารย์จะมีการดีดดนตรีกู่เจิงให้นักเรียนทุกคนได้ฟังเสียงเพลง ถือเป็นจุดเริ่มต้นทำใจให้สงบก่อนเข้าสู่พิธีชงชาแบบจีน โดยศิลปะการชงชาแบบจีนนั้น จะเน้นความเชื่องช้า การกำหนดจิตให้รับรู้ทุกความรู้สึก ทุกความเคลื่อนไหว จึงเป็นวิธีที่ช่วยในการทำใจให้สงบ เหมือนกับการเดินจงกรมของทางพระพุทธศาสนา ที่จะต้องกำหนดสติรู้แต่ละก้าวย่าง โดยการชงชาก็ต้องกำหนดสติรู้ในทุกขั้นตอน ถึงจะเกิดสมาธิ

ทุกขั้นตอน ‘ชงชา’ใช้สติกำหนดรู้

ใน ขั้นตอนของการชงชานั้น จะเริ่มต้นจากการเตรียมอุปกรณ์การชงชา ซึ่งจะประกอบด้วย กาน้ำ บรรจุน้ำร้อน (ขนาดกลาง),เครื่องวัดอุณภูมิความร้อน,เตาแก๊สความร้อนขนาดเล็ก,กาน้ำชงชา (เฉพาะชงชา),เหยือกน้ำดินเผา สำหรับชงชา,ถ้วยรองน้ำทิ้ง,แก้วชา,ใบชา (ชนิดแล้วแต่ต้องการ),ช้อนตักใบชาและขนมหวาน

โดย อุณหภูมิในน้ำร้อนชงชา เป็นอันดับแรกที่ผู้ชงจะต้องให้ความสำคัญ และกำหนดสติรู้ให้ได้ว่า จะต้องรักษาอุณหภูมิให้คงที่ไว้ที่ 92 องศาเซลเซียส หากตัววัดอุณหภูมิความร้อนสูงขึ้นหรือต่ำลง ให้เติมเชื้อไฟหรือลดเชื้อเพลิงรักษาระดับความร้อนไว้ที่ 92 องศา

จาก นั้นให้เปิดฝากาน้ำดินเผา ด้วยท่าวงกลม ขณะที่เปิดก็ต้องกำหนดจิตไว้ที่การเปิดฝากาน้ำชาด้วย ว่ากำลังเปิดฝากาน้ำ จากนั้นเทน้ำร้อนอุณหภูมิ 92 องศาฯ ลงในกาน้ำดินเผา คอยเฝ้าดูน้ำร้อนไหลลงสู่ถ้วยชานั้น พร้อมกับตั้งสติรับรู้ว่าน้ำร้อนกำลังไหลลงสู่ถ้วยชาช้าๆ จากนั้นปิดด้วยท่าวงกลมอ้อมเหยือกอย่างช้าๆ อีกครั้งหนึ่ง

ทิ้ง ไว้ 2 นาที แล้วจึงเทน้ำร้อนลงเหยือกน้ำเล็กจนหมด จากนั้นปิดฝากาน้ำด้วยท่าวงกลมอ้อมเหยือกอีกครั้งหนึ่งด้วยจิตใจสงบอย่า วอกแวก

ตามด้วยการประคองเหยือกด้วยมือทั้ง 2 ข้าง ก่อนจะเทลงบนแก้วน้ำชาทุกใบ ทุกขั้นตอนต้องตั้งใจ และใจจดจ่ออยู่กับท่าทางที่กำลังทำอยู่ จากนั้นรอระยะหนึ่ง แล้วจึงเทน้ำจากแก้วน้ำชาลงในถ้วยรองน้ำทิ้งทุกใบ ขณะที่เทน้ำทิ้งก็ต้องรับรู้ว่า กำลังเทน้ำ น้ำกำลังไหลจากแก้วน้ำชาสู่ถ้วยรองน้ำทิ้งอย่างช้าๆ

จากนั้นเปิดฝากาน้ำดินเผาด้วยท่าวงกลม เทน้ำร้อนอุณหภูมิ 92 องศาฯ ลงในกาน้ำดินเผา และปิดด้วยท่าวงกลมอ้อมเหยือก

นำ ช้อนไม้ไผ่ทรงกระบอกรูปช้อนทรงกลมสี่เหลี่ยม ตักใบชาในปริมาณตามความนิยมของผู้ดื่ม หากต้องการรสชาติออกขม ก็ใส่มากหน่อย หรือหากชอบชาในรสชาติจางๆ ก็ใส่ใบชาจำนวนน้อยลง จากนั้นปิดฝาด้วยท่าวงกลม

ทิ้งไว้ประมาณ 2 นาทีกว่าๆ กลิ่นหอมของชาจะลอยขึ้นมา เมื่อรับรู้ถึงกลิ่น ผู้ชงก็จะหยิบเหยือกชาดินเผาขึ้นช้าๆ แล้วเทลงในเหยือกน้ำเล็กอีกที วางกาน้ำชาลงและปิดด้วยท่าวงกลมอีกครั้งหนึ่ง

จากนั้นประคองเหยือกเล็กด้วยมือทั้งสองข้าง และเทน้ำชาลงบนแก้วน้ำชาทุกใบอย่างช้าๆ ซึ่งชาจะมีกลิ่นและควันสีขาวจางๆลอยขึ้นมา

เมื่อ รับรู้ถึงกลิ่น และเห็นควันสีขาวจางขึ้นมาจากแก้ว ให้ผู้ดื่มหยิบยกแก้วน้ำชาขึ้นจิบ ลิ้นจะสัมผัสได้ถึงความหนักเบาของชาที่ผู้ชงชาได้ใส่ลงในเหยือกชา น้ำชายังคงอยู่ในปากรับรู้ถึงความร้อน ความหอมถึงชา ก่อนจะอุ่นลง จากนั้นให้กระดกแก้วดื่มจนหมด เพื่อสัมผัสความอุ่นผ่านคอช้าๆ

ตาม ด้วยการรินน้ำชาแก้วที่ 2 เพื่อดื่มกับขนมหวาน ชาในแก้วที่ 2 นี้จะมีรสชาติต่างจากชาแก้วแรก โดยรสชาติจะบางลงกว่าแก้วแรก ถือว่าจบพิธีการชงชาแบบจีน

น้ำฟ้า กล่าวว่า จากที่ได้ฝึกการชงชาแบบจีนมา ทำให้รู้สึกจิตใจสงบมากขึ้น และรู้สึกชอบที่จะได้เรียนวิชานี้ แม้จะเป็นวิชาเพิ่มเติมก็ตาม ซึ่งครั้งแรกๆนั้น อาจจะยังทำได้ไม่คล่องตัวนัก แต่ถ้ามีการฝึกบ่อยๆ ก็จะเริ่มชิน และสามารถชงชาได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วย

โดยหลังจากเรียน วิชาการชงชาแบบจีน น้ำฟ้าได้รู้สึกสงบนิ่งมากขึ้น และนำไปปรับใช้กับการเรียนภาษาจีน ซึ่งน้ำฟ้าเลือกเรียนตัวอักษรจีนตัวเต็ม ซึ่งมีความยาก และต้องใช้สมาธิในการเรียนอย่างมากถึงจะจดจำตัวอักษรจีนได้ ซึ่งการฝึกสมาธิจากการชงชาก็ช่วยทำให้การเรียนภาษาจีนดีขึ้นด้วย

4 ปัจจัยหนุนการชงชาจีนให้ได้รสชาติดี

ใน ด้านความรู้จากใบชา นารีรัตน์ ชีวินกุลทอง ผู้สืบทอดร้านใบชาจรรยา กล่าวว่า เนื่องจากครอบครัวได้ทำธุรกิจใบชา ทำให้ได้จ้างผู้เชี่ยวชาญจากไต้หวันมาควบคุมการผลิตชาของร้านด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านชาจากไต้หวันได้ถ่ายทอดความรู้ในการชงชาไว้จำนวนมาก

โดยนอกจากวิธีชงชาที่ถูกต้องแล้ว การชงชาให้ได้รสชาติดียังต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 4 ประการ คือ

  1. ปริมาณ การใช้ใบชา นอกจากความชอบในการดื่มชาอ่อน หรือแก่แล้ว จะขึ้นอยู่กับลักษณะของใบชาด้วย เช่น ชาที่มีรูปร่างกลมแน่น กลมหลวม หรือเป็นเส้น ถ้าใช้ใบชาที่มีลักษณะกลมแน่น ควรใช้ชาในปริมาณ 25% ของกาชา ใบชา เมื่อแช่อยู่ในน้ำร้อน จะเริ่มคลี่ตัวออกมาทีละน้อย จนเป็นใบชัดเจน ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้การคลายตัวไม่สะดวก ซึ่งรสชาติ ที่ชงออกมาจะไม่ได้มาตรฐานของชานั้นๆ และการคลายตัวของใบชา เมื่อคลายตัวออกมาเต็มที่แล้ว ควรจะมีปริมาณประมาณ 90 % ของกาชา อย่างไรก็ตาม ขึ้น อยู่กับความชอบของแต่คนละด้วย ว่าต้องการรสชาติ เข้มข้นมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบชาแต่ละชนิดด้วย
  2. อุณหภูมิ น้ำ หากอุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียสขึ้นไป เหมาะสำหรับชงชาแน่นกลม แต่อุณหภูมิที่ลดลงมาที่ 80-90 องศาเซลเซียสจะเหมาะสำหรับชงชาที่มีรูปร่างบอบบาง แตกหักง่าย หรือใบชาที่มีใบชาอ่อนมาก และอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียสจะเหมาะสำหรับชงชาเขียว
  3. เวลาชงชา ขึ้นอยู่กับความชอบดื่มน้ำชาอ่อนหรือแก่ของแต่ละคนด้วย แต่ปกติชาประเภทกลมแน่น จะใช้เวลาในครั้งแรกประมาณ 40 – 60 วินาที ครั้งต่อๆ ไป เพิ่มอีกครั้งละ 10 – 15 วินาทีต่อครั้ง
  4. กาน้ำชานั้น ควรใช้เป็นกาดินเผา เพราะจะเก็บความร้อนได้ดีกว่า และรักษากลิ่นชาได้ดีกว่า

‘การ ชงชาต้องพิถีพิถันตั้งแต่น้ำที่นำมาใช้ ควรใช้น้ำบริสุทธิ์ไม่กลิ่นคลอรีนเจือปน ส่วนกาชา กาดินเผาถ้าใช้นานๆ น้ำชาจะซึมเข้าไปในตัวกา ทำให้ยิ่งชงยิ่งอร่อย ดังนั้นกาดินเผาใบหนึ่งๆ หากใช้ในการชงชาประเภทใดแล้ว ควรใช้ชงชาประเภทนั้นตลอด จะทำให้มีรสชาติและกลิ่นกลมกล่อมมากขึ้น แต่หากไปใช้ใบชาชนิดอื่นมาชง กลิ่นและรสชาติจะตัดกัน ไม่ได้รสชาที่แท้จริง’

นอกจาก นี้ สำหรับผู้นิยมดื่มชามากๆ แนะนำว่าหากใช้กาที่ผลิตมาจากดินสีม่วง จะสามารถเก็บรสชาติและกลิ่นได้ดีกว่ากาดินเผาธรรมดา และจะมีแร่ธาตุจากดินเข้าสู่ชาด้วย ซึ่งกาชนิดนี้จะมีราคาที่สูง หายาก

อย่างไร ก็ดีคนจีนมีการดื่มชามาแล้ว 2,000 ปี ส่วนสมัยที่ศิลปการชงชาของจีนรุ่งเรืองมากที่สุดอยู่ในสมัยราชวงศ์ถัง (คศ.618-907) จนปัจจุบันในประเทศจีน ชาได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องดื่มแห่งชาติ เป็นเครื่องดื่มสำคัญที่มีความหมายทางวัฒนธรรมและศิลปะโบราณ ควบคู่กับ พิณจีน หมากรุก ศิลปะอักษรจีน การวาดภาพ การแต่งโคลงกลอนจีน และการดื่มสุรา โดยศิลปะการชงชานั้นก็ได้รับความสำคัญในระดับชาติของจีนด้วย

http://blog.spu.ac.th/print.php?id=18267

ถั่วเหลืองช่วยลดความเสียหายที่เกิดแก่ปอดของผู้สูบบุหรี่

คน ที่รับประทานผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลืองเป็นปริมาณมากนั้นมีการทำงานของปอดที่ดี กว่าปกติและมีแนวโน้มน้อยลงในการเกิดโรคปอดอันเนื่องมาจากการสูบบุหรี่ หรือ COPD ( Chorinic Obstructive Pulmonary Disease ) ด้วย โดยการวิจัยใหม่ได้แสดงให้เห็นว่าการบริโภคผลิตภัณฑ์ทั่วเหลืองอย่างหลาก หลายนั้นสามารถเกี่ยวโยงกับการลดความเสี่ยงของการเกิดโรค COPD และอาการทางระบบทางเดินหายใจอื่นได้อีกด้วย

ดร. Fumi Hirayama และศาสตราจารย์ Andy Lee จาก Curtin University of Technology ที่ออสเตรีเลียได้ทำงานร่วมกับนักฟิสิกส์ทางการหายใจอีกเพื่อการสำรวจความ เห็นจากคนไข้ 300 คนที่เป็นโรค COPD จากโรงพยาบาลญี่ปุ่นหกที่และตัวอย่างที่อายุตรงกันอีก 340 คนเกี่ยวกับการรับประทานถั่วเหลืองขงพวกเขา  ดร. Hirayama กล่าวว่า “การบริโภคถั่วเหลืองนั้นพบว่ามีความสัมพันธ์ในทางบวกกับการทำงานของปอดและ ให้ผลในทางตรงกันข้ามในเรื่องความเสี่ยงของการเป็นโรค COPD   ได้มีการชี้ให้เห็นว่าสารฟลาโวนอยด์จากอาหารถั่วเหลืองนั้นทำหน้าที่เป็นตัว ต้านทานการติดเชื้อในปอด รวมถึงสามารถป้องกันสารก่อมะเร็งให้กับผู้ที่สูบหรี่ได้อีกด้วย อย่างไรก็ตาม, การวิจัยเพิ่มเติมนั้นยังคงเป็นที่ต้องการเพื่อที่จะเข้าเกี่ยวกลไกทาง ชีวภาพที่ซ่อนอยู่ภายใน

ถั่วเหลืองนั้นเป็นส่วนประกอบของอาหารญี่ปุ่นมากมายอย่างเต้าหู้ นัตโตะหรือถั่วหมักญี่ปุ่น ซุปมิโซะ ถั่วงอก และ นมถั่วเหลือง ซึ่งเป็นที่กล่าวอ้างว่าอาหารถั่วเหลืองนั้นลดคลอเรสเตอรอลและบรรเทาอาการ ภาวะหมดประจำเดือนอีกด้วย ซึ่งนี่เป็นการศึกษาครั้งแรกเพื่อแสดงให้เห็นถึงความเกี่ยวข้องระหว่างการ บริโภคของสุดยอดอาหารและการลดความเสี่ยงในการเกิดโรค COPD

COPD นั้นมีลักษณะพิเศษอยู่ที่การทำงานของปอดที่ตกต่ำลงแย่ขึ้น รวมถึงการรุมเร้าของโรคหลอดลมอักเสบและอาการถุงลมโป่งพอง  การสูบบุหรี่ระยะยาวนั้นเป็นสาเหตุของ COPD กว่า 90% เลยทีเดียว ซึ่งการวิจัยนี้แสดงให้เห็นเพียงความเกี่ยวเนื่องกันระหว่างการรับประทาน ถั่วเหลืองและการลดความเสี่ยงของการเกิดโรคเท่านั้น มาตรการการป้องกันที่ดีที่สุดนั้นก็ยังคงเป็นการละเว้นจากยาสูบอย่างเด็ดขาด อยู่ดี

http://semamoe.com/node/4965

สมุนไพรถอนพิษฟื้นฟูสู่สุขภาพ

คนรุ่นปู่ย่าตายายเราเคยมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดปราศจากมลพิษ โดยเฉพาะมลพิษจากสารเคมีสังเคราะห์ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นมาในชั่วอายุคนรุ่นเรา นี่เอง ลองมาดูเฉพาะผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทางการเกษตร ไทยเราจัดเป็นตลาดสารเคมีทางการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว สารพิษเหล่านี้ ได้แก่ สารพิษฆ่าแมลง สารกำจัดเชื้อรา สารกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชอื่นๆ มีถึง 35,000 สูตร จะต้องใช้สารประกอบเพื่อผลิตสารพิษดังกล่าวกว่า 15,000 ชนิด ประเทศไทยตัวเลขนำเข้าสารพิษทางการเกษตร ปี 2532 ถึง 80,879 ตัน ฉะนั้นในปีนี้ก็คงไม่หนีกว่าแสนตันเป็นแน่

ที่น่าวิตก ก็คือ สารพิษฆ่าแมลงในกลุ่ม “ออร์กาโนคลอรีน” (Organochlorine) และ “ออร์กาโนฟอสเฟต” (Organophosphate) และตัวเก่งของกลุ่มนี้ คือ “พาราไทออน” แต่ สารพิษในกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มสารพิษทางการเกษตรที่มีพิษร้ายแรงที่สุดและตกค้างในสิ่งแวดล้อมได้ นานนับ 10 ปี สารพิษที่มักตรวจพบอยู่เสมอในดิน น้ำ อาหาร และในตัวคน เพราะสารนี้สามารถสะสมในเนื้อเยื้อของพืชผักและในระบบชีววิทยาของมนุษย์และ สัตว์ได้ ส่วนพิษทั้งมีทั้งเฉียบพลันและสะสมเรื้อรัง พิษเฉียบพลัน คือ ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ปวดหัวอย่างแรง ชักกระตุก และตายในที่สุด ส่วนพิษเรื้อรังตายผ่อนส่งนั้น คือ ก่อให้เกิดความผิดปกติในเซลล์ของตับ ปอด และไต จนถึงขั้นเป็น “มะเร็ง” กันเลยทีเดียว ยิ่งกว่านั้นยังมีพิษแบบส่งต่อ คือ หญิงมีครรภ์คนใดได้รับสารตัวนี้ก็จะส่งพิษไปถึงทารก ซึ่งอาจจะคลอดออกมาพิการ หรือมิฉะนั้นก็เลี้ยงไม่โตมิหนำซ้ำยังสะสมในน้ำนมอีกต่างหาก

ส่วนเรื่องการถอนพิษนั้น อันที่จริงมีตัวยาแผนปัจจุบันหลายขนานที่สามารถบำบัดถอนพิษได้ โดยเฉพาะในรายที่ได้รับพิษอย่างเฉียบพลัน แต่เนื่องจากยาถอดพิษแผนปัจจุบันดังกล่าวเป็นยาที่ซับซ้อนยากแก่การใช้มีแต่ แพทย์เท่านั้นที่จะควบคุมการใช้ยาเหล่านี้ได้ ในที่นี้จึงใครขอเสนอวิธีถอนพิษด้วยยาสมุนไพร โดยเฉพาะในกรณีที่ได้รับพิษแบบสะสมจากสิ่งแวดล้อมหรือแม้แต่ได้รับพิษ เฉียบพลันในบางระดับก็ตาม

ตำรับยาของไทยใช้ยาแก้เบื่อมีอยู่มากมายที่เป็นตัวหลักๆ เช่น รางจืด ย่านางแดง โลดทะนงแดง ก้างปลาแดง สั้นเตี้ย เป็นต้น ปัจจุบันที่มีรายงานศึกษาวิจัย มีเฉพาะรางจืดดอกม่วง (Thubregua Laurifolia Linn.)ซึ่งเป็นรางจืดที่มีโอสถสารแรงกว่าชนิดอื่น และในช่วงของรางจืดดอกม่วงนั้น ดอกสีม่วงแก่จะแรงกว่าดอกสีม่วงอ่อน

สรรพคุณทางยาของรางจืด คือ รสเย็น หมอพื้นบ้านใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ รากและเถาใช้กินเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ที่สำคัญ คือ ยังใช้รักษาผู้ป่วยที่ถูกยาพิษต่างๆ เช่น สตริกนิน (strychnine) สารหนู สารปรอท สารพิษฆ่าแมลงต่างๆ แก้อาการเบื่อเมาเนื่องจากเห็ดพิษ ผักหวาน ว่านพิษ หรือพิษจากสัตว์กัดต่อย รวมทั้งรักษาโรคพิษสุรา กัญชา ฝิ่น และบุหรี่ด้วย จากการทดลองพบว่า ใบรางจืดสามารถลดอัตราการตายของหนูจากพิษขอโฟลิดอล (Folidol) ซึ่งเป็นสารพิษฆ่าแมลงชนิดออร์กาโนฟอสเฟต โดยการให้กินทางปาก ใบรางจืดแห้งมีสรรพคุณเช่นเดียวกับใบรางจืดสด ดื่มน้ำต้มใบรางจืดอุ่นๆ จะให้ผลดีกว่าเมื่อทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว และไม่พบว่ามีผลข้างเคียงจากการดื่มน้ำต้มใบรางจืด

จากข้อมูลสังเขปที่กล่าวมาจะเห็นว่า รางจืดมีสรรพคุณในการกำจัดพิษที่เราต้องรับเข้าไปทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการพิษขึ้น โดยอาจดื่มในรูปของชาใบรางจืด หรือลูกกลอนใบรางจืดที่บดละเอียด ซึ่งจากประสบการณ์ตรงที่ได้ให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ต้องอาบน้ำใน แม่น้ำแล้วเกิดมีผื่นคันขึ้นมากทั้งตัว โดยเฉพาะในหน้าแล้งซึ่งมีของเสียเข้มข้นมากในน้ำ โดยให้ใช้ใบรางจืดทั้งต้ม กินและอาบน้ำ หลังอาบน้ำอาการผื่นแพ้ก็ทุเลา รวมทั้งประสบการณ์ตรงที่สุนัขถูกยาเบื่อ เมื่อใช้เถารางจืดฝนกับน้ำซาวข้าวกรอกปาก อาการก็หายอย่างชัดเจน และนอกจากนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชได้ทดลองใช้น้ำต้มใบรางจืดแก้พิษสารฆ่า หญ้า พาราควอต ร่วมกับยาแผนปัจจุบันซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาสมุนไพรถอนพิษตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ กระเทียม (Alliumsaturum Linn.) ซึ่งคนไทยรู้จักกันดี เพราะเป็นเครื่องเทศสำคัญในการประกอบอาหาร นอกจากจะพบว่า กระเทียมเป็นพนักงานทำความสะอาดหลอดเลือดให้ปลอดพ้นจากโคเลสเตอรอลแล้ว ยังมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอีกด้วยว่า กระเทียมสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งและช่วยกำจัดพิษโลหะหนัก เช่น พิษตะกั่วได้

เมื่อเร็วๆ นี้อีกเช่นกันที่มีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการกำจัดพิษตะกั่วของมะขามป้อม ซึ่งเป็นสมุนไพรเก่าแก่ตัวหนึ่งของไทย และตามทฤษฎีการป้องกันมะเร็งด้วยวิตามินซี จะแนะนำให้กินมะขามป้อมซึ่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด และสามารถรักษาสภาพวิตามินซีให้คงสภาพได้นานที่สุดด้วย สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมานี้เชื่อว่าเหมาะกับสภาวะมลพิษทุกด้านที่พบอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด เช่น โรคภูมิแพ้ ปวดศีรษะ โรคหลอดเลือดตีบ และโรคมะเร็ง เป็นต้น

http://semamoe.com/node/4472

USB 3.0 : coming in the end of the year 2009

เสปคของusb 3 ที่จะมาในสิ้นปี 2552 หรือต้นปี 2553 นี้

  • ถ่ายข้อมูลที่ความเร็วสูงขึ้นถึง 10 เท่า หรือ 4.8 Gbps (4.8 กิ๊กกะบิท ต่อวินาที)
  • ยังคงรูปแบบของพอร์ทไว้เช่นเดิม เพราะฉะนั้นหน้าตาก็จะยังคงเหมือนกับพอร์ท USB 2 และ USB 1 และสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์รุ่นเก่าได้ตามปกติ แต่ความเร็วเท่่ามาตราฐานเดิม
  • ตัวสายยังคงจ่ายกระแสไฟได้ ทำให้คุณยังสามารถชาร์ตไฟ อุปกรณ์ต่างๆ ของคุณผ่านสาย USB 3 ได้
  • ออกแบบมาให้มีระบบประหยัดพลังงานที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • จากการคาดการณ์ ตัวนำสัญญาณน่าจะผสมผสานระหว่าง สายทองแดง และสายไฟเบอร์ เพื่อรองรับความเร็วที่สูงขึ้น

http://gigaom.com/2009/08/14/everything-you-need-to-know-about-usb-3-0/

Continue reading