Daily Archives: 02/08/2009

อาหารเช้าป้องกัน "โรค+อ้วน"

มื้อเช้าเป็นมื้อที่สำคัญที่สุด เพราะไม่เพียงเติมพลังงานให้ร่างกายและสมองให้พร้อมที่จะทำงานอย่างมี ประสิทธิภาพตลอดวัน อาหารเช้ายังป้องกันโรคเบาหวาน หัวใจและโรคอ้วนได้อีก

อาหารเช้าลดน้ำหนัก

ใครที่ลดน้ำหนักอยู่ และคิดว่าการงดอาหารเช้าจะช่วยให้ผอมได้ คุณกำลังทำสิ่งที่ตรงกันข้าม การงดอาหารเช้าทำให้ร่างกายลดระบบเผาผลาญลง สมองจะหลั่งสารเคมีที่ชื่อว่า นิวโรเพปไทด์ วาย (neuropeptide Y) ซึ่งจะส่งสัญญาณให้คุณกินโดยไม่รู้ตัว มีภาวะที่เรียกว่า ” อาการกินกลางคืน ” (night eating syndrome) คือเมื่อเริ่มกินมื้อกลางวันแล้ว คุณจะหยุดไม่ได้จนกระทั่งเข้านอน

คนที่งดอาหารเช้ามักกินจุบจิบและเลือกอาหารที่กินสะดวก ซึ่งอาจมีไขมัน น้ำตาลและแคลอรีสูง นักวิจัยจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดยืนยันว่า ไม่ว่าหญิงหรือชายที่กินอาหารเช้าทุกวันจะอ้วนยากกว่าคนที่งดอาหารเช้า นอกจากนี้ นักวิจัยจากโรงเรียนแพทย์แมทสาชูเสทยังพบว่า คนที่งดอาหารเช้าบ่อยๆ มีแนวโน้มจะอ้วนได้มากกว่าคนที่กินอาหารเช้าเป็นประจำถึง 450% ที่น่าสนใจกว่านั้นคือ กลุ่มผู้หญิงที่กินอาหารเช้าที่มีแคลอรีมากกว่ามื้ออื่นๆ จะลดน้ำหนักลงได้ดีกว่า และ 78% ของคนที่ลดความอ้วนแล้วสามารถประคับประคองน้ำหนักให้คงที่ได้ เป็นพวกที่กินอาหารเช้าทุกวัน ทำไมการกินอาหารเช้าทำให้น้ำหนักลดได้ ยังไม่มีคำตอบชัดเจน รู้แต่เพียงว่า อาหารเช้าช่วยให้หิวน้อยตลอดวัน อย่างไรก็ตามคุณภาพและปริมาณอาหารเช้ามีความสำคัญ ควรจัดให้มีความสมดุลของสารอาหาร และเพื่อลดน้ำหนักจะต้องไม่กินมากเกินไป

อาหารเช้าลดโรค

การกินอาหารเช้าช่วยป้องกันโรคหัวใจ และน้ำตาลในเลือดสูง ซึ่งเป็นอาการเตือนของโรคเบาหวาน นอกจากนี้ยังช่วยลดอาการอ่อนเพลียได้อีกด้วย จากผลการวิจัยคนที่กินธัญพืชไม่ขัดสีทุกวันเป็นอาหารเช้ามานานกว่า 5 ปี จะมีอายุยืนขึ้น เพราะธัญพืชไม่ขัดสีมีสารแอนติออกซิแดนท์ ใยอาหารและปัจจัยอื่นช่วยลดความเสี่ยงโรคหัวใจ นอกจากนี้ยังช่วยลดคอเลสเทอรอลในเลือดและความดันโลหิต ส่งเสริมให้ร่างกายใช้กลูโคสและฮอร์โมนอินซูลินได้ดีขึ้น ธัญพืชที่มีโปรตีนถั่วเหลืองผสมจะให้ประโยชน์ต่อร่างกายเพิ่มขึ้น เพราะโปรตีนถั่วเหลืองช่วยลดระดับคอเลสเทอรอลในเลือดได้ ส่วนอาหารที่มีองค์ประกอบของกรดโฟลิค วิตามินบี 6 และวิตามินบี 12 จะช่วยลดสารโฮโมซิสเตอีนในเลือดซึ่งเป็นอันตรายต่อหลอดเลือด
อาหารเช้าเพิ่มพลังสมอง
ระหว่างที่นอนหลับร่างกายเรายังคงใช้พลังงานตามปกติ พลังงานเหล่านั้นมาจากกลูโคสที่ร่างกายเก็บสะสมไว้ กว่าจะถึงเช้ากลูโคสมากกว่าครึ่งจะถูกใช้ไป ร่างกายจึงต้องการเติมพลังงาน ซึ่งอาหารประเภทคาร์โบไฮเดรตจะเป็นตัวเริ่มขับเคลื่อนพลังงานให้กับร่างกาย ได้ดีที่สุด

สมองของคนเราก็ใช้กลูโคสเป็นพลังงานด้วยเช่นกัน แต่สมองไม่สามารถเก็บสะสมกลูโคสส่วนที่เหลือได้เหมือนกับการที่ร่างกายสะสม พลังงาน ฉะนั้นอาหารเช้าจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะช่วยให้สมองเราทำงานได้เฉียบไว หากงดอาหารเช้า คุณอาจไม่รู้สึกอะไร เพราะมีพลังงานสำรองจากการพักผ่อน แต่พอใช้หมดไปร่างกายจะเข้าสู่ภาวะเครียด และแม้ว่าจะกินชดเชยในมื้อเที่ยง ก็สายเกินไป เพราะเวลาที่ร่างกายต้องการพลังงานส่วนนั้นได้ผ่านไปแล้ว
กินอะไรดีที่สุดสำหรับสมอง

นักวิจัยได้ลองให้ชาย – หญิง 22 คน อายุ 60-70 ปี ดื่มเครื่องดื่มที่มีคาร์โบไฮเดรตล้วนๆ โปรตีนล้วน ไขมันล้วน เครื่องดื่มทั้ง 3 ชนิดให้พลังงานช่วยให้การทำข้อสอบเกี่ยวกับความจำระยะสั้นดีขึ้น แต่ผู้ที่ดื่มเครื่องดื่มคาร์โบไฮเดรตทำได้ดีที่สุด ในการทบทวนความจำหลังจากดื่มไป 1 ชั่วโมง ชี้ให้เห็นว่าคาร์โบไฮเดรตมีความสำคัญต่อการทำงานของสมอง
เมื่องดอาหารเช้า เราจะไม่ได้สารอาหารสำคัญที่ช่วยความจำตลอดวัน แม้แต่การขาดสารอาหารเพียงเล็กน้อย ประเภทกรดโฟลิค วิตามินบี 6 วิตามินบี 12 ก็จะลดความจำลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่ออายุมากขึ้น คนสูงอายุจะดูดซึมวิตามินบี 12 ได้น้อยลง เป็นเหตุผลหนึ่งที่ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้คนที่อายุ 50 ปีขึ้นไปเสริมกรดโฟลิค ซึ่งมีมากในธัญพืชไม่ขัดสี ผักใบเขียวจัด ถั่ว น้ำส้มคั้น ฯลฯ

อาหารเช้าที่ควรใส่ใจ

ถ้าต้องการให้ร่างกายได้ประโยชน์จากอาหารเช้ามากขึ้น ควรพิจารณาเลือกชนิดอาหารที่มีองค์ประกอบดังนี้
•    คาร์โบไฮเดรต เชิงซ้อน ดีที่สุดสำหรับอาหารเช้า เพราะจะค่อยๆ ปลดปล่อยกลูโคสให้กับสมองโดยใช้เวลานานขึ้นในการย่อยและดูดซึม แนะนำให้เลือกธัญพืชไม่ขัดสีและผลไม้
•    โปรตีน อาหารทะเลให้กรดอะมิโน เพื่อผลิตสารสื่อข่าวสมอง ไข่อุดมไปด้วยโปรตีน วิตามินบีและโคลีนช่วยการทำงานเกี่ยวกับความจำ แม้ไข่มีคอเลสเทอรอลสูง แต่ไข่วันละฟองในมื้ออาหารที่สมดุลนั้น ข้อมูลการวิจัยเปิดเผยว่าไม่เป็นผลเสีย
•    อาหาร แคลเซียมสูง เช่น นม โยเกิร์ต นมถั่วเหลือง หรือธัญพืชเสริมแคลเซียม น้ำส้มเสริมแคลเซียม ช่วยในการเผาผลาญไขมันและลดการสะสมไขมันในร่างกาย

ที่มา : http://www.healthandcuisine.com

สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.)
ฝ่ายเทคโนโลยีอาหาร
35 เทคโนธานี คลองห้า ตำบลคลองห้า อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี 10120
โทร.: (662) 577-9000, 577-9155-56
โทรสาร : (662) 577-9128, 577-9009

http://www.tistr-foodprocess.net/food_health/food_health8.htm

บรรเทาหอบหืดและรักษาปอด

อ่านในหนังสือคนที่เป็นหอบหืด จะมีอาการไอ จาม เป็นไข้ ถ้าไอหนักตอนเช้ามืด ให้ดื่มน้ำหยวกกล้วยผสมน้ำกระเพราหรือน้ำฟักเขียว ผสมน้ำพระเพรา อย่างละครึ่งแก้ว หรือใส่ใบกระเพรา 15 ใบ ปั่นกับน้ำ 1 แก้ว หรือน้ำสับปะรดคั้นสด ดื่มแล้วจะช่วยให้อาการไอออกมาจากปอด จะนำเอาเซลล์เนื้อเยื่อที่ตายแล้วในลำคอและปอดออกมาด้วย

อาการหายใจลำบาก/กลืนลำบาก  ให้ดื่มน้ำสับปะรด โดยกลั้วคอและปาก ก่อนกลืนช้า ๆ หรือดื่มน้ำผสมหัวหอม หัวกระเทียมคั้นสด

ยาอายุวัฒนะ : ไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก

เส้นเลือดหัวใจตีบ คลอเรสเตอรอลสูง ความดันโลหิตสูง-ต่ำ เบาหวาน ปวด บวม ชา ไหล่ติด ละลายหินปูน บำรุงสายตา ฯลฯ

สรรพคุณ :

รักษาโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ (โรคหัวใจ) เลือดข้นและเหนียว เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ความดันโลหิตต่ำ ลดไขมันในเลือด (ทั้งคลอเรสเตอรอลและไตรกลีเซอไรด์) ไทรอยด์ อัมพฤกษ์หรืออัมพาต อันเนื่องจากเส้นเลือดในสมองตีบ ละลายหินปูน อาการเมื่อยชา ตึง ปวด และบวมตามร่างกายโดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณด้านหน้าแหละด้านหลัง ปวดเข่า ปวดหลัง ขาไม่มีเรื่ยวแรง (ซึ่งส่วนใหญ่เกดจากหินปูนที่งอกพอกกระดูกสันหลังเบียดหรือทับเส้นประสาท) โรคข้ออักเสบ เช่นข้อนิ้วมือแข็งแรงและงอไม่ลงเป็นต้น ไหล่ติด อาการหน้ามืดบ่อยๆ หมดความรู้สึกทางเพศ ทำให้หลอดเลือดสะอาด เลือดหมุนเวียนได้สะดวก สร้างภูมิต้านทานให้แก่ร่างกาย ไม่เกิดสิว แผลสด จะหายเร็วกว่าปกติ ใบหน้าอ่อนวัน แข็งแรงกว่าเดิม เป็นยารักษาาโรคครอบจักรวาล สำหรับผู้สูงอายุ 40 ปีขึ้นไป ไม่มีผลข้างเคียงเพราะมาจากธรรมชาติสุดแสนประหยัด สามารถทำได้เอง และ ได้ผลอย่างแท้จริง

ตัวยา :

1. น้ำส้มสายชูหมัก จากข้าวหรือผลไม้จะมีวิตามินซีสูงมาก (น้ำส้มสายชูหมักมีสีคล้ายกับสีของน้ำชาอ่อน ไม่ใสเหมือนสีของน้ำส้มสายชูกลั่น ซึ่งเป็นสารเคมี) นิยมใช้เป็นส่วนผสมของน้ำจิ้มในร้านอาหารจีน,บ้านคนจีน,โต๊ะจีน ฯลฯ ได้แก่ตรา DIAMOND เป็นน้ำส้มสายชูหมักจากสับปะรดแท้ 100% มีกรดน้ำส้ม 42% (ปัจจุบันมีขายใน FOODLAND เพียงแห่งเดียว มีหลายสาขา) มีมาตราฐานการผลิตสูง น้ำส้มสีชาอ่อน สดใส เก็บไว้ได้นานประมาณ 3 ปี จึงหมดอายุ (ดูได้ที่ขวดบรรจุ)

หมายเหตุ : น้ำส้มสายชูหมักมีคุณภาพเหมาะสมต้องมีกรดน้ำส้มอยู่ประมาณร้อยละ 4.2 ถึง 4.5 และต้องทำให้เปลือกไข่นิ่มลงหลังจากดองได้ 1-2 วัน อาจสังเกตเพิ่มเติมได้ว่า ทันทีี่เริ่มดองจะมีก๊าซเล็กๆ (ฟองอากาศ) จำนวนมากผุดออกมาจากเปลืองไข่ในส่วนทีี่สัมผัสกับน้ำส้มสายชูหมัก

2. ไข่ไก่สดใหม่ 8 ฟอง ต่อน้ำส้มสายชูหมัก 1 ขวด (ถ้าทาน 2 คนใช้ไข่ไก่ 16 ฟอง ต่อน้ำส้ม 2 ขวด ไข่ไก่ขนาดเล็กเบอร์ 3 หรือ เบอร์ 4 จะเหมาะที่สุด) ห้ามแช่เย็นมาก่อน ถ้าใช้ไข่จะเน่าเสียทั้งหมด เสียทั้งน้ำส้ม ไข่ และเวลา

3. โหลแก้ว เท่านั้น ขนาดเบอร์ 8 จำนวน 2 ใบ การณีที่ต้องการทานยาต่อเนื่อง ซึ่งไข่จะไม่ซ้อนกัน เพราะหากซ้อนกันมากไข่มีโอกาสแตกได้ง่าย

การเตรียมยา :

เช็ดผิวไข่ให้ สะอาด อาจแช่น้ำหรือขัดในน้ำให้สะอาดเบาๆ เช็ดให้แห้งนำไปเรียงในโหลแก้ว เทน้ำส้มสายชูโดยให้น้ำสายส้มชูท่วมไข่ (1 โหลต่อไข่ 8 ฟอง) ทิ้งไว้นาน  4-5 วันเต็ม ยาจะได้พอดีเปลือกไข่จะยุบเหมือนแป้ง ไข่จะนิ่มทั้งฟอง ภายในหนึ่งหรือสองวัน ไม่ควรปิดฝาขวดให้แน่น เพื่อให้แก๊สที่เกิดระบายสู่บรรยากาศได้โดยง่าย หลังจากนั้นควรปิดฝาขวดโหลครบ 4-5 วัน นำไข่ออกมารับประทานวันละ 1 ฟอง จนหมดจึงทิ้งน้ำส้ม ทานติดต่อกันไปจึงได้จะได้ผลเร็วมาก

การรับประทานยา :

นำไข่ซึ่งนิ่ม 1 ฟอง เปิดน้ำประปาล้างไข่พร้อมใช้นิ้วลูบเปลือกไข่เบาๆ เปลือกไข่จะยุ่ยหลุดออกมาเหมือนแป้งจนเกือบหมดเหลือเพียงเยื่อใสๆ ซึ่งหุ้มไข่ขาวและไข่แดงอยู่ภายใน นำไข่ใส่แก้ว เจาะเยื่อหุ้มไข่ (วางไข่ในแก้ว ป้อง ไข่กระเด็น แล้วใช้ไม้จิ้มฟันเจาะเอาเยื้อหุ้มไข่ทิ้ง) นำไข่แดงและไข่ขาวมารับประทานหลังอาหารเช้า วันละ 1 ฟอง ห้ามทานตอนท้องว่าง ถ้ารับประทานยากให้ผสมน้ำผึ้งก็ได้แต่ผสมกับน้ำเชื่อมจะคล้ายบัวลอยทานง่าย ที่สุด ห้ามทำให้สุกเด็ดขาด น้ำส้มจะเสื่อมสภาพ หลังรับประทานแล้วให้ดื่มน้ำอุ่นหรือน้ำธรรมดาให้มากๆ ทั้งวันเพื่อระบายท้องเสีย หลังทานยาห้ามดื่มน้ำเย็นทันทีเพราะอาจทำให้คลื่นไส้ได้  ถ้าหายดีแล้วควรทานเป็นประจำ แต่ลดยาลงเหลืออาทิตย์ละ 2-3 ฟอง (ทุกครั้งที่ทานยาห้ามนอนทันี แต่ควรทำอะไรไปพรางก่อนเพื่อให้ยาเดิน สำคัญมาก) การทานหลังอาหารมื้อเช้าประมาณ 10-15 นาที จะดีที่สุด แล้วทานน้ำมะนาวหรือของเปรี้ยวอื่นๆ ชิ้นเล็กๆ ตบท้าย จะช่วยให้รู้สึกดีมาก มีน้อยมากที่จะพบเฉพาะบางท่านเท่านั้น ที่รับประทานยาติดต่อกันหลายวัน อาจมีอาการร้อนใน เช่น ปากเป็นเม็ด ริมฝีปากแห้ง หรือมีขี้ตา เป็นต้น ควรหยุดทานยาชั่วคราว แล้วแก้อาการร้อนในด้วยการรับประทาน ยาเขียวตราใบห่อ ชนิดระบายอ่อน ในบางกรณีอาการปวดหรือชาอาจมากขึ้นภายในหนึ่งหรือสองวัน ให้อดทนรับประทานต่อไป ซึ่งโดยทั่วไปแล้วอาการจะดีขึ้น เห็นได้ชัด เนื่องจากเป็นช่วงยาออกฤทธิ์ใหม่ๆ ขับอาการของโรคออกแล้วจะรู้สึกดีขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะผู้ที่กำลังป่วยอยู่

ประวัติและการวิเคราะห์การทำงานของยา :

ไข่ดองน้ำส้ม สายชูหมัก เป็นตำรายาโบราณของจีนในสมัยพระเจ้าจิ๋นซีฮ่องเต้ ได้สืบทอดต่อมาจนถึงนี้ ได้เผยแพร่ไปทั่วแถบเอเชีย และในหมู่ชาวจีน ในประเทศอเมริกา ผู้นำตำรามาเผยแพร่คนแรกได้นำยามาทานเอง และแนะนำให้เพื่อนฝูงทานด้วย ได้ผลดีเหมือนปาฏิหารย์สามารถรักษาโรคได้หลายโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโรคของผู้สูงอายุ ผู้เผยแพร่ทานยา ไปแล้วกว่า 100 ฟอง ได้ผลดีเหมือนอย่างหนังกำลังภายใน สังเกตจากการเดินขึ้นบันได จะไม่เหนื่อย เหมือนแต่ก่อน เพราะหัวใจจะแข็งแรงมากเป็นพิเศษ ต่อจากนี้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษา ได้แก่

  1. ผู้มีอาการเสี่ยงต่อการช๊อก ได้แก่โรคหัวใจ (เจ็บแปลบๆ ปวดจี๊ด สาเหตุ เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือดเพราะเส้นเลือดฝอยตีบ) , ผู้ที่เคยผ่าตัดหัวใจ (ทำบายพาสมาแล้วแต่เป็นซ้ำอีก) , หัวใจโต , ผู้มีน้ำตาลในเลือดสูงมากถึงขึ้นต้องฉีดอินซูลิน , ผู้มีความดันโลหิตสูง เส้นเลือดฝอยมีโอกาสเปราะแตะอาจะเสียชีวิตได้ทุกเมื่อ อาการเสี่ยงเหล่านี้จะหมดไปอย่างรวดเร็วในทันทีที่เริ่มทานไข่ดองน้ำส้ม สายชูหมักซึ่งจะรู้สึกได้เอง ยิ่งสามารถทานต่อเนื่องได้ทุกวัน ผู้ป่วยจะรู้สึกได้เองว่ายานี้ได้ผลดีจริงในระยะเวลาที่เร็วมาก อีกทั้งน้ำส้มสายชูหมักมีวิตามินซีสูงมากทำให้เส้นเลือดเหนียว และเปราะแตกได้ยากมาก
  2. สำหรับผู้ป่วยที่มีผลการตรวจขอแพทย์เป็นตัวเลขยืนยันชัดเจน เมื่อทานยาติดกันประมาณ 30 ฟอง แล้วไปให้แพทย์เจาะเลือด ผลประากฎว่าระดับน้ำตาล , ความดัน , ครอเรสเตอรอล ไตรกรีเซอร์ไรด์ จะลดลงใกล้เคียงปกติทุกคน ยังไม่เคยมีใครทานยานี้แล้วไม่ได้ผล เพียงแต่ต้องทำยาให้ถูกต้อง และทานยากให้ต่อเนื่องจึงจะถูกวิธี โดยผู้ป่วยทุกรายยืนยันเองได้ผลจริง และได้ผลเร็วเกินคาด
  3. โรคต่างๆ ที่เกิดจากหินปูนกดทับเส้นประสาทควบคุมการเคลื่อนไหว ได้แก่ อาการเมื่อย ชา ปวด บวม ข้อและเข่าอักเสบ ไหล่ติดนิ้วมือเท้าแข็ง ตับ ไต ไทรอยด์ นอนไม่หลับ ฯลฯ รักษาได้ผลดีรวดเร็วมาก เพราะ น้ำส้มจะละลายหินปูนตามข้อต่างๆ รวมทั้งนิ่วและในไต น้ำส้มจะทำให้เส้นประสาทสั่งการจากสมองทำงานได้สมบูรณ์ด้วยการทำความสะอาด เส้นเลือดฝอยทุกเส้น ทำให้เลือดเดินได้สะดวก อวัยวะต่างๆ เช่น ตับ ตับอ่อน ไต หัวใจ ม้าม ฯลฯ ก็สามารถฟื้นตัวทำงานได้ปกติ โดยอาศัยความสามารถของไข่ไก่ เป็นตัวพาน้ำส้มไปทำความสะอาดผนังหลอดเลือดในรูปของสารอาหารเพราะน้ำส้ม สายชูหมักถือเป็นสิ่งแปลกปลอมทางร่างกาย รับประทานโดยตรงร่างกายจะไม่ดูดซึม และขับออกทั้งหมดทางปัสสาวะจึงไม่สามารถใช้ประโยชน์โดยตรงได้
  4. น้ำส้มสายชูหมักในไข่ไก่ จะละลายหินปูนและทำความสะอาดผนังทางหลอดเลือดทั่วร่างกาย แม้แต่ในกระดูกตั้งแต่เส้นเลือดใหญ่จนถึงเส้นเลือดฝอยอย่างละเอียดทำให้ ปัญหาในการอุดตันในเส้นเลือดฝอยที่เป็นเส้นประสาทสั่งการสำคัญๆ สะอาด เลือดไหลเวียนสะดวก ทำให้ยานี้รักษาโรคอัมพฤกษ์และอัมพาตหายและได้ผลจริง โดยหลักการที่ว่าเมื่อหลอดเลือดสะอาดจะทำให้เซลล์เนื้อเยื่อทั่วร่างกายฟื้น ตัวกลับสู่ปกติ เพราะได้รับสารอาหารและออกซิเจนจากเลือดอย่างพอเพียงและทั่วถึง และดึงของเสียที่เกิดจากการใช้งานขอเซลล์กลับออกมาทำให้ปราศจากเซลล์เสียใน ร่างกายเท่ากับการป้องกันและยับยั้งการเกิดการขยายตัวของเซลล์มะเร็วโดย อัตโนมัติ ทานยานี้เป็นประจำจะช่วยป้องกันและรักษาโรคได้ทุกชนิดดังกล่าวมา นับว่าเป็นยาอายุวัฒนะที่มีสรรพคุณวิเศษต่อมวลมนุษย์อย่างแท้จริง เพราะราคาถูกทำเองได้ง่ายๆ ไม่ต้องทานยาแนปัจจุบันที่เป็นสารเคมีและราคาแพงไปตลอดชีวิต แต่อาการทรงตัวไม่สามารถหายขาดได้ และยังมีผลข้างเคยีงติดตามมาเป็นอันตรายต่อตับและไตอย่างมาก
  5. ยาไข่ดองน้ำส้มสายชูหมักนี้ใช้ได้ผลดีจริง และได้ผลรวดเร็วมากอย่างน่าทึ่ง เท่าที่ทราบ ยาชนิดนี้เข้ามาเผยแพร่ในเมืองไทยมากกว่า 50 ปีแล้ว แต่ที่ไม่แพร่หลายในสังคมไทยอย่างเปิดเผยเป็นทางการเพราะ โรคดังกล่าวเป็นของผู้สูงอายุเป็นโรคเดียวกับที่แพทย์แผนปัจจุบันรักษาอยู่ ทั่วโลก เพราะผู้สูงอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไป มีจำนวนมากที่สุดในโลกเป็ฯกลุ่มมีรายได้มีกำลังซื้อยาสูง และจำเป็นต้องซื้อยาในราคาแพง เพราะป่วยจึงไม่มีทางเลือกทั้งคนรวยคนจน แต่คนจนมีมากกว่าจึงได้รับความเดือนร้อนทางการเงินมากกว่าซึ่งหากยานี้ได้ รับการยอมรับอย่างเปิดเผยเป็นทางการ ก็อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจการขายยาโดยทั่วไป แต่คงไม่นานนักเนื่องจากยานี้เป็นสูตรยาโบราณของคนจีน ส่วนใหญ่รู้จักในหมู่คนจีน แต่คนทั่วไปไม่ค่อยรู้จัก และยังเป็นยาที่ทำยากและทานยาก จึงไม่ค่อยแพร่หลายมากนัก เพียงสนใจเป็นกลุ่มๆ เท่านั้น แต่ถือเป็นโชคดีอย่างมหาศาลหากผู้ป่วยท่านใดมีโอกาสได้ทานยาเพื่อพิสูจน์ คุณภาพยาขนานนี้ด้วยตนเองก็จะช่วยให้หายป่วยได้อย่างรวดเร็วรามปาฏิหารย์ ประหยัดทั้งเวลาและค่าใช้จ่ายเป็นอย่างยิ่ง

พิมพ์จากแผ่นปลิวเรื่อง “ยาอายุวัฒนะไข่ดิบดองน้ำส้มสายชูหมัก”

—————————————————————————————————


ขอบคุณวิดีโอจาก http://worldwideweb.youtube.com/watch?v=8PM8A4YTZhE 

—————————————————————————————————

ท่านอยากให้มีเว็บบอร์ดพูดคุยเกี่ยวกับไข่ดองน้ำส้มสายชูเป็นเรื่องเป็นราวหรือไม่?

View Results

Loading ... Loading ...

ทำเว็บบอร์ดสำหรับพูดคุยและแลกเปลี่ยนประสบการณ์หรือถามความรู้กันได้นะครับ
ขอเชิญสมัครสมาชิกและใช้งานกันได้ครับ

:: ETCPOOL BOARD :: เว็บบอร์ดพูดคุยเกี่ยวกับไข่ดองน้ำส้มสายชูหมัก

ภาวะการแพ้คอนแทคเลนส์ (GPC) คืออะไร?

ภาวะ การแพ้คอนแทคเลนส์มีชื่อทางการแพทย์ว่าโรค GPC ย่อมาจาก Giant Papillary Conjunctivitis ซึ่งเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดหนึ่งที่เกิดขึ้นกับดวงตา พบในผู้ที่ใส่คอนแทคเลนส์ชนิดถาวร หรือเลนส์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 30 วัน (Permanent lenses) โดยอาการแพ้ดังกล่าวเกิดจากคอนแทคเลนส์สกปรก มีคราบโปรตีนที่ล้างไม่หมดเกาะอยู่ คราบโปรตีนเหล่านั้นเป็นส่วนประกอบของน้ำตาธรรมชาติ ที่เมื่อสะสมรวมกับสารภายนอก เช่น ฝุ่นละออง เครื่องสำอาง จะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อบุตาขึ้นได้

ผู้ที่เป็นโรค GPC จะมีอาการคันตา ระคายเคือง มีขี้ตาเป็นเมือกขาว ตาแดงเรื่อๆ และไม่สบายตาเท่ากับช่วงที่ใส่คอนแทคเลนส์ใหม่ๆ นอกจากนี้บางครั้งคอนแทคเลนส์อาจเลื่อนหลุดได้ง่ายอีกด้วย เมื่อจักษุแพทย์ทำการตรวจดวงตาของผู้ที่เป็น GPC ด้วยกล้องขยายพิเศษสำหรับตรวจตา (Slit lamp) จะพบมีเม็ดเล็กๆ (Papilla) ที่เยื่อบุตาบริเวณด้านในของเปลือกตา ซึ่งเป็นปฏิกิริยาของร่างกายเมื่อเกิดภูมิแพ้ที่ดวงตา

อาการแพ้ในโรค GPC อาจรักษาให้หายได้โดยการพบจักษุแพทย์ แพทย์จะแนะนำให้หยุดใส่คอนแทคเลนส์ไว้ชั่วคราวก่อน และให้ยาแก้แพ้มาหยอดตา แต่เมื่อกลับมาใส่คอนแทคเลนส์อีกก็อาจกลับเป็นขึ้นมาใหม่ได้เรื่อยๆ ถ้าคุณยังปฏิบัติตัวเหมือนเดิม ดังนั้นคุณจึงควรแก้ไขที่สาเหตุ คือ กำจัดความสกปรกของคอนแทคเลนส์อย่างสม่ำเสมอให้ถูกต้อง โดยการชะล้างคราบโปรตีน ไขมัน และฝุ่นละอองต่างๆ ที่เกาะอยู่ออกให้หมด หรือเปลี่ยนไปใช้คอนแทคเลนส์ชนิดเปลี่ยนทุก 2-4 สัปดาห์ (Disposable lenses)

สารทำความสะอาดที่มีอยู่ในน้ำยา อเนกประสงค์ทุกชนิดที่มีขายในท้องตลาด สามารถทำความสะอาดคราบไขมัน เยื่อเมือก และโปรตีนได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ในการขจัดคราบโปรตีนสะสมจำเป็นต้องใช้เอ็นไซม์โปรตีเนส (Proteinase) ในการย่อยสลายโปรตีน จึงจะสามารถขจัดคราบโปรตีนได้อย่างมีประสิทธิภาพจริงๆ โดยตัวเอนไซม์เองจะเป็นชนิดที่ไม่ก่อให้เกิดความระคายเคืองต่อเยื่อบุตา

ในน้ำยาทำความสะอาดคอนแทคเลนส์แบบ อเนกประสงค์ทุกชนิดที่มีขายในท้องตลาดนั้น ไม่มีส่วนประกอบของเอ็นไซม์โปรตีเนส เพื่อใช้ในการย่อยสลายคราบโปรตีนสะสมดังกล่าว เนื่องจากเอ็นไซม์นี้จะไม่คงตัวในสารละลายที่มีปริมาตรมากๆ สารประกอบส่วนหลักๆ ในน้ำยาอเนกประสงค์ คือ

– สารฆ่าเชื้อโรค ซึ่งส่วนใหญ่จะสามารถฆ่าเชื้อแบคทีเรียได้ดี บางชนิดสามารถฆ่าเชื้อรา และเชื้ออะแคนทามีบา (Acanthamoeba) ได้ด้วย

– สารทำความสะอาด ส่วนที่มีคุณสมบัติเป็นสบู่ ใช้ขจัดคราบไขมัน เยื่อเมือกได้ และอีกส่วนที่เป็นสารขจัดคราบโปรตีน ออกฤทธิ์ด้วยกลไกที่แตกต่างกันไปในแต่ละชนิด แต่ไม่ใช่เอนไซม์โปรตีเนส

การใช้น้ำยาอเนกประสงค์เพียงขวด เดียว จึงเหมาะสำหรับผู้ที่ใช้คอนแทคเลนส์แบบชั่วคราวไม่เกิน 30 วัน ถ้าใช้เลนส์ที่มีอายุการใช้งานมากกว่า 30 วัน หรือเลนส์ถาวร การสะสมของสิ่งสกปรกบนผิวคอนแทคเลนส์จะมากเกินกว่าที่จะสามารถขจัดออกได้ ด้วย สารขจัดคราบโปรตีนที่มีอยู่ในน้ำยาอเนกประสงค์ ดังนั้นจึงจำเป็นจะต้องใช้เอ็นไซม์ร่วมด้วย ซึ่งอาจจะเป็นยาเม็ดเอ็นไซม์ละลายในน้ำยาล้างเลนส์ หรือเป็นเอ็นไซม์แบบน้ำยาสำเร็จรูปก็ได้ เพื่อให้คอนแทคเลนส์ของคุณสะอาด จะได้ไม่ก่อให้เกิดการแพ้คอนแทคเลนส์

การชงชาอู่หลง

ขั้นตอนในการชงชาอูหลง
1. ใส่ใบชาลงในกาชาประมาณ 1/6 -1/4 ของปริมาตรกา
2. รินน้ำเดือดลงในกาครึ่งหนึ่ง เททิ้งทันที (ไม่ควรเกิน 5 วินาที) เพื่อล้างและอุ่นใบชาให้ตื่นตัว
3. รินน้ำเดือดลงในกาชาจนเต็มปิดฝากา ทิ้งไว้ประมาณ 45 – 60 วินาที
4. รินน้ำชาลงในแก้วดื่ม (การรินแต่ละครั้ง ต้องรินน้ำออกให้หมดกา มิฉะนั้นจะทำให้น้ำชาที่เหลือคากามีรสขม ฝาดมากขึ้น เสียรสชาด) ใบชาสามารถชงได้ 4 – 6 ครั้ง และในการชงแต่ละครั้งให้เพิ่มเวลาครั้งละประมาณ 10-15 วินาที

การชงชาให้รสชาติดีมีข้อสำคัญหลัก 4 ประการ ดังนี้ :

1. ปริมาณใบชา :
จะ ใช้ใบชาเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของใบชา เช่น ชาที่มีรูปกลมแน่น กลมหลวม หรือเป็นเส้น ถ้าใช้ชาที่มีลักษณะกลมแน่น จะใช้ชาใน ประมาณ 25% ของกาชา ใบชาเมื่อแช่อยู่ในน้ำร้อนจะเริ่มคลายตัวทีละน้อยจนเป็นใบชัดเจน ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้การคลายตัวไม่สะดวก รสชาดที่ชงออกมาก็จะไม่ได้ตามมาตรฐานของชานั้นๆ และเป็นการเสียของ ใบชาเมื่อคลายออกเต็มที่ ควรจะมีปริมาณ 90% ของกาชา

อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วยว่า ต้องการรสชาดเข้มข้นมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบชาแต่ละชนิดด้วย

2. อุณหภูมิน้ำ :
น้ำที่ใช้ชงชาไม่จำเป็นที่ต้องใช้น้ำร้อน 100 องศาเซลเซียส แต่ต้องดูว่าจะชงชาประเภทใด เช่น
– อุณหภูมิน้ำ 90 องศาเซลเซียสขึ้นไป เหมาะสำหรับชงชาที่มีรูปทรงแน่นกลมแข็ง
– อุณหภูมิน้ำ 80-90 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับชาที่มีรูปทรงบอบบางแตกหักง่าย หรือชาที่มีใบอ่อนมาก
– อุณหภูมิน้ำต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียส ใช้ชงกับชาเขียวทั่วๆ ไป
3. เวลา :
การ ที่ใช้เวลานาน หรือไม่นานนั้น จะบอกได้ว่า น้ำชาจะมีรสอ่อนหรือแก่ โดยปกติ ชาประเภททรงกลมแน่นจะใช้เวลาในการชงครั้งแรกประมาณ 45-60 วินาที ครั้งต่อๆ ไปเพิ่มเป็น 10-15 วินาที/ครั้ง
4. กาชา :
กาที่ใช้ควรเป็นกาที่ทำจาก ดินเผา กาดินเผาจะเก็บความร้อนได้ดีกว่า และให้การตอบสนองดีกว่ากาที่ทำจากวัสดุอย่างอื่น

http://www.thaisamkok.com/forum/index.php?showtopic=6517

ว่าด้วยเรื่องชาเขียวพร้อมดื่ม

กรรณิการ์ โตประเสริฐพงศ์

นักวิชาการมาตรฐาน

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ชาเขียวพร้อมดื่ม เป็นที่สนใจของคนไทยมากขึ้น ด้วยคิดว่าเป็นเครื่องดื่มที่อินเทรนด์แถมยัง ทำให้ดีต่อสุขภาพอีกด้วย ปัจจุบันนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายเรียกว่า ณ เวลานี้คงไม่มีใครบอกว่าไม่รู้จักน้ำชาเขียวบรรจุขวด

ชาเขียวพร้อมดื่มในประเทศไทย

ในประเทศญี่ปุ่นมีการจำหน่ายน้ำชาเขียวบรรจุขวดมานานกว่า 30 ปีแล้ว และในทุกวันนี้ก็ยังนิยมดื่มกันอย่างต่อเนื่อง ใครที่เคยไปญี่ปุ่นก็จะเห็นชาเขียวพร้อมดื่มในตู้แช่เย็นอยู่แทบจะทุกตรอกซอกซอย

ส่วนในประเทศไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่ออกงและจีน ต่างก็มีการดื่มน้ำชาเขียวบรรจุขวดมาเป็นเวลานานแล้วด้วยเหมือนกัน แต่สำหรับประเทศไทยชาเขียวพร้อมดื่มเริ่มฮิตมาอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนเกิดกระแสชาเขียวฟีเวอร์

เริ่ม จากบริษัท ยูนิ เพรสซิเดนท์ จำกัด เปิดตลาดชาเขียวพร้อมดื่มเมื่อปี พ.ศ. 2544 ก็มีอัตราการเติบโตของตลาดพุ่งเกิน 100 % โดยในปี พ.ศ. 2545 มูลค่าตลาดกระโดดไปถึง 1 . 000 ล้านบาทและเพิ่มเรื่อย ๆเป็น 1 . 500 ล้านบาท ในปี พ . ศ. 2546

พอมาในปี พ.ศ. 2547 มูลค่าการตลาดสูงไปถึง 3.200 ล้านบาทแปลว่าในปีที่ 3 ของเกิดผลิตภัณฑ์ชาเขียวพร้อมดื่มมีอัตราเติบโต 100 %

คิด ดูเฉพาะน้ำชาเขียวยี่ห้อโออิชิที่แปลเป็นไทยว่าอร่อยเพิ่งจะสู่ตลาดประมาณ ปีกว่า และขึ้นอันดับหนึ่งของชาเขียวพร้อมดื่มทั้งหมดนั้น มีกำลังการผลิตถึง 1.2 ล้านขวดต่อวันตีว่าขวดละประมาณ 20 บาท ฉะนั้นรายได้ที่ได้จาก การจำหน่ายประมาณร่วมเดือนละ 600 ล้านบาทต่อเดือน

เมื่อเริ่มแรกมีแบรนด์ของยูนิฟและโออิชิเท่านั้นที่ขึ้นแท่นแต่ ตอนนี้เริ่มยี่ห้อหลากหลายให้เลือกมากขึ้น ลองมาดู ACNielsen (Thailand) ltd and Tetra Pak (Thai) Ltd. รวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับส่วนแบ่งการตลาดชาเขียวพร้อมดื่มในปี พ.ศ. 2547 ดังนี้โออิชิ 36.9 % ยูนิฟ 36.9 %เซนชะ 6.2 % ลิปตัน 5.8 % พ็อกกา 1.7 % ทิปโก้ 1.6 % ชาลีวัง 1.4 % อื่น ๆ 7.5 %และดูเหมือนว่าตลาดน้ำชาเขียวยังคงร้อนแรงต่อเนื่องอย่างไม่มีที ท่าว่าจะมีขาลงแผ่วปลายซะเลยแต่กลับจะมีสีสันมากขึ้นเพราะมีผู้ประการรายใหม่ เช่นกลุ่มเบียร์สิง กระทิงแดง ๆลๆ ร่วมขอผลิตด้วยคน

สาเหตุที่ชาเขียวพร้อมดื่มได้รับความนิยม

เริ่มจากการที่ยูนิฟทำโฆษณาในการสร้างตลาดครั้งแรกด้วยการเน้น เจาะกลุ่มวัยรุ่นโดยตอกย้ำเรื่องดื่มแล้วเท่ แถมสุขภาพดี ซึ่งต่างจากเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ให้แค่ความสดชื่นดับกระหายเท่านั้น

โดย เฉพาะวัยรุ่นไทยที่ชื่นชอบแนวญี่ปุ่นกลุ่ม JPOP ตอบรับสินค้าตัว นี้เป็นอย่างมาก และแพร่หลายเป็นวงกว้างในเวลาต่อมา ผลจากการตอบรับชาเขียวพร้อมดื่มจากวัยโจ๋ที่มีมากนี้เองทำให้ไปแย่งตลาด น้ำอัดลมไปในตัวโดยพบว่าปกติน้ำอัดลมในประเทศไทยมีการเจริญเติบโต 8-9 % แต่ในปี พ.ศ. 2547 ที่ผ่านมายอดจำหน่ายทดเป็น 2-3 % เท่านั้น

ใน ต้นปี พ.ศ. 2548 เครื่องดื่มชาเขียวเพิ่มความดังที่หน้าหนึ่งของ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับเมื่อลูกค้ารายหนึ่งดื่มชาเขียวบรรจุขวดยี่ห้อโอเอชิ แล้วมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งภายหลังพบว่ามีกรดเกลือที่เข้มข้นถึง 16 % ผสมอยู่ในขวดดังกล่าว กรดเกลือเข้มข้นขนาดนี้อาจจะทำให้กระเพาะและลำไส้เป็นแผลหรือถึงกับเลือดออก ทำให้เกิดอันตรายได้ ป่านนี้ชาเขียวบรรจุขวดโออิชิจะเป็นอย่างไรบ้าง ท่านผู้อ่านคงพอทราบกันบ้างแล้ว ว่ากันว่าชาเขียวเป็นเครื่อมดื่มที่มีคุณค่า ทางโภชนาการเป็นอย่างมาก จริงเท็จประการใดลองมาอ่านเรื่องราวต่อไปนี้กันดู

ชา

ชา เป็นชื่อไม้ต้นขนาดเล็กชนิด Camella Sinensis (Linn.) Kuntze ในวงศ์ Theaceae ขึ้นตามหุบเขาในเขตร้อน ใบชาใช้ชงเป็นเครื่องดื่ม ถิ่นกำเนิดคือประเทศจีน แล้วแพร่กระจายไปสู่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และญี่ปุ่น ในเวลาต่อมา การเก็บใบชา นิยมเลือก เก็บเฉพาะยอดและใบอ่อน ใบที่อายุต่างกันจะให้รสชาติไม่เหมือนกัน เช่น Orange Pekoe จะได้จากใบอ่อนที่สุด แต่ Souchong จะเก็บจากใบที่สี่นับจากยอด ใบชาเมื่อถูกทำให้แห้งด้วยความร้อน อบ คั่ว หรือตากแห้ง จะได้เป็นชาเขียว แต่ถ้านำใบชาไปผ่านกระบวนการหมักก่อนแล้วทำให้แห้ง จะได้ใบชาสีดำ สำหรับชา Oolong นั้นจะอยู่ก้ำกึ่งระหว่าง ชาเขียวกับชาดำ ชาเขียวที่ดีผลิตได้จากยอดอ่อนของต้นชาที่เก็บในห้วงฤดูใบไม้ผลิโดยนำมานึ่งแล้วม้วนใบ เมื่อนำมาชงกับน้ำร้อนจะออกสีเขียวอ่อน ในทางการค้า หลังจากผ่านการคัดขนาดแล้ว ใบชาจะถูกบรรจุในถุงอะลูมิเนียมฟอยส์ เพื่อป้องกันการสูญเสียความหอมและดูดซับกลิ่นอื่นๆ

ชาเขียวมีดีตรงไหน

ผลการทดลองชาเขียวในต่างประเทศ ได้ข้อมูลดังนี้

  • สารประกอบหลักในใบชาเขียว ได้แก่ สารในกลุ่ม Polyphenolic จำพวก Catechins และ Flavonols ส่วนชาดำที่ผ่านการหมักแล้วทำให้สารจำพวก Catechins
    บางส่วนในใบชาเขียวจะเปลี่ยนเป็น Aflavin และ Tharubigins ซึ่งเป็นสารสำคัญป้องกันการเกิดมะเร็งเนื่องจากมีคุณสมบัติลดปริมาณอนุมูลอิสระ เชื่อกันว่าอนุมูลอิสระเป็น ตัวการสำคัญที่เข้าไปทำลายเซลล์ในร่างกายและเมื่อเซลล์ถูกทำลายจะส่งผลทำให้เกิดโรคหัวใจ มะเร็ง รวมถึงความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ
  • ชาเขียวป้องกันการเกิด LDL Cholesterol ในเลือดซึ่งรู้จักกันว่าเป็นตัว การทำให้เกิดการจับตัวของลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหัวใจวาย และลมชัก
  • ชาเขียวยังสามารถดื่มเป็นยาแก้ท้องเสียได้อีกด้วย เนื่องจากมีสารแทนนิน
  • สารคาแฟอีนที่อยู่ในชาเขียวจะกระตุ้นให้รู้สึกสดชื่นและใช้พลังงานมากขึ้นทำให้สามารถลดน้ำหนักตัวลงได้
  • สาร Epigallocatechin Gallate : EGCG ซึ่งเป็นส่วนประกอบใน Catechins ในชาเขียวจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งการสร้าง ไขมันบางชนิด หรือ LDL ในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการ อุดตันในเส้นเลือดซึ่งจะนำไปสู่โรคกล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์สมองตาย
  • สาร EGCE มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เจ็บคอและท้องเสีย และยังพบว่าชาเขียวมีฟลูออไรค์ ซึ่งทำให้ฟันแข็งแรง และลดกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในปากได้อีกด้วย
  • นักวิทยาศาสตร์บางท่านพบว่า คนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำมีโอกาสป่วยเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง และความดัน น้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มเป็นประจำ และยังพบว่าช่วยเสริมภูมิต้านทานและชะลอความชราอีกด้วย

ชาเขียว อาจไม่ช่วยต้านมะเร็งเสมอไป

อาจารย์ สมศรี เจริญเกียรติกุล จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยต่างๆ มากมายที่ระบุสว่าชามีสมบัติในการด้านการเกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง เช่น ที่สถาบันวิจัยในประเทศจีนพบว่า สาร EGCG สามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งในหนูทดลองที่ถูกฉีดสารกระตุ้นให้เป็นมะเร็งถึง 50 %

แต่ จากการทดลองอีกแห่งหนึ่งกลับพบว่า EGCG เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในสัตว์อีกชนิดหนึ่ง สาเหตุเป็นเพราะสัตว์ที่แตกต่างกันจะมีความสลับซับซ้อนของเอนไซม์และฮอร์โมน ที่ต่างกันไปนั่นเอง ซึ่งทางวงการวิทยาศาสตร์ต้องพยายามหาข้อสรุปผลที่จะเกิดกับมนุษย์ต่อไป

ข้อเสียของชาเขียว

แม้ว่า ชาเขียวจะมีข้อดีอยู่มาก แต่อาจารย์สมศรี ได้เตือนว่า การดื่มชามากเกินไปจะมีผลต่อโภชนาการ เพราะชาเขียว จะขัดขวางในการดูดซึมธาตุเหล็ก จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจาง หญิงตั้งครรภ์ เด็กในวัยเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาเฟอีนในชาเขียวมีผลทำให้นอนไม่หลับ

อย. ว่าประโยชน์ของชาเขียวต่อร่างกายยังเป็นเพียงแค่หลักวิชาการ

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการ อย. อธิบายว่า ตามที่ในหลายประเทศนิยมดื่มชาเขียวอย่างจีนและญี่ปุ่น มีการเผยแพร่คุณสมบัติต่างๆ ในชาเขียว เช่น มีสาร Antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายทำให้อายุยืนขึ้น ฯลฯ โดยมีการตั้งสถาบันวิชาการเพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวนั้น ยังเป็นเพียงแนวคิดตามหลักทางวิชาการเท่านั้นตามสารที่พบ

แต่ ในทางคลินิกยังไม่เคยมีการวิจัยว่า เมื่อดื่มชาเขียวแล้วจะให้ผลดีเช่นนั้นหรือไม่ ยังไม่มีการทดลองอย่างจริงจังจึงไม่สามารถสรุปได้ และที่สำคัญสำหรับน้ำชาเขียวบรรจุขวดที่นิยมดื่มในประเทศขณะนี้เป็นเพียงน้ำ ชาทั่วไปเท่านั้น

คาแฟอีนในชาเขียวพร้อมดื่ม

โดย ทั่วไปใบชาที่เก็บตามธรรมชาติพบสารคาแฟอีนสูงกว่ากาแฟมาก แต่ด้วยวิธีการดื่มชาจะต้องนำใบชามาชงกับน้ำก่อน จึงมีผลทำให้ปริมาณคาแฟอีนเจือจางลง จนระบุจำนวนสารคาแฟอีนไม่ได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณและจำนวนครั้งของการชง ผู้ดื่มชาเขียวอย่างต่อเนื่องจะได้รับผลกระทบต่อจิตประสาท เพราะคาเฟอีนจะทำให้จิตประสาทตื่นตัวนอนไม่หลับกล้ามเนื้อสั่น หัวใจสั่น และหากทำงานหนักมากอาจช็อกและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ยิ่งควรหลีกเลี่ยงการดื่มคาแฟอีนทุกประเภท เพราะมีผลต่อความจำของเด็ก

เลขาธิการ อย. ย้ำว่าคุณสมบัติชาเขียวมีตามหลักวิชาการเท่านั้น ยังไม่มีการทดสอบอย่างจริงจัง

ใน ส่วนของชาเขียวพร้อมดื่ม จะมีจำนวนสารคาแฟอีนค่อนข้างต่ำ โดยในบางยี่ห้อมีการระบุไว้ที่ข้างขวด เพียง 9-16 มิลลิกรัมต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร ถือเป็นปริมาณ สารคาแฟอีนที่ไม่มาก

ใบ ชาที่เก็บตามธรรมชาติ เมื่อนำมาทดสอบหาปริมาณสารคาแฟอีน จะพบว่าสูงกาแฟมาก โดยสูงถึง 15% ขณะที่ในกาแฟมีเพียงแค่ 3% แต่เนื่องจากวิธีการกินชานั้น จะต้องนำใบชามาชงกับน้ำทำให้ปริมาณคาแฟอีนเจือจางลง ซึ่งไม่สามารถระบุจำนวนสารคาแฟอีนได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณและจำนวนครั้งของการชง

อย. ถือว่าการลับลอบผลิตชาเขียวพร้อมดื่มที่ไม่ได้มาตรฐานคือ ไม่มีการระบุบนฉลากว่ามีส่วนผสมของคาแฟอีน เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายที่ต้องดำเนินคดี เนื่องจากอาจมีคาแฟอีน มากพอที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตประสาทต่อผู้บริโภค

แถม ขณะนี้ กรมสรรพสามิตมีแผนการเก็บภาษีเพิ่ม เนื่องจากเห็นว่าชาเขียวพร้อมดื่มเป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาแฟอีน เช่นเดียวกับเครื่องดื่มกาแฟดังนั้น ในเร็ววันนี้ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้นสำหรับซื้อสินค้าตัวนี้

ดื่มน้ำชาบรรจุขวดกันต่อดีหรือไม่

เมื่อ หน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมเขาบอกว่าชาเขียวพร้อมดื่มเป็นน้ำชาชงดื่มแบบ ธรรมดาทั่วๆไป แถมตอนนี้ อย. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงไม่ได้ทำวิจัยหาข้อเท็จจริงว่าในชาเขียวพร้อมดื่มมีผลทำให้ร่างกายเป็น อย่างไร ดื่มแล้วสดชื่นเสริมภูมิต้านทาน หรือประสาทกินหนักขึ้นหรือไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อร่างกาย

ดัง นั้น ท่านผู้อ่านที่นิยมดื่มชาเขียวบรรจุขวดเป็นประจำก็ใช้วิจารณญาณกันเอาเองก็ แล้วกันว่า ดื่มน้ำชาเขียว 500 ซีซี ในแต่ละครั้งคุ้มกับเงินที่จ่ายไปขวดละ 20 บาทหรือไม่

ที่มา : For Quality Vol.11 No.90 P 44-46

http://www.tistr-foodprocess.net/tea/article_tea/tea2.htm

ชาเขียวป้องกันโรคข้อเสื่อม

เชื่อ กันว่าชาเขียวมีสารอาหารที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะช่วยในการป้องกันโรคอัมพาตหรือมะเร็งบางชนิด ล่าสุดได้ค้นพบประโยชน์ของชาเขียว อีกว่าช่วยป้องกันรักษาโรคข้อเสื่อมได้

นัก วิจัยของมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ แห่งอังกฤษ พบว่า สารประกอบสองชนิดในชาเขียวที่มีชื่อเรียกว่า “EVG” กับ “EVCG” สามารถป้องกันโรคข้อเสื่อมได้ เพราะมีคุณสมบัติในการสกัดน้ำย่อยที่มีฤทธิ์เป็นกรดไม่ให้มากัดกร่อนกระดูก อ่อน

ดร. เดวิด บัตเติล หัวหน้าคณะนักวิจัยกล่าวว่า การทดลองในห้องปฏิบัติการ ทำให้เห็นคุณประโยชน์ของการดื่มชาเขียวเป็นประจำ เพราะสาร EVCG ที่มีอยู่ในชาสามารถ ช่วยป้องกันรักษาไม่ให้กระดูกอ่อนถูกทำลาย จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบได้

ก่อนหน้านี้ ก็เคยมีการศึกษาพบว่า ชาเขียวช่วยบรรเทาอาการข้อบวมและปวดอักเสบ ดังนั้นการดื่มชาเขียวไว้ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะไม่มีโทษแน่นอน

ที่มา : หนังสือกูร์เมท์ แอนด์ ควีซีน เดือนพฤษภาคม 2546 ฉบับที่ 3 หน้าที่ 42

http://www.tistr-foodprocess.net/tea/article_tea/tea3.htm

ล้างพิษด้วยชาเขียว : Wikipedia

ชาเขียว ได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีสรรพคุณเป็นยาบำบัดมายาวนาน และยังสอดคล้องกับผลการวิจัยในห้องปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์อีก ด้วย โดยเฉพาะคุณสมบัติที่โดดเด่นของชาเขียวก็ คือ การช่วยล้างพิษออกจากร่างกายได้ลึกถึงระดับเซลล์ สรุปกลไกการทำงานของชาเขียวในการล้างพิษได้ดังนี้
  1. ฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระของชาเขียวช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดแข็งตัว โรคหัวใจ ชะลอความชรา ลดขบวนการทำลายสารพันธุกรรมและยับยั้งการก่อมะเร็ง
  2. ความจำเพาะเจาะจงในการกระตุ้นเอ็นไซม์ที่ ทำหน้าที่ขจัดสารพิษในตับของชาเขียวช่วยเพิ่มขบวนการขจัดสารพิษที่ได้รับจาก อาหาร ยา และสารพิษอื่นๆ ได้ดีขึ้น และทำให้สุขภาพของตับดีขึ้นด้วย
  3. ความสามารถในการยับยั้งการแบ่งตัวของเซลมะเร็งของชาเขียว ช่วยลดการเจริญเติบโตของเซลที่ผิดปกติ เนื้องอก และเซลมะเร็งได้
  4. ชาเขียวช่วยให้แบคทีเรียที่มีประโยชน์ในลำไส้มีการพัฒนาการทำงานได้ดี ขึ้น จึงลดการแทนที่จากแบคทีเรียที่ไม่ดีได้ ส่งผลให้การเผาผลาญอาหารได้ดีขึ้น
  5. ช่วยลดคลอเรสเตอรอล LDL และเพิ่ม HDL ซึ่งเป็นไขมันที่ดี ชาเขียวจึงช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคไขมันอุดตันหลอดเลือดได้ ซึ่งเป็นผลดีต่อหัวใจและสมอง
  6. ชาเขียวสามารถยับยั้งการเติบโตของแบคทีเรียที่ก่อให้เกิดกลิ่นปาก ป้องกันฟันผุ และบรรเทาอาการเหงือกอักเสบ
  7. ชาเขียวยังช่วยควบคุมน้ำหนักโดยออกฤทธิ์ร่วมกับ Caffeine ในการเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน ในระหว่างวันของร่างกายให้มากขึ้น

http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B5%E0%B8%A2%E0%B8%A7

ถึงเวลาชาขาวแจ้งเกิด

ชาขาวมีชื่อเดิมตามภาษาท้องถิ่นจีนว่า “ หยินเซน ” ซึ่งแปลว่า “ เข็มเงิน ” ชาวจีนดื่มชาขาวมายาวนานกว่า 1,500 ปี ในสมัยราชวงศ์ซ่งของจีน ชาขาวเป็นหนึ่งในชาที่ดีที่สุด เนื่องจากเป็นชาที่มีคุณสมบัติดี หายาก และมีราคาแพง จึงถือเป็นชาชั้นสูงสำหรับพระเจ้าแผ่นดินเท่านั้น ชาขาวจะคล้ายกับชาเขียวตรงที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการหมักเลย (หนังสือและตำราเกี่ยวกับชาหลายฉบับระบุไว่ว่า ชาขาวคือชาเขียวชนิดหนึ่ง) แต่ต่างกันตรงที่การเก็บใบชาเพื่อนำมาทำเป็นชาขาว จะต้องคัดเลือกเอาแต่เฉพาะยอดอ่อนที่มีความสมบูรณ์เต็มที่ นั่นก็คือ จะต้องเก็บชาก่อนที่ ยอดอ่อนซึ่งปกคลุมไปด้วยขนเล็กๆ สีขาวจะคลี่ใบออกมา และนี่เองจึงเป็นที่มาของชื่อ ชาขาว โดยจะต้องเก็บยอดอ่อนด้วยมือภายในระยะเวลา ไม่เกิน 48 ชั่วโมง ที่สำคัญชาขาวที่เก็บมานั้นจะถูกทำให้แห้งโดยวิธีธรรมชาติ ด้วยการตากแดดให้แห้งสนิท

จากรายงานผลการวิจัยโดยนักวิจัยของ The Linus Pauling Institute Micronutrient Information Center ได้ระบุไว้ว่า ขั้นตอนการผลิตชาขาวด้วยกรรมวิธีแบบธรรมชาตินี้ ทำให้ชาขาวมีความบริสุทธิ์และคงคุณสมบัติที่ดีของชา ไว้ได้มากกว่าชาที่ผลิตด้วยกรรมวิธีแบบอื่น เหล่านี้เองจึงทำให้ชาขาวเป็นชาที่หายากและมีราคาแพงการ ชงชาขาวจะใช้เวลามากกว่าการชงชาทั่วไป เพราะต้องทิ้งไว้ประมาณ 5-7 นาที จึงสามารถรินดื่มได้ การดื่มชาขาวช่วยให้ร่างกายรู้สึกสดชื่น กระปรี้กระเปร่า ช่วยสร้างความรู้สึกผ่อนคลายลดอาการตึงเครียดจากการทำงานหนัก นักวิทยาศาสตร์ได้ทำการศึกษาวิจัยพบว่า ชาขาวอุดมไปด้วยแร่ธาตุและวิตามินต่างๆ นอกจากนี้ยังพบสารในกลุ่มโพลีฟีนอล ( Polyphenols ) ในปริมาณสูงกว่าชาชนิดอื่น โดยสารในกลุ่มนี้มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ ( Antioxidant ) ที่ช่วยป้องกันโรคและความบกพร่องต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระ ( Free Radical ) เช่น มะเร็ง โรคหัวใจ โรคไขมัน อุดตันในเส้นเลือด โรคอัลไซเมอร์

ทั้งยังพบว่าชาขาวมีฤทธิ์เป็นสารปฏิชีวะที่สามารถ ยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียหลายชนิดจึงสามารถลดอาการอักเสบและติด เชื้อในช่องปากได้ อย่างไรก็ดีผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับ ระบบประสาทควรหลีกเลี่ยงการดื่มชา เนื่องจากในใบชามีคาแฟอีนประมาณ 30-40 เปอร์เซนต์ของกาแฟ อีกทั้งการดื่มชามากๆ ก็เป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดคราบเหลืองบนฟันได้

ชาขาวคงคุณค่าและความบริสุทธิ์มากขนาดนี้ คอชาทั้งหลายคงไม่พลาดกันอยู่แล้วใช่ไหม

แหล่งข้อมูล

ที่มา : ส่วนหนึ่งจากหนังสือกูร์เมท์ แอนด์ ควีซีน เดือนกรกฎาคม 2548 ฉบับที่ 5 หน้าที่ 114-115

http://www.tistr-foodprocess.net/tea/article_tea/tea4.htm

การดื่มชาเขียวในประเทศไทย

โดย
ศาสตราจารย์ ดร.วรนันท์ ศุภพิพัฒน์

จัดโดย
สภาสมาคมวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (สสวทท)
ผู้เข้าร่วมการเสวนาจากสถาบันอาหาร : นายธีวินท์ นฤนาท

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับชาเขียว สารออกฤทธิ์ที่สําคัญ และปริมาณการบริโภคที่เหมาะสม

ชาเขียว (Green tea)

ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับชาเขียว

มนุษย์รู้จักดื่มชา เมื่อ 2737 ปีก่อนคริสต์ศักราช ต้นชามีชื่อทางวิทยาศาสตร์ว่า Camellia sinensis กําเนิดของต้นชามาจากประเทศจีน พันธุ์ชามีมากกว่า 2,000 พันธุ์ชาที่จําหน่ายแบ่งได้ 7 ประเภทใหญ่ๆ ได้แก่

  1. ชาขาว (White tea) ใบของชามีสีเขียวอ่อน ปกคลุมด้วยขนขาวๆ ใบจะตากแห้งโดยใช้แสง แดดเมื่อชงชาแล้วจะได้ชาที่มีสีซีดมาก
  2. ชาเขียว (Green tea) ใบของชามีสีเขียว ใบแห้งทําโดยการนําชาสดคั่วหรืออบไอน้ำเพื่อ ทําลายเอนไซม์ และป้องกันการออกซิเดชันของโปลีฟีนอล (Polyphenol) เมื่อชงจะได้เครื่อง ดื่มสีเขียว
  3. ชาแดง (Red tea) ใบของชาเขียว ได้ผ่านกระบวนการออกซิเดชันหรือการหมัก จนได้เป็นใบ ชาสีเข้ม เมื่อชงจะได้เครื่องดื่มสีออกน้ำตาลแดง
  4. ชาดํา (Black tea) ใบของชาเขียว ผ่านกระบวนการหมักเต็มที่ทําให้ใบออกสีดําเข้ม ใบทําให้ แห้งโดยการใช้เครื่องอบ เครื่องดื่มที่ได้จะออกสีแดงเข้มจนดูดํา
  5. ชาอูลองเขียว (Green oolong) ใบของชาเขียวถูกออกซิไดซ์ 15 – 20 % ก่อนเข้าเครื่องอบ แห้ง เครื่องดื่มที่ได้จะมีสีเขียวทอง
  6. ชาอูลองแดง (Red oolong) ใบของชาเขียวถูกออกซิไดซ์ 15 – 20 % ก่อนเข้าเครื่องอบแห้ง เครื่องดื่มที่ได้จะมีสีออกน้ำตาลแดงเข้ม
  7. ชากลิ่น (Scented tea) เพิ่มกลิ่นโดยการเติมดอกไม้ ผลไม้ เซียนชามักกล่าวว่า ชากลิ่น มักใช้ ใบชาที่มีคุณภาพต่ำมาแต่งกลิ่นลงไป นิยมใช้ชาดํา ยกเว้นชากลิ่นมะลิ

อย่างไรก็ตามคนทั่วไปมักจะรู้จักชาเพียง 3 แบบ ได้แก่ ชาเขียว ชาอูลอง และชาดําหรือชาฝรั่ง คุณภาพของชามิได้ขึ้นกับขนาดใบชา ใบใหญ่ ใบเล็ก หรือแบบผง ใบชาขนาดใหญ่จะใช้เวลานานกว่าที่ กลิ่นรสจะออกมาสู่น้ำชา รสของชาเกิดจากโปลีฟีนอลในใบชา ทําปฏิกิริยากับเอนไซม์ และส่วนประกอบ อื่นๆ ในใบชา ได้สารใหม่ที่ให้กลิ่นรสพิเศษ ฤดูการเพาะปลูก ช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวใบชา มีอิทธิพลต่อ กลิ่นและรสชาติของชาด้วย

ชาเขียวญี่ปุ่น

แม้ว่า ชาจะมีต้นกําเนิดจากประเทศจีน แต่เมื่อกล่าวถึงชาเขียว คนส่วนใหญ่จะนึกว่าเป็นชาจาก ญี่ปุ่น ชาเขียวในประเทศญปุ่นมีการปลูก 2 แบบ ปลูกชาธรรมดากลางแจ้ง กับปลูกชาในร่ม โดยอาจมีไม่ใหญ่เป็นร่มเงา หรือปลูกกลางแจ้งจน 3 อาทิตย์ก่อนเก็บ / เด็ดใบชาจึงกั้นบังแดด เพื่อให้ได้ ชาที่นุ่ม มีกลิ่น หอมละมุม ซึ่งการปลูกชาลักษณะนี้เรียกว่า เคียวกุกุ (Gyokuro tea) แปลว่า pearl dew หยาดน้ำค้างไข่มุก ราคาแพงมาก

  • Sencha ( เซนชะ ) ชาเขียวที่ขึ้นชื่อในญี่ปุ่น มีกลิ่นรสที่ละเอียดอ่อน มีสีเขียวอ่อนจนถึงสีเขียวแก่
  • Bancha ( บานชะ ) ชาเขียวที่พบทั่วไป มีกลิ่นรสอ่อนมาก
  • Kukicha ( กูกิชา ) ชาเขียวที่มีใบชาน้อยมาก ส่วนใหญ่เป็นก้านชา
  • Genmaicha ( เจนไมชา ) ชาเขียวที่ผสม ขาวซ้อมมือคั่วกลิ่นรสคล้ายข้าวโพดคั่ว
  • Konacha ( โคนะชา ) ชาเขียวที่เป็นผงหยาบ กลิ่นหอมหวาน สีเขียวเข้ม มักใช้ในพิธีกรรม
  • Mugicha ( มูกิชา ) มิใช่ชาจาก Camellia sinensis แต่ทําจากข้าวบาร์เลย์คั่ว ( Roasted Barley tea )
  • ไม่มีคาเฟอีน ถ้าไปร้านญี่ปุ่นแท้ ๆ จะเสิร์ฟชานี้ในน้ำแข็งช่วงหน้าร้อน
  • Matcha ( มัทชา ) ชาเขียวที่ทําจากใบอ่อนของชาที่ปลูกแบบ Gyokuro นํามาบดละเอียดเป็นผงใช้ในพิธีกรรมและผสมในไอศกรีมชาเขียว
  • oujicha ( ฮูจิชา ) ชาเขียวคั่ว มีรสชาติจัดกว่าชาอื่น
  • Gunpowder ชาเขียวที่ผ่านลูกกลิ้ง ใบม้วนแน่น
  • Flavored tea การนําชาต่างๆ ที่กล่าวแล้วมาเพิ่มรส เช่น Berry Cha, Lemon splash, Lavender moon, Jasmine fantasy, Moroccan sunrise เป็นต้น

ความชื่นชอบการดื่มชาของแต่ละคนไม่เหมือนกัน ลางเนื้อชอบลางยาที่กล่าวมาเป็นความรู้เรื่องชา เขียวจากญี่ปุ่น ส่วนชาอินเดียเดิมผลิตชาดําทั้งหมด ระยะไม่กี่ปีหลังนี้เริ่มผลิตชาเขียว เช่น Green Joonktollee, Makaibari organic เป็นต้น

ชาสกัด

เป็นที่ทราบกันดีว่าสาร Polyphenol ในชาเขียวสามารถป้องกันโรคได้หลายโรค แต่เนื่องจาก ปริมาณของ Polyphenol ต่อชาหนึ่งถ้วยมีไม่มากนัก การจะบริโภคถึง 10 ถ้วยตามคําแนะนําของ Fujike อาจปฏิบัติได้ยาก ทางอุตสาหกรรมอาหารจึงได้คิดค้นวิธีการสกัด เพื่อให้ได้ สาระสําคัญมากขึ้นและบริโภคได้สะดวกขึ้น

Antioxidant เป็น สาระสําคัญที่ใช้กันมากในอุตสาหกรรมและเครื่องดื่ม จึงมีการนําสารสกัดจากธรรมชาติเติมในผลิตภัณฑ์ อาหารต่างๆ เช่น Cereals, Cakes, Biscuits เนื้อหมู ไก่ เนื้อ น้ำมันพืช น้ำมันตับปลา เนื้อปลา ไขมันสัตว์ ผลิตภัณฑ์นม บะหมี่กึ่งสําเร็จรูป ลูกอม ไอศกรีม ของขบเคี้ยว ขนมไหว้พระจันทร์ ฯลฯ ส่วนของใช้ที่นําชาเขียวสกัดมาเติม ได้แก่ ยาสีฟัน น้ำยาบ้วนปาก หมากฝรั่ง สเปรย์ ดับกลิ่นปาก แชมพู ครีมทาผิว น้ำหอม ครีมทาผิวผสมสารต้าน UV ผ้าอนามัย เสื้อผ้า ถุงเท้า เป็นต้น

สารออกฤทธิ์ที่สําคัญ

สารที่สําคัญที่สุดในชาเขียว ได้แก่ โปลีฟีนอล (Polyphenol) ซึ่งเป็นไฟโตเคมิคัล (Phytochemical) ที่สังเคราะห์ โดยพืช ประกอบด้วย

  1. Bioflavonoids เช่น anthocyanins, coumestanes, flavonoids , isoflavonoids, stilbenes เป็นต้น
  2. Oligometric Polyphenols เช่น proanthocyanidins เป็นต้น

กลุ่ม Flavonoids ได้แก่ flavone flavanone flavan flavonol flavanol

Flavanols เป็น Polyphenol ที่มีมากที่สุดในชาเขียว มักรู้จักกันในนาม Catechins มีประมาณ 35 – 50 % ส่วนชาดํามี Catechin เพียง 10 % เนื่องจาก flavanols ถูกเปลี่ยนเป็น theaflavins และ thearubigind ขณะผ่านกระบวนการหมัก ส่วนชาอูลองมี catechin เพียง 8 – 20 %

เมื่อพูดถึงชาจะนึกถึง Tannins เอกสารบางส่วนยังคงระบุว่าชาประกอบด้วย Theine (Caffeine) volatile oils และ tannin ซึ่ง tannin คือ polyphenol ที่สามารถตกตะกอนโปรตีน tannin ยังก่อให้เกิดสาร ประกอบโดยจับกับ polysaccharides, nucleic acids, alkaloids พวก Condenesd tannins ได้แก่ proanthocyanidin หรือ flavan – 3 – ols ส่วน Hydrolyzable tannins ได้แก่ glycosylated gallic acids, Catechin, Gallo catechin, epicatechinn, epigallocatechin, Kaempferol, Querectin ฯลฯ

สี กลิ่น รสของชา ขึ้นอยู่กับปริมาณ Catechin ในชา ฤดูการเพาะปลูก การเก็บเกี่ยว มีผลต่อระดับ ของ Catechin ในใบชา ชาในฤดูใบไม้ผลิ (รุ่นแรก) มี Catechin ประมาณ 12 – 13 % ขณะที่ชาในฤดูร้อน (รุ่นสองสาม) มี Catechin ประมาณ 13 – 14 % ใบชาอ่อนมี Catechin มากกว่าใบชาแก่ ใบแรกมี 14 % ใบ ที่สอง 13 % ใบที่สาม 12 % ใบที่สี่ 12 % จะเห็นว่ารสชาติของชา รุ่น 2 รุ่น 3 มีรสแหลมขมกว่า ชาดํา

ปริมาณ Catechin น้อยกว่าชาเขียว แต่ชาดํามี Monoterpene alcohols สูงกว่าชาเขียว จึงทําให้มีผู้นิยมกลิ่นของชาดํามากกว่า

ประโยชน์ของชาทางการแพทย์

ชาทั่วไป

  1. ผลต่อลําไส้ ชาเขียว ชาอูลอง และชาดํา ล้วนสามารถระงับอาการท้องเสีย และลําไส้อักเสบได้ ซึ่งคิดว่าฤทธิ์ดังกล่าวมาจาก tannin ในใบชา ซึ่งต่อต้านจุลินทรีย์
  2. การต้านการอักเสบและการติดเชื้อ Polyphenol ในชามีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ เซลล์ที่มีการ อักเสบจะสร้าง Oxidant เช่น superoxide anion radicals ซึ่งจะถูกเปลี่ยนเป็น hydrogen peroxide โดย superoxide dismutase เป็นต้น ภายในเซลล์เม็ดเลือดขาวชนิด neutrophil นั้น hydrogen peroxide และ chloride จะถูกเปลี่ยนเป็น hypochlorous acid โดย myeloperoxidase เพื่อทําลายเชื้อแบคทีเรีย Superoxide anion สามารถทําปฏิกิริยากับ nitric oxide ได้เป็น peroxynitrite ซึ่งเป็น nitrating และ oxidizing agent ที่สําคัญ โดยที่
    Hypochlorous acid และ peroxynitrite ต่างทําปฏิกิริยากับกรดอะมิโน ชนิดไทโรซิน ฝ่ายบริการข้อมูลและสารสนเทศ สถาบันอาหาร โทร. 02-886-8088 ต่อ 316 www.nfi.or.th (Tyrosine) ณ บริเวณที่เกิดการอักเสบ ดังนั้นโปลีฟีนอลจึงช่วยลดปริมาณของ Reactive
    oxygen species และ Reactive nitrogen species รอบๆ บริเวณที่เกิดการอักเสบ
  3. การป้องกันฟันผุ Polyphenol ในชา ป้องกันฟันผุได้ โดยการยับยั้งการเกาะติดฟันของ Streptococcus mutans และ Streptococcus sobbrinus โดยการยับยั้ง glycosyl transferase activity ทําให้ ขัดขวางการสร้าง glucan ซึ่งปกติแล้ว sucrose จากอาหารที่รับประทานเข้าไป เมื่อทําปฏิกิริยากับ glucosyl transferase จะได้ glucan ซึ่งเป็นสารเหนียว glucan จะเกาะติด แน่นที่ฟัน ตัวเชื้อเองก็สามารถสร้าง glucan binding lectin ซึ่งจะทําให้เซลล์มาเกาะติดมาก ขึ้น ระหว่างที่มีกระบวนการสร้างและสลาย จะมีการสร้างกรดซึ่งทําลายเคลือบฟัน เป็นสาเหตุให้ฟันผุ ชาป้องกันฟันผุโดยทําให้ระดับกรดที่ tooth enamel ลดลง ดังนั้นอาหารหรือนที่มี green tea extract ที่มีความเข้มข้นร้อยละ 0.1 ช่วยทําให้สุขภาพช่องปากดี และ EGCG มีคุณสมบัติระงับกลิ่นจึงช่วยทําให้ลมหายใจสดชื่น

ชาเขียว

  1. การยับยั้งและป้องกันมะเร็ง
  2. การลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด
  3. การเพิ่ม insulin activity
  4. การป้องกันเบาหวาน
  5. การช่วยให้น้ำหนักลดลง
  6. การป้องกันความผิดปกติของผิวหนัง
  7. การป้องกันโรค Parkinson และ Alzheimer
  8. การกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
  9. การมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ
  10. การป้องกันฟันผุ

ผลข้างเคียงและความเสี่ยงต่อสุขภาพ

Polyphenol ในชาทําปฏิกิริยากับเหล็ก เกิดสารประกอบที่ไม่ละลายน้ำทําให้ยับยั้งการดูดซึมของเหล็กในลําไส้ ควรให้ชาและเหล็กแยกกัน ดังนั้นการดื่มชาควรดื่มระหว่างมื้อดีกว่าดื่มพร้อมอาหาร การกิน ยาเม็ดเหล็กเพื่อบํารุงก็ไม่ควรกินพร้อมกับน้ำชา ควรใช้น้ำเปล่า Quercetin และ EGCG ปริมาณ 10 M ป้องกัน DNA จาก 25 M ได้ แต่ถ้าใช้ ความเข้มข้นเพิ่มขึ้นเป็น 100 M สามารถทําลาย DNA ได้ ชายังมีคาเฟอีน ดังนั้นคนที่ไวต่อคาเฟอีนอาจต้องระวัง ส่วนหญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ควรจํากัด ปริมาณการดื่มชาด้วย เพราะสารในชาจะขับออกทางน้ำนมทําให้ทารกที่ดุดนมมารดา อาจนอนหลับผิด ปกติและเกิดภาวะโลหิตจางได้ ผู้ที่เป็นโรคแผลในกระเพาะอาหารจะกระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะ อาหารมากขึ้น นอกจากนั้นแล้วผู้ที่รับประทานยา aspirin, warfarin, clopidogrel เป็นประจํา ต้องระวังผลข้างเคียงเกี่ยวกับการแข็งตัวของเลือดและการเกาะกันของเกล็ด เลือด

ปริมาณการบริโภคที่เหมาะสม

ปริมาณ ใบชาที่ชงต่อถ้วย ชนิดของใบชา อุณหภูมิน้ำร้อน เวลาที่แช่อยู่ในปั้นชา หรือโถน้ำร้อน ล้วนมีอิทธิพลต่อปริมาณของ Catechin ที่คนเราจะได้รับจากการดื่มชา การชงชา gunpowder 1 กรัม ต่อน้ำร้อน 100 มิลลิลิตร จะพบ catechin 70 มิลลิกรัม และ flavonols 4 มิลลิกรัม Fujiki และคณะ เสนอ แนะว่าการดื่มชาเขียว 10 ถ้วยต่อวันจะช่วยป้องกันโรคมะเร็งได้ แต่คนเอเชียส่วนใหญ่ดื่มชาเพียง 3 ถ้วย
ต่อวัน โดยใช้ชา 1 – 2 ช้อนชาต่อถ้วย แช่น้ำร้อนนาน 3 นาที จะได้ polyphenol 240 – 320 มิลลิกรัม หรือ EGCG 100 – 200 มิลลิกรัม และควรดื่มในช่วงระหว่างมื้ออาหาร จะให้ผลดีกว่าดื่มพร้อมมื้ออาหารหรือ ดื่มหลังอาหาร ซึ่งบางคนอาจต้องรับประทานยาหลังอาหาร จึงอาจเกิดปฏิกิริยาระหว่างยากับสาระสําคัญ ในชาเขียว สําหรับชาเขียวที่เป็นเครื่องดื่มสําเร็จรูปที่จําหน่ายนั้น มิได้ระบุปริมาณใบชาที่แท้จริง แต่จาก การชิมรสและสังเกตสี พอจะประมาณได้ว่าใบชาที่ใช้ต้องน้อยและเจือจางมาก มีรายงานว่าน้ำชาที่ชงมีโปลีฟีนอล 40 % ของ dry matter ซึ่งชามี dry matter เพียง 0.35 % ดังนั้นการจะหวังพึ่งสรรพคุณ Polyphenol คงจะเป็นไปไม่ได้การเติมน้ำตาลและคาเฟอีนลงในน้ำชาเขียวก็คงไม่ต่างไปจาก เครื่องดื่มสําเร็จรูปอื่นๆ ถ้าจะดื่มเพื่อดับกระหายนานๆ ครั้งได้ ไม่ควรจําเจซ้ำซากบ่อยๆ

ตารางที่ 1 ส่วนประกอบของน้ำชาที่ชง (Tea infusions) in % of dry matter

Green tea %
Black tea %
Polyphenols
Catechins
30
9
Theaflavins
…..
4
Simple polyphenols
2
3
Flavonols
2
1
Others
6
23
Nitrogenous compounds
Caffeine
3
3
Other methylxanthines
<1
<1
Theanine
3
3
Amino acids
3
3
Peptides, proteins
6
6
Organic acids
(oxalic, malic, citric, isocitric, succinic acids)>
2
2
Sugars
7
7
Other carbohydrates
4
4
Lipids
3
3
Potassium
5
5
Other minerals/ash
5
5
Aroma
trace
trace

Harbowy and Balentine, Crit. Rev. Plant Sci 1977, 16:415 (dry matter content 0.35%)

ตารางที่ 2 แสดงองค์ประกอบของใบชา

ใบชาสด ประกอบด้วย
75-78%
(Dry matter 22-25%)
ใบชาแห้งมีสารอินทรีย์ 93-96%
สารอนินทรีย์ 4-7%
สารอินทรีย์ ได้แก่ โปรตีน 20-30%
กรดอะมิโน 1-4% (Theanine)
อัลคาลอยด์ 3-5% (Caffeine)
โปลีฟีนอล 20-35% (Catechin)
คาร์โบไฮเดรต 20-25% (Polysaccharide)
กรดอินทรีย์ 3% (Oxalic,malic,citric)
ไขมัน 8%
เม็ดสี 1%
สารประกอบกลิ่น 0.005-0.03%
วิตามิน 0.6-1% (ADEKB2C)
สารอนินทรีย์ ได้แก่ โปตัสเซียม 1.76%
แคลเซียม 0.41%
ฟอสฟอรัส 0.32%
แมกนีเซียม 0.22%
เหล็ก 0.15%
แมงกานีส 0.12%
ซัลเฟอร์ 0.088%
อลูมิเนียม 0.069%
โซเดียม 0.03%
ซิลิกอน 0.024%
สังกะสี 0.003%
ทองแดง 0.002% เป็นต้น

กองเกษตรสัมพันธ์ กรมส่งเสริมการเกษตร

บทสรุป

แฟชั่นชาเขียวกําลังระบาด มีผลิตภัณฑ์ตั้งแต่อาหารไปจนถึงของใช้ การจะนํามาใช้ควรวิเคราะห์ พิจารณาให้ถี่ถ้วนถึงความเหมาะสม การดื่มชาเขียวโดยการชงใบชา 1 – 2 ช้อนชาในน้ำร้อน วันละ 3 ถ้วย ในระหว่างมื้ออาหาร น่าจะเป็นประโยชน์ต่อสุขภาพได้ดีกว่าเครื่องดื่มในขวดสําเร็จรูปอื่นๆ

http://www.tistr-foodprocess.net/tea/article_tea/tea5.htm