Monthly Archives: March 2009

Flyback : ไทม์มชีนบนลินุกซ์

สำหรับแมคโอเอสเอ็กซ์ 10.5 ที่มาพร้อมกับโปรแกรม ไทม์มชีน ที่หลายๆ คนโปรดปราน หนึ่งในโซลูชั่นสุดยอดในการแบคอัพไฟล์ของคุณได้อย่างหมดจด และยังสามารถเรียกดูไฟล์ หรือเรียกกลับมาได้ ย้อนหลังกลับไปอย่างละเอียด

วันนี้ลินุกซ์ก็ไม่น้อยหน้า มาไม่พร้อมกับโปรแกรม Flyback (ต้องลงแรงติดตั้งนิดนึง) แต่โซลูชั่นถึงใจไม่แพ้กัน ตามสไตล์ผู้ใช้ลินุกซ์

Flyback ใช้เทคโนโลยี rsync ซึ่งมีมาให้ในระบบปฏิบัติการยูนิกซ์ทุกๆ ระบบ โปรแกรมทำหน้าที่เป็น interface โดยคุณสามารถเลือกแบคอัพไฟล์ของคุณได้ในลักษณะเดียวกับ time machine และยังฟลายแบคใช้การ hardlink ไฟล์ที่ไม่มีการเปลี่ยนแปลง ไปยังแบคอัพก่อนหน้า เพื่อเป็นการประหยัดเนื้อที่ฮาร์ดดิสก์ของคุณ แทนที่จะแบคอัพไฟล์ข้อมูลใหม่ทั้งหมดในการทำการแบคอัพแต่ละก๊อปปี้

สามารถติดตั้งไฟล์แบคอย่างง่ายๆ ได้ ผ่านลินุกซ์ที่เป็นที่นิยมหลายๆ ดิสทริบิวชั่น เช่น โดยต้องติดตั้งแพ็คเกจตามตารางด้านล่างนี้ให้เรียบร้อยก่อน

Debian $ sudo apt-get install python python-glade2 python-gnome2 python-sqlite rsync
Ubuntu $ sudo apt-get install python python-glade2 python-gnome2 python-sqlite python-gconf rsync
Redhat/Fedora $ yum install pygtk2 gnome-python2-gconf pygtk2-libglade python-sqlite

จากนั้นดาวน์โหลดตัวโปรแกรมฟลายแบ๊ค ได้ที่ http://code.google.com/p/flyback เมื่อได้ไฟล์มาแล้ว ทำการแตกไฟล์ ด้วยคำสั่ง tar -xzvf filename.tar.gz ไว้ในที่ที่คุณต้องการติดตั้งโปรแกรม จากนั้นเข้าไปในไดเร็คทอรี่และรันคำสั่ง python flyback.py

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ :

http://bernaz.wordpress.com/2008/01/19/flyback-a-time-machine-backup-utility-for-linux/

http://code.google.com/p/flyback/

The Dead of the HDD…

ฮาร์ดดิสก์ที่เก็บงานไว้ตั้งใจจะเอาข้อมูลลงเว็บ ในที่สุดก็เกิดพัง

เป็นอันทำให้ความตั้งใจที่จะเร่งข้อมูลใส่เว็บต้องมีอันลำเค็ญขึ้นเล็กน้อย เพราะต้องรวบรวมข้อมูล หรือขุดข้อมูลเก่าขึ้นมาใหม่ทั้งหมด T-T

เศร้าเลย..

แต่ก็ยังดีส่งเคลมแล้วได้ ขนาดใหญ่ขึ้น ขอให้เคลมแมคแล้วได้อย่างนี้ด้วยเถ๊อะ !!!

ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและการนำสมุนไพรมาใช้

ความหมายของสมุนไพร

คำว่า “สมุนไพร” ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.2510 หมายความว่ายาที่ได้มาจากพืช สัตว์ แร่ธาตุ จากธรรมชาติที่ไม่มี การเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างภายใน สามารถนำมาใช้รักษาโรคและบำรุงร่างกายได้

พืชวัตถุ ได้แก่ พืชพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่นำมาใช้เป็นยา ซึ่งจะต้องรู้ว่าส่วนไหนของพืชนั้นที่สามารถใช้ทำยาได้ เช่น ราก เหง้า ต้น แก่น กระพี้ เนื้อไม้ เปลือก ไม้ดอก ผล เปลือกผล เมล็ด เปลือกเมล็ด หรืออาจใช้ทุกส่วนหรือหลายส่วนของพืชชนิดนั้นๆ เช่น ขี้เหล็กทั้ง 5 กะเพราทั้ง 5 การที่ใช้ทั้ง 5 หมายความว่า พืชชนิดนั้นมีคุณสมบัติทางยาอยู่ตามส่วนต่างๆ หลายส่วน และต้องมีรสตลอดทั้งต้นอย่างเดียวกัน

 

สัตว์วัตถุ ได้แก่ พวกสัตว์ หรืออวัยวะของสัตว์ทั้งหลายที่นำมาใช้เป็นยา เช่น ขน หนัง เขา เขี้ยว นอ งา หนวด ดี เล็บ กระดูก กีบ เอ็น เลือด น้ำมัน มูล ขี้ผึ้ง รังนก น้ำมันตับปลา

ธาตุวัตถุ ได้แก่ แร่ธาตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือสิ่งที่ประกอบขึ้นจากแร่ธาตุ ตามกรรมวิธีนำมาใช้เป็นยา เช่น กำมะถัน น้ำประสานทอง ดีเกลือ สารส้ม แต่ละสิ่งมีสี กลิ่น รส ชื่อ เป็นอย่างไรในธาตุวัตถุ แบ่งเป็น 3 จำพวก คือ

  1. จำพวกสลายตัวง่ายหรือสลายตัวอยู่แล้ว
  2. จำพวกสลายตัวยาก
  3. จำพวกแตกตัว

หลักในการนำสมุนไพรมาใช้

โดยทั่วไปแล้ว การจะนำสมุนไพรมาใช้รักษาโรคนั้นจำเป็นจะต้องพิจารณา พิสูจน์สรรพคุณอย่างถ้วนถี่ ซึ่งเท่าที่ผ่านมามีหลักในการวินิจฉัย 5 ประการคือ

  • รูป คือ ของบังเกิดในพืช เช่น ใบ ดอก ผล เปลือกต้น กิ่ง ก้าน เนื้อไม้ ยาง ราก เป็นต้น ของบังเกิดแก่สัตว์ เช่น ขน หนัง เขา กระดูก กีบ งา เป็นต้น ของบังเกิดในธาตุตามธรรมชาติหรือประกอบจากธาตุ เช่น กำมะถัน เกลือ มวก สิ่งเหล่านี้เรียกว่า รูปของยา
  • สี คือ รู้จักสีของพืช สัตว์ และธาตุว่ามีสีเป็นอย่างไร เช่น การบูร สารส้ม มีสีขาว รงสีทอง กำมะถันมีสีเหลือง ฝางมีสีแดง ยางสีเสียดมีสีดำ เป็นต้น
  • กลิ่น คือ รู้จักกลิ่นของพืช สัตว์ ธาตุ แต่ละอย่างว่ามีกลิ่นเป็นอย่างไร กลิ่นหอม กลิ่นเหม็น เช่น พิมเสน หญ้าฝรั่น อำพันทอง ชะมดเช็ด ชะมดเชียง กฤษณา ชะลูด อบเชย แก่นจันทน์ ดอกมะลิ เหล่านี้มีกลิ่นหอม ส่วนมหาหิงค์ ตูดหมู มีกลิ่นเหม็น เป็นต้น
  • รส คือรู้จักรสของพืช สัตว์ และธาตุ ว่าสิ่งเหล่านี้มีรสเป็นอย่างไร มีรสฝาด หวาน เมา เบื่อ รสขม รสเผ็ดร้อน รสมัน รสหอมเย็น รสเค็ม รสเปรี้ยว รสจืด เช่น เปลือกแค รสเมาเบื่อ , บอระเพ็ด มะระ รสขม , พริกไทย พริกต่างๆ รสเผ็ดร้อน , เมล็ดงา น้ำมันสัก รสมัน , ดอกมะลิ รสหอมเย็น , เกลือ เหงือกปลาหมอ รสเค็ม , มะนาว มะดัน รสเปรี้ยว , นม ผักบุ้ง รสจืด เป็นต้น
  • ชื่อ คือ รู้จักชื่อของพืช สัตว์และธาตุว่าแต่ละอย่างเราเรียกชื่ออย่างไร เพราะชื่อเป็นสิ่งที่มนุษย์เราสมมุติขึ้นสำหรับเรียกขาน เช่น ของ ข่า ไพล อุ้งตีนหมี ทองแดง ทองเหลือง เป็นต้น

http://www.sri.cmu.ac.th/elanna/elanna47/public_html/med/med1_1.html

รูปแบบการใช้สมุนไพร

การใช้สมุนไพรรักษาโรคให้ได้ผลนั้น ตามตำราการแพทย์แผนโบราณล้านนา มักนำสมุนไพรประเภทต่างๆ เช่น พืชวัตถุ สัตว์วัตถุ และธาตุวัตถุมาใช้ร่วมกัน โดยจะพิจารณาตามอาการที่เกิดขึ้น สมุนไพรที่ใช้ที่มีรสต่างกันจะถูกนำมาผสมกันตามอัตราส่วนที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นพืชวัตถุ สัตว์วัตถุ หรือธาตุวัตถุก็ตาม เช่น

ยาฝี 7 จำพวกอันมีในท้องในไส้ทั้งมวล หื้อเอางาช้าง นอแรด เขาเยือง เขาควาย ดูกงูเหลือม ข่าแดง ดีงูว่า หญ้าหย่อมตีนหมา รากไค้นุ่น เขาวัวกระทิง ฝนกินทา

และบางพวก จะใช้เฉพาะพืชสมุนไพร เช่น

ยาเรื้อนเรื้อรังอยู่หลังตีนหลังมือ เอาใบหนุน (ขนุน) 7 ใบ เผาเป็นด่าง พริก 13 ลูก ขมิ้น 7 กลีบ บดกับกันไว้ ใส่ทั้งวันทั้งคืน เป็นต้น

ตามตำราแพทย์แผนโบราณกำหนดการเก็บยาไว้ดังนี้

1. การต้ม
สมุนไพรที่ใช้ต้มมีทั้งแห้งและสด ได้มาจากราก แก่น เปลือก ลำต้น เหง้าหรือหัว เป็นต้น ส่วนสมุนไพรที่ใช้สดๆ มักจะใช้ส่วนของใบ และเหง้าเป็นสำคัญ สมุนไพรแห้งจะต้องนำไปตากแดด หรืออบให้แห้งก่อนนำมาใช้เพื่อป้องกันเชื้อรา และเพื่อให้เก็บไว้ได้นานๆ

การนำสมุนไพรมาใช้ต้มมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ ต้มอาบ ต้มดื่ม และทั้งอาบและดื่มร่วมกัน

การต้มอาบ มักจะใช้รักษาโรคที่เกี่ยวเนื่องจากภายในและโรคที่ปรากฏอาการออกมา เช่น ไข้ป้าง ไข้รากสาด ลมสาน มะเร็งขึ้นหัว บวมหน้า ฯลฯ หรือใช้รักษาอาการภายหลังเป็นไข้ และหญิงหลังคลอด กรณีของผู้ที่เพิ่งจะฟื้นไข้ สมุนไพรที่ใช้จะเป็นสมุนไพรสดๆ เช่น ใบหมากผู้หมากเมีย ใบสะเภาลม ใบมะขาม เป็นต้น และสำหรับหญิงหลังคลอด ใช้สมุนไพรจำพวก ใบมะขาม ใบเปล้า ใบขี้เหล็ก และเหง้าปูเลย (ไพล) วิธีการคือ มัดสมุนไพรทั้งหมดรวมกันแล้วต้มจนน้ำมีสีเข้ม จึงยกลง รอให้อุ่นแล้วนำไปอาบ โดยจะอาบประมาณ 3-7 วันๆ ละครั้ง

การต้มดื่ม บางครั้งก็เรียกว่า เคี่ยว ส่วนมากมักใช้สมุนไพรแห้งนำมามัดรวมกันแล้วต้ม โดยใส่ข้าวสารเจ้า 7 เม็ด น้ำ 3 ส่วน ต้มจน น้ำแห้งเหลือส่วนเดียว จึงยกลง ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น และดื่มได้เรื่อยๆ ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน เมื่อหมดแล้วก็ต้มมัดเดิมอีก จนกว่า สีของน้ำสมุนไพรจะจางลงหรือใส จึงเปลี่ยนมัดใหม่ ให้ต้มกินจนกว่าจะหาย โรคที่ใช้ยาต้มส่วนใหญ่มักจะเป็นโรค หรืออาการที่เกิดขึ้น ภายในร่างกาย เช่น นิ่ว มะเร็งคุด มะเร็งเกี่ยวเข้าไส้ มดตะขึด ฯลฯ เป็นต้น

ทั้งต้มอาบและต้มกิน โรคที่ใช้วิธีการทั้งสองร่วมกัน มักจะเป็นโรคหรืออาการของโรค ที่เกิดจากภายใน และปรากฏอาการออกมาภายนอก ดังนั้นวิธีการรักษาจึงต้องใช้ทั้ง 2 วิธี คือ ทั้งรักษาอาการภายในและภายนอกด้วย เพื่อให้หายเร็วขึ้น เช่น ไข้ป้าง สันนิบาตร้อนหนาว ลมหมืน (ลมพิษ) เป็นต้น

2. การแช่
สมุนไพรที่ใช้ในการแช่มักจะเป็นส่วนของรากไม้ ใบ เปลือก ราก และหัว เช่น รากแฝก รากไค้นุ่น หัวกูดน้ำ ใบง้วนหมู ใบผักหนอก (บัวบก) เปลือกทัน (พุทรา) โดยการนำไปแช่น้ำ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้เวลานาน อาจมากกว่า 2 ชั่วโมง นานที่สุดอาจถึงข้ามคืน การแช่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้แช่เพื่ออาบ กิน เป็นการรักษาโรคอย่างหนึ่ง เช่น ไข้ ขางรากสุด เป็นต้น

3. การฝน
การฝน คือการนำเอาส่วนของพืชสมุนไพร เช่น รากไม้ กิ่งไม้ เป็นต้น นำมาถูกับหินฝนยา ซึ่งมีลักษณะกลม ผิวสากๆ ซึ่งเรียกว่า “บ่าหินฝนยา” หินนี้มักได้จากบริเวณน้ำตก วิธีฝน ทำโดยนำส่วนของไม้ที่เป็นสมุนไพรไปแช่น้ำสักครู่ แล้วนำมาฝนกับหินฝนยา และน้ำเปล่า อาจจะเป็นน้ำอุ่นก็ได้ เมื่อจะรับประทานก็เอาน้ำเจ้า (น้ำข้าวเจ้า) น้ำอ้อย หรือน้ำผึ้งตัด หรือเป็นกระสาย การรับประทานยาฝน มักจะเป็นช่วงเช้าหรือเย็น ซึ่งถือกันว่าเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเป็นปกติ เหมาะสม โดยรับประทานไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการจะหายไป โรคที่ใช้ยาฝนกิน เช่น มะเร็งลมล่า ขางกระด้าง ขางเลือดขางลม ไข้ดิน เป็นต้น

สำหรับการฝนทานั้น มักใช้กับโรคที่ปรากฏทางผิวหนัง หรือโรคที่เกี่ยวเนื่องกับอาการไข้ที่ปรากฏออกมาทางผิวหนัง เช่น ไข้ออกดำแดง เป็นต้น

4. การบดหรือตำ
การบดหรือตำ เพื่อให้สมุนไพรมีลักษณะเป็นฝุ่นหรือผงละเอียด สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที การนำมาใช้มีหลากหลายด้วยกัน เช่น ใช้ทา ซึ่งจะใช้กับแผลหรือตุ่มต่างๆ นำไปกินกับน้ำจิงหรือน้ำเปล่า สำหรับผู้ที่ชอบหวานหรือต้องการตัดรสขมของยาแก้ 5 ต้นออกไปก็ใส่ น้ำอ้อย น้ำข้าวเจ้าหรือน้ำผึ้งลงไป เพื่อให้รสชาติดีขึ้น และการปั้นเป็นลูกกลอน โดยนำมาผสมกับน้ำผึ้ง น้ำอ้อยหรือน้ำข้าวเจ้า แล้วปั้น ออกมาเป็นก้อนกลมๆ เล็กๆ นำไปตากแดด จนแห้งสนิท เก็บไว้รับประทานได้นาน

5. การหั่นและจู้
การหั่นหรือตัดสมุนไพรเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อใช้รักษาอาการขบ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อัมพฤกษ์ อัมพาต หรืออาการบวม ปวดหัว เป็นต้น สมุนไพรที่ใช้ เช่น พิดเทาะ ยอดขี้เหล็ก ยอดหนาม ยอดผีเสื้อ นำมาตำพอประมาณ แล้วห่อผ้าทำเป็นลูกประคบ วางทาบลงบนร่างกาย บริเวณที่ต้องการ ตัวยาก็จะค่อยๆ ซึมผ่านผ้าลงบนผิวหนัง เป็นการกรองหรือป้องกันสมุนไพรที่จะมาสัมผัส กับบาดแผลโดยตรงได้ ชั้นหนึ่ง หมอพื้นบ้านบางรายจะใช้ยาจู้ (ทาบ) โดยการนำสมุนไพรมาหั่นแล้วนึ่งด้วยความร้อน ให้ไอความร้อนขึ้น ส่งกลิ่น และมีน้ำซึม ออกมาจากห่อผ้า จากนั้นจึงนำมาทาบบนร่างกายบริเวณที่มีอาการ โดยทำบ่อยๆ วันละหลายๆ ครั้ง

6. ผิงไฟ
เป็นการใช้ส่วนของพืช เช่น ใบ หรือกาบ ที่มีความอ่อนนุ่ม เช่น ใบพลับพลึง ใบกล้วย กาบกล้วย ฯลฯ นำไปผิงไฟให้ร้อน นุ่มแล้วนำมาถูนวดตามร่างกายทันที เช่น การรักษา อัมพฤกษ์ อัมพาต โดยใช้ใบพลับพลึงไปผิงไฟให้ร้อน นุ่ม แล้วนำมานวดเฟ้น เช็ดบริเวณ ร่างกายหรือส่วนที่มีอาการของโรค ทำไปจนใบพลับพลึงเย็น การใช้วิธีนี้มักจะใช้ร่วมกับการใช้ยาจู้ จะทำให้อาการดีขึ้น

7. การหมก
นำพืชที่ต้องการใช้ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นเหง้า หรือหัว ผลของพืช หุ้มหรือห่อด้วยใบตองกล้วยหลายๆ ชั้น ไปย่างบนถ่านไฟแดงๆ จนใบตองชั้นนอกไหม้เกือบถึงใบตองชั้นใน จึงยกออกมาใช้ หรือโดยการนำไปหมกในกองขี้เถ้าร้อนๆ จนกว่าพืชนั้นจะนิ่ม

8. การอม
สมุนไพรที่ใช้เพื่ออม มักจะเป็นส่วนของดอก ยอดอ่อน มักใช้ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับช่องปาก โรคเหงือก โรคฟัน เช่น ขางปากปุด ขางปากเหม็น ขางลิ้นร้อน เป็นต้น ผู้ที่ใช้สมุนไพรสามารถอมได้ตลอดเวลา รสยาส่วนใหญ่มักจะมีรสเผ็ด ฝาดเล็กน้อย เช่น จันทน์จี้หรือ กานพลู ยอดบ่าก้วย เป็นต้น

9. การสูดหรือการรม
มักใช้เฉพาะโรคเท่านั้น เช่น โรคที่เกี่ยวกับฟัน แมงกินฟัน ฟันผุ เป็นต้น จะใช้วิธีการสูดหรือการรม โดยอมควันที่ออกมาจากกระบอก ไม้ไผ่ไว้ประมาณ 3-4 ครั้งต่อ 5 นาที หยุดพักแล้วทำต่อ ทำประมาณ 7-8 วัน จะหายจากอาการปวดฟันได้

10. การนำไปประกอบอาหาร
พืชที่นำไปประกอบอาหาร ส่วนมากจะใช้ยอดหรือใบอ่อน ต้นอ่อนหรือที่เรียกว่าผัก เช่น ยอดมะม่วง ยอดมะกอก ดอกบัว ผักปั๋ง ผักปูลิง เป็นต้น ซึ่งบางครั้งอาจประกอบด้วยพืชสมุนไพรหลายชนิดด้วยกันในอาหารอย่างเดียว จึงเป็นการกินเพื่อป้องกันและรักษาไปในตัว

11. การนำไปใช้สดๆ
การนำพืชไปใช้สดๆ โดยไม่ต้องผ่านความร้อนหรือกรรมวิธีใดๆ ส่วนที่ใช้จะเป็นยางจากลำต้น ใบ ก้านใบ การนำสมุนไพรสดไปใช้ทันทีนี้ มักใช้รักษาอาการที่เกี่ยวกับบาดแผลสด แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เช่น ยางหรือเมือกของว่านหางจระเข้ ใช้รักษาแผลไฟไหม้ การอมหรือ เคี้ยวใบฝรั่งสดๆ เพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวกับช่องปากและฟัน เป็นต้น

รับประทานสมุนไพรวันเดือนเพ็ญหรือ วันขึ้น 15 ค่ำเป็นที่น่าสังเกตว่า ในการรักษาโรคด้วยสมุนไพรนั้น หมอเมืองจะเป็นผู้กำหนดวิธีการใช้กับผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับอาการ ของโรคนั้นๆ บางครั้งจึงมีการดูฤกษ์ยามที่เหมาะสมประกอบด้วย เช่น

  • รับประทานสมุนไพรวันเดือนสามดับ
  • รับประทานสมุนไพรยามตะวันขึ้น อย่าให้มีเมฆหมอกมาบัง หรือรับประทานก่อนพระอาทิตย์จะตก
  • ถ้า เป็นยาต้ม หากเป็นการต้มอาบจะต้องต้มน้ำและอาบทางทิศตะวันตกของเรือน และถ้าจะให้ผลดียิ่งขึ้นตามตำราบอกว่าต้องตั้งขันประกอบด้วยเบี้ย 1,300 หมาก 1,300 เงิน 2 บาท ไต้ 1 เฟื้อง
  • หากเป็นการต้มรับประทาน สำหรับโรคบางโรค เช่น มดตะขึด นิ่ว จะต้องต้มนอกชายคาเรือน และปักตาแหลว (เฉลว) ล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน

ขำขันกันบ้าง

เทคนิคการขับขี่”ภรรยา”ให้ปลอดภัยและยืดอายุการใช้งาน
เพื่อทะนุถนอม อายุการใช้งานเมียของท่านให้ยืนยาว และเป็นการรักษาอายุของท่านเองด้วย เราขอแนะนำข้อปฏิบัติ หลักสิบประการ เพื่อใช้และบำรุงรักษาเมียออโตเมติก ดังต่อไปนี้

1. เมื่อเริ่มจะใช้งานเมียนั้น ควรอุ่นเครื่องก่อนทุกครั้ง เพราะการใช้งาน ทันทีทันใด ในขณะที่น้ำมันเครื่องยังไม่ได้หล่อลื่นไปทั่วห้องเครื่องนั้น อาจทำให้ลูกสูบติด หักหรืองอได้

2. ในตอนออกสตาร์ทใหม่ๆ อย่าเร่งเครื่องทันที เพราะการเร่งเครื่องทันทีนั้น อาจทำให้ผู้ขับเกิดอาการอ่อนเพลีย ขับได้ไม่นาน อาการตอบสนองของเครื่องจะไม่ดี เครื่องกระตุก นอกจากนั้น เครื่อง อาจหงุดหงิด เกิดอาการสำลักน้ำมันได้ง่าย และการเดินทางจะไม่ถึงที่หมาย

3. ในขณะติดไฟแดงนั้น ไม่ควรใช้งาน แม้ในทางทฤษฎีแล้ว เครื่องบางเครื่องอาจเป็นช่วงเหมาะสมที่จะนำไปใช้งาน แต่ในสภาพความเป็นจริงแล้ว ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ไม่ควรใช้งาน เนื่องจากเครื่อง อาจเกิดปัญหา ผุกร่อน คราบเขม่า น้ำมันจารบี อีกทั้งยังอาจผลเสียต่อสุขภาพของผู้ขับขี่ และเครื่อง เช่นกัน ในจังหวะไฟเขียว ก็ควรจะดูรอบเครื่องและอุณหภูมิด้วย อย่าสุ่มสี่สุ่มห้า ใช้ไม่บันยะบันยัง อาจเกิดปัญหาอื่นตามมาได้ โดยเฉพาะในกรณีท่านที่ขับรถสปอร์ต ยืมเขามาขับ หรือลักลอบขับยิ่ง อันตรายมาก สำหรับผู้ขับที่ยังไม่ได้มีรถส่วนตัวอย่างแท้จริง ส่วนท่านที่ใช้รถครอบครัวกรณีนี้ไม่มีปัญหา แต่อย่างใด ตกลงกันได้เสมอ

4. สำหรับรถและเครื่องที่มีอายุการใช้งานมานาน การขับขี่อาจนุ่มนวล แต่รู้สึกว่าการตอบสนองไม่เร้าใจ เนื่องจากเกิดความคุ้นชิน ผู้เชี่ยวชาญกล่าวว่า ท่านอาจเปลี่ยนแปลงวิธีขับ เช่น รู้จักเข้าโค้ง อย่างนุ่มนวล หรือในทางตรงกันข้าม เข้าโค้งรุนแรง ขับถอยหลัง ขับออกด้านข้าง ขับขึ้นเขา ขับลงเขา ขับ ๆ หยุด ๆ ซึ่งจะเป็นวิธีที่ทำให้ผู้ขับเกิดความตื่นเต้น และเครื่องยนต์ ก็จะตอบสนองดีขึ้น หาก ท่านใช้วิธีขับแบบเดิม ทื่อ ๆ ไป ไม่มีความเร้าใจ เครื่องและรถก็อาจอยากได้คนขับใหม่ด้วยเช่นกัน อย่าได้คิดว่าเปลี่ยนรถจะง่ายกว่าฝ่ายเดียวนะ

5. สำหรับมือใหม่หัดขับนั้น หากได้รถยังไม่พ้น รัน-อิน ยิ่งควรทะนุถนอม เพราะการขับอย่างรุนแรง ตะกรุมตะกรามนั้น อาจทำให้เครื่องยนต์เกิดความเข็ด และไม่ให้ความร่วมมือในการเดินทางครั้งต่อไป เนื่องจากอาจเกิดภาวะความเสียหายของห้องเครื่องได้ง่าย ควรค่อยเป็นค่อยไป เมื่อใช้งานไปได้สัก ระยะหนึ่ง จึงควรเปลี่ยนแปลงวิธีการขับ เป็นขับโลดโผน เสี่ยงตาย ขับควงสว่าน ขับลงน้ำ ขับกลาง สายฝน ขับหงายท้อง ก็แล้วแต่จะดัดแปลง

6. สำหรับผู้ใช้รถเก่า เมื่ออายุการใช้งานนานพอสมควร หรืออายุเครื่องถึงสามสิบปี ควรนำเข้าศูนย์ เช็คช่วงล่าง และกันชนหน้าเสมอ เพราะอาจเกิดสภาวะการผุกร่อน หรือการเปลี่ยนแปลงทางเคมี ขอให้นำเข้าตรวจสภาพเป็นประจำ เพื่อยืดอายุการใช้งาน รักรถต้องหมั่นตรวจ โปรดจำไว้..ส่วน การจะนำไปโอเว่อร์ฮอล หรือไม่นั้น แล้วแต่จะตกลงกัน ในความเป็นจริงผู้เชี่ยวชาญ กล่าวว่า เรื่องนี้สำคัญที่ใจ และฝีมือคนขับด้วย ไม่ใช่โทษแต่เครื่องยนต์อย่างเดียว

7. ระหว่างการขับขี่ ไม่ว่ารถมีอายุการใช้งานอย่างใด ข้อควรระวังก็คือ ห้ามบ่นอย่างเด็ดขาด ว่าเครื่องไม่ฟิตเหมือนเดิม หรือว่ากำลังแรงม้าลดลง ขับไม่ตื่นเต้น หรือชมว่าคันนู้น คันนี้ น่านั่งน่าขับ เพราะอาจเกิดอุบัติเหตุถึงแก่ชีวิตได้ หรืออย่างเบาะ ๆ อาจเสียทรัพย์สิน อุบัติเหตุในเรื่องดังกล่าว มี อัตราชายไทยเสียชีวิตสูงมาก สังเกตุได้จากหน้าหนึ่งหนังสือพิมพ์รายวัน

8. เทคนิคเล็ก ๆ น้อย ๆ ในการขับขี่ : การใช้งานอย่างราบรื่นนั้น อาจต้องหมั่นเปลี่ยนบรรยากาศการขับ เปลี่ยนสถานที่ขับขี่ (อย่าเปลี่ยนคัน อันตรายมาก เตือนแล้ว!!) สำหรับท่านที่ใช้รถครอบครัว ให้ดูแลลูกเต้าให้หลับเป็นที่เป็นทางให้เรียบร้อย เพราะการขับขี่อาจหยุดชะงักลงได้ เนื่องจากเจอปัญหา เด็กข้ามตัดหน้า เด็กเปิดประตูระหว่างขับ ไม่ข้ามทางม้าลาย จนต้องอุทาน “ลูกใครหว่า?” เขิน เป็นที่สุด..อ้อ..ไม่ควรสูบบุหรี่ก่อน หรือระหว่างขับ เนื่องจากกลิ่นบุหรี่จะทำให้รถเกิดความสกปรก เครื่องยนต์ตอบสนองไม่ดี แปรงฟันเสียด้วย หากกินข้าวกินปลาเสร็จใหม่ ๆ พักสักแป๊บก็ดี เดี๋ยวจุกแย่ ผู้ขับมือใหม่ หากตื่นเต้น ระหว่างขับ ให้ชลอความเร็ว ลดรอบเครื่องยนต์ คิดเรื่องอื่น ๆ สูดหายใจยาว ๆ จะทำให้เกิดการผ่อนคลาย และเดินทางได้นานขึ้น

9. ความรู้ทางด้านช่างเบื้องต้น: ระวังรักษา ท่อไอดี และไอเสีย และท่อเติม น้ำมันให้ทำงานดีเสมอ การใช้งานอย่างสับสน ผิดท่อผิดทางนั้น อาจเกิดความตื่นเต้นในการขับขี่เป็นครั้งคราว แต่ทั้งนี้ อาจเกิดผลเสียแก่เครื่องยนต์ ในระยะยาว รักษาความสะอาด ทั้งหัวจ่ายน้ำมัน และท่อต่าง ๆ ให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน หมั่นตรวจ เครื่องยนต์และอื่น ๆ ชมได้ ห้ามติ โดยเฉพาะกันชนเล็กไป นุ่มไป เหลวไป หย่อนไป เครื่องหลวม เครื่องสั่น ไม่ฟิต เร่งไม่แรง แซงไม่พ้นโปรดพึงสังวร ว่าเกิดจากการใช้งานอย่างไม่ถูกวิธีของท่าน หาใช่เกิดจากผู้ผลิต

10. ความปลอดภัย และวินัยจราจร: เมาไม่ขับ เนื่องจาก หากเมามากเกินไป แม้มีความเชื่อว่า จะทำให้ขับได้นาน ทรหดก็ตาม แต่ก็จะสูญเสียทัศนวิศัย และความสามารถในการตอบสนองอื่น ๆ อาจเกิดการผิดที่ผิดทาง ลืมคาดเข็มขัดนิรภัย ขับผิดคัน ล้วนแต่เป็นเหตุแห่งความเสี่ยงต่อชีวิตทั้งสิ้น

จากฟอร์เวิร์ดเมล์ และเว็บบอร์ด

นาฬิการ่างกายตามตำราจีน

เวลากับสุขภาพแบบฉบับของจีน

ทั้งหมดนี้เป็นการหมุนเวียนของพลังงานในร่างกาย เป็นทฤษฎีการดูแลสุขภาพของจีนที่มีอายุมากว่า 5000 ปี

• เวลา 21.00-23.00 น. ร่างกายจะสะสมพลังงานรวม..
พลังงานของร่างกายจะสร้างช่วงนี้เท่านั้น..จึงควรพักผ่อนเข้านอน 3 ทุ่ม..

• เวลา 23.00-01.00 น. พลังงานที่สร้างขึ้นจะเคลื่อนเข้าสู่ถุงน้ำดี ….
ล้าง ถุงน้ำดีทำให้ถุงน้ำดีแข็งแรงย่อยไขมันที่จะเปลี่ยนรูปไปเป็นฮอร์โมน กล้ามเนื้อ กระดูก เส้นเอ็น ไขสมอง น้ำหล่อเลี้ยงในร่างกายทั้งหมด การย่อยไขมันของร่างกายจะเกิดขึ้นในช่วงนี้เท่านั้น ….หากไม่พักผ่อนช่วงนี้ ไขมันดังกล่าวจะตกตะกอนอยู่ตามร่างกาย เช่นถุงไขมันใต้ตา มีพุง สมองเละเลือนง่าย ปวดไหล่ ปวดท้องง่ายบริเวณลำไส้ใหญ่ ท้องเสีย หรือท้องผูกง่าย

• เวลา 01.00 – 03.00 น. พลังงานจะเคลื่อนเข้าสู่ตับ…
ตับ จะเริ่มทำงานโดยใช้พลังงานที่สะสมไว้ ตับจะสะสมอาหารสำรองให้ร่างกายกำจัดของเสีย ผลิตน้ำดีและส่งไปเก็บที่ถุงน้ำดีถ้าช่วงนี้ไม่หลับนอนร่างกายจะสูญเสีย พลังงานที่สะสมไว้ ตับจะอ่อนแอลง การสะมพลังงานสำรองลดลง การผลิตน้ำดีก็ลดลง

ส่งผลกระทบต่อการทำงานของตับอ่อนเป็นผลให้การ ผลิตอินซูลินลดลงด้วย โรคที่จะเกิดขึ้นคือ โรคเกี่ยวกับความดันโลหิตแปรปรวน โรคเก๊าท์ โรครูมาตอยด์ ภูมิคุ้มกันบกพร่อง เบาหวาน หัวใจ กระดูกเสื่อม

• เวลา 03.00 – 05.00 น. พลังงานจะเคลื่อนเข้าสู่ปอด…
ถ้าปอดแข็งแรงผู้นั้นจะหลับสนิท ถ้าเป็นโรคปอดหรือสูบบุหรี่ จะไม่รู้สึกสบายตัวและจะถูกปลุกให้ตื่นช่วงนี้ จะไอและหายใจขัด…

• เวลา 05.00 – 07.00 น. พลังงานจะเคลื่อนเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ ….
เป็น ช่วงที่เราต้องถ่ายอุจจาระ ร่างกายจะต้องเอาของเสียทิ้งให้หมดก่อน 07.00 น. ถ้าไม่ถ่ายร่างกายจะเริ่มดูดซึมของเสียเข้าสู่ระบบเลือดนี่เป็นสาเหตุให้ เกิดริ้วรอยบนใบหน้า เกิดไขมันเสียๆ ..ควรออกกำลังกายช่วงนี้ เพื่อให้ลำไส้ใหญ่ขยับตัวและเพิ่มศักยภาพในการขับเคลื่อนของเสีย

• เวลา 07.00 – 09.00 น. กระเพาะ อาหารจะทำงานได้สูงสุดในช่วงนี้เท่านั้น …. กระเพาะอาหารจะต้องการอาหารและจะหลั่งน้ำย่อยมากที่สุด..ผู้ที่ไม่รบประทาน อาหารเช้าจะมีโอกาสเป็นโรคกระเพาะอาหาร และจะเกิดโรคหัวใจด้วยเพราะไม่ได้สารอาหารสำหรับทุกอวัยวะเพื่อกลับไปสร้าง พลังงานรวม..

• เวลา 09.00 – 11.00 น. ม้ามจะเริ่มเก็บพลังงานสำรอง
เก็บ สารอาหารจากการย่อยของกระเพาะอาหาร…การที่เราไม่ได้รับประทานอาหารเช้า ร่างกายจะดึงพลังงานสำรองออกมาใช้ พลังงานรวมจะหายไป ร่างกายจะอ่อนแอ ไม่มีแรง…

• เวลา 11.00 – 13.00 น. พลังงานจะเคลื่อนที่ไปที่หัวใจ
ถ้าร่างกายไม่ได้สารอาหาร หัวใจจะทำงานลำบาก หัวใจวายได้ง่ายในช่วงนี้..

• เวลา 13.00 – 15.00 น. พลังงานจะเคลื่อนสู่ลำไส้เล็ก…
ลำไส้เล็ก จะทำงานโดยเปลี่ยนรูปอาหารที่ได้ จากตอนเช้า ทั้งคาร์โบไฮเดรต ไขมัน เกลือแร่ เป็นพลังงานทั้งหมด…ถ้าไม่ได้รับอาหารเช้า อาหารที่จะย่อยในลำไส้เล็กก็ไม่มี ลำไส้เล็กก็จะย่อยตัวเองและเริ่มอ่อนแอ….

• เวลา 15.00 – 17.00 น. พลังงานจะเคลื่อนมาที่กระเพาะปัสสาวะ …. ของเสียที่เกิดขึ้นจากการแปรรูปอาหารที่ลำไส้เล็กจะเกิดขึ้น กระเพาะปัสสาวะจะทำงานมากที่สุด…

• เวลา17.00 – 19.00 น. พลังงานจะเคลื่อนมาที่ไต ….
ช่วงนี้ไตทำงานหนัก ไม่ควรออกกำลังกาย การออกกำลังกายช่วงเย็นจะทำให้ไตวายง่าย เวียนหัว ตาพร่า ปวดศีรษะ

• เวลา 19.00 – 21.00 น. พลังงานจะเคลื่อนมาที่กล้ามเนื้อหัวใจ ….
กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานชะล้างตัวเอง ทำงานช้าลง ช่วงนี้ต้องพักผ่อน ถ้าไม่พัก เลือดจะข้น กล้ามเนื้อหัวใจจะทำงานหนัก ทำให้หัวใจโต..

ขออภัยเก็บข้อมูลไว้นานแล้วไม่สามารถสืบค้นที่มาได้ แต่เคยได้อ่านข้อมูลนี้มานานแล้ว ทั้งจากนิตยสาร และจากเว็บเพจ

โอ้แม่เจ้า!!! 2.5" Transcend SATAII-SSD 192 GB.

อุแม่เจ้า..​เปิดตัวในตลาดแล้วที่อินเดีย

 

     ซิลิกอนเสตท ซาต้า2 ฮาร์ดไดร์ฟ จากทรานเซนด์ซัพพอร์ท SATAII เต็มรูปแบบ โดย Read speed อยู่ที่ 150 Mb./S. , Write speed อยู่ที่ 90 Mb./S. เขาว่าช่วยให้ลดเวลาบู๊ตไทม์ได้มาก

     โอวพระเจ้าแถมยังกันสะเทือนกันสั่น มีระบบป้องกันความเสียหาย และ ระบบตรวจสอบความผิดพลาดแบบ ECC ทำให้รับประกันความอึดความทน เพิ่มอายุการใช้งาน แถมยังประหยัดพลังงานมากขึ้นอีกด้วย…..

     แถมประกัน 2 ปี !!!! แต่ที่อินเดียนะ ! เมืองไทยไม่รู้จะมาป่าว หรือจะมาเมื่อไหร่ !!!

อะไรมันจะขนาดนี้ !!!

 

http://www.techshout.com/hardware/2009/13/transcend-192-gb-high-speed-ssd-now-in-indian-market/

ทำไอคอนใช้เองในแมคกันเถอะ !!

ตัวนี้ทำใน 10.5 คิดว่า ใน 10.4 ก็น่าจะได้

สิ่งที่ต้องมี :

– ไฟล์รูปที่ต้องการทำเป็นไอคอน ควรมีขนาด 500×500 pixel ขึ้นไป

– โปรแกรมสร้างไอคอนในชุดโปรแกรม Developer ที่มากับแผ่นอินสตอล์ แมคโอเอส (10.5 อยู่ใน Optional Installs/Xcode Tools/XcodeTools.mpkg) ให้อินสตอล์ตามปกติ โปรแกรมจะเข้าไปอยู่ใน Macintosh HD/Developer/Applications/Utilities ในที่นี้เราจะใช้โปรแกรม Icon Composer หรือ ดาวน์โหลดที่นี่ ถ้าไม่มีแผ่นแมค

– โปรแกรมแปลงไอคอนไฟล์ Icns2Rsrc

โอ๊เก่….

1. ก็หาโหลดรูปมาจากที่ไหนก็ได้ ดีสุดง่ายสุด (ระวังลิขสิทธิ์ด้วย) ก็ Google Image ได้รูปมาเซฟไว้สะสมไว้เด้อ

2. นำรูปที่ต้องการมาเปิดด้วย Photoshop  แล้วปรับให้อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมจตุรัสและคร็อปภาพให้ตำแหน่งเหมาะสม (น่าจะมีขนาดอย่างน้อย 512×512 pixel) เซฟไฟล์เป็นโพโต้ชอปฟอร์แมท จะให้ดีควรจะให้พื้นใสด้วย เพราไม่งั้นเวลาแปลงเป็นไอคอนสำเร็จแล้ว จะเหลือพื้นขาวบริเวณที่นอกเหนือจากภาพ

3. เมื่อได้ไฟล์เอ้าท์พุตมาเป็นโฟโต้ชอปแล้วให้เปิดโปรแกรม Icon Composer ขึ้นมา โปรแกรมเข้าใจได้ง่าย จะมีกรอบสำหรับ ไอคอนขนาดต่างๆ ให้เราลากไฟล์โฟโต้ชอปที่เราสร้างมาใส่กรอบใหญ่สุดได้เลย (ในกรณีที่จะใช้รูปเดียวทำไอคอนทุกขนาด) โปรแกรมจะถามคำถามเล็กน้อย ว่าจะก๊อปปี้ภาพนั้นๆ เข้าไปในกรอบอื่นๆ ที่เล็กกว่าหรือไม่? ให้เลือกตอบตามต้องการ (มีอยู่สามตัวเลือก) เป็นอันเส็ดการนำเข้าภาพ

ต่อมาให้เปลี่ยนไปที่แท็ป Preview ด้านล่าง ในตัวเลือกให้เลือกเป็น blank เพื่อให้เวลาเป็นไอคอนสำเร็จ พื้นหลังจะได้ใสสวยไม่มีสีขาวให้เสียอารมณ์ ในแท็ปนี้จะปรับเพิ่มลดขนาด (เพิ่มได้หรือเปล่า?) ของไอคอนได้อีกครั้งนึง เมื่อบันดาลจนสมประสงค์แล้ว ให้เลือกเมนู File  > Export จากนั้นเลือกเซฟไฟล์ตามตำแหน่งตามใจชอบ จะได้ไฟล์ .icns มา จริงๆ มันก็เป็นไฟล์ไอคอนแล้ว แต่มันยังเอาไปใช้งานไม่ได้ ต้องแปลงอีกที

4. เปิดโปรแกรม Icns2Rsrc ขึ้นมา โปรแกรมนี้ไม่มีอินเตอร์เฟซอะไรให้ ไม่ต้องตกใจ ให้เลือก เมนูจากเมนูบาร์ File > Open หรือ กด Command + O ก็ได้ เมื่อเปิดขึ้นมาแล้วโปรแกรมก็จะไม่พูดพล่ามทำเพลงอะไรอีกเช่นเคย แต่จะถามท่านเลยว่าจะเซฟไฟล์ไอคอนไว้ที่ไหน ก็ตั้งชื่อเลือกที่เซฟกันไปตามอัธยาศัย

5. ท่านได้ไฟล์ไอคอนแล้วจ้า มันจะเป็น .rsrc ถ้าไม่ชอบก็เปลี่ยนชื่อแล้วลบ file extension ทิ้งไปก็ได้ ก็จะเหลือเป็นชื่อไฟล์ไอคอนโล้นๆ สวยดี (อันนี้คิดมากไปป่าวไม่รู้)

6. เป็นอันเสร็จ นำไปใช้เปลี่ยนกับไอคอนที่ต้องการได้เลย ให้เลือกไฟล์หรือโฟลเดอร์ที่ต้องการ แล้ว คลิ๊กขวา, Ctrl คลิ๊ก,แล้วเลือก Get Info หรือกด Command + I ก็ได้  จากนั้นทำแบบเดียวกันกับไฟล์ไอคอนที่คุณเพิ่งสร้าง คลิ๊กที่รูปไอคอนด้านบนซ้ายสุดของหน้าต่าง Info ของไอคอนให้เป็นไฮไลท์ขึ้นมา (เป็นสีฟ้าช้ำๆ) แล้ว กด Command + C จากนั้นไปที่หน้าต่าง Info ที่ต้องการเปลี่ยนไอคอน แล้วคลิ๊กที่รูปไอคอนตำแหน่งเดียวกันให้เป็นไฮไลท์แล้ว กด Command + R เป็นอันเสร็จ ปิดหน้าต่างได้เรย 😛

น้ำท่วมทุ่งผักบุ้งโหรงเหรงไปป่าวเนี่ย???

ภาพเดี๋ยวค่อยลงนะ มันจะเปลืองที่บล๊อก ใช้ฟรี เด๋วที่หมดเร็ว 😛 ไว้หาที่เก็บภาพก่อน

Translated, Adapted based on http://macapper.com/2007/04/21/how-to-create-custom-icons-for-your-mac/

—Also in Articles page—

Recuva กู้ไฟล์ฟรี for windows

ท่านกำลังประสบปัญหาลบไฟล์แล้ว เทขยะแล้ว เกิดทำไฟล์สุดที่รักหายโดยไม่ได้ตั้งใจใช่หรือไม่??!!

วันนี้!! เราช่วยท่านได้ !

Recuva โปรแกรมฟรีจากสวรรค์ กู้ไฟล์ให้ท่าน แม้จะเทถังขยะทิ้งไปแล้ว ไม่ว่าจะเป็น ฮาร์ดดิสก์ภายใน ภายนอก หรือจะเป็น แฟลชไดร์ฟ ธัมป์ไดร์ฟจากกล้องถ่ายรูป หรือใส่เพลงฟังในรถยนต์

ดาวน์โหลดได้ที่ http://www.recuva.com

คู่มือการใช้งาน http://docs.piriform.com/recuva