Tag Archives: ไทย

สูตรไก่ต้มน้ำปลา

tomnampla45

วัตถุดิบ :
น่องไก่ติดสะโพก 2 ชิ้นใหญ่
กระเทียมทุบ 3 กลีบใหญ่
รากผักชีทุบ 3 ต้น
น้ำปลา 2 ทัพพี
น้ำมันหอย 1 ทัพพี
ซีอิ้วดำ 1 ช้อนโต๊ะ
น้ำตาล 1 ทัพพี
น้ำเปล่า ใส่ท่วมไก่นิดหน่อย Continue reading

สูงวัยอย่างมีคุณภาพด้วย “สมุนไพร” ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร “เราอยากกระตุ้นให้ประชาชนขบถ”

สิ่งที่เรียกว่า “สังคมผู้สูงวัย” ดูเหมือนประเทศไทยไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้พ้น

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมรับมือแต่เนิ่นๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง

เช่นที่ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ-เอกชน จัดงานด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน โดยใช้ชื่อ “เฮลท์แคร์ 2016” ภายใต้ธีม “สร้างสุขผู้สูงวัย” นับเป็นงานมหกรรมสุขภาพเพื่อผู้สูงวัยครั้งแรกของไทย

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร คือหนึ่งในหน่วยงานด้านสุขภาพที่มีบทบาทเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องการแพทย์แผนไทย และการใช้สมุนไพรมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ด้วยความมุ่งหวังที่จะทำให้ภูมิปัญญาในการใช้สมุนไพรของประเทศไทยได้รับการสืบสาน ส่งต่อ ให้พืชสมุนไพรกลับมาเป็นที่แพร่หลายเหมือนดังแต่ก่อน

และผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในเรื่องนี้เห็นจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ ! Continue reading

จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการในมุมมองประธานองค์การค้าต่างประเทศญี่ปุ่น

เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจมาก ก่อนที่เราจะพัฒนาได้ เราย่อมต้องเรียนรู้และยอมรับข้อผิดพลาดที่แท้จริงของเราให้ได้ก่อน เพื่อนำไปใช้ประเมิณ เป็นบทเรียนเพื่อการพัฒนาที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคต

ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ระบุว่าไทยอาจไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนเหมือนที่ผ่านมาในสายตาของ นักลงทุนญี่ปุ่น

1393812_339289922904441_2713528999389092130_n

“จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อ คือ

 1 . คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม  คือ เป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็น ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติล้าหลังไปเรื่อย

2. การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่างๆ ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า

3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ น้อยคนนักที่จะทำงานแบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน

4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้า หรือทำด้วยความเกรงใจ ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับสัญญาหรือข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อยๆ

5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกลจะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชนซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริ

6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง

7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี้ยงเป็นศรีธนญชัย ยกย่องคนมีอำนาจ มีเงิน โดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่า ผู้ก่อการร้าย ดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว

8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับผลประโยชน์ เอ็นจีโอดีๆก็มี แต่บ้านเรามีน้อย บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาลเพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริงๆ ไม่ได้พูดกัน

9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก การสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลกของเรายังขาดทักษะและทีม เวิร์คที่ดี ทำให้สู้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้

10. เลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเองขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม

ขอบคุณ https://www.facebook.com/notes/%E0%BA%81%E0%BA%A3%E0%BA%B4%E0%BA%94%E0%BA%81%E0%BA%B4%E0%BA%94%E0%BA%95%E0%BA%B4%E0%BA%9E%E0%BA%BB%E0%BA%87-%E0%BA%81%E0%BA%B4%E0%BA%95%E0%BA%B4%E0%BA%9E%E0%BA%B4%E0%BB%80%E0%BA%8A%E0%BA%94%E0%BA%AA%E0%BA%B1%E0%BA%99/%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-10-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99/339288249571275

เภสัชกรรมโบราณ : เครื่องปรุงยา

เป็นความรู้ที่มีค่ามากๆ ขออนุญาตคัดลอกมาจัดเรียงให้อ่านง่าย และจัดเก็บไว้ป้องกันสูญหาย

เภสัชกรรมโบราณ : เครื่องปรุงยา

ในเรื่องเครื่องปรุงยา เกี่ยวกับตำรับยา มีองค์ประกอบสำคัญอยู่๔ ประการ คือ
๑. ตัวยาสำคัญ
๒. ตัวยาช่วย
๓. ตัวยาคุม
๔. เครื่องปรุง

๑. ตัวยาสำคัญ คือตัวยาที่ใช้แก้โรค หรืออาการของโรค บำบัดรักษาโรคให้หายได้ เมื่อเอามาประสมกันเข้าแล้ว อาจมีฤทธิ์และกำลังโดยคุณวิเศษที่จะต่อสู้ความไข้ให้ระงับดับหายไปด้วยอำนาจของยานั้นคือ

ตัวยาจริง

๒. ตัวยาช่วย คือตัวยาที่ช่วยกำลังของตัวยาสำคัญ ที่จะทำให้มีฤทธิ์ มีสรรพคุณดียิ่งขึ้น

๓. ตัวยาคุม คือตัวยาที่คุมกำลัง ฤทธิ์ หรือสรรพคุณของตัวยาสำคัญ ที่จะให้เป็นไปด้วยดี โดยฤทธิ์ยาเดินสม่ำเสมอ

๔. เครื่องปรุง คือสิ่งที่จะช่วยปรุงยาให้เป็นรูป เป็นรส กลิ่นต่างๆ เมื่อปรุงรส แต่งกลิ่น ชวนให้น่ารับประทานง่าย ชวนให้ดม หรือเพิ่มกลิ่นให้หอมตามความมึ่งหมาย โดยการเพิ่มเติม แทรกด้วยตัวยาเครื่องหอมและของที่สูงด้วยคุณค่าและราคา เช่น กฤษณา พิมเสน โคโรค อำพันทอง ชมดเชียง ชมดเช็ด หญ้าฝรั่ง น้ำดอกไม้เทศ น้ำดอกไม้สดแช่ การะบูน ทองคำเปลว เป็นต้น

Continue reading

อธิบายเรื่องทีวีดิจิตอลจากกระทู้ในพันทิป

ขออภัยจำที่มาแน่ๆ ไม่ได้ จะเพิ่มเติมให้หากได้ข้อมูลในอันดับต่อไป

1388377308-1388325040-o

เราต้องหันกลับมามองตัวเองตามความเป็นจริง

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นจริงในสังคมไทย บางคนอาจได้สัมผัสโดยตรง บางคนอาจไม่ แต่มันคือความเป็นจริงที่มีอยู่จริงในสังคมและสารบบของไทย

ขอบคุณบล๊อกเฮีย
http://p-ach.com/?p=524 

ชา

ความเป็นมาและการเดินทางของชา

ตามตำนานของชาวจีน จักรพรรดิเสินหนง เป็นผู้ค้นพบเครื่องดื่มชนิดนี้ ท่านเชื่อว่าการต้มน้ำดื่มสามารถป้องกันโรคต่างๆได้ แต่ด้วยความบังเอิญระหว่างการเดินทางในป่า ได้มีใบไม้ชนิดหนึ่ง ตกลงไปในด้วยน้ำร้อน แทนที่ท่านจะเทน้ำที่มีสีออกเหลืองนั้นทิ้งไปเสีย กลับทดลองดื่ม จึงได้มีเครื่องดื่มมหัศจรรย์ชนิดนี้เกิดขึ้น ก่อนคริสตกาลประมาณ 2,700ปี

คศ. 618-907 สมัยราชวงค์ถัง (Tang Dynasty) ชาได้กลายเป็นเครื่องดื่มประจำชาติจีน

คศ. 780 หลูหยู่ ได้เขียนบันทึกเล่มแรมเกี่ยวกับชา ชื่อ ชาชิง Ch’a Ching

คศ. 1107-1125 จักรพรรดิหุ่ยเซิง ทรงเขียนตำราชา ชื่อ “Ta Kuan Ch’a Lun”

จากนั้นวัฒนธรรมการดื่มชาได้แพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ เริ่มจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ประเทศในตะวันออกกลาง จนกระทั่งปี 1620 ชาวดัชต์(ฮอลันดา) ได้นำชาเข้าสู่ประเทศฮอลแลนด์

ก่อนที่เราจะรู้จักชื่อทางวิทยาศาสตร์ของต้นชาที่เรียกว่า คาเมลเลีย ไซเนนซิส Camellia Sinensis ชาได้ถูกเรียกเป็นอีกหลายชื่อ เท่าที่พบตามหลักฐานในประวัติศาสตร์จีน ประเทศต้นกำเนิดของชา มีการบันทึกไว้ว่า คำว่า ทู (T’u) ที่แปลว่า ผักหรือใบไม้ที่มีรสขม คำว่า เกียกิวทิว แปลว่า ต้นไม้ใบเขียวตลอดปี เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกชา  ชาวจีนมณฑลยูนนานเรียกชาว่า มิ้ง คล้ายกับคำว่า เมี่ยงที่ภาคเหนือของประเทศไทยใช้เรียก เมี่ยงที่ผลิตจากใบชาเช่นเดียวกัน

ระหว่างปีคศ. 728-804 การดื่มชาได้แพร่หลายอย่างรวดเร็วในวัฒนธรรมของจีน บันทึกเกี่ยวกับชาเล่มแรกของโลก เขียนโดยหลูหยู่ ที่ชื่นชอบการดื่มชา จึงค้นคว้าหาแหล่งที่มาของชา วิธีการผลิต อุปกรณ์ชงชา การชงชาที่ถูกวิธี และธรรมเนียมการชาชง พร้อมกับเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่า ชา แทนชื่ออื่นๆ และเป็นที่นิยมเรียกอย่างมาก

เมื่อชาวยุโรปล่องเรือเข้ามาทำการค้ากับจีน จึงนำใบชากลับไปด้วย นอกเหนือจากผ้าไหมและเครื่องเทศต่างๆ ชาวจีนมณฑลฟูเจี้ยนเรียกใบชาตามภาษาท้องถิ่นว่า เต (Tay) ซึ่งชาวฮอลันดาใช้ชื่อนี้เรียกชากลับไปด้วย ต่อมากลางศตวรรษที่ 18 คำว่า Tay ถูกนำมาสะกดและจำกัดความใหม่เป็น Tea และได้บรรจุไว้ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน

เพิ่มเติมได้ที่ “ทำความรู้จักชา” http://www.time-for-tea.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=307857&Ntype=2

http://www.time-for-tea.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=361875

ทำความรู้จักกับต้นชา

ชาเป็นพืชที่มาจากพืชในตระกูลคาเมลเลีย ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของชาคือ คาเมลเลีย ไซเนนซิส  (Camellia Sinensis) มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในประเทศจีน เจริญเติบโตในแถบที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูง อากาศเย็น สามารถขึ้นได้ดีในเขตอบอุ่น และมีฝน จึงทำให้แหล่งปลูกชากระจายอยู่ตั้งแต่ละติจูดที่ 45 องศาเหนือในรัสเซีย ถึง 50 องศาใต้ในทวีปแอฟริกา ชาปลูกได้ในพื้นที่ที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 – 2,000 เมตร ผลผลิตชาส่วนใหญ่จะอยู่ในทวีปเอเชียโดยพื้นที่ที่มีการปลูกชามากจะอยู่ระหว่างแนวเหนือใต้  ตั้งแต่ ประเทศญี่ปุ่นถึงอินโดนีเซีย และแนวตะวันออก-ตะวันตก จากประเทศอินเดียถึงญี่ปุ่น เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้จะอยู่ในเขตมนสุมมีอากาศอบอุ่นและมีปริมาณน้ำฝนมาก เหมาะกับต้นชาที่กำลังเจริญเติบโต

ชามีสกุลย่อยๆ แยกออกได้อีกกว่า 3,000ชนิด แต่ว่าที่ปลุกกันเป็นหลักก็มีเพียงแค่ 3 สายพันธุ์ใหญ่ๆ คือ

1. ชาอัสสัม ชื่อวิทยาศาสตร์ Camellia Sinensis Var. assamica (Mast.) เป็น ไม้พุ่มขนาดกลางถึงใหญ่ บางครั้งอาจพบได้ว่ามีความสูงถึง 17 เมตร และมีขนาดใหญ่กว่าชาในกลุ่มอื่นอย่างเด่นชัด ชาอัสสัมจะถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาจีนและชาดำ ชาอัสสัมจะเติบโตเร็ว ทนแล้ง สามารถแบ่งออกเป็นพันธุ์ย่อยๆได้ 5 สายพันธุ์คือ

1.1 พัีนธุ์อัสสัมใบจาง – ต้นมีขนาดเล็ก ยอดและใบมีสีเขียวอ่อน ลักษระในเป็นมันวาว ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย เป็นพันธุ์ที่อ่อนแอ ให้ผลผลิตต่ำและคุณภาพไม่ดี เมื่อนำมาทำชาจีนจะมีสีน้ำตาล

1.2 พันธุ์อัสสัมใบเข้ม ยอดและใบมีสีเขียวเข้ม ใบนุ่มเป็นมัน มีชนปกคลุม ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี เมื่อนำมาทำชาจีนจะมีสีดำ

1.3 พันธุ์มานิปุริ เป็นพันธุ์ที่แข็งแรง ให้ผลผลิตสูง ใบมีสีเขียวเข้มเป็นประกาย ของใบหยักแบบฟันเลื่อย ทนแล้งได้่ดี

1.4 พันธุ์พม่า ใบมีสีเขียวเข้ม ใบแก่มีสีเขียวแกมน้ำเงิน ใบกว้าง แผ่นใบเป็นรูปไข่ ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีมาก

1.5 พันธุ์ลูไซ ขอบใบหยักลึก ปลายใบเห็นได้ชัด

2. ชาจีน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Camellia Sinensis Var. sinensis เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1-6 เมตร ชาจีนจะถูกนำไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาเขียวโดยใช้ยอดอ่อนที่มี 1 ยอดตูมและ 3-4 ใบบาน

ชาจีนจะทนทานต่ออุณหภูมิและสภาพแวดล้อมที่ผันแปรได้ดี ผลผลิตต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มพันธุ์ชาอัสสัม  ชาพันธุ์นี้ปลูกมากในประเทศจีน  สายพันธุ์ที่นิยมปลูกจะแตกต่างกันไป  ในแต่ละท้องที่เช่น สายพันธุ์ชิงชิงอูหลง ชิงชิงต้าพัง เตกวนอิน เป็นต้น

3. ชาเขมร มีชื่อวิทยาศาสตร์ Camellia Sinensis Var.Indo-China ชาในกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นไม้พุ่มลำต้นเดี่ยวขนาดใหญ่ มีความสูงของทรงพุ่มประมาณ 5 เมตร

ต้น ชาเป็นพืชที่มีลักษณะเป็นพุ่ม ใบเขียว และหากปล่อยให้เจริญเติบโตเองในป่า มันจะให้ดอกสีขาวส่งกลิ่นหอมในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเมื่อดอกชาเติบโตเต็มที่จะให้ผลชาที่ภายในมีเมล็ดเล็กๆ ตั้งแต่หนึ่งถึงสามเมล็ด ส่วนในการแพร่พันธุ์ ต้นชาจะต้องได้รับการผสมละอองเกสรกับต้นชาต้นอื่นๆ เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนยีนและโครโมโซมซึ่งกันและกัน เมื่อชาต้นใหม่เจริญเติบโตมันจะคงคุณลักษณะที่เข้มแข็งบางส่วนของพ่อแม่ต้น พันธุ์ ด้วยวิธีการนี้ ต้นชาจึงถือได้ว่าเป็นพืชที่มีคุณลักษณะเด่นเฉพาะตัวของมันเอง

ต้น ชาสามารถเจริญเติบโตได้สูงตั้งแต่ 15-30 ฟุต แต่ในการปลูก เกษตรกรมักรักษาระดับความสูงของต้นชาให้อยู่ในระดับประมาณ 3-5 ฟุต เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยวใบชาอ่อน นอกจากนี้การปล่อยให้ต้นชาสูงเกินไป ใบอ่อนที่เหมาะสำหรับการเก็บเพื่อผลิตชาแห้งนั้น จะถูกแสงแดดเผาไหม้ได้ และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เกษตรกรมักปลูกต้นชาภายใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่อื่นๆ เช่นกัน

การเก็บเกี่ยวชา

ส่วนที่เราต้องการจากต้นชาเพื่อมาทำเครื่องดื่มนั้น อยู่ส่วนบนสุดของต้นหรือใบอ่อน กล่าวคือ คุณภาพของชาที่ดีนั้นต้องผลิตจากใบอ่อน (ยอดบนสุด) และอีกสองใบถัดไป สิ่งที่น่าสนใจและจดจำคือการเก็บเกี่ยวใบอ่อนและยอดที่ได้รับการยอมรับว่าจะ ได้มาซึ่งผลผลิตชาที่ดีนั้น ถือว่าการใช้มือคนเก็บเป็นวิธีที่ดีที่สุด นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้แต่ประเทศที่ได้ผลิตชามาเป็นเวลานานเช่น จีน ไต้หวันหรือประเทศญี่ปุ่นที่มีค่าแรงสูง ก็ยังใช้แรงงานคนในการเก็บเกี่ยวยอดชาใบอ่อน เพราะเครื่องจักรมักดึงเอาใบและหน่อส่วนที่หยาบ หรือเป็นเป็นกิ่ง ตลอดจนส่วนอื่นๆของต้นชา ที่สำคัญเครื่องจักรไม่สามารถแยกความแตกต่างของความอ่อน แก่ของใบชาได้ดีเท่าคน

ใบ ชาที่ดีที่สุดนั้นต้องเล็กที่สุด และที่ปลายต้องเรียว ที่หัวจะมีความคมและแหลม ใบชาแบบนี้จะมีราคาแพง ในอดีตจะมีเพียงกษัตริย์เท่านั้นที่ได้ดื่ม คุณภาพของชาที่ดีคือการใช้ใบที่เป็นใบแรก รองลงไปคือใบที่ 2-3 และ 4 ดังนั้นเกษตรกรปลูกชาจึงต้องดูแลต้นชาอย่างดีอยู่เสมอ เพราะถ้าใบชาแก่เกินไปคุณภาพจะลดลงและทำให้ราคาที่ได้ถูกลงด้วย  บรรดา แมลงที่สามารถทำความเสียหายให้ต้นชานั้นมีถึง 150 ชนิดด้วยกัน และอีกทั้งมีเชื่อรามากกว่า 380 ชนิดที่สามารถทำความเสียหายต้นชาได้ตลอดเวลา

คุณภาพ และราคาของชา ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการเก็บชา และฤดู ชาที่มีคุณภาพดีที่สุดต้องเป็นใบชาที่เก็บก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นเต็มที่ และเก็บอีกครั้งเมื่ออาทิตย์ตกดิน เพราะความร้อนจะไม่รุนแรงนัก แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เก็บในช่วงเช้า เพราะมีความชื้นสูง ดังนั้นจึงเลือกเก็บเวลากลางวัน ส่วนฤดูการเก็บเป็นปัจจัยต่อราคาของชาเช่นเดียวกัน ในฤดูใบไม้ผลิจะผลิตชาได้ีดีที่สุด แต่ถ้าเป็นช่วงต่อระหว่างฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนคุณภาพจะตก ตามธรรมเนียมแล้ว ไม่มีใครเก็บชาในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว เพราะเป็นเวลาที่ต้นชาจะมีโอกาสฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิม แต่ในปัจจุบันการเก็บใบชาเก็บได้ทั้ง 4 ฤดู ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลผลิตตลอดปี

http://www.time-for-tea.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=5319818

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ หรือ การจำแนกชั้นทางชีววิทยา นั้นหมายถึง  การจัดกลุ่มและหมวดหมู่สปีชีส์ของสิ่งมีชีวิต ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่สูญพันธุ์ไปแล้ว การจำแนกในยุคปัจจุบันอาศัยรากฐานจากระบบการจำแนกของ  คาโรลัส ลินเนียส นักพฤกษศาสตร์ผู้จัดกลุ่มสปีชีส์ต่าง ๆ โดยดูจากลักษณะเฉพาะทางกายภาพ การจัดกลุ่มแบบนี้ได้มีการปรับปรุงอยู่เสมอเพื่อให้สอดคล้องกับหลักดาร์วิน   ส่วนมากเป็นผลมาจากการศึกษาอนุกรมวิธานระดับโมเลกุลด้วยการวิเคราะห์จีโนม ในการแบ่งอย่างกว้างๆจะแบ่งได้ 2 ระดับ คือ ลำดับขั้นสูง และ ลำดับขั้นต่ำ

“ชา” ตามความหมายที่เราต้องการ  อ้างอิงตาม  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ คือ  น. (๑) ชื่อไม้ต้นขนาดเล็กชนิด  Camellia  sinensis (L.)  Kuntze  ในวงศ์Theaceae ขึ้นตามหุบเขาในเขตร้อน ใบใช้ชงเป็นเครื่องดื่ม, พายัพเรียก เมี่ยง.  ดังนั้นชาตามความหมายจากการอ้างอิงนี้เราหมายถึง พืชชนิด Camellia sinensis (L.) Kuntze  วงศ์ Theaceae เมื่อนำใบมาผ่านกรรมวิธีต่างๆแล้วนำมาชงจะกลายเป็นเครื่องดื่ม

มีอะไรในใบชา

จากความเชื่อแต่โบราณที่ว่า ชาเป็นยาอายุวัฒนะและสามารถแก้โรคต่างๆ   ได้สารพัดโรค ตั้งแต่ปวดศีรษะ ลดความเครียด ช่วยย่อยอาหาร ล้างสารพิษ ป้องกันโรคหัวใจ เพิ่มภูมิต้านทาน ไปจนกระทั่งป้องกันฟันผุ ซึ่งการวิจัยในปัจจุบันก็ยืนยันสนับสนุนความเชื่อเหล่านั้น แน่นอนว่าคุณสมบัติที่เป็นยาสารพัดโรคของชานั้นได้มาจากสารเคมีต่างๆที่อยู่ในใบชา นั่นเอง ซึ่งสาระสำคัญ ๆ ได้แก่ เคทิซิน คาเฟอิน แทนนิน เป็นต้น

เคทิซิน

ความลับของชาอยู่ที่ปริมาณสารเคทิซิน โพลีฟีนอล (Catechin Polyphenol) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาร Epigallocatechin-3-Gallate (EGCG) 
ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก (เชื่อว่าดีกว่าวิตามินอีถึง 20 เท่า) จึงช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับความเสียหายจากอนุมูลอิสระ   ช่วย
กำจัดการลุกลามของเซลล์เนื้องอก   ทั้งยังเข้าไปแทรกแซงในกระบวนการก่อตัวและในกระบวนการลุกลามของมะเร็ง  โดยไม่ทำลายเนื้อ
เยื่อส่วนดี   โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร   มะเร็งตับอ่อน  มะเร็งลำไส้ใหญ่   มะเร็งหลอดอาหาร   มะเร็งตับ   มะเร็งต่อมลูกหมาก  และ
มะเร็งปอด  การใช้สารสกัดจากชาเขียวในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการฉายแสงและเคมีบำบัดจะทำให้เซลล์ปกติถูกทำลายน้อยลง  นอกจากนี้
ยังช่วยลดระดับ   LDL   คลอเรสเตอรอล  และยับยั้งการก่อตัวแบบผิดปรกติของก้อนเลือด  ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหัวใจวายและลมชัก
มีรายงานจากทีมนักวิทยาศาสตร์ของศูนย์วิจัยโรคมะเร็งในบริติชโคลัมเบียว่า ชาสามารถยับยั้งการสร้างไนโตรซามีน  ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
รุนแรงได้  ซึ่งสารไนโตรซามีนนั้นเป็นสารที่เกิดจากสารพวกดินประสิวในอาหารทำปฏิกิริยากับสารจำพวกโปรตีนที่มีในเนื้อสัตว์และอาหาร
ทะเลกลายเป็นไนโตรซามีน   ซึ่งกอ่มะเร็งได้หลายฃนิด    ดังนั้นถ้านิยมบริโภคอาหารจำพวกไขมัน   แอลกอฮอล ์ เนื้อสัตว์และไม่ค่อยรับ
ประทานอาหารที่มีกากสูงก็ควรดื่มน้ำชาไปพร้อมๆ กันด้วย ก็จะช่วยลดไขมันหรือสพิษที่อาจปะปนในอาหารได้

คาเฟอีน (Caffeine)

สาร เคมีที่เรารู้จักกันดีนี้ก็มีอยู่ในชาประมาณร้อยละ 2.5 โดยน้ำหนัก ซึ่งสารคาเฟอีนในน้ำชานี่เองที่ไปกระตุ้นให้สมองสดชื่นแจ่มใส 
หายง่วง เนื่องจากมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เพิ่มการเผาผลาญอาหาร เพิ่มการทำงานของหัวใจและไต แต่อย่างไรก็ตามเด็กและผู้ป่วยโรคหัวใจ
ก็ไม่ควรดื่มชาเนื่องจากคาเฟอีนมีคุณสมบัติในการกระตุ้นประสาทและบีบหัวใจ ถ้าต้องการดื่มชาจริงๆ ก็ควรดื่มชาที่สกัดสารคาเฟอีนออก
แล้ว ซึ่งในการชงชานั้นพบว่าใน   3   นาทีแรกจะได้คาเฟอีนออกมาในปริมาณที่สูง โดยทั่วไปในชา 1 ถ้วย จะมีคาเฟอีนอยู่ประมาณ 10-50
มิลลิกรัม และในน้ำชายังมีสารที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับคาเฟอีนชนิดอื่นๆ ที่ช่วยในการขับปัสสาวะ โดยไปกระตุ้นให้ไตขับน้ำปัสสาวะมากขึ้น
และยังช่วยขยายหลอดลมอีกด้วย แต่มีงานศึกษาวิจัยบางชิ้นพบว่า น้ำชาที่ได้จากชาเขียวหรือชาดำที่สกัดเอาสารคาเฟอีนออกไป กลับ
ไม่มีฤทธิ์ในการป้องกันการก่อมะเร็งหรือเนื้องอก ข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดความสนใจขึ้นว่าบางทีคาเฟอีนในใบชาอาจจะเป็นสารออก ฤทธิ์
ตัวหนึ่งที่มีผลทางการแพทย์ก็เป็นได้้

แทนนิน

ฝาดชา (Tannin) เป็นสารที่มีรสฝาด พบในใบชาแห้งประมาณร้อยละ 20-30 โดยน้ำหนัก ใช้บรรเทาอาการท้องเสียได้ ดังนั้นหาก
ต้องการดื่มชาให้ได้รสชาติที่ดีนั้น ไม่ควรทิ้งใบชาค้างไว้ในกานานเกินไป เพราะสารแทนนินจะออกมามาก ทำให้น้ำชามีรสขมฝาด
แต่ถ้าหากต้องการบรรเทาอาการท้องเสียก็ควรต้มใบชานานๆ เพื่อให้มีปริมาณสารแทนนินออกมามาก นอกจากนั้นสารแทนนินยัง
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหัวใจและขยายผนังหลอดเลือด จึงทำให้ชาเขียวเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วย
นอกจากนี้ ชายังประกอบไปด้วยกรดอะมิโนคือ ธีอานีน (Theanine) สารแคโรทีนอยด์ คลอโรฟิลล์และโปรแอนโธไซยานิติน ที่พบ
ในสารสกัดจากเมล็ดองุ่น เปลือกสน บลูเบอร์รี่และใบแปะก้วย  สารเหล่านี้จะถูกดูดซึมสู่ทางเดินอาหารได้ถึงร้อยละ 90 แล้วแผ่กระจาย
ไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ภายใน 5 นาทีและยังคงออกฤทธิ์อยู่ในช่วงเวลา 6-14 ชั่วโมง ซึ่งสารพัดสารเคมีที่มีประโยชน์ในใบชาเหล่านี้นี่เอง
ที่ทำให้ชาเป็นยารักษาโรคได้สารพัดและเป็นยาอายุวัฒนะที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่โบราณกาล

ที่มา http://www.time-for-tea.net

http://www.teatester.com