Tag Archives: เครื่องดื่ม

เครื่องดื่มชงสมุนไพรอื่นๆ

น้ำชงสมุนไพรอื่นๆ ที่มักเรียกว่าชาเป็นการใช้คำผิดความหมาย เพราะคำว่าชานั้นมีความหมายเจาะจงหมายถึงตัวใบชาซึ่งเป็นพันธุ์พืชเฉพาะโดยตรง เพราะฉะนั้นน้ำชงหรือสกัดอื่นใดๆ จากพืชชนิดอื่นถ้าว่าตามความหมายกันจริงๆ แล้วไม่ควรเรียกว่าเป็นชา แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นที่เข้าใจของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไปแล้ว ในที่นี้ขอนำข้อมูลเท่าที่ค้นพบและหาข้อมูลมาได้อย่างคร่าวๆ มารวมไว้ ณ ที่นี้…
blog.etcpool.com

ชากวาวเครือแดง

ชากวาวเครือแดง บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ

ชากาฝากมะม่วง

ชากาฝากมะม่วง กาฝากมะม่วง มีสรรพคุณแก้ปวดศีรษะ รักษาโรคความดันสูง เบาหวาน การทดสอบด้านพิษในสุนัข และหนูโดยให้ยาในขนาดสูงๆไม่พบพิษ

ชากำลังเสือโคร่ง

ชากำลังเสือโคร่ง เป็นชาที่มีรสชาดดีมาก หวานชุ่มคอ ทำให้กระชุ่ม กระชวย กระปรี้กระเปร่า จิตใจแจ่มใสได้ดีมาก กำลังเสือโคร่ง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงกำลัง ช่วยขับลมในลำไส้ บำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายดีนัก ช่วยบำรุงธาตุ และเป็นยาอายุวัฒนะ

ชารางจืด

ชารางจืด รางจืดมีสรรพคุณถอนพิษ แก้ไข ถอนพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในกระหายน้ำ ประจำเดือนไม่ปกติ รางจืดยังช่วยขจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย มีการศึกษาพบว่าสามารถขจัดสารพิษยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในร่างกายที่ได้รับจาก อากาศ มลภาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร มีการศึกษาพบว่ามีการปนเปื้อนสารพิษอยู่ในอาหารเกือบทุกชนิด เช่น สารบอแรกซ์ในเนื้อหมู ไก่ ยาฆ่าแมลง ในผัก ผลไม้ ที่เราได้รับอยู่ทุกวัน เป็นต้นฯลฯ.
การศึกษาเกี่ยวกับพิษของรางจืดในหนู ปรากฏว่าไม่พบพิษแม้ได้รับในปริมาณมากเป็นเวลานานๆ จึงเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัย

ชาสมุนไพรมะขามแขก

ชาสมุนไพรมะขามแขก เป็นยาระบาย มะขามแขกมีสาร antraquinone หลายชนิด ได้แก่ เซนโนไซด์ เอ บี ซี และ ดี อีโมดิน และ เรอิน เป็นต้น ออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำใส้ใหญ่ จึงช่วยให้ขับถ่ายสะดวกขึ้น

ชาหญ้าหนวดแมว

ชาหญ้าหนวดแมว สรรพคุณ ขับปัสสาวะ แก้นิ้ว ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด การทดลองทางคลีนิค พบว่าหญ้าหนวดแมวมีสรรพคุณเพิ่มปริมาณปัสสาวะและเร่งการขับถ่ายคลอไรด์ และยูเรียที่อยู่ในปัสสาวะ มีฤทธิ์เร่งการขับ oxalate และ citrate ออกมาในปัสสาวะจึงเป็นผลดีต่อการลดความเสี่ยงของการเกิดนิ่วชนิด uric acid และโรคเกาต์ การรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่พบพิษ แต่ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจเพราะหญ้าหนวดแมวมีสารโปแตสเซียมอยู่ใน ปริมาณสูง ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

ชาอินทนินน้ำ

ชาอินทนินน้ำ อินทนิลน้ำมีสรรพคุณ ลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน ขับปัสสาวะ

ชาเกสรดอกคำฝอย

ชาเกสรดอกคำฝอย มีสรรพคุณ ขับระดู บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ ขับเหงื่อ ระงับประสาท แก้ไขข้ออ้กเสบ แก้หวัดน้ำมูกไหล ระงับอาการปวดรอบเดือน ลดไขมันในเส้นเลือด บำรุงโลหิตและน้ำเหลืองให้ปกติ
มีการทดลองกับอาสาสมัครที่มีระดับคลอเลสเตรอลสูง ให้ดื่มชาดอกคำฝอยเป็นประจำ พบว่าเมื่อดื่มไประยะหนึ่ง(ประมาณ 3 เดือน) สามารถลดระดับคลอเลสเตอรอลลงให้อยู่ในระดับปกติ หรือใกล้เคียงปกติได้

ชาเกสรดอกไม้ทั้งห้า

ชาเกสรดอกไม้ทั้งห้า เกสรดอกไม้ทั้งห้า มีสรรพคุณ บำรุงหัวใจ ให้ชุ่มชื่น แก้ใจสั่น อ่อนเพลีย ทำให้กระชุ่มกระชวย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย บรรเทาอาการภูมิแพ้
ชาเกสรดอกไม้ทั้งห้า เป็นชาที่มีรดชาดดียิ่งนัก มีกลิ่นหอมของเกสรดอกไม้ มีความหวานจากเกสรดอกไม้ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาไทยโบราณที่น่าทึ่งและน่ายกย่องเป็นอย่างยิ่งที่มีการนำ เกสรดอก 5 ชนิดมาทำยารักษาโรค เมื่อได้ดื่มเพียงจิบแรกจะรู้สึกได้ถึงความปลอดโปร่ง สบาย ชุ่มชื่นหัวใจ อาการเครียด ปวดแน่นหน้าอก ใจสั่น วิงเวียน อ่อนเพลีย เหนื่อยหน่าย จะหายไปและเมื่อดื่มต่อเนื่องระยะหนึ่ง จะสามารถบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ได้ด้วย ซึ่งเป็นกลไกในการปรับระบบภูมิคุ้มกันร่างกายจากคุณค่าของสมุนไพร

ชาเจียวกู้หลาน

ชาเจียวกู้หลาน เป็นพืชเถา ตระกูลหญ้าซึ่งในประเทศจีนใช้เป็นอาหารและยา ด้วยสรรพคุณที่สามารถบำรุงร่างกาย และรักษาโรคได้อย่างโสมคนหรือเหนือกว่า จึงได้รับฉายาเป็น โสมเจ็ดใบ (Seven leave ginseng) โดยในการใช้จะไม่ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงเหมือนโสมคน
ปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณของเจียวกู่หลานอย่างกว้างขวาง พบว่าเจียวกู้หลาน มีสรรพคุณหลายอย่างกล่าวคือ
– มีสาร Saponins มากกว่า 80 ชนิด ซึ่งสารเหล่านี้พบในโสมคน(Ginseng)ที่ถือเป็นยาครอบจักรวาล บ้าง แตาในเจียวกู้หลานมรสารมากกว่าโสมคน จึงไม่น่าแปลกใจที่ เจียวกู้หลานจะสามารถรักษาโรคได้หลายชนิด
– สามารถลดระดับคลอเลสเตอรอล และกำจัดไขมันที่เกาะตัวในเส้นเลือดได้ดี ซึ่งคุณสมบัตินี้ชัดเจนมาก
– รักษาโรคความดันสูง ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติ
– เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง (Strenghten immune system)
– ช่วยเพิ่มอัตราการไหลเวียนของโลหิตและเมตาบอลิซึมของร่างกายและสมอง จึงช่วยเพิ่มความจำ ความฉลาด
– ยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด
– ลดน้ำหนักและไขมันสะสมในร่างกาย โดยกระบวนการยับยั้งการเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลเป็นไขมันสะสม และกระตุ้นเมตาบอลิซึมของร่างกาย
– ช่วยขับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะใสสะอาดและบำรุงไต
– เพิ่มปริมาณน้ำอสุจิ จึงช่วยในเรื่องของสมรรถภาพและการมีบุตร
– ป้องกันโรคมะเร็ง จากการทดลองในหนู
– ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันและเป็นผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน
– ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และคลอเลสเตอรอล
– เป็นสาร antioxidant ที่แรง จึงช่วยชลอความชรา ต้านมะเร็งและความเสื่อมของร่างกายและอวัยวะต่างๆ
– สร้างความต้านทานของร่างกายต่อโรค
จากผลการศึกษาแสดงถึงสรรพคุณอันน่ามหัศจรรย์ของเจียวกู้หลาน ในประเทศจีนมีการนำเจียวกู้หลาน มาทำเป็นชาชงดื่มมายาวนานแล้ว โดยเชื่อว่าทำให้ร่างกายแข็งแรง ต้านทานโรคได้ดี ไม่เจ็บป่วย สมรรถภาพร่างกายและทางเพศดี

ชาเม็ดชุมเห็ดไทย

ชาเม็ดชุมเห็ดไทย ช่วยให้นอนหลับ บำรุงประสาท คลายเครียด นอกจากคุณสมบัติช่วยทำให้นอนหลับแล้ว ในเมล็ดชุมเห็ดไทยยังมีสารจำพวกแอนทราควิโนน กลัยโคไซด์ ซึ่งมีผลให้ช่วยระบายอ่อนๆจึงเป็นชาสมุนไพรที่ทำให้กินได้ ถ่ายคล่อง นอนหลับสบาย ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการมีสุขภาพที่แข็งแรง

ชาเหงือกปลาหมอ

ชาเหงือกปลาหมอ เหงือกปลาหมอ มีสรรพคุณ รักษาโรคภูมิแพ้ หวัดเรื้อรัง หืดหอบ น้ำเหลืองเสีย ชลอความชรา เป็นยาอายุวัฒนะ ต้นเหงือกปลาหมอ บางท่านที่ทานอาจมีอาการแพ้ ทำให้มีอาการวิงเวียน เมื่อเริ่มทานควรชงทานแบบจางๆ หากไม่มีอาการแพ้ก็ค่อยๆทานตามปกติต่อไป แต่หากมีอาการให้หยุดทาน และห้ามใช้ในผู้มีอายุต่ำกว่า 25 ปี เพราะเหงือกปลาหมอเป็นยาร้อน
วิธีใช้ ชงกับน้ำร้อน รับประทานขณะอุ่น(หากทานเพื่อรักษาโรค ควรทานต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน)

ชาใบหม่อน

ชาใบหม่อน เป็นชาสมุนไพรที่มีคุณค่ามากต่อร่างกาย มีบันทึกการใช้ชาใบหม่อนในตำรับจีนโบราณ กล่าวถึงการดื่มชาใบหม่อนตากแห้งที่เรียกว่า “Shinsen Tea” เป็นประจำจะมีผลดีในการรักษาโรคไอ ไอกรน ป้องกันโรคความดันสูงและมีคุณสมบัติเป็นยาบำรุง
ปัจจุบัน มีการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณของใบหม่อนในหลายประเทศ พบสรรพคุณของใบหม่อนมากมายเช่น
– พบว่าในใบหม่อนมีสาร GABA (gamma amino butyric acid) ช่วยลดความดันโลหิต ซึ่งพบว่าใบหม่อน 100 กรัม มีสาร GABA ถึง 230 มก.
– สาร Phytosterol ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล ป้องกันการจับตัวของลิ่มเลือด จึงช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ในใบหม่อน 100 กรัม มีสาร sitosterol ซึ่งเป็นสาร Phytosterol ชนิดหนึ่งอยู่ 46 มก. มากกว่าในชาเขียว 3.3 เท่า
– มีสาร Deoxynojirimycin ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งมีอยู่ 0.1% ในใบหม่อนแห้ง ซึ่งสารนี้มีอยู่เฉพาะในใบหม่อนเท่านั้น ออกฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยสลายน้ำตาลจากลำไส้ ทำให้สารนี้มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นประโยชน์สำหรับป้องกันโรคเบาหวาน และสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว
มีรายงานว่าสารสกัดจากใบหม่อนมีฤทธิ์ยับยั้งการก่อกลายพันธ์(ต้านมะเร็ง) ในสัตง์ทดลองได้ ตามตำราสมุนไพรจีน มีบันทึกใช้ใบหม่อนต้มดื่มรักษาโรคความดันโลหิตสูง และใช้ดื่มเป็นประจำแทนน้ำชา เพื่อบำรุงร่างกาย
ใบหม่อนยังมีแร่ธาตุโดยรวมสูง กล่าวคือมีแคลเซียม โปแตสเซียม โซเดียม แมกเนเซียม เหล็ก สังกะสี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี สูงมาก รวมทั้งยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายถึง 18 ชนิด
ใบหม่อนมีคาเฟอีนต่ำมาก คือ พบเพียง 0.01% หรือไม่พบเลย จึงเป็นเครื่องดืมที่สามารถดื่มได้ทุกเวลา ชาใบหม่อนจึงเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่ามากและ ควรรับประทานเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดี ป้องกันโรคร้ายหลายชนิด ใบหม่อนยังเป็นพืชที่ต้องปลูกโดยไร้สารพิษ เพราะตามปกติจะไม่มีโรคและแมลงรบกวน แมลงที่จะกินใบหม่อนก็คือ ตัวไหมเท่านั้น ซึ่งตัวไหมหากกินใบหม่อนที่มีสารพิษ ก็จะตาย ดังนั้นใบหม่อนจึงต้องปลูกแบบไร้สารพิษตามธรรมชาติ
ชาใบหม่อน อีสเทอร์น เฮิร์บ คัดสรรใบหม่อนพันธ์ดี ซึ่งพัฒนาพันธ์โดยกรมวิชาการเกษตร(บร.60) ปลูกแบบไรสารพิษ ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรทันสมัย ให้รสชาดที่หอม ชุ่มคอ ชวนดื่ม เหมือนกับชาชั้นดี แต่ยังคงคุณค่าสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรไว้อย่างครบถ้วน จึงเป็นเครื่องดืมบำรุงสุขภาพได้ทุกวันสำหรับทุกคนในครอบครัว

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหม่อน

ชาจากใบหม่อน เป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพในประเทศญี่ปุ่น คนไทยใช้ใบหม่อนประกอบอาหาร ชาวจีนใช้เป็นพืชสมุนไพร การนำใบหม่อนไปผ่านกระบวนการทำชาเขียวหรือชาฝรั่งที่โรงงานทำชา จะได้ชาเชียว (ชาใบ) และชาฝรั่ง (ชาผง) ที่มีคุณภาพผ่นเกณฑ์มาตฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมใบชาและชาผงของศูนย์ทดสอบ สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม การทำชาเขียวจะได้ใบชาประมาณ 18.83% ที่ความชื้น 5.3% ในขณะที่การทำชาฝรั่งจะได้ผงชาประมาณ 23.34% ความชื้น 3.6% ใบหม่อนสามารถทำชาเขียว ชาฝรั่ง และชาจีนแบบครัวเรือนได้ แต่ลักษณะของใบชาเขียวจากโรงงานจะม้วนตัวดีกว่าชาเขียวแบบครัวเรือน น้ำชาที่ได้จะมีสีเขียวอ่อนเช่นเดียวกัน ชาฝรั่งจากโรงงานจะได้น้ำชาสีน้ำตาลเข้มมากกว่าชาฝรั่งแบบครัวเรือนเล็กน้อย การทำชาจีนและชาฝรั่งแบบครัวเรือนจะใช้การคั่วและการอบเท่านั้น ส่วนการทำชาเขียวแบบครัวเรือนจะต้องลวกน้ำร้อนและจุ่มน้ำเย็นเพื่อรักษาสี เขียวของคลอโรฟีล การทำชาแบบครัวเรือนจะต้องระวังเรื่องความชื้นหลังจากการคั่วควรเก็บในภาชนะ ที่ป้องกันความชื้นได้ หรือนำไปอบที่ 80 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง ก่อนเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิด ชาเขียว ชาฝรั่ง และชาจีนแบบครัวเรือน ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเช่นกันในใบชาหม่อนจะพบแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม โปแตสเซี่ยม สูง แต่วิตามิน เอ พบเพียง (เฉลี่ย) 29.50 IU/100 ขณะที่ชาเขียวจากใบหม่อนในญี่ปุ่นพบถึง 4,100 IU/100 กรัม ชาหม่อนมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายทั้ง 10 ชนิด และพบกรดอะมิโนถึง 18 ชนิด ดังนั้น การทำชาใบหม่อนเพื่อใช้เป็นเครื่องดื่ม จึงมีความเป็นไปได้ทั้งระดับโรงงานและครัวเรือน

ต่อมาได้ทำการวิเคราะห์ปริมาณเควอซิติน เคมเฟอรอล และฤทธิ์การต้านออกซิเดซันโดยรวมของใบหม่อนอบแห้ง ซึ่งปลูกที่ศูนย์วิจัยหม่อนไหมนครราชสีมา ศูนย์วิจัยหม่อนไหมอุดรธานี สถานีทดลองหม่อนไหมตาก และศูนย์วิจัยหม่อนไหมแพร่ในส่วนยอดใบอ่อน และใบแก่ของพันธุ์นครราชสีมา 60 บุรีรัมย์ 60 คุณไพ และน้อย พบว่า สถานที่ปลูกลำดับใบ และพันธุ์ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลร่วมกันทำให้ปริมาณสารออกฤิทธิ์เควอซิติน เคมเฟอรอล และโพลีฟีนอลโดยรวม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ใบหม่อนซึ่งปลูกที่ศูนย์วิจัยหม่อนไหมอุดรธานี ส่วนยอดของพันธุ์นครราชสีมา 60 มีปริมาณเควอซิตินและเคมเฟอรอลสูงสุด (2,069.8 และ 869.4 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) และส่วนยอดของพันธุ์บุรีรัมย์ 60 มีโพลีฟีนอลโดยรวมสูงสุด (6,310.0 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม โดยแสดงค่าเป็น Gallic acid equivalent)

ในชาหม่อน 5 ชนิด พบว่าชาเขียวใบหม่อนที่ผลิตแบบอุตสาหกรรมโรงงานหรือแบบครัวเรือน (นึ่ง) มีปริมาณเควอซิติน เคมเฟอรอล และโพลีฟีนอลโดยรวมสูงสุด การใช้น้ำร้อนชงชาพบว่ามีเวลา 6 และ 60 นาที ปริมาณเควอซิตินและเคมเฟอรอลในน้ำชาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ส่วนปริมาณโพลีฟีนอลโดยรวมในน้ำชาที่เวลา 6, 12, 30 และ 60 นาที ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ฤทธิ์การต้านออกซิเดชันโดยรวมของน้ำชาเขียวใบหม่อนซึ่งผลิตแบบอุตสาหกรรมโรงงานหรือแบบครัวเรือน (นึ่ง) ที่ชงด้วยน้ำร้อนมีค่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับชาชนิดเดียวกันที่ไม่ได้ชงด้วยน้ำร้อน ก่อนที่จะนำมาผ่านขั้นตอนการสกัดด้วยการสกัดวิธีการเดียวกัน และสูงกว่าส่วนยอด ใบอ่อน และใบแก่ ของใบหม่อนอบแห้งพันธุ์เดียวกัน ผลการวิจัยนี้ยืนยันได้ว่าใบหม่อน ชาใบหม่อน และน้ำชาใบหม่อนเป็นแหล่งที่ดีของเควอซิติน เคมเฟอรอล และโพลีฟีนอลโดยรวม ซึ่งมีบทบาทในการต้านออกซิเดชัน เป็นผลดีต่อสุขภาพของมนุษย์ในการห้องกันโรคเรื้อรังต่าง ๆ

การศึกษาต้นทุนการผลิตพบว่าต้นทุนการผลิตใบหม่อนสดเฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.40 บาท และต้นทุนการผลิตชาในแต่ละกรณีจะแตกต่างกันไป ส่วนต้นทุนที่สูงอย่างชัดเจน คือ ค่าบรรจุซองพร้อมชงในกรณีที่ผลิตชาฝรั่ง ซึ่งจะสูงประมาณ 2 เท่า ของต้นทุนอย่างอื่น ๆ รวมกัน ทำให้ต้นทุนการผลิตชาฝรั่งเป็น 579.30 บาทต่อกิโลกรัมชา หรือ 0.87 บาทต่อซองในระดับโรงงาน และ 650.79 บาทต่อกิโลกรัมชา หรือ 0.98 บาทต่อซองในระดับครัวเรือน ในขณะที่การผลิตเป็นชาเขียวใบหม่อน โดยไม่รวมบรรจุภัณฑ์เป็น 205.15 บาท ต่อกิโลกรัมชาในระดับโรงงาน และ 227.68 บาทต่อกิโลกรัมชาในระดับครัวเรือน แต่ถ้าหากวิเคราะห์ในกรณีที่ผู้ผลิตในระดับครัวเรือนใช้ใบหม่อนและแรงงานของ ตนเอง จะทำให้ต้นทุนลดลงเหลือ 202.94 บาทต่อกิโลกรัมชาเนื่องจากต้นทุนการผลิตใบหม่อนสดเองจะต่ำกว่าการซื้อใบ หม่อนสด (รวมค่าขนส่ง) มาก แต่ในทางปฏิบัติจะทำได้เพียงปริมาณจำกัด โดยรวมแล้วหากกำหนดให้ราคาผลผลิตชาใบหม่อนจากการผลิตในระดับโรงงานและครัว เรือนเท่ากันแล้ว จะเห็นได้ว่าการผลิตชาในระดับอุตสาหกรรมขนาดย่อมจะมีความคุ้มทุนมากว่า

น้ำชงมะละกอดิบ

ขอขอบคุณความคิดเห็นของคุณ Suwi จาก เว็บพลังจิต

ขออนุญาติคัดลอกมาไว้เพื่อเก็บในคลังความรู้

หญ้าหนวดแมว, ชาจีน(อย่างดี), และ น้ำต้มมะละกอดิบ

สามอย่างชงรวมกัน สามารถแก้อาการ ปวดเข่า ปวดข้อ และปวดกล้ามเนื้อ หลังจากทำงานหนักมา (อันเกิดจากกรดยูริคคั่งค้าง) แต่มี้ผู้นำสูตรนี้ไปดัดแปลง เหลือเพียงชาจีน และน้ำต้มมะละกอดิบ
ใช้ ลดความอ้วน ความจริงแล้ว สูตรนี้ใช้ลดความอ้วนได้ระดับหนึ่ง แต่มีผลข้างเคียง ชาจีนจะไปลดกรดยูริค และลด/ขจัด โคเลสเตอร์ลอน น้ำต้มมะละกอดิบ จะชะล้างของเสียออกจากข้อ และกล้ามเนื้อ และแถมย่อยโปรตีนจากกล้ามเนื้อด้วย (ทำให้กล้ามเนื้อเล็กลง/อ่อนแรง เมื่อกินไปนานๆ)ของเสียที่ขับออกมาจะเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดก่อน และถูกไต ขับออกมาทางปัสสาวะ อาจมีบางส่วนถูกขับออกทางอุจจาระ ในสูตรยาเต็มสูตรของ suwi จะมีหญ้าหนวดแมวอยู่ด้วย จุดมุ่งหมายเพื่อให้ไตเร่งขับปัสสาวะเร็วขึ้น ของเสียต่างๆที่ถูกขับเข้ากระแสเลือดจะถูกชะล้างออกจากร่างกายโดยเร็ว

ทีนี้สูตรที่ถูกดัดแลง ตัดเอาหญ้าหนวดแมวออก การขับปัสสาวะจะช้าลง ของเสียที่ถูกเก็บออกมาจากส่วนต่างๆของร่างกาย จะอยู่ในกระแสโลหิตนานขึ้น โลหิตไปที่ใหน ของเสียก็จะผ่านไปอวัยวะต่างในร่างนานขึ้นและมีบางส่วนตกค้างอยู่ เมื่อนานไป อาจเกิดโรคอื่นเป็นของแถมได้

มีผู้มาปรึกษาเรื่องนี้ ว่ากินยาลดความอ้วนขนานนี้ทีไรเป็นปวดหัว ตะครั่รตะครอเนื้อตัวทุกที ได้อธิบายเหตุผลให้เขาฟังแล้ว และถ้ายังอยากกินต่อก็ให้ใส่หญ้าหนวดแมวเข้าไปหน่อยหนึ่ง อาการต่างๆจะดีขึ้น

อ้อ..ขอเพิ่มเติมอีกนิด
ปกติการกินยารักษาโรค เราจะกินเพียง 7 วัน 10 วัน หรือ 2 อาทิตย์ พอโรคหาย(สนิท) ก็เลิกกิน
ยาทุกตัว แม้แต่สมุนไพร ก็มีผลข้างเคียงทั้งสิ้น ไม่ควรกินนาน
ยกเว้น สมุนไพรที่เป็นยาอายุวัฒนะ พวกนี้จะกินได้นาน 2-3 เดือนขึ้นไป
และยังมีข้อแนะนำ กินไปสัก 2-3 เดือน แล้วหยุดกิน สักอาทิตย์ แล้วจึงกินต่อ

 

ที่มา :
http://www.walai.msu.ac.th/webboard/question.asp?QID=48
http://www.moac.go.th/builder/mu/images/product_cocoon1.html
http://board.palungjit.com/f9/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD-%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B9%89-177970.html

การชงชาอู่หลง

ขั้นตอนในการชงชาอูหลง
1. ใส่ใบชาลงในกาชาประมาณ 1/6 -1/4 ของปริมาตรกา
2. รินน้ำเดือดลงในกาครึ่งหนึ่ง เททิ้งทันที (ไม่ควรเกิน 5 วินาที) เพื่อล้างและอุ่นใบชาให้ตื่นตัว
3. รินน้ำเดือดลงในกาชาจนเต็มปิดฝากา ทิ้งไว้ประมาณ 45 – 60 วินาที
4. รินน้ำชาลงในแก้วดื่ม (การรินแต่ละครั้ง ต้องรินน้ำออกให้หมดกา มิฉะนั้นจะทำให้น้ำชาที่เหลือคากามีรสขม ฝาดมากขึ้น เสียรสชาด) ใบชาสามารถชงได้ 4 – 6 ครั้ง และในการชงแต่ละครั้งให้เพิ่มเวลาครั้งละประมาณ 10-15 วินาที

การชงชาให้รสชาติดีมีข้อสำคัญหลัก 4 ประการ ดังนี้ :

1. ปริมาณใบชา :
จะ ใช้ใบชาเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของใบชา เช่น ชาที่มีรูปกลมแน่น กลมหลวม หรือเป็นเส้น ถ้าใช้ชาที่มีลักษณะกลมแน่น จะใช้ชาใน ประมาณ 25% ของกาชา ใบชาเมื่อแช่อยู่ในน้ำร้อนจะเริ่มคลายตัวทีละน้อยจนเป็นใบชัดเจน ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้การคลายตัวไม่สะดวก รสชาดที่ชงออกมาก็จะไม่ได้ตามมาตรฐานของชานั้นๆ และเป็นการเสียของ ใบชาเมื่อคลายออกเต็มที่ ควรจะมีปริมาณ 90% ของกาชา

อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วยว่า ต้องการรสชาดเข้มข้นมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบชาแต่ละชนิดด้วย

2. อุณหภูมิน้ำ :
น้ำที่ใช้ชงชาไม่จำเป็นที่ต้องใช้น้ำร้อน 100 องศาเซลเซียส แต่ต้องดูว่าจะชงชาประเภทใด เช่น
– อุณหภูมิน้ำ 90 องศาเซลเซียสขึ้นไป เหมาะสำหรับชงชาที่มีรูปทรงแน่นกลมแข็ง
– อุณหภูมิน้ำ 80-90 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับชาที่มีรูปทรงบอบบางแตกหักง่าย หรือชาที่มีใบอ่อนมาก
– อุณหภูมิน้ำต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียส ใช้ชงกับชาเขียวทั่วๆ ไป
3. เวลา :
การ ที่ใช้เวลานาน หรือไม่นานนั้น จะบอกได้ว่า น้ำชาจะมีรสอ่อนหรือแก่ โดยปกติ ชาประเภททรงกลมแน่นจะใช้เวลาในการชงครั้งแรกประมาณ 45-60 วินาที ครั้งต่อๆ ไปเพิ่มเป็น 10-15 วินาที/ครั้ง
4. กาชา :
กาที่ใช้ควรเป็นกาที่ทำจาก ดินเผา กาดินเผาจะเก็บความร้อนได้ดีกว่า และให้การตอบสนองดีกว่ากาที่ทำจากวัสดุอย่างอื่น

http://www.thaisamkok.com/forum/index.php?showtopic=6517

ชาเขียวป้องกันโรคข้อเสื่อม

เชื่อ กันว่าชาเขียวมีสารอาหารที่เต็มไปด้วยคุณประโยชน์ต่อสุขภาพ ไม่ว่าจะช่วยในการป้องกันโรคอัมพาตหรือมะเร็งบางชนิด ล่าสุดได้ค้นพบประโยชน์ของชาเขียว อีกว่าช่วยป้องกันรักษาโรคข้อเสื่อมได้

นัก วิจัยของมหาวิทยาลัยเชฟฟิลด์ แห่งอังกฤษ พบว่า สารประกอบสองชนิดในชาเขียวที่มีชื่อเรียกว่า “EVG” กับ “EVCG” สามารถป้องกันโรคข้อเสื่อมได้ เพราะมีคุณสมบัติในการสกัดน้ำย่อยที่มีฤทธิ์เป็นกรดไม่ให้มากัดกร่อนกระดูก อ่อน

ดร. เดวิด บัตเติล หัวหน้าคณะนักวิจัยกล่าวว่า การทดลองในห้องปฏิบัติการ ทำให้เห็นคุณประโยชน์ของการดื่มชาเขียวเป็นประจำ เพราะสาร EVCG ที่มีอยู่ในชาสามารถ ช่วยป้องกันรักษาไม่ให้กระดูกอ่อนถูกทำลาย จึงช่วยป้องกันการเกิดโรคข้ออักเสบได้

ก่อนหน้านี้ ก็เคยมีการศึกษาพบว่า ชาเขียวช่วยบรรเทาอาการข้อบวมและปวดอักเสบ ดังนั้นการดื่มชาเขียวไว้ก็ไม่เสียหายอะไร เพราะไม่มีโทษแน่นอน

ที่มา : หนังสือกูร์เมท์ แอนด์ ควีซีน เดือนพฤษภาคม 2546 ฉบับที่ 3 หน้าที่ 42

http://www.tistr-foodprocess.net/tea/article_tea/tea3.htm

ผ่อนคลายอารมณ์ยามอ่อนล้าด้วย ชาดอกไม้

การดื่มชาดอกไม้มีประโยชน์แทบ จะไม่แตกต่างจากการดื่มชาชนิดอื่นเลย ที่พอสังเกตได้เห็นจะเป็นเพียงแค่เรื่องของรสชาติที่เบา กว่าชาชนิดอื่นเท่านั้น แม้ปัจจุบันยังไม่พบหลักฐานใดที่ระบุได้อย่างชัดเจนว่ามนุษย์เรา เริ่มดื่มชาดอกไม้ตั้งแต่เมื่อไร แต่หากเป็นการใช้ประโยชน์จากดอกไม้ในการรักษาบำบัดโรค และผ่อนคลายอารมณ์ มีหลักฐานชัดเจนที่สามารถยืนยันได้ว่ามนุษย์รู้จักประโยชน์ของ ดอกไม้มากกว่าเพียงแค่เป็นสิ่งสวยงามมาตั้งแต่ยุคโบราณ ไม่ว่าจะเป็นที่จีนเมื่อประมาณ 5,000 ปีก่อน อียิปต์โบราณ รวมถึงยุคของฮิปโปเครติส ปราชญ์ชาวกรีกผู้เฟื่องฟูนั่นทีเดียว

โดย ทั่วไปแล้วชาดอกไม้แห้งมักจะอยู่ในรูป Loose Form คือ ไม่ได้บรรจุในซองแช่ที่ เป็นแพ็กเล็กๆ สำเร็จรูป แต่เป็นลักษณะของกลีบดอกไม้แห้งหรือดอกไม้ทั้งดอกในกรณีที่ดอกไม้ชนิดนั้นมี ขนาดเล็ก ทั้งนี้ก็เพราะการปล่อยให้กลีบดอกไม้สัมผัสกับน้ำร้อนโดยตรงจะทำให้เกิด ปฏิกิริยาต่อกันได้อย่างเต็มที่ อีกทั้งสามารถปลดปล่อยสารเฉพาะตัวในดอกไม้ชนิดนั้นๆ ได้มากกว่า และแน่นอนว่าถ้าหากมองในแง่ของคุณประโยชน์แล้วก็ย่อมมีมากกว่าด้วยเช่นกัน อย่างไรก็ตาม ประโยชน์ของการดื่มชาดอกไม้ไม่ได้มีเพียงแค่ช่วยให้อารมณ์ผ่อนคลายเท่านั้น แต่ยังช่วยบำบัดรักษาอาการของโรคต่างๆ ได้ดังตาราง

อาการของโรคที่ช่วยบำบัดได้

ชนิดของดอกไม้ที่นำมาชงชา

หวัดและไข้หวัด คาร์เนชั่น ดาวเรือง ไฮยาซินท์ ผักตบชวา
อาหารไม่ย่อย เข็ม ดาวเรือง บัว ลั่นทม แก้ว
ปัญหาผิวพรรณหม่นหมอง กุหลาบ ขจร ชบา บัว
นอนไม่หลับ คาโมมายล์ ซ่อนกลิ่น พวงชมพู มะลิ
ไอและเจ็บคอ พิกุล แก้ว ชบา
ปวดเมื่อย พิกุล แก้ว
กระเพาะปัสสาวะอักเสบ ดอกคำฝอย บานไม่รู้โรย
ปวดท้องช่วงรอบเดือน ชบา

เคล็ดไม่ลับสำหรับชาดอกไม้

  • น้ำกรองหรือน้ำแร่เหมาะสำหรับการชงชาดอกไม้ที่สุด ไม่ควรใช้น้ำปะปาเนื่องจากมีความเป็นด่างมากเกินไป
  • ควรเก็บชาดอกไม้ไว้ในโหลแก้วสุญญากาศและเก็บให้พ้นจากแสงสว่าง ความร้อน หรือที่ที่มีความชื้นสูง
  • เติมน้ำผึ้งแทนน้ำตาลหากต้องการความหวาน ทั้งนี้เพื่อไม่ให้ความหอมและรสชาติของชาดอกไม้เปลี่ยนไป

ปัจจุบัน ดอกไม้แห้งสำหรับชงชาหาซื้อไม่ยาก เพราะมักจะมีขายอยู่ทั่วไปตามร้านขายชา แต่หากต้องการคุณภาพหรือความหลากหลายของชนิดดอกไม้คงต้องเลือกสารร้านชากัน เสียหน่อย ขณะเดียวกันก็ย่อมมีราคาสูงขึ้นตามไปด้วย แต่อันที่จริงกสารซื้อดอกไม้มาปลูหเองน่าจะไม่ใช่เรื่องยากลำบาก แถมยังเป็นงานอดิเรกที่ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายอีกต่างหาก (เว้นเสียแต่ว่าจะไม่มีเวลาดูแลต้นไม้ให้ดีจนมันเหี่ยวเฉา)

ใน กรณีของคนที่ปลูกเอง เมื่อเก็บดอกไม้มาแล้วก็ล้างให้สะอาด (หากดอกไม้มีขนาดใหญ่ให้เด็ดเป็นกลีบๆ) แล้วผึ่งในตะแกร่งให้แห้งตากไว้ในที่โปร่งที่มีอากาศระบายถ่ายเทได้สะดวก แสงแดดส่องทั่วถึงแต่ต้องระวังเรื่องอุณหภูมิสักหน่อยไม่ให้ร้อนจัดเกินไป ทิ้งไว้ประมาณ 8-10 ชั่วโมง จากนั้นจึงนำไปใส่ขวดโหลเก็บไว้

ส่วน การชงชาดอกไม้นั้นไม่มีสัดส่วนของดอกไม้แห้งต่อน้ำร้อนในอัตราส่วนที่แน่นอน ตายตัว เพราะสิ่งสำคัญอยู่ที่ลักษณะการชงชาดอกไม้มากกว่า นั่นคือ ควรใส่ดอกไม้ลงในถ้วยก่อนแล้วจึงเทน้ำร้อนลงผสม และไม่ควรใช้น้ำที่กำลังเดือด เพราะอาจทำให้มียางของดอกไม้ออกมาจนทำให้มีกลิ่นเหม็นเขียวได้ หลังจากเทน้ำร้อนแล้วไม่ควรแช่ดอกไม้เกิน 5 นาที เพราะดอกไม้บางชนิดจะส่งกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์จากนั้นก็ถึงเวลาสำคัญก็คือ การลิ้มรสสุนทรีย์ของชาดอกไม้

แหล่งข้อมูล

  • http://tonight.walkrally.net
  • www.manager.co.th

ที่มา : ส่วนหนึ่งจากหนังสือกูร์เมท์ แอนด์ ควีซีน เดือนกันยายน 2548 หน้าที่ 122-123

http://www.tistr-foodprocess.net/tea/article_tea/tea6.htm

เครื่องดื่มชาหมัก

โดย
พรรัตน์ สินชัยพานิช
สถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล

Kombucha_jar_smการ ดื่มชา ถือว่าเป็นกระแสนิยมและได้รับการยอมรับอย่างแพร่หลาย ในกลุ่มผู้บริโภค ทั้งกลุ่มผู้สูงอายุ วัยทำงานและกลุ่มเด็กวัยรุ่น เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่ถูกวางตำแหน่งให้อยู่ในกลุ่มของ เครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ ( Jane and Balz, 2003 ) จึงได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีจากกลุ่มผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ดังนั้นจึงอยากแนะนำเครื่องดื่มชาอีกชนิดหนึ่งให้รู้จัก คือ เครื่องดื่มชาหมัก ซึ่งบางครั้งอาจมีชื่อเรียกที่แตกต่างกันขึ้นกับแต่ละประเทศ เช่น ประเทศไต้หวัน เรียกว่า Haipo หรือ Tea Fungus ประเทศญี่ปุ่นเรียกว่า Kocha Kinoko นอกจากนี้ในบางประเทศ ยังรู้จักกันในชื่อของ Kombucha, Kargaksok Tea และ Manchurin Mushroom เป็นต้น

รสชาติ ของชาหมักจะมีรสหวานเล็กน้อยและมีรสออกเปรี้ยว คล้ายกับเครื่องดื่ม Cider เนื่องจากมีส่วนผสมของก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และแอลกอฮอล์ปนอยู่ด้วย และมีสารให้กลิ่นรสที่สำคัญในเครื่องดื่มชาหมัก คือ ฟรุกโตส กรดอะซิติก และกรดกลูโคนิค นอกจากนี้ยังพบว่ามี ethyl-gluconate, oxalic acid, saccharic acid, ketoglyconic acid, succinic acid และ carbonic acid อยู่บ้าง ตลอดจนมีวิตามินและเกลือแร่ต่างๆ ที่จำเป็นต่อร่างกายอีกหลายชนิด การบริโภคเครื่องดื่มชาหมักพบว่าเริ่มมีการบริโภคตั้งแต่ปี ค.ศ.220 ในสมัยราชวงศ์ฉิน จากนั้นการดื่มชาหมักจึงได้แพร่ขยายเข้าไปในประเทศรัสเซียและสหรัฐอเมริกา เนื่องจากผู้บริโภคมีความเชื่อว่าการดื่มชาหมักจะมีผลดีต่อสุขภาพ เช่น เพิ่มภูมิต้านทานและป้องกันโรค ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดีขึ้น ช่วยรักษาโรคมะเร็ง รวมทั้งมีผลดีต่อการล้างสารพิษในเลือดและระบบย่อยอาหาร

Kombucha_Mature_smการผลิตเครื่องดื่มชาหมัก ทำได้โดยการนำใบชาดำมาต้มในน้ำเดือด เพื่อสกัดสารอาหาร และแร่ธาตุต่างๆ ออกจากใบชา เติมน้ำตาลซูโครสในปริมาณที่พอเหมาะเพื่อใช้เป็นแหล่งสารอาหาร ในการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ แล้วจึงเติมกล้าเชื้อจุลินทรีย์และบ่มทิ้งไว้ที่อุณหภูมิห้องเป็นเวลา 7 -10 วัน เพื่อให้จุลินทรีย์ดำเนินกิจกรรมการหมัก ขั้นตอนสำคัญของการผลิตชาหมัก คือ การควบคุมกิจกรรมการหมัก ซึ่งมีปัจจัยที่เกี่ยวข้องหลายปัจจัย ได้แก่ ชนิดและปริมาณรวมทั้งสัดส่วนของกล้า เชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก คุณภาพของใบชาที่นำมาใช้เป็นวัตถุดิบ เนื่องจากชนิดของใบชาจะมีผลต่อ ความแตกต่างขององค์ประกอบสำคัญทางเคมีของปริมาณของแข็งที่สกัดได้ เช่น ปริมาณ caffeine theophyline theobromine และ polyphenol โดยเฉพาะสาระสำคัญในกลุ่ม polyphenol คือ catechins ซึ่งมีสมบัติเป็น bacterio static สามารถช่วยยับยั้งการเจริญของ Streptococcus mutans และจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคอื่นๆ ในชาเขียวพบว่ามีปริมาณ catechins มากถึง 34 % แต่ในชาดำมีเพียง 4.2 % ส่วนองค์ประกอบอื่นๆ ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก ยกเว้น thearubingens ที่มีในชาดำมากถึง 17 % แต่ไม่พบในชาเขียว ( Stag and Millin, 1975 ) ทำให้คุณภาพชาหมักที่ได้มีคุณภาพแตกต่างกัน อย่างไรก็ตามในการผลิตชาหมักส่วนใหญ่ แล้วจะใช้ใบชาดำมากกว่าชาชนิดอื่น เนื่องจากคุณภาพชาหมักที่ได้จะมีสี กลิ่น รสชาติที่เฉพาะและเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค แม้ว่าจะมีเครื่องดื่มชาหมักที่ผลิตขึ้นจากชาเขียว แต่ก็ได้รับการยอมรับน้อยกว่า เมื่อเปรียบเทียบกับที่ผลิตได้จากใบชาดำ

– ใบชาต้มในน้ำเดือด เติมน้ำตาลซูโครส ร้อยละ 5-15 โดยน้ำหนัก
– กรองเอาใบชาทิ้ง นำสารละลายที่สกัดได้ทำให้เย็น
– เติมกล้าเชื้อจุลินทรีย์
– บ่มไว้ที่อุณหภูมิห้อง 7-10 วัน โดยปิดด้วยผ้าคอตต้อนที่สะอาด
– กรองแยกเชื้อจุลินทรีย์ออก
– เครื่องดื่มชาหมัก

ปัจจัยสภาวะแวดล้อมต่างๆ ของการเจริญเติบโตของเชื้อจุลินทรีย์ พบว่ามีความสัมพันธ์โดยตรงกับกิจกรรมการหมักและคุณภาพของเครื่องดื่มชาหมักที่ได้ ได้แก่ ปริมาณสารอาหารต่างๆ ที่จำเป็นที่จุลินทรีย์สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในการเจริญเติบโต ปริมาณของน้ำตาลซูโครสที่เติมและการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์อื่นๆ ในระหว่างขั้นตอนการผลิต โดยเฉพาะการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์จากอุปกรณ์และภาชนะต่างๆ ที่นำมาใช้ในการผลิตต้องทำความสะอาด และฆ่าเชื้อก่อนใช้งานทุกครั้ง เพราะเชื้อจุลินทรีย์ที่ปนเปื้อนอาจเป็นอันตรายและก่อให้เกิดการเจ็บป่วย ของโรคอาหารเป็นพิษและยังมีผลทำให้เครื่องดื่มชาหมักมีคุณภาพและรสชาติด้อยลง

การ ผลิตชาหมักจะใช้วิธีการเรียนรู้แบบถ่ายทอดกันมา หรือเรียกว่า ภูมิปัญญาชาวบ้าน ดังนั้นการผลิตชาหมักจึงไม่มีมาตรฐานการผลิตที่ชัดเจน รวมทั้งยังไม่เป็นที่ทราบ แน่ชัดถึงชนิดและปริมาณเชื้อจุลินทรีย์ที่ดำเนินกิจกรรมระหว่างการหมักซึ่ง ในทางปฏิบัติจะนำเชื้อจุลินทรีย์จาก การหมักครั้งก่อนมาเป็นกล้าเชื้อเพื่อใช้ในกระบวนการหมักครั้งต่อไป แม้ว่าการผลิตชาหมักส่วนมากจะผลิตใน ระดับครัวเรือน แต่ผลการสำรวจความปลอดภัยของเครื่องดื่มชาหมัก พบว่าชาหมักมีอัตราการปนเปื้อนของ เชื้อจุลินทรีย์ที่เป็นพิษและก่อให้เกิดอันตรายในอัตราที่ต่ำมาก อาจเป็นไปได้ว่าโดยธรรมชาติของชาหมักซึ่ง มีค่าความเป็นกรด-ด่างต่ำประมาณ 2.5 ทำให้เป็นข้อจำกัดการเจริญของจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรคส่งผลให้ชาหมักมี ความปลอดภัยต่อการบริโภค

อย่างไรก็ตาม ก็มีการวิจัยอยู่บ้างที่ศึกษา ถึงกลุ่มเชื้อจุลินทรีย์ที่ดำเนินกิจกรรมในการหมัก ( Greenwalt et al., 2000 : Liu et al., 1996 ) ซึ่งพบว่าคือ กลุ่มแบคทีเรียและยีสต์ โดยกลุ่มแบคทีเรียที่พบจะเป็นชนิดต้องการอากาศในการเจริญเติบโต และสามารถสร้างสารเซลลูโลสที่มีลักษณะคล้าย surface mold หรือ mushroom ส่วนกลุ่มยีสต์ที่มีบทบาทสำคัญ ในกระบวนการหมัก คือ กลุ่มยีสต์ที่สามารถผลิตสารแอลกอฮอล์ และยังมีงานวิจัยที่ได้ทำการศึกษาการแยก เชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ผลิตชาหมักจากแหล่งผลิตในประเทศไต้หวัน 3 แหล่ง ( Liu et al., 1996 ) ได้แก่ Taipei, Hsinchu และ Chiayi พบว่ามีกลุ่มแบคทีเรีย Acetobacter และยีสต์ เมื่อนำเชื้อจุลินทรีย์ทั้งสอง กลุ่มที่ได้มาจำแนกโดยอาศัยความแตกต่างของคุณสมบัติทาง biochemical และ physiological พบว่า เป็นแบคทีเรียกลุ่ม A. aceti subsp., A. xylinum และ A. pasteurianus ซึ่งมีคุณสมบัติเฉพาะคือสามารถผลิตเซลลูโลสได้ ส่วนยีสต์ที่จำแนกได้ คือ S. cerevisae , B. bruxellensis และ Z. balilii สิ่งที่น่าสนใจ คือ ยีสต์กลุ่มนี้ล้วนแต่มีความสำคัญในอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์และอาหารหมัก ซึ่งมีคุณสมบัติเด่นคือ สามารถเจริญได้ในอาหารที่มีความเป็นกรดสูงและมีน้ำตาลสูง นอกจากนี้ยังอาจ พบยีสต์ชนิดอื่นบ้างแต่ไม่ค่อยมีความสำคัญกับกระบวนการหมัก ได้แก่ C. tropicalis , Debrayomyces nansenii, Torulopsis famata และ Pichia membranefacience เป็นต้น

การดำเนินกิจกรรมการหมักของแบคทีเรียและยีสต์ จะเป็นแบบพึ่งพาอาศัยกันในลักษณะเอื้อประโยชน์ต่อกันหรือเรียกว่า stable symbiosis โดยเกิดขึ้นภายใต้บริเวณ โครงสร้างที่มีลักษณะเป็นร่างแหเซลลูโลส กิจกรรมการหมักในระยะแรกยีสต์จะทำหน้าที่เปลี่ยนน้ำตาลซูโครสให้เป็น น้ำตาลโมเลกุลเดี่ยว คือ กลูโคส และฟรุกโตรส จากนั้นก็จะเปลี่ยนน้ำตาลโมเลกุลเดี่ยวให้เป็นแอลกอฮอล์ ทำให้สภาวะดังกล่าวมีความเหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของกลุ่มแบคทีเรีย Acetobacter ที่สามารถเจริญได้ดีพร้อมทั้งผลิตกรดอะซิติก โดยเฉพาะการเจริญเติบโตของแบคทีเรีย Acetobacter xylinum ที่สามารถให้ทั้งผลผลิตของกรดอะซิติก กรดกลูโคนิคและเซลลูโลส ทำให้ชาหมักที่ได้มีคุณภาพดี ปริมาณกรดอะซิติกที่เพิ่มขึ้น จะแปรผกผันกับค่าความเป็นกรด-ด่างของสารละลายที่ลดลง ขณะเดียวกันก็จะส่งผลต่อการเร่งการเจริญเติบโตของยีสต์และ ทำให้ยีสต์ผลิตแอลกอฮอล์ได้มากขึ้น ปริมาณแอลกอฮอล์ที่เพิ่มขึ้นยังสามารถช่วยกระตุ้นให้ Acetobacter เจริญและผลิตกรดอะซิติกได้ดีขึ้นเช่นกัน การที่แบคทีเรีย Acetobacter สามารถออกซิไดซ์แอลกอฮอล์ไปเป็น acetaldehyde และสารให้กลิ่นรสอื่นๆ เป็นผลให้ชาหมักมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่สูงมากนักเมื่อเทียบกับเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั่วไป ปกติเครื่องดื่มชาหมักมีปริมาณแอลกอฮอล์ไม่เกิน 10 กรัมต่อลิตร ส่วนปริมาณกรดทั้งหมดมีค่าน้อยกว่า 30 กรัมต่อลิตรหรือประมาณ 3 % กรดที่พบในชาหมัก ได้แก่ อะซิติกแลคติก และกลูโคนิค ผลดีของกรดอะซิติก และแอลกอฮอล์ที่มีอยู่ในชาหมักคือ มีคุณสมบัติช่วยยับยั้ง การเจริญของเชื้อจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค เช่น Salmonella typhi, Shigella sonnei, Escherichia coli และ Staphylococcus aureus

แม้ว่า จะมีความเชื่อและยอมรับกันว่าการดื่มชาหมักจะมีผลดีต่อ สุขภาพและสามารถสร้างภูมิป้องกันโรค ( Greenwalt, 2000 ; Dufersne and Farnworth, 2000; http://www.happyherbalist.com; http://w3.trib.com/~kombu/FAQ ) คือ ช่วยต้านมะเร็ง ต้านการเกิดเนื้องอก ต้านการเกิดออกซิเดชั่น ช่วยลดการอักเสบ และยังมีผลต่อการยับยั้งการเจริญของจุลินทรีย์ที่ก่อให้เกิดโรค แต่ในทางวิทยาศาสตร์ยังไม่มีข้อมูลสนับสนุนที่ชัดเจน ในเรื่องสรรพคุณของชาหมักต่อผลของการรักษาโรคหรือป้องกันโรคตลอดจนผลดีต่อ สุขภาพ แต่ก็มีรายงานวิจัยอยู่บ้าง เช่น งานวิจัยของ Dr.Mollenda ที่ได้แนะนำให้คนไข้ที่มีปัญหาเรื่องสุขภาพให้ดื่มชาหมักเป็นประจำ ผลที่ได้พบว่าคนไข้กลุ่ม ที่ดื่มชาหมักมีสุขภาพโดยรวมดีขึ้น มีระบบการย่อยอาหารดีขึ้น ลดอาการปวดศีรษะ และโรคข้ออักเสบ ช่วยลดการผิดปกติของภาวะเมตาบอลิซึมการทำงานของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยลดการเสี่ยงต่อการเป็นโรคเกาต์ โรคเบาหวาน โรคเครียดในคนสูงอายุ และโรคมะเร็ง และยังมีรายงานว่าชาหมักมีสมบัติในการยับยั้งการเจริญของแบคทีเรีย Helicobacter pylori ที่เป็นสาเหตุให้เกิดโรคกระเพาะอาหารอักเสบ รวมทั้งยังช่วยยับยั้งการเจริญของ Salmonella spp., Staphylococcus aureus, Bacillus cereus และ Escherichia coli (http://www.happyherbalist.com; http://www.Kombuc haus tralia.com)

เมื่อ เปรียบเทียบปริมาณการดื่มชาและ การดื่มชาหมัก พบว่าปริมาณการดื่มชาโดยเฉลี่ยต่อวัน คือ 4 ถ้วยหรือมากกว่า ส่วนการดื่มชาหมักคือ ประมาณ 1-2 ถ้วยต่อวัน ซึ่งถือว่าน้อยกว่าการดื่มชาถึง 2-4 เท่า สำหรับปริมาณชาหมักที่แนะนำให้ผู้บริโภคทั่วไปดื่ม คือ 100-300 มิลลิลิตรต่อครั้ง หรือต่อวัน แต่สิ่งที่ต้องคำนึงถึงคงไม่ใช่เฉพาะเรื่องของปริมาณที่ดื่มเพียงอย่างเดียว คงต้องพิจารณาชนิดขององค์ประกอบ คุณค่าทางพฤกษาเคมี และสรรพคุณในเชิงส่งเสริมสุขภาพประกอบด้วย ดังนั้นจึงเป็นสิ่งที่น่าท้าทายต่องานวิจัยในด้านการสร้างองค์ความรู้ ในเชิงวิทยาศาสตร์ เพื่อยืนยันและตอบคำถามว่า “ ชาหมักมีผลดีต่อสุขภาพอย่างไร ”

ที่มา : วารสารอาหาร ปีที่ 37 ฉบับที่ 1 มกราคม – มีนาคม 2550 หน้าที่ 33-38
ปัจจุบันข้อมูลต้นฉบับไม่มีอยู่ในสารบบแล้ว : http://www.tistr-foodprocess.net/tea/article_tea/tea9.htm
ภาพจากวิกิพีเดีย

ชา

ความเป็นมาและการเดินทางของชา

ตามตำนานของชาวจีน จักรพรรดิเสินหนง เป็นผู้ค้นพบเครื่องดื่มชนิดนี้ ท่านเชื่อว่าการต้มน้ำดื่มสามารถป้องกันโรคต่างๆได้ แต่ด้วยความบังเอิญระหว่างการเดินทางในป่า ได้มีใบไม้ชนิดหนึ่ง ตกลงไปในด้วยน้ำร้อน แทนที่ท่านจะเทน้ำที่มีสีออกเหลืองนั้นทิ้งไปเสีย กลับทดลองดื่ม จึงได้มีเครื่องดื่มมหัศจรรย์ชนิดนี้เกิดขึ้น ก่อนคริสตกาลประมาณ 2,700ปี

คศ. 618-907 สมัยราชวงค์ถัง (Tang Dynasty) ชาได้กลายเป็นเครื่องดื่มประจำชาติจีน

คศ. 780 หลูหยู่ ได้เขียนบันทึกเล่มแรมเกี่ยวกับชา ชื่อ ชาชิง Ch’a Ching

คศ. 1107-1125 จักรพรรดิหุ่ยเซิง ทรงเขียนตำราชา ชื่อ “Ta Kuan Ch’a Lun”

จากนั้นวัฒนธรรมการดื่มชาได้แพร่กระจายไปยังประเทศอื่นๆ เริ่มจากประเทศญี่ปุ่น เกาหลี ประเทศในตะวันออกกลาง จนกระทั่งปี 1620 ชาวดัชต์(ฮอลันดา) ได้นำชาเข้าสู่ประเทศฮอลแลนด์

ก่อนที่เราจะรู้จักชื่อทางวิทยาศาสตร์ของต้นชาที่เรียกว่า คาเมลเลีย ไซเนนซิส Camellia Sinensis ชาได้ถูกเรียกเป็นอีกหลายชื่อ เท่าที่พบตามหลักฐานในประวัติศาสตร์จีน ประเทศต้นกำเนิดของชา มีการบันทึกไว้ว่า คำว่า ทู (T’u) ที่แปลว่า ผักหรือใบไม้ที่มีรสขม คำว่า เกียกิวทิว แปลว่า ต้นไม้ใบเขียวตลอดปี เป็นอีกชื่อหนึ่งที่ใช้เรียกชา  ชาวจีนมณฑลยูนนานเรียกชาว่า มิ้ง คล้ายกับคำว่า เมี่ยงที่ภาคเหนือของประเทศไทยใช้เรียก เมี่ยงที่ผลิตจากใบชาเช่นเดียวกัน

ระหว่างปีคศ. 728-804 การดื่มชาได้แพร่หลายอย่างรวดเร็วในวัฒนธรรมของจีน บันทึกเกี่ยวกับชาเล่มแรกของโลก เขียนโดยหลูหยู่ ที่ชื่นชอบการดื่มชา จึงค้นคว้าหาแหล่งที่มาของชา วิธีการผลิต อุปกรณ์ชงชา การชงชาที่ถูกวิธี และธรรมเนียมการชาชง พร้อมกับเรียกต้นไม้ชนิดนี้ว่า ชา แทนชื่ออื่นๆ และเป็นที่นิยมเรียกอย่างมาก

เมื่อชาวยุโรปล่องเรือเข้ามาทำการค้ากับจีน จึงนำใบชากลับไปด้วย นอกเหนือจากผ้าไหมและเครื่องเทศต่างๆ ชาวจีนมณฑลฟูเจี้ยนเรียกใบชาตามภาษาท้องถิ่นว่า เต (Tay) ซึ่งชาวฮอลันดาใช้ชื่อนี้เรียกชากลับไปด้วย ต่อมากลางศตวรรษที่ 18 คำว่า Tay ถูกนำมาสะกดและจำกัดความใหม่เป็น Tea และได้บรรจุไว้ในพจนานุกรมภาษาอังกฤษมาจนถึงปัจจุบัน

เพิ่มเติมได้ที่ “ทำความรู้จักชา” http://www.time-for-tea.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=307857&Ntype=2

http://www.time-for-tea.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=361875

ทำความรู้จักกับต้นชา

ชาเป็นพืชที่มาจากพืชในตระกูลคาเมลเลีย ชื่อทางพฤกษศาสตร์ของชาคือ คาเมลเลีย ไซเนนซิส  (Camellia Sinensis) มีถิ่นกำเนิดดั้งเดิมอยู่ในประเทศจีน เจริญเติบโตในแถบที่มีสภาพภูมิประเทศเป็นพื้นที่สูง อากาศเย็น สามารถขึ้นได้ดีในเขตอบอุ่น และมีฝน จึงทำให้แหล่งปลูกชากระจายอยู่ตั้งแต่ละติจูดที่ 45 องศาเหนือในรัสเซีย ถึง 50 องศาใต้ในทวีปแอฟริกา ชาปลูกได้ในพื้นที่ที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเล 1,000 – 2,000 เมตร ผลผลิตชาส่วนใหญ่จะอยู่ในทวีปเอเชียโดยพื้นที่ที่มีการปลูกชามากจะอยู่ระหว่างแนวเหนือใต้  ตั้งแต่ ประเทศญี่ปุ่นถึงอินโดนีเซีย และแนวตะวันออก-ตะวันตก จากประเทศอินเดียถึงญี่ปุ่น เนื่องจากพื้นที่เหล่านี้จะอยู่ในเขตมนสุมมีอากาศอบอุ่นและมีปริมาณน้ำฝนมาก เหมาะกับต้นชาที่กำลังเจริญเติบโต

ชามีสกุลย่อยๆ แยกออกได้อีกกว่า 3,000ชนิด แต่ว่าที่ปลุกกันเป็นหลักก็มีเพียงแค่ 3 สายพันธุ์ใหญ่ๆ คือ

1. ชาอัสสัม ชื่อวิทยาศาสตร์ Camellia Sinensis Var. assamica (Mast.) เป็น ไม้พุ่มขนาดกลางถึงใหญ่ บางครั้งอาจพบได้ว่ามีความสูงถึง 17 เมตร และมีขนาดใหญ่กว่าชาในกลุ่มอื่นอย่างเด่นชัด ชาอัสสัมจะถูกนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาจีนและชาดำ ชาอัสสัมจะเติบโตเร็ว ทนแล้ง สามารถแบ่งออกเป็นพันธุ์ย่อยๆได้ 5 สายพันธุ์คือ

1.1 พัีนธุ์อัสสัมใบจาง – ต้นมีขนาดเล็ก ยอดและใบมีสีเขียวอ่อน ลักษระในเป็นมันวาว ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย เป็นพันธุ์ที่อ่อนแอ ให้ผลผลิตต่ำและคุณภาพไม่ดี เมื่อนำมาทำชาจีนจะมีสีน้ำตาล

1.2 พันธุ์อัสสัมใบเข้ม ยอดและใบมีสีเขียวเข้ม ใบนุ่มเป็นมัน มีชนปกคลุม ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงและมีคุณภาพดี เมื่อนำมาทำชาจีนจะมีสีดำ

1.3 พันธุ์มานิปุริ เป็นพันธุ์ที่แข็งแรง ให้ผลผลิตสูง ใบมีสีเขียวเข้มเป็นประกาย ของใบหยักแบบฟันเลื่อย ทนแล้งได้่ดี

1.4 พันธุ์พม่า ใบมีสีเขียวเข้ม ใบแก่มีสีเขียวแกมน้ำเงิน ใบกว้าง แผ่นใบเป็นรูปไข่ ขอบใบหยักแบบฟันเลื่อย ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ดีมาก

1.5 พันธุ์ลูไซ ขอบใบหยักลึก ปลายใบเห็นได้ชัด

2. ชาจีน มีชื่อวิทยาศาสตร์ Camellia Sinensis Var. sinensis เป็นไม้พุ่มขนาดเล็ก สูงประมาณ 1-6 เมตร ชาจีนจะถูกนำไปใช้แปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ชาเขียวโดยใช้ยอดอ่อนที่มี 1 ยอดตูมและ 3-4 ใบบาน

ชาจีนจะทนทานต่ออุณหภูมิและสภาพแวดล้อมที่ผันแปรได้ดี ผลผลิตต่ำเมื่อเทียบกับกลุ่มพันธุ์ชาอัสสัม  ชาพันธุ์นี้ปลูกมากในประเทศจีน  สายพันธุ์ที่นิยมปลูกจะแตกต่างกันไป  ในแต่ละท้องที่เช่น สายพันธุ์ชิงชิงอูหลง ชิงชิงต้าพัง เตกวนอิน เป็นต้น

3. ชาเขมร มีชื่อวิทยาศาสตร์ Camellia Sinensis Var.Indo-China ชาในกลุ่มนี้มีลักษณะเป็นไม้พุ่มลำต้นเดี่ยวขนาดใหญ่ มีความสูงของทรงพุ่มประมาณ 5 เมตร

ต้น ชาเป็นพืชที่มีลักษณะเป็นพุ่ม ใบเขียว และหากปล่อยให้เจริญเติบโตเองในป่า มันจะให้ดอกสีขาวส่งกลิ่นหอมในฤดูใบไม้ผลิ ซึ่งเมื่อดอกชาเติบโตเต็มที่จะให้ผลชาที่ภายในมีเมล็ดเล็กๆ ตั้งแต่หนึ่งถึงสามเมล็ด ส่วนในการแพร่พันธุ์ ต้นชาจะต้องได้รับการผสมละอองเกสรกับต้นชาต้นอื่นๆ เพื่อให้มีการแลกเปลี่ยนยีนและโครโมโซมซึ่งกันและกัน เมื่อชาต้นใหม่เจริญเติบโตมันจะคงคุณลักษณะที่เข้มแข็งบางส่วนของพ่อแม่ต้น พันธุ์ ด้วยวิธีการนี้ ต้นชาจึงถือได้ว่าเป็นพืชที่มีคุณลักษณะเด่นเฉพาะตัวของมันเอง

ต้น ชาสามารถเจริญเติบโตได้สูงตั้งแต่ 15-30 ฟุต แต่ในการปลูก เกษตรกรมักรักษาระดับความสูงของต้นชาให้อยู่ในระดับประมาณ 3-5 ฟุต เพื่อความสะดวกในการเก็บเกี่ยวใบชาอ่อน นอกจากนี้การปล่อยให้ต้นชาสูงเกินไป ใบอ่อนที่เหมาะสำหรับการเก็บเพื่อผลิตชาแห้งนั้น จะถูกแสงแดดเผาไหม้ได้ และเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่เกษตรกรมักปลูกต้นชาภายใต้ร่มเงาต้นไม้ใหญ่อื่นๆ เช่นกัน

การเก็บเกี่ยวชา

ส่วนที่เราต้องการจากต้นชาเพื่อมาทำเครื่องดื่มนั้น อยู่ส่วนบนสุดของต้นหรือใบอ่อน กล่าวคือ คุณภาพของชาที่ดีนั้นต้องผลิตจากใบอ่อน (ยอดบนสุด) และอีกสองใบถัดไป สิ่งที่น่าสนใจและจดจำคือการเก็บเกี่ยวใบอ่อนและยอดที่ได้รับการยอมรับว่าจะ ได้มาซึ่งผลผลิตชาที่ดีนั้น ถือว่าการใช้มือคนเก็บเป็นวิธีที่ดีที่สุด นับตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน แม้แต่ประเทศที่ได้ผลิตชามาเป็นเวลานานเช่น จีน ไต้หวันหรือประเทศญี่ปุ่นที่มีค่าแรงสูง ก็ยังใช้แรงงานคนในการเก็บเกี่ยวยอดชาใบอ่อน เพราะเครื่องจักรมักดึงเอาใบและหน่อส่วนที่หยาบ หรือเป็นเป็นกิ่ง ตลอดจนส่วนอื่นๆของต้นชา ที่สำคัญเครื่องจักรไม่สามารถแยกความแตกต่างของความอ่อน แก่ของใบชาได้ดีเท่าคน

ใบ ชาที่ดีที่สุดนั้นต้องเล็กที่สุด และที่ปลายต้องเรียว ที่หัวจะมีความคมและแหลม ใบชาแบบนี้จะมีราคาแพง ในอดีตจะมีเพียงกษัตริย์เท่านั้นที่ได้ดื่ม คุณภาพของชาที่ดีคือการใช้ใบที่เป็นใบแรก รองลงไปคือใบที่ 2-3 และ 4 ดังนั้นเกษตรกรปลูกชาจึงต้องดูแลต้นชาอย่างดีอยู่เสมอ เพราะถ้าใบชาแก่เกินไปคุณภาพจะลดลงและทำให้ราคาที่ได้ถูกลงด้วย  บรรดา แมลงที่สามารถทำความเสียหายให้ต้นชานั้นมีถึง 150 ชนิดด้วยกัน และอีกทั้งมีเชื่อรามากกว่า 380 ชนิดที่สามารถทำความเสียหายต้นชาได้ตลอดเวลา

คุณภาพ และราคาของชา ขึ้นอยู่กับช่วงเวลาของการเก็บชา และฤดู ชาที่มีคุณภาพดีที่สุดต้องเป็นใบชาที่เก็บก่อนดวงอาทิตย์ขึ้นเต็มที่ และเก็บอีกครั้งเมื่ออาทิตย์ตกดิน เพราะความร้อนจะไม่รุนแรงนัก แต่เกษตรกรส่วนใหญ่ไม่เก็บในช่วงเช้า เพราะมีความชื้นสูง ดังนั้นจึงเลือกเก็บเวลากลางวัน ส่วนฤดูการเก็บเป็นปัจจัยต่อราคาของชาเช่นเดียวกัน ในฤดูใบไม้ผลิจะผลิตชาได้ีดีที่สุด แต่ถ้าเป็นช่วงต่อระหว่างฤดูใบไม้ผลิและฤดูร้อนคุณภาพจะตก ตามธรรมเนียมแล้ว ไม่มีใครเก็บชาในฤดูใบไม้ร่วงและฤดูหนาว เพราะเป็นเวลาที่ต้นชาจะมีโอกาสฟื้นตัวกลับสู่สภาพเดิม แต่ในปัจจุบันการเก็บใบชาเก็บได้ทั้ง 4 ฤดู ทั้งนี้เพื่อให้ได้ผลผลิตตลอดปี

http://www.time-for-tea.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=5319818

การจำแนกชั้นทางวิทยาศาสตร์ หรือ การจำแนกชั้นทางชีววิทยา นั้นหมายถึง  การจัดกลุ่มและหมวดหมู่สปีชีส์ของสิ่งมีชีวิต ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและที่สูญพันธุ์ไปแล้ว การจำแนกในยุคปัจจุบันอาศัยรากฐานจากระบบการจำแนกของ  คาโรลัส ลินเนียส นักพฤกษศาสตร์ผู้จัดกลุ่มสปีชีส์ต่าง ๆ โดยดูจากลักษณะเฉพาะทางกายภาพ การจัดกลุ่มแบบนี้ได้มีการปรับปรุงอยู่เสมอเพื่อให้สอดคล้องกับหลักดาร์วิน   ส่วนมากเป็นผลมาจากการศึกษาอนุกรมวิธานระดับโมเลกุลด้วยการวิเคราะห์จีโนม ในการแบ่งอย่างกว้างๆจะแบ่งได้ 2 ระดับ คือ ลำดับขั้นสูง และ ลำดับขั้นต่ำ

“ชา” ตามความหมายที่เราต้องการ  อ้างอิงตาม  พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ คือ  น. (๑) ชื่อไม้ต้นขนาดเล็กชนิด  Camellia  sinensis (L.)  Kuntze  ในวงศ์Theaceae ขึ้นตามหุบเขาในเขตร้อน ใบใช้ชงเป็นเครื่องดื่ม, พายัพเรียก เมี่ยง.  ดังนั้นชาตามความหมายจากการอ้างอิงนี้เราหมายถึง พืชชนิด Camellia sinensis (L.) Kuntze  วงศ์ Theaceae เมื่อนำใบมาผ่านกรรมวิธีต่างๆแล้วนำมาชงจะกลายเป็นเครื่องดื่ม

มีอะไรในใบชา

จากความเชื่อแต่โบราณที่ว่า ชาเป็นยาอายุวัฒนะและสามารถแก้โรคต่างๆ   ได้สารพัดโรค ตั้งแต่ปวดศีรษะ ลดความเครียด ช่วยย่อยอาหาร ล้างสารพิษ ป้องกันโรคหัวใจ เพิ่มภูมิต้านทาน ไปจนกระทั่งป้องกันฟันผุ ซึ่งการวิจัยในปัจจุบันก็ยืนยันสนับสนุนความเชื่อเหล่านั้น แน่นอนว่าคุณสมบัติที่เป็นยาสารพัดโรคของชานั้นได้มาจากสารเคมีต่างๆที่อยู่ในใบชา นั่นเอง ซึ่งสาระสำคัญ ๆ ได้แก่ เคทิซิน คาเฟอิน แทนนิน เป็นต้น

เคทิซิน

ความลับของชาอยู่ที่ปริมาณสารเคทิซิน โพลีฟีนอล (Catechin Polyphenol) โดยเฉพาะอย่างยิ่งสาร Epigallocatechin-3-Gallate (EGCG) 
ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระที่ดีมาก (เชื่อว่าดีกว่าวิตามินอีถึง 20 เท่า) จึงช่วยป้องกันไม่ให้ร่างกายได้รับความเสียหายจากอนุมูลอิสระ   ช่วย
กำจัดการลุกลามของเซลล์เนื้องอก   ทั้งยังเข้าไปแทรกแซงในกระบวนการก่อตัวและในกระบวนการลุกลามของมะเร็ง  โดยไม่ทำลายเนื้อ
เยื่อส่วนดี   โดยเฉพาะมะเร็งกระเพาะอาหาร   มะเร็งตับอ่อน  มะเร็งลำไส้ใหญ่   มะเร็งหลอดอาหาร   มะเร็งตับ   มะเร็งต่อมลูกหมาก  และ
มะเร็งปอด  การใช้สารสกัดจากชาเขียวในผู้ป่วยมะเร็งที่ได้รับการฉายแสงและเคมีบำบัดจะทำให้เซลล์ปกติถูกทำลายน้อยลง  นอกจากนี้
ยังช่วยลดระดับ   LDL   คลอเรสเตอรอล  และยับยั้งการก่อตัวแบบผิดปรกติของก้อนเลือด  ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหัวใจวายและลมชัก
มีรายงานจากทีมนักวิทยาศาสตร์ของศูนย์วิจัยโรคมะเร็งในบริติชโคลัมเบียว่า ชาสามารถยับยั้งการสร้างไนโตรซามีน  ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง
รุนแรงได้  ซึ่งสารไนโตรซามีนนั้นเป็นสารที่เกิดจากสารพวกดินประสิวในอาหารทำปฏิกิริยากับสารจำพวกโปรตีนที่มีในเนื้อสัตว์และอาหาร
ทะเลกลายเป็นไนโตรซามีน   ซึ่งกอ่มะเร็งได้หลายฃนิด    ดังนั้นถ้านิยมบริโภคอาหารจำพวกไขมัน   แอลกอฮอล ์ เนื้อสัตว์และไม่ค่อยรับ
ประทานอาหารที่มีกากสูงก็ควรดื่มน้ำชาไปพร้อมๆ กันด้วย ก็จะช่วยลดไขมันหรือสพิษที่อาจปะปนในอาหารได้

คาเฟอีน (Caffeine)

สาร เคมีที่เรารู้จักกันดีนี้ก็มีอยู่ในชาประมาณร้อยละ 2.5 โดยน้ำหนัก ซึ่งสารคาเฟอีนในน้ำชานี่เองที่ไปกระตุ้นให้สมองสดชื่นแจ่มใส 
หายง่วง เนื่องจากมีฤทธิ์กระตุ้นประสาท เพิ่มการเผาผลาญอาหาร เพิ่มการทำงานของหัวใจและไต แต่อย่างไรก็ตามเด็กและผู้ป่วยโรคหัวใจ
ก็ไม่ควรดื่มชาเนื่องจากคาเฟอีนมีคุณสมบัติในการกระตุ้นประสาทและบีบหัวใจ ถ้าต้องการดื่มชาจริงๆ ก็ควรดื่มชาที่สกัดสารคาเฟอีนออก
แล้ว ซึ่งในการชงชานั้นพบว่าใน   3   นาทีแรกจะได้คาเฟอีนออกมาในปริมาณที่สูง โดยทั่วไปในชา 1 ถ้วย จะมีคาเฟอีนอยู่ประมาณ 10-50
มิลลิกรัม และในน้ำชายังมีสารที่อยู่ในกลุ่มเดียวกับคาเฟอีนชนิดอื่นๆ ที่ช่วยในการขับปัสสาวะ โดยไปกระตุ้นให้ไตขับน้ำปัสสาวะมากขึ้น
และยังช่วยขยายหลอดลมอีกด้วย แต่มีงานศึกษาวิจัยบางชิ้นพบว่า น้ำชาที่ได้จากชาเขียวหรือชาดำที่สกัดเอาสารคาเฟอีนออกไป กลับ
ไม่มีฤทธิ์ในการป้องกันการก่อมะเร็งหรือเนื้องอก ข้อมูลดังกล่าวทำให้เกิดความสนใจขึ้นว่าบางทีคาเฟอีนในใบชาอาจจะเป็นสารออก ฤทธิ์
ตัวหนึ่งที่มีผลทางการแพทย์ก็เป็นได้้

แทนนิน

ฝาดชา (Tannin) เป็นสารที่มีรสฝาด พบในใบชาแห้งประมาณร้อยละ 20-30 โดยน้ำหนัก ใช้บรรเทาอาการท้องเสียได้ ดังนั้นหาก
ต้องการดื่มชาให้ได้รสชาติที่ดีนั้น ไม่ควรทิ้งใบชาค้างไว้ในกานานเกินไป เพราะสารแทนนินจะออกมามาก ทำให้น้ำชามีรสขมฝาด
แต่ถ้าหากต้องการบรรเทาอาการท้องเสียก็ควรต้มใบชานานๆ เพื่อให้มีปริมาณสารแทนนินออกมามาก นอกจากนั้นสารแทนนินยัง
ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อหัวใจและขยายผนังหลอดเลือด จึงทำให้ชาเขียวเหมาะสำหรับผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วย
นอกจากนี้ ชายังประกอบไปด้วยกรดอะมิโนคือ ธีอานีน (Theanine) สารแคโรทีนอยด์ คลอโรฟิลล์และโปรแอนโธไซยานิติน ที่พบ
ในสารสกัดจากเมล็ดองุ่น เปลือกสน บลูเบอร์รี่และใบแปะก้วย  สารเหล่านี้จะถูกดูดซึมสู่ทางเดินอาหารได้ถึงร้อยละ 90 แล้วแผ่กระจาย
ไปยังเนื้อเยื่อต่างๆ ภายใน 5 นาทีและยังคงออกฤทธิ์อยู่ในช่วงเวลา 6-14 ชั่วโมง ซึ่งสารพัดสารเคมีที่มีประโยชน์ในใบชาเหล่านี้นี่เอง
ที่ทำให้ชาเป็นยารักษาโรคได้สารพัดและเป็นยาอายุวัฒนะที่เชื่อถือกันมาตั้งแต่โบราณกาล

ที่มา http://www.time-for-tea.net

http://www.teatester.com

ไปดูแพ็คเกจของกระทิงแดงเมืองนอกกัน

สุดยอดมาก

เขาว่าว่า นี่เป็นส่วนประกอบ 17 ชนิดในเครื่องดื่มโคลา นักออกแบบได้นำมาเป็นแพคเกจเพื่อให้เห็นภาพเห็นพจน์โดยการใช้วัตถุดิบจริงขับความเด่น และคุณค่าของเครื่องดื่มออกมา เป็นการกระตุ้นยอดขายไปอีกแบบ

แปลกดี

red-bull-ingredients-in-the-raw

http://www.psfk.com/2009/07/pic-red-bull-ingredients-in-the-raw.html