Tag Archives: สรรพคุณ

10 ประโยชน์ของ น้ำขิง-มะนาว สุดยอดน้ำสมุนไพรตอนเช้า พร้อมวิธีทำ และใครที่ไม่ควรดื่ม

13427831_1089273074480192_6764030660409247379_n

1. บรรเทาอาการเจ็บคอ
อาชีพที่ต้องใช้เสียงในการทำงาน อาจเจ็บคอบ่อย จิบน้ำขิงมะนาว Encyclopedia of Herbal Medicine บอกว่า น้ำขิงมะนาวมีคุณสมบัติบรรเทาอาการเจ็บคอ มะนาวช่วยให้ร่างกายกระตุ้นน้ำลาย ขิงช่วยลดการติดเชื้อในลำคอ

2. ดีท็อกซ์สารพิษตกค้างในร่างกาย
จิบน้ำขิงมะนาวทุกเช้าช่วยให้ร่างกายได้ดีท็อกซ์สารพิษที่ตกค้างอยู่ในตับ และช่วยให้ระบบไหลเวียนน้ำเหลืองทำงานเป็นปกติ

3. บรรเทาหวัด
น้ำขิงมะนาวช่วยป้องกันโรคหวัดได้ มะนาวมีวิตามินซีสูง ช่วยลดการสะสมเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ ความเผ็ดร้อนจากขิงช่วยให้ร่างกายขับเหงื่อมากขึ้น บรรเทาอุณหภูมิความร้อนในร่างกายให้ลดลง จิบน้ำขิงมะนาวอุ่น ๆ ทุกวันจะช่วยบรรเทาหวัด

4. ชะลอความเสื่อมของเซลล์
ขิงกับมะนาวมีสารต้านอนุมูลอิสระ อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินบี ป้องกันเซลล์ผิวถูกทำร้าย มีแร่ธาตุดีๆ อาทิ ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ช่วยบำรุงกระดูก กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ยังบำรุงต่อมหมวกไต

5. ช่วยระบบย่อยอาหาร
ผู้ที่อาหารไม่ย่อยเป็นประจำ ให้จิบน้ำขิงมะนาวในตอนเช้า น้ำขิงมะนาวจะช่วยกระตุ้นให้ตับผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น เวลากินอาหารในมื้อถัดไป จะไม่รู้สึกอึดอัดท้อง ลดอาการท้องอืด

6. ช่วยลดน้ำหนัก
ผลการวิจัยจาก Clinical Biochemistry and Nutrition ประเทศญี่ปุ่น บอกว่า การจิบน้ำขิงมะนาวอย่างน้อยวันละครั้งจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์ Acyl-CoA oxidase ออกมามากขึ้น ดึงเอาไขมันที่ถูกสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงาน โดยไขมันที่ถูกเผาผลาญจะขับออกในรูปของปัสสาวะ

7. ช่วยบำรุงผิวพรรณ
จิบน้ำขิงมะนาวแทนชา กาแฟ จะทำให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง สดใส เพราะน้ำขิงมะนาวอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกสารอนุมูลอิสระทำร้าย กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวอีกด้วย Continue reading

ประโยชน์ของมะนาว

มะนาวเป็นผลไม้พื้นๆที่ใช้บริโภคกันในชีวิตประจำวันอยู่แล้ว แต่มีน้อยคนนักที่จะรู้ว่ามะนาวลูกเล็กๆนั้น มีประโยชน์ในการรักษาโรคต่างๆได้มากมายหลายโรคด้วยกัน ไม่เพียงแต่คนไทยเท่านั้นที่ใช้มะนาวรักษาโรค ประเทศเพื่อนบ้านของเรา เช่น มาเลเซีย จีน และอินเดีย เขาก็ใช้มะนาวกัน ประเทศเพื่อนบ้านที่ไกลออกไป เช่น อังกฤษ ฝรั่งเศส และประเทศแถบอเมริกาตะวันตกก็ใช้มะนาวแก้ไอและรักษาโรคอื่นๆเช่นเดียวกัน

ประโยชน์ของมะนาวในแง่การนำมาใช้เป็นสมุนไพร มีดังนี้

                            

          1. แก้ไอออกเลือด (ไอมีเลือดปน) – ใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา มะนาว 4 ลูก เกลือ 1 ช้อน หรือประมาณ 3-4 เม็ด ผสมให้เข้ากันดี ให้มีรสเปรี้ยวเค็มหวาน ใช้จิบทุกครั้งที่ไอ -ใช้มะนาว 108 ใบ เบี้ยจั๊กจั่น 11 ตัว ปูนขาวหนักประมาณ 4 บาท วิธีทำ คั้นน้ำมะนาว ใส่เบี้ยจั๊กจั่นและปูนขาวปนกัน ดองประมาณ 3 คืน รับประทานครั้งละจอกชา แก้ไอออกเลือดดี 
          2. ต่อมทอนซิลอักเสบ เอาน้ำมะนาว น้ำผึ้งและปูนขาวผสมดื่ม แก้ทอนซิลอักเสบ 
          3.แก้ซาง,ตุ่มในคอเด็ก,เสมหะ – เมล็ดมะนาวขับเสมหะแก้โรคซางของเด็ก แก้เม็ดยอดในปากโดยเอาเม็ดมะนาวเผาไฟ บดให้ละเอียด ใช้น้ำมะนาวหรือรากของมะนาวฝนกันน้ำเป็นกระสาย ผสมเข้าด้วยกัน แล้วกวาดซางเด็ก – ให้เอาน้ำมะนาว 1 ช้อนชา แล้วเอารากมะนาวฝนให้ข้นดี แล้วจึงเอาไปล้วงคอเด็กสัก 2-3 ครั้งก็หาย – ใช้เม็ดมะนาวเคี้ยวกิน ขับเสมหะ ใช้ติดต่อกัน 7 วัน ได้ผลดี 
          4. แก้เสียงแหบแห้ง – มะนาวทำให้เสียงไม่แหบแห้ง ตื่นตอนตอนเช้าทุกครั้งให้ผ่ามะนาวครึ่งหนึ่ง จิ้มเกลือบีบน้ำลงคอกลืนกิน ทำทุกเช้าทุกวัน ทำให้เสียงไม่แหบแห้ง 
          5. ก้างติดคอ – เมื่อก้างปลาติดคอ เอามะนาว 1 ลูกคั้น เอาแต่น้ำ เติมเกลือ น้ำตาลนิดหน่อยกรอกลงไปให้ตรงก้างที่ติดคอ อมไว้สักครู่ แล้วจึงค่อยกลืน ก้างจะอ่อนตัวหลุดลงไปในกระเพาะ – ก้างปลาติดคอซึ่งเป็นชิ้นเล็กๆ เมื่อกลืนน้ำลายจะทำให้รำคาญเท่านั้น ให้ผ่ามะนาวแล้วนำมาอมไว้ในปาก อมจนรู้สึกรสเปรี้ยวของมะนาวเจือจางสัก 2-3 หน จะทำให้ก้างหลุดออกไปได้ 
          6. แก้ไข้ – นำใบมะนาวมาหั่นฝอยๆ ชงด้วยน้ำเดือด ดื่มแบบน้ำชาจะช่วยลดไข้และใช้อมกลั้วคอฆ่าเชื้อโรคได้อีกด้วย – ประเทศในทวีปอาฟริกาตะวันตกนิยมใช้เปลือกรากมะนาวต้มเป็นยาแก้ไข้อย่างดี และใช้ใบทำเป็นยาชงกินแก้ไข้ที่มีอาการตัวเหลืองเล็กน้อย นอกจากนี้ยังใช้น้ำมะนาวดื่มแก้กระหายน้ำ แก้ไข้อีกด้วย – ที่ประเทศอินเดีย ถ้าเป็นไข้หวัดใหญ่ นิยมรักษาโดยดื่มน้ำมะนาวแล้วพักผ่อน ถ้าเป็นไข้หวัดธรรมดา จะรับประทานผลอินทผลัมและดื่มน้ำมะนาวรักษา 
          7. แก้ไข้ทับระดู เอาใบมะนาว 100 ใบ มาต้มกินแล้วหาย 
          8. แก้ปวดศีรษะ – เอามะนาวมาฝานเป็นซีกบางๆ แล้วเอาปูนที่กินกับหมาก ละเลงด้านหน้าของซีกมะนาวนั้นบางๆ แล้วปิดตรงขมับ ทำอยู่ประมาณ 2 อาทิตย์ อาการปวดก็ค่อยหายดีขึ้นทุกวัน – ใช้น้ำมะนาวผสมกับน้ำตาลสัก 1 แก้ว ดื่มตอนเช้า ช่วยให้หายจากโรควิงเวียนและปวดหัว – ชาวมาเลเซีย ใช้ใบมะนาวผสมกับน้ำมะนาว บดทำเป็นยาใส่ผมแก้ปวดศีรษะ – ประเทศในทวีปอาฟริกาตะวันตก ใช้ใบมะนาวตำให้ละเอียดถูศีรษะหรือเคี้ยวรากมะนาวแก้ปวดศีรษะ 
          9. แก้เลือดออกตามไรฟัน – เกิดจากการขาดวิตามินซี ทำให้เหงือกบวมและมีเลือดออกตามไรฟันเป็นประจำ หรือมีเลือดออกได้ง่าย เช่น มีเลือดกำเดาไหล มีจุดพรายย้ำขึ้นตามผิวหนัง อาจมีเลือดออกจนซีดได้ ถ้าอาการรุนแรง จะมีอาการปวดน่อง ข้อเท้าบวม การรักษาให้กินมะนาวหรือผลไม้เปรี้ยวๆ เช่น ส้ม จะแก้ได้ – แก้โรคลักปิดลักเปิดหรือเลือดออกตามไรฟัน ใช้มะนาวถูฟันสักพักเลือดก็จะหยุด 
          10. แก้เหงือกบวม ใช้ลำสีชุบมะนาวเช็ดที่เหงือกวันละ 2 ครั้ง เช้าและเย็น 
          11. แก้ลิ้นเป็นฝ้า ใช้ลำสีชุบมะนาวเช็ดที่ลิ้นวันละ 3ครั้ง 
          12. ขจัดคราบบุหรี่ ใช้มะนาวถูฟันที่มีคราบบุหรี่จับ เมื่อใช้มะนาวถู คราบนั้นจะหาย ถ้าฟันผู้ที่รับประทานหมากต้องถูกบ่อยๆ ถ้าจับมากหลายวันแล้วต้องถอดฟันแช่น้ำมะนาวไว้ค้างคืน (หมายถึงผู้ใส่ฟันปลอมนะ) ฟันจะขาวสะอาดเงางาม 
          13. ยาบ้วนปาก บีบน้ำมะนาวลงในแก้วสัก 2-3 หยดเท่านั้น บ้วนปากได้สะอาดยอดเยี่ยม 
          14. แก้เป็นลมวิงเวียน อยากอาเจียน – ใช้มะนาวผ่าซีก โรยเกลือป่น เหยาะน้ำตาลทรายขาวสักนิดบีบกินลงไปพักเดียวหายเป็นปลิดทิ้ง ไม่ว่าจะเป็นอาการคลื่นไส้จากการตั้งครรภ์ เมารถ แพ้อากาศ มะนาวช่วยคุณได้ – ใช้มะนาวจิ้มเกลืออมไว้ในปากสักครูจะรู้สึกสดชื่นจากการเป็นลมวิงเวียน หน้ามืดได้ – ใช้เปลือกมะนาวแกะออกแล้วบีบหรือดมใกล้จมูก แก้เป็นลม วิงเวียน หน้ามืดตาลาย – ด้านประเทศฟิลิปปินส์และประเทศจีน ใช้เปลือกลูกมะนาวขยี้ใก้ดมแก้คลื่นไส้หรือเป็นลม หมอพื้นเมืองชาวอินเดีย นิยมใช้น้ำมะนาวแก้อาเจียน 
          15. แก้วิงเวียนเมื่อคลอดบุตร – เอามะนาวปอกใส่ภาชนะ 2-3 ลูก เพื่อให้คนที่คลอดบุตรนั้นกินแก้วิงเวียน หน้ามืด ตาลาย – เอามะนาว 3 ผล เกลือป่นและพริกไทยป่นพอควร ละลายด้วยน้ำร้อน แทรกเหล้าโรงประทาณให้ได้สักครึ่งถ้วยชา เวลาตกฟากรับประทาน 1 ครั้ง หรือรับประทาณต่อไปอีกก็ได้ 16. แก้เมาเหล้า เมายา – ดื่มน้ำมะนาวหรืออมกับเกลือ สำหรับคนเมาเหล้าหรือวิงเวียนจะเป็นลม 
          17. แก้ลมเงียบ เอาใบมะนาวมาต้มกินกับยาหอมประมาณ 1 อาทิตย์ 
          18. แก้ตาแดง เอามะนาวผ่า แล้วเอาเมล็ดในออกให้หมด แล้วก็บีบเอาน้ำมะนาวหยอดลงในตกทั้ง 2 ข้างหลายๆหยด สัก 1-2 นาที พอหายแสบแล้วล้างหน้าด้วยน้ำสะอาด เช็ดหน้าเรียบร้อยแล้วก็สบาย และใช้มะนาวต่อไปเรื่อยๆจนกว่าจะหายตาแดง 
          19. บำรุงตา ใช้มะนาวสดทั้งลูกฝานตามที่เห็นสมควร แล้วบีบใส่ตาประจำ ประมาณเดือนหรือสองเดือนครั้งก็ใช้ได้ (เนื่องจากตาเป็นอวันวะที่บอบบางมาก และน้ำมะนาวนั้นหยอดลงไปแล้วจะรู้สึกแสบตา ดังนั้น เพื่อป้องกันอันตรายที่จะเกิดขึ้นจึงไม่ควรใช้น้ำมะนาวนี้หยอดตา) 
          20. บำรุงผิว เอาเปลือกที่บีบเอาน้ำออกแล้ว นำมาทาบริเวณข้อศอก คาง เข่า ฝ่าเท้า ส้นเท้า ช่วยให้ส่วนเหล่านั้นนุ่มนวลได้อย่างดี

                                       

          21. แก้ผิวแตก ใช้มะนาวทาผิวหนังทำให้ชุ่มชื้น ไม่แตกกร้านในช่วงอากาศแห้ง 
          22. แก้สิวฝ้า – ในกรณีที่สิวไม่มีการอักเสบติดเชื้อเป็นหนอง การรักษาอย่างง่ายที่ถูกวิธี คือ การทำความสะอาดใบหน้า เพื่อลดไขมันและกำจัดสิ่งอุดตันตามรูขุมขนบนใบหน้า หรือบริเวณอก คอ ที่มีสิวขึ้น ฉะนั้นมะนาวจะช่วยรักษาสิงให้ลดน้อยลงได้ เพราะน้ำมะนาวมีสภาวะเป็นกรดอ่อนๆจะทำให้เนื้อเยื่อที่ตามแล้วหลุกออกไป ทำให้ลดการอุดตันของรูขุมขน กรดอ่อนๆจะช่วยกำจัดเชื้อโรคและช่วยกำจัดไขมันได้บ้าง วิธีใช้ คือ ล้างหน้าด้วยสบู่ธรรมดาให้สะอาดแล้วผ่ามะนาวทาบริเวณที่มีสิวขึ้นให้เปียกชุ่มจนทั่ว ทิ้งไว้ประมาณ 15 นาที จึงล้างออกด้วยสบู่อีกครั้ง ทำเช่นนี้วันละ 1-2 ครั้ง เช้าและเย็น – ใช้แป้งดินสอพองกับน้ำมะนาวทาบริเวณที่เป็นสิวก่อนนอนทุกวัน สิวจะค่อยๆยุบหายไปในที่สุด – ใช้น้ำมะนาว 1 ช้อนชา ไข่ขาว 1 ช้อนชา ผสมกันให้เป็นเนื้อเดียวกัน แล้วเอาไปแต้มที่ตุ่มสิว หรือผู้ที่ไม่มีสิว ใช้ทาบางๆทั่วไปประมาณ 30 นาที แล้วจึงล้างออกด้วยน้ำสบู่ หน้าจะนิ่มนวลอยู่เสมอ 
          23. ลบรอยแผลเป็น รอยแผลเป็นจากอุบัติเหตุ ใช้น้ำมะนาวผสมดินสอพองทาบริเวณที่เป็น ทำให้หน้าไม่ดำ หรืออาจใช้ใบมะลิสดตำผสมเพิ่มเข้าไปอีกก็ได้ 
          24. แก้ขาลาย คนที่มีขาลายเป็นจุดด่างดำเม็ดเล็กๆนั้น แก้ได้โดยเอาน้ำมะนาวบีบใส่ดินสิพองหมาดๆ แล้วทาทุกๆคืนก่อนนอน พอรุ่งเช้าก็ล้างออก ทำอย่างนี้ทุกวัน ไม่นานวันรอยด่างดำก็ลบหายไปเอง 
          25. แก้น้ำเหลืองเสีย ใช้ใบมะนาว 108 ใบกับเกลือหรือดีเกลือ 2 บาท หรือประมาณ 3 ช้อนคาวรวมกัน ต้มรับประทานเป็นยาระบายถ่ายน้ำเหลืองเสีย รับประทานครั้งละครึ่งถ้วยแก้วกลาง วันละ 1 ครั้งก่อนเข้านอน 
          26. แก้ส้นเท้าแตก เอามะนาวสดผ่าซีกแล้วบีบมะนาวให้หยดลงบนบริเวณที่เป็นแผลนั้น เพียงวันละ 2-3 ครั้ ภายใน 7 วัน โรคส้นเท้าแตกจะหายไปเอง 
          27. ดับกลิ่นเต่า ใช้น้ำมะนาวทารักแร้ป้องกันกลิ่นเต่า 
          28. แก้โรคผิวหนัง ประเทศแถบทวีปอาฟริกาตะวันตกและประเทศอินเดีย ใช้น้ำมะนาวทาแก้โรคผิวหนัง แต่ของอินเดีย เวลาอาบน้ำ ห้ามฟอกสบู่บริเวณที่เป็น 
          29. แก้กลาก เกลื้อน หิด – นำกำมะถันตำให้ละเอียดบีบมะนาวใส่พอสมควร ทาบริเวณที่เป็นเกลื้อนหลังอาบน้ำและก่อนนอน เคยใช้กับญาติโยมหลายราย ผลออกมาแล้วหายเกือบ 90 เปอร์เซ็นต์ – ใช้มะนาวผ่าซีกแตะผงกำมะถันแล้วมาถูบริเวณที่เป็นหิด กลากเกลื้อนจะกายในเร็ววัน 
          30. แก้หูด เอาเปลือกมะนาวหมักกับน้ำส้มสายชู 2 วัน ตัดเปลือมะนาวมาปิดที่หูด ปิดทับด้วยพลาสเตอร์ค้างคืนไว้ รุ่งเช้าจึงเอาออก ให้ทำเช่นนี้นาน 2 อาทิตย์ 
          31. แก้พุพอง ใช้รากมะนาวฝนกับน้ำซาวข้าว ทาแก้พุพอง แสบร้อน 
          32. แก้น้ำกัดเท้า ใช้มะนาวทาที่เป็นตุ่มคัน น้ำกัดเท้า ทาแล้วทิ้งให้แห้ง ล้างออกด้วยน้ำสบู่ ให้ผ้าเช็ดให้แห้ง แล้วเอาแป้งทา ตุ่มคันก็จะหาย 
          33. แก้ปูนซีเมนต์กัด เวลาถูกปูนซีเมนต์กัดตามมือ เท้า เอามะนาวมาตัดกลางลูก แล้วบีบน้ำมะนาวตรงที่ปูนกัดก็จะหาย 
          34. แก้คัน – ใช้มะนาวตัดกลางลูกรมไฟพออุ่น ถูทาตามที่คันภายใน 2-3 วัน จะหาย – เรื่องแก้คันนี้ในประเทศอินเดีย ใช้มะนาวผสมน้ำผึ้ง ทาบริเวณที่คันและเวลาอาบน้ำ อย่าฟอกสบู่บริเวณที่คัน ใช้ทาทุกครั้งเมื่อรู้สึกคัน 
          35. แก้หนอนคัน แถวชนบทมีตัวหนอนหลายชนิด เมื่อเราไปถูกมันเข้าจะทำให้เนื้อตรงบริเวณนั้นคันมาถึงกับเน่าเปื่อยก็มี ถ้าไปถูกตัวหนอนแล้วคันแต่ยังไม่เปื่อยเป็นแผล ให้เอามะนาวผ่าซีกถูตรงที่คันนั้น แต่ถ้าเปื่อยเป็นแผลแล้ว ให้เอาบานไม่รู้โรยมาตำกับปูนที่กินกับหมากผสมน้ำเล็กน้อย ทาตรงแผยเปื่อยรับรองหาย 
          36. แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย – ใช้ระงับความเจ็บปวดจากพิษแมลงได้ โดยใช้มะนาวพอกบริเวณปากแผลทิ้งไว้ 2-3 นาทีแล้วเปลี่ยนใหม่ทำดูจะหายปวด – ในประเทศจีน ใช้ผลสดคั้นเอาน้ำ ทาบริเวณที่ถูกตะขาบกัด แมลงป่องต่อยทันทีจะแก้ได้ 
          37. แก้สังคัง ใช้มะนาวผ่าซีก ทาก่อนนอนและหลังตื่นนอน เพียงไม่กี่วันก็หาย 
          38. ใช้สระผม แก้คันศีรษะ – ใช้น้ำมะนาวสระผมทำให้ผมสะอาด หอม – ถ้าคันศีรษะบ่อย ใช้น้ำมะนาวนวดศีรษะให้ทั่วสักครู่ก่อนสระผมจะแก้ได้ 
          39. แก้หัวโน ใช้แป้งดินสอพองผสมน้ำมะนาว ทาตรงที่ช้ำบวมสักพักใหญ่ๆ อาการปวดบวม ปูด ก็จะยุบ หมั่นทาวันละ 1-2 ครั้ง ภายใน 2 วันก็จะหายไปเอง 
          40. แก้ผิวหนังฟกช้ำ ผสมน้ำมะนาวกับดินสอพองข้นๆ ทาบริเวณที่มีอาการผิวเนื้อถูกกระแทกเขียวฟกช้ำ หรือบวมโน จะหายเป็นปกติ

                                                  

          41.แก้หนามปัก แก้หนามปักคา ใช้มะนาวกับน้ำมันตับปลา ใส่ที่แผลจะดูดหนามออกมาได้ 
          42. แก้เล็บขบ เอามะนาวมาผ่าตรงส่วนหัวออกขนาดพอสอดนิ้วเข้าไปได้ ใช้มีดคว้านเอาเนื้อข้างในออกเล็กน้อย เสร็จแล้วเอาปูนทาบางๆ แล้วเอานิ้วสอดเข้าไป แล้วทิ้งไว้ ทำดังนี้ 2-3 ครั้ง อาการเล็บขบจะหายไป 
          43. แก้ปลาดุกยัก ใช้มะนาวผ่าซีกแล้วกดหรือถูครงรอยปลาดุกยักสักพักหนึ่ง จะหายปวดภายใน 4-5นาที 
          44. แก้งูกัด แก้งูกัดให้ปฏิบัติดังนี้ 1. ให้คนเจ็บนอนราบๆ เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนทั่วร่างกายช้าลง และพิษงูจะได้แผ่ซ่านช้าลงด้วย 2. ถ้าถูกงูพิษกัดที่แขนและขา ให้เอาเชือกรัดเหนือแผลหน่อย กะให้รัดอยู่ในระหว่างแผลกับหัวใจของคนเจ็บ การรัดให้รัดพอให้เลือดตรงผิวหนังนั้นหยุดไหลเพื่อกันไม่ให้พิษผ่านเข้าเส้นโลหิตดำเท่านั้น ไม่ต้องรัดแน่นมากจนหลอกเลือดที่อยู่ลึกลงไปพลอยหยุดไหลไปด้วย ถ้ารัดพอดีๆจะสังเกตเห็นน้ำเหลืองไหลซึมออกจากแผลอยู่เรื่อยๆ 3. ใช้ใบมีดโกนที่สะอาดและฆ่าเชื้อแล้ว กรีดลงบนแผลเป็นรูปกากบาท ลึกสัก 1 ใน 8 นิ้ว ยาว สัก 1 ใน 4 นิ้ว ทั้ง 2 เขี้ยว อย่าตกใจว่าจะเสียเลือด เพราะมันจะช่วยล้างพิษออกด้วย ให้ใช้ปากดูดพิษออกมาจากแผลที่กรีด พิษงูจะไม่เป็นอันตรายเมื่อเข้าไปอยุ่ในปาก นอกจากจะมีแผลในปากหรือฟันผุเท่านั้น เมื่อดูดพิษออกมาให้รีบบ้วนทิ้ง แล้ววางน้ำแข็งที่แผลสลับกับการดูดช่วยด้วย และระวังให้แขน ขาที่ถูกงูกัดให้อยู่ต่ำๆไว้ หมายเหตุ ถ้าฟันผุหรือมีแผลในปาก ใช้ขวดอุ่นให้ร้อน (ระวังแตก) เอาปากขวดทาบกับแผล เพื่อช่วยดูดเลือดออกจากแผลแทน 4. ให้กินน้ำมะนาว ขนาดผลโตๆสัก 1 ผล น้ำมะนาวจะไปทำปฏิกิริยากับพิษงูที่แล่นเข้าสู่กระเพาะอาหาร สักครูก็จะอาเจียนออกมา มีเลือดปนเล้กน้อย ซึ่งแสดงว่าพิษงูได้หมดฤทธิ์แล้ว 5.คนเจ็บจะเกิดความมั่นใจและค่อยหายกลัว ให้เขาดื่มกาแฟหรือเครื่องดื่มร้อนๆได้ แต่อย่าให้กินเหล้า พิษงูมันเดินเข้าหัวใจอย่างช้าๆ แต่หลังจากที่ถูกงูกัด อาจปวดมากจนถึงกับช็อค ให้คนเจ็บอยู่เงียบๆ เพราะถ้าไปทำอะไรเข้า จะเป็นการเร่งพิษเดินทางเข้าสู่หัวใจเร็วเข้าอีก ให้ใช้น้ำแข็งหรือผ้าชุบน้ำแข็งวางที่แผล จะช่วยบรรเทาอาการปวดลงได้ และรีบนำส่งรักษาที่โรงพยาบาล 
          45. ป้องกันงู เมื่อใช้มะนาวคั้นเอาน้ำหมดแล้ว เอาเปลือกวางท้องเอาไว้ใกล้ๆที่นอน จะทำให้งูไม่มารบกวน เพราะได้กลิ่นมะนาว 
          46. แก้แมงคาเรืองเข้าหู นำน้ำมะนาวอย่างเดียว กรองด้วยผ้า ใช้หยอดหู แก้แมงคาเรืองเข้าหู ถ้าตัวยังไม่ตายจะหนีออกมา ถ้าไม่หนีออกมาตัวจะตายในหู 
          47. แก้ฝี – แก้ปวดฝีใช้รากสดฝนกับเหล้าทา – ขูดเอาผิวมะนาว ผสมกับปูนแดงปิด ฝีจะหาย 
          48. แก้ฝีมะตอย เอามะนาวทั้งลูก มาคว้านไส้ในออกให้เอานิ้วเข้าไปได้ แล้วเอาปูน(กินหมาก)ทาเข้าไปในลูกมะนาวเล็กน้อย แล้วสวมเข้านิ้วที่มีฝีขึ้น 
          49. แก้แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ให้เอาน้ำมะนาวมาชะโลมบริเวณที่ถูกไฟไหม้หรือถูกน้ำร้อนลวก มีสรรพคุณดับพิษปวดแสบแวดร้อนได้ผล 
          50. แก้บาดทะยัก เมื่อดถูตะปูตำ หนามเกี่ยว หรือถูกของที่มีคม เอาน้ำมะนาวบีบใส่แผลที่เป็น จะป้องกันบาดทะยักได้ 
          51. แก้ปวดท้อง ท้องอืด ท้องเฟ้อ – แก้อาการปวดท้อง แน่นท้อง เอาผลมะนาวครึ่งผล บีบเอาน้ำมะนาวใช้กินกับน้ำอ้อย หรือน้ำตาล แก้อาการนี้ได้ – เด็กท้องอืดร้องกวนในเวลากลางคืน เอาปูนเคี้ยวหมากขยี้ลงบนฝ่ามือ บีบน้ำมะนาวคลุกให้ทั่ว แล้วทาท้องด็ก สักครู่เด็กจะผายลม 2-3 ครั้ง แล้วหยุกร้องไห้ หลับสบายตลอดคืน เพราะน้ำมะนาวทำปฏิกิริยากับปูน ให้ความร้อนเกิดความอบอุ่น 
          52. รักษาโรคกระเพาะ เปลือกผลมะนาว ใช้ชงกับน้ำอุ่ม ดื่มเป็นยาขับลมและแก้โรคกระเพาะได้ 
          53. แก้ท้องผูก ใช้มะนาว ประมาณค่อนแก้วกาแฟ ใส่เกลือเล็กน้อย ให้เค็มพอประมาณ ดื่มทุกวันเป็นยาระบายได้ดี ทำให้เจริญอาหาร 
          54. แก้ท้องร่วง ประเทศอินเดีย ใช้น้ำมะนาวกับน้ำสะอาดดื่มแก้ท้องร่วง 
          55. แก้อาหารเป็นพิษ น้ำมะนาว น้ำปูนใส เติมเกลือให้มีรสเค็ม กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ แก้อาหารเป็นพิษ 
          56. แก้ผิดสำแลง – รากมะนาว ฝนกับน้ำซาวข้าวรับประทานแก้ผิดอาหาร ถ้าได้รากมะนาวหวานยิ่งดี – เอามะนาวบีบเอาน้ำใส่ถ้วย แล้วเอาปูนกินหมากมาแช่น้ำ แล้วเอาน้ำใสๆของปูนมาผสมน้ำมะนาว แล้วรับประทานแก้กินของผิดได้เป็นอย่างดี 
          57. แก้บิด – ใช้มะนาวกับน้ำผึ้งเอาเท่าๆกัน กินครั้งละ 1 ถ้วยตะไล สัก 2-3 ถ้วย แก้บิดได้ หรือจะผสมน้ำปูนใส อย่างละเท่าๆกัน ก็ได้ผลเช่นกัน – ชาวมาเลเซียใช้รากมะนาวต้มกินแก้บิด 
          58. ขับพยาธิไส้เดือน ชาวอินเดียใช้น้ำมะนาวผสมน้ำผึ้งดื่มขับพยาธิไส้เดือน 
          59. แก้นิ่ว เอามะนาวมา บีบมะนาวแช่หินปูน หากหินปูนละลาย ก็เอารากมะนาวนั้นมาต้มกิน แล้วนิ่วก็คือหินปูนในกระเพาะปัสสาวะจะอยู่ได้อย่างไรก็ต้องละลายออกมาหมดอย่างแน่นอน หากนิ่วก้อนใหญ่ก็ต้องใช้เวลาหน่อย 
          60. แก้ปัสสาวะกระปริบกระปรอย ใช้ใบมะนาวสดต้มกินกับน้ำตาลแดง ประมาณ 2-3 วันก็หาย 
          61. แก้ระดูขาว น้ำมะนาว 2 ช้อน เกลือ น้ำตาลนิดหน่อย ผสมน้ำสุก ใส่น้ำแข็งรับประทานแก้และรักษาสตรีมีระดูขาวมากๆ 
          62. ฟอกโลหิต ใช้ใบมะนาว 7 ใบ ต้มผสมกับน้ำ กินครั้งละ 3 ถ้วยชา วันละ 3 เวลา ได้ผลดี 
          63. แก้โลหิตจาง ให้เอาผลมะนาวผ่าซีก บีบเอาเฉพาะน้ำ ผสมกับน้ำหวานแล้วปรุงด้วยเกลือทะเลพอสมควร ใส่น้ำแข็ง ใช้รับประทานบ่อยๆ เป็นยาบำรุงโลหิต แก้โลหิตจาง และทำให้มีฟิวพรรณผุดผ่องมีน้ำมีนวล 
          64. แก้เหน็บชา ให้เอาลูกมะนาวเท่าอายุคนป่วย ใช้มีดบางคมๆ ผ่าสองเอาหนึ่ง ส่วนที่ไม่เอาแล้วแต่เราจะเอาไปทำอะไร ให้เอาน้ำตาลทรายขาว 1 ลิตร เกลือ 1 ลิตร เอาน้ำ 4 ลิตร ต้มให้เดือด ยกลง พอเย็นหน่อยก็เทใส่ไห แล้วจึงเอามะนาวส่วนที่เอาเทลงดองไว้ในไห ปิดปากไห ไปฝังไว้ในข้าวเปลือก 7 วัน แล้วเอาน้ำมากินให้หมด แล้วเอากากไปตำตากแดดให้แห้ง เอามากินให้หมด โรคเหน็บชาจะหายไป 
          65. แก้ร้อนในกระหายน้ำ มะนาวสามารถแก้ความกระหายได้ดี กินน้ำมะนาวใส่น้ำแข็งแล้ว จะรู้สึกชุ่มคอ 
          66. แก้อ่อนเพลีย – ใช้มะนาว 1 ผลครึ่ง บีบเอาแต่น้ำใส่แก้ว แล้วใส่น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ เติมน้ำให้ได้ประมาณครึ่งแก้ว กะให้หวานพอดี ดื่มให้หมด จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยดี – เวลาฟื้นจากไข้ทานอาหารไม่อร่อยหรือไม่อยากทานอะไรเลยต้องแก้ด้วยอาหารที่มีรสเปรี้ยว ใส่มะนาวหรือชงน้ำมะนาวดื่ม หรือกินมะนาวจิ้มยาหอม หรือกินมะนาวจิ้มเกลือ 
          67. เป็นยาอายุวัฒนะ – ใช้มะนาว 1 ลูกผ่าออกเอาเม็ดท้อง แล้วคั้นเอาน้ำชงกับน้ำตาล 2 ช้อน และน้ำร้อนพอควร ทำให้แข็งแรงและชุ่มชื่นในลำคอ – ใช้มะนาว 50 ผล น้ำผึ้ง 1 ขวดขาว พริกไทยร่อนครึ่งลิตรเล็ก ตำพริกไทยให้ป่น ใส่ผ้าขาวบางห่อ ใส่โหลดองรวมกันประมาณ 3 วัน นำมากินได้เป็นยาอายุวัฒนะ 
          68.ยาเจริญอาหาร เอามะนาว 30 ลูกผ่าซีกทั้งเปลือกแล้วเอายาดำหนัก 5 บาท ใส่ดีเกลือเล็กน้อย หร้อมกับเกลือแกงอีกพอประมาณจนรู้สึกว่ามีรสเค็ม เอายาทั้งหมดใส่ขวดโหลดองไว้ประมาณ 3 คืน รับประทานมีสรรพคุณทำให้เป็นยาระบายถ่ายพยาธิ และเจริญอาหาร 
          69. แก้ความดัน เอาใบมะนาว 108 ใบ ต้มรับประทานแก้โรคความดันต่ำและสูง 
          70. แก้ปวดข้อ ปวดกล้ามเนื้อ (โรครูมาติซั่ม) ให้ดื่มน้ำมะนาว ดังนี้ วันที่ 1 ให้ดื่มน้ำมะนาว 2 ผล วันที่ 2 ให้ดื่มน้ำมะนาว 4 ผล แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง วันที่ 3 ให้ดื่มน้ำมะนาว 6 ผล แบ่งให้วันละ 3 ครั้ง ให้เพิ่มมะนาวเรื่อยๆจนถึงวันที่ 10 ซึ่งใช้มะนาว 20 ผล แบ่งให้วันละ 5 ครั้ง วันที่ 11 ให้ดื่มน้ำมะนาวใหม่ 2 ผล วันที่ 12 ให้ดื่มน้ำมะนาวใหม่ 4 ผล แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง ให้เพิ่มมะนาวเรื่อยๆจนถึงวันที่ 20 ซึ่งใช้มะนาว 20 ผล แบ่งให้วันละ 5 ครั้ง 
          71. ลดความอ้วน การดื่มเครื่องดื่มต้องใส่น้ำตาลน้อยที่สุด และควรดื่มวันละ 8-10 แก้วทุกวัน ตื่นเช้าควรดื่มน้ำมะนาว 1 ผล ในน้ำอุ่นและขนมปังไม่เกิน 1 แผ่น ก่อนอาหารทุกมื้อควรดื่มน้ำมะนาวครึ่งผลผสมน้ำเย็น ก่อนอาหารกลางวันและอาหารเย็นจะช่วยให้อิ่ม อย่าให้ดื่มขณะที่ทานอาหาร ถ้ารู้สึกหิวก่อนเวลาอาหารไม่ว่ามื้อใด ให้รับประทานอาหารที่มีรสเปรี้ยว หรือน้ำส้ม น้ำมะนาวสักแก้ว 
          72. ใช้ในครัวเรือน – หุงข้าวให้ขาวและอร่อย บีบน้ำมะนาว 2-3 ช้อนในข้าว แล้วนำไปซาวข้าว เมื่อหุงเสร็จข้างจะขาว สะอาด กินอร่อย ไม่ออกรสมะนาวเลย – นิ้วมือเวลาเด็ดผักหรือหั่นผัก เนื้อใกล้ๆเล็บมือจะเป็นสีดำมองดูน่าเกลียด ใช้มะนาวถูจะแก้ได้ – เวลาใช้มีดผ่าปลีกล้วย มีดจะเป็นสีม่วงคล้ำ ใช้มะนาวผ่าซีกถูตามใบมีด มีดจะสะอาดดังเดิม – ทอดไข่เจียวให้ฟูและนิ่ม ขณะตีไข่ให้ใส่มะนาว 4-5 หยด ไข่จะฟูและนิ่ม – การเชื่อมกล้วยหักมุกให้น่ารับประทาน พอน้ำตาลเดือดเป็นยางมะตูม ให้บีบมะนาวครึ่งซีกตาม แต่กล้วยมากหรือน้อยจะช่วยให้กล้วยใสน่าทาน – ถ้าต้มปลาสด ต้องการให้ปลาคงรูปไม่เละ ไม่มีกลิ่นคาว ควรบีบมะนาวลงไปสักนิดหน่อย – ใช้มะนาว 2-3 ผล แทรกไว้ในข้าวสาร จะช่วยป้องกันมอดได้ – เปลือกมะนาวใช้เช็ดภาชนะ ทองเหลือง ทองแดง เครื่องเงิน เครื่องนาค เครื่องเงินจะใหม่ เงางามสุกใสขึ้น

– ฝานมะนาวเป็นชิ้นบางๆ 2-3 ลูกใส่ในน้ำเย็น 1 ป๋อง ประมาณ 10 ลิตร เติมการบูร 2 แท่ง ตั้งทิ้งไว้ในห้องที่ทาสีใหม่ๆ ปิดประตู หน้าต่างให้หมด น้ำมะนาวและการบูรจะช่วยดูดกลิ่นสีได้อย่างดี – ผ้าที่เปื้อนน้ำหมาก เปื้อนหมึก ใช้น้ำตาลทรายเล็กน้อย โรยตรงรอยเปื้อนหยดน้ำลงไปพอชุ่ม แล้วถูด้วยมะนาวจะลบรอยเปื้อนได้ – เตารีดร้อนจัดรีดผ้าขาวจะทำให้ผ้าเหลือง ให้เอาน้ำมะนาวทาที่เตารีด ก่อนรีดผ้าจะแก้ได้ – ต้มผ้าให้สะอาด ฝานมะนาว 2-3 ชิ้น ใส่ด้วย ช่วยให้ผ้าสะอาด – ใช้มะนาว เกลือป่น ถูบริเวณที่เสื้อขาวเปื้อนเลือด ซักด้วยน้ำเย็นจะออกหมด – เครื่องใช้ที่เป็นหนังทิ้งไว้นานหลายปีทำให้แข็งกระด้าง เอาน้ำมะนาวขัดถู ทำให้หนังนิ่มแล้วใช้ยาขัดอีกที จะทำให้ดูใหม่ขึ้น

http://blog.eduzones.com/wanwan/15775

มะละกอ

มะละกอ กินเท่าไหร่ไม่เคยพอ

มะละกอสุกๆ เนื้อสีส้มแดงนี่แหละขอบอกว่าเป็นผลไม้ที่ดีที่สุดของความมีประโยชน์ทีเดียว ใครไม่กินก็บอกได้เลยว่า คุณกำลังพลาดของดีชนิดที่สุขภาพไม่น่าให้อภัยเลย มะละกอสุกกินง่ายกว่ามะละกอดิบตั้งเยอะ สามารถปอกเปลือกแล้วลำเลียงลงกระเพาะได้ทันที ไม่ต้องเสียเวลาในการปรุงแต่งแต่อย่างใด เป็นอาหารบริสุทธิ์ที่ธรรมชาติบรรจงสร้างมาให้เรา ฉะนั้นเรามาว่ากันถึงความอร่อยและมีประโยชน์ของมะละกอกันเลยดีกว่า

นอกจากเนื้อหวานๆ แสนอร่อยแล้ว ทุกส่วนของมะละกอยังสามารถนำมาใช้ทำยาได้ ผลการวิจัยพบว่าประโยชน์ของมะละกอมีอยู่มากมาย ตั้งแต่ช่วยต้านมะเร็ง ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ดี บรรเทาอาการท้องผูกซึ่งเป็นที่มาของโรคริดสีดวงทวาร ป้องกันอาการตับโต เป็นยาบำรุงหัวใจ ตับ และสมอง

ประโยชน์ของมะละกอยังเผื่อแผ่ไปถึงเด็กทารกที่ดูดนมมารดาอีก เพราะช่วยกระตุ้นให้แม่มีน้ำนมมากขึ้น ป้องกันโรคนิ่วในระบบทางเดินปัสสาวะ ป้องกันการติดเชื้อจากจุลินทรีย์ที่อยู่ภายในลำไส้ เรื่องความสวยงาม มะละกอยังมีเอนไซม์ที่ช่วยบำรุงผิวได้เป็นอย่างดี ใครอยากมีผิวหน้าเนียนขาวนุ่มชุ่มชื่นก็นำมะละกอสุกครึ่งถ้วยผสมกับน้ำผึ้งแท้ 1 ช้อน นมสดอีก 1 ช้อน ปั่นเข้าด้วยกันเป็นครีมข้น ทาให้ทั่วผิวหน้า ทิ้งไว้ 10 – 15 นาทีแล้วล้างออก เท่านี้ก็เห็นผลทันตาและทันใจทีเดียว

อีกทั้งมะละกอทั้งสุกและดิบต่างก็เป็นอาหารที่เราคุ้นเคยกันอยู่ทุกวันอย่างเช่น ส้มตำ ถ้าขาดมะละกอก็คงไม่อร่อยเท่า อย่างไรเสียผลไม้นอกจะดีอย่างไรสารอาหารก็ไม่ได้แตกต่างกันมากนัก สู้รับประทานผลไม้ไทย อุดหนุนสินค้าไทย หรือจะปลูกไว้ทานเองก็ทำให้เราได้มั่นใจในความปลอดภัยและยังเป็นการช่วยประหยัดเงินในกระเป๋า

สูตรล้างไขมันในลำไส้ด้วยมะละกอ

  • มะละกอดิบไม่อ่อนเกินไป 1 ลูก
  • ชาเขียว หรือชาจีน หรือชาใบหม่อน อย่างใดอย่างหนึ่ง
  • เพิ่มดอกเก๊กฮวย หรือใบเตย หรือรากเตยลงไปด้วยก็ได้ (เพราะดอกเก๊กฮวย ใบเตยจะบำรุงหัวใจ รากเตยก็ช่วยฟื้นฟูตับอ่อนให้มีกำลัง ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใส่)

วิธีทำ

  1. ปอกเปลือกมะละกอล้างน้ำให้สะอาด แล้วหั่นแบบชิ้นฟัก ไม่ถึงครึ่งลูก
  2. นำมะละกอที่หั่นใส่หม้อ แล้วเติมน้ำ 3 – 4 ลิตร ตั้งไฟ จะเติมดอกเก๊กฮวย หรือใบเตย หรือรากเตย ก็ใส่ไประหว่างนี้
  3. เมื่อน้ำเดือดสักพักหนึ่งยกหม้อลง ตักมะละกอ และดอกเก๊กฮวยออก ให้เหลือแต่น้ำ
  4. นำน้ำนั้นไปชงชา ใส่ใบชาประมาณครึ่งกำมือ การแช่ชานั้นไม่ควรเกิน 5 นาที
  5. กรองเอากากชาทิ้งไป ทิ้งไว้ให้เย็นดื่มได้ทันที หรือบรรจุขวดเก็บไว้ในตู้เย็นได้ประมาณ 3 วัน

สารของมะละกอจะเกิดการถักทอกับสารของใบชา ทำให้ช่วยย่อยไขมันและล้างไขมันออกจากผนังลำไส้ ควรดื่มเพื่อล้างเป็นประจำ ดื่มแทนน้ำอัดลมได้ ถ้าไม่ล้างลำไส้ ก็เปรียบเหมือนกินข้าวไม่ล้างจาน แล้วใช้จานใบเก่าที่ไม่ล้าง เอามาใส่ข้าวกินใหม่

เมื่อล้างลำไส้แล้ว ก็ควรกินอาหารที่มีประโยชน์ เพื่อไปบำรุงร่างกายด้วย ถ้าหลีกเลี่ยงอาหารผัดน้ำมันไม่ค่อยได้ ก็กินเท่าที่จำเป็น คือ กินให้น้อยลง แล้วกินชามะละกอไปล้างลำไส้ทุกวันเมื่อมีเวลาว่าง

Giggog.com + palungjit
https://www.facebook.com/tipsforlifes

น้ำมันมะกอก

“กาญจนาวารี”

มนุษย์ในสมัยโบราณรู้ได้อย่างไรว่าพืชบางชนิดมีน้ำมัน ? อาจเป็นไปได้ว่าขณะเดินป่าหาอาหาร ได้พบโดยบังเอิญว่าผลของต้นไม้ บางชนิดเมื่อถูกหินบดทับมีน้ำมันเหลวไหลออกมา มนุษย์จึงล่วงรู้ความลับข้อนี้

ถึงแม้โลกจะมีพืชหลายชนิดที่ให้น้ำมันก็ตาม แต่น้ำมันพืชชนิดที่นับว่าสำคัญที่สุด คือน้ำมันมะกอกที่ได้จากผลของต้นมะกอก (olive)

นักวิทยาศาสตร์รู้มานานแล้วว่ามะกอกเป็นพืชดึกดำบรรพ์ชนิดหนึ่ง เพราะมีการขุดพบฟอสซิลของต้นมะกอกในหินอายุประมาณ 5 ล้านปีในยุค Pliocene ที่เมือง Mongardino ในประเทศอิตาลี ส่วนนักประวัติศาสตร์ก็ได้พบหลักฐานมากมายที่แสดงให้เห็น ว่าผู้คนที่เคยตั้งถิ่นฐานอยู่ในเอเซียไมเนอร์แถบประเทศซีเรียและอิสราเอล รู้จักปลูกต้นมะกอกเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณ 6,000 ปีมาแล้ว และจากดินแดนเมโสโปเตเมียนี้ การนิยมปลูกมะกอกก็เริ่มแพร่หลายเมื่อชาวโพลีนีเซียนนำต้นมะกอกไปปลูกบนเกาะ ต่างๆ ของกรีซในราว 1,600 ปีก่อนคริสตกาล จากนั้นมะกอกได้ถูกนำไปแพร่พันธุ์บนแผ่นดินใหญ่ การยอมรับและการชื่นชมในคุณค่าของมัน ทำให้รัฐบาล กรีซในยุคนั้นต้องยกย่องให้มะกอกเป็นพืชที่มีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของชาติ ที่จำเป็นต้องมีกฏหมายคุ้มครองจากกรีซ มะกอกก็แพร่ สู่อิตาลี และเมื่อแม่ทัพโรมันยกพลบุกโจมตีแอฟริกาเหนือ เหล่าทหารได้ลอบนำต้นมะกอกไปปลูกในดินแดนที่จักรพรรดิโรมันยึดครองได้ มะกอกจึงแพร่ขยายพันธุ์มากขึ้น การพบทวีปอเมริกาในปี 2035 ทำให้ต้นมะกอกเดินทางออกนอกทะเลเมดิเตอร์เรเนียนสู่โลกภายนอก เป็นครั้งแรก เมื่อต้นมะกอกจากเมือง Seville ในสเปนถูกนำไปปลูกที่หมู่เกาะเวสต์อินดีส และอีก 68 ปีต่อมา ชนชาวเม็กซิโก เปรู และอาร์เจนตินาก็เริ่มรู้จักมะกอก ทุกวันนี้เราสามารถพบเห็นสวนมะกอกในแทบทุกภูมิภาคของโลก แม้กระทั่งในออสเตรเลีย จีน และญี่ปุ่นก็นิยมปลูกมะกอกมากเช่นกัน

ความ ผูกพันอย่างลึกซึ้งที่ชนในแถบเมดิเตอร์เรเนียนมีต่อต้นมะกอกนั้นได้ปรากฎ หลักฐานมากมาย ดังจะเห็นได้จากภาพวาดวัว ศักดิ์สิทธิ์กำลังวิ่งขวิดต้นมะกอกโดยจิตรกรชาว Mycenaean บนบานประตูพระราชวัง Knossus บนเกาะครีต และที่ผนังของ พระราชวัง Knossus ซึ่งมีอายุประมาณ 3,600 ปี ก็มีภาพวาดแสดงการเต้นระบำรำฟ้อนในสวนมะกอกเพื่อเฉลิมฉลองเทศกาล ทางศาสนา นอกจากนี้ยังมีภาพวาดแสดงวิธีปลูกต้นมะกอกบนคนโทน้ำอายุ 3,700 ปี เป็นต้น ในอียิปต์มีการขุดพบมัมมี่อายุ 3,200 ปี สวมมงกุฎใบไม้ที่ทำด้วยใบมะกอก คนอียิปต์มักมีความเชื่อว่าเทพธิดา Isis ผู้เป็นมเหสีของเทพเจ้า Osiris ผู้ทรงอำนาจสูงสุด ได้ทรงสอนให้ชาวอียิปต์รู้จักปลูกต้นมะกอก และน้ำมันมะกอกคือเครื่องพระสุคนธ์ประจำองค์ฟาโรห์แต่เพียงผู้เดียว ส่วนที่หมู่บ้าน Kla ในอิสราเอลก็พบโม่หินที่เคยใช้เป็นโม่บดผลมะกอกเมื่อ 2,700 ปีก่อนนี้ ในกรีซมีตำนานเล่าขานว่า เหล่าเทพได้แข่งขันประกวดกันว่า จะมีเทพเจ้าองค์ใดที่สามารถสรรหาของขวัญที่มีค่ามากที่สุดให้แก่มวลมนุษย์ ได้โดยให้มนุษย์เป็นผู้ตัดสิน ดังนั้น เมื่อเทพธิดา Athena เทพแห่งสติปัญญา ทรงเลือกต้นมะกอกเป็นของขวัญ ของขวัญดังกล่าวได้ชนะจิตใจของปวงชนอย่างสมบูรณ์ประชาชนจึงพร้อมใจ กันตั้งชื่อเมืองที่ตนอาศัยว่า เอเธนส์ (Athens) ตามชื่อของเทพธิดา Athena และได้อัญเชิญพระนางเป็นเทพธิดาคุ้มครองเมือง และที่ Acropolis ชาวกรีกปลูกต้นมะกอกไว้รายรอบสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เพราะเชื่อว่าต้นมะกอกให้ทั้งความหวัง อิสรภาพ และความปรานี แก่ผู้พบเห็น นอกจากนี้ชาวกรีกก็มีประเพณีปฏิบัติหนึ่งที่กระทำกันมาตั้งแต่สมัยคริสตกาล คือ นักกรีฑาที่ชนะเลิศการแข่งขันกรีฑา โอลิมปิก จะได้รับช่อมะกอกเป็นรางวัล หรือเวลานักกีฬามีอาการเมื่อย แพทย์จะใช้น้ำมันมะกอกนวดตามตัวเพื่อให้กล้ามเนื้อคลาย สตรีชาวกรีกยังนิยมใช้น้ำมันมะกอกชโลมผมเพื่อให้ผมมีน้ำหนัก เงางามและใช้ลูบไล้ผิวเพื่อให้นุ่มอ่อนเยาว์ด้วย

เมื่อมนุษย์สามารถนำแทบทุกส่วนของต้นมะกอกไปใช้ประโยชน์ เช่น เนื้อไม้ใช้ทำเครื่องเรือน ผลใช้กิน น้ำมันใช้เป็นอาหาร ใช้นวด เป็นยา และเป็นเชื้อเพลิงสำหรับจุดตะเกียงได้เช่นนี้ มหากวีโฮเมอร์ของกรีซจึงได้แต่งกาพย์สรรเสริญสรรพคุณของต้นมะกอกว่า เป็นต้นไม้ ที่พระผู้เป็นเจ้าประทานให้คนจนโดยเฉพาะ และเรียกน้ำมันมะกอกว่าเป็น “กาญจนาวารี”

ในคัมภีร์ไบเบิลของคริสตศาสนาก็มีตำนานเล่าเกี่ยวกับมะกอกมากมาย เช่น ใน Genesis ได้กล่าวถึงนกเขาที่โนอาห์ส่งออกไปจาก เรือว่า เมื่อบินกลับเรือ นกเขาคาบกิ่งมะกอกกลับมาด้วย ซึ่งแสดงว่าน้ำหยุดท่วมโลกแล้ว และลดระดับลงมาก กิ่งมะกอกยังแสดงให้เห็น อีกว่าพระเจ้าได้ทรงเป็นมิตรกับมนุษย์แล้ว Exodus ได้กล่าวถึงกษัตริย์ Hiram แห่ง Tyre ว่า ได้ทรงนำไม้ซีดาร์ไปถวายแด่กษัตริย์ โซโลมอนเพื่อสร้างปราสาท และกษัตริย์โซโลมอนทรงมอบข้าวสาลีและน้ำมันมะกอกเป็นของขวัญตอบแทน ไบเบิลยังได้บันทึกอีกว่า เมื่อพระเยซูสิ้นพระชนม์ พระศพของพระองค์ถูกนำไปฝังในสวนมะกอก ฯลฯ

ต้นมะกอก (Olea europaea) เป็นพืชในอันดับ Lingustrals วงศ์ Oleaceae ที่นักชีววิทยาพบแล้วว่ามี 30 ชนิด ลำต้นมีสีเงินยวง ใบแข็งแหลม และมีสีเขียว ปากใบอยู่ทางด้านหลังของใบ ทั้งนี้เพื่อให้น้ำระเหยออกน้อย ตามปกติต้นมะกอกมักแตกใบเป็นคู่ๆ และใบจะร่วงหลังจากมีอายุได้ประมาณสองปี ดอกสีขาวเล็ก มีสี่กลีบ ช่อดอกหนึ่งช่อมีดอกตั้งแต่ 11-23 ดอก เกสรดอกมีสีเหลือง ส่วนผลมะกอกมีทั้งรูปร่างกลมและรูปไข่ ผิวมะกอกบางชนิดเกลี้ยง บางชนิด ขรุขระ แต่ข้างในของทุกผลจะเมล็ดแข็ง เมื่อผลสุกสีผลจะเปลี่ยนจากเขียวเป็นดำ รากของ ต้นมะกอกที่โตเต็มที่ ตามปกติจะหยั่งลงไปในดินไม่ลึก คือ ระหว่าง 10-150 เซนติเมตร

ต้นมะกอกชอบขึ้นในเขตร้อนซึ่งมีอุณหภูมิค่อนข้างสูง โดยเฉพาะในพื้นที่โลกที่ตั้งอยู่ระหว่างเส้นละติจูดที่ 30-45 องศาเหนือ แม้แต่อุณหภูมิจะลดต่ำถึง -8 หรือ -10 องศาเซลเซียส ต้นมะกอกก็สามารถดำรงชีวิตอยู่ต่อไปได้โดยมีเงื่อนไขว่าช่วงเวลาหนาวจัด จะต้องไม่นาน การได้รับอากาศเย็นในบางเวลาก็มีส่วนดี เพราะต้นมะกอกได้พักผ่อน แสงแดดเจิดจ้าและอุณหภูมิที่สูงสม่ำเสมอ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ต้นมะกอกสามารถเจริญเติบโตได้งาม ดังนั้นเราจึงเห็นได้ว่า มีสวนมะกอกมากมายในสเปน โปรตุเกส อิตาลี ฝรั่งเศสตอนใต้ กรีซ แอฟริกาเหนือ และสหรัฐอเมริกา โดยเฉพาะในแคลิฟอร์เนีย ทั้งนี้เพราะดินแดนดังกล่าวมีบรรยากาศและ แสงแดดที่เหมาะสมกับต้นมะกอกนั่นเอง อนึ่ง ชาวสวนได้พบว่าดินที่มีแร่โพแทสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม โบรอน เหล็ก ทองแดง แมงกานีส สังกะสี ซิลิเกต เป็นดินที่เหมาะสมสำหรับการปลูกต้นมะกอก เพราะดินดังกล่าวมีสารอินทรีย์และเป็นดินเหนียว จึงโอบอุ้มความชื้นสำหรับหล่อเลี้ยงต้นมะกอกได้ดี ตามปกติต้นมะกอกจะมีอายุยืนกว่าต้นไม้ทั่วไป (หากไม่เป็นโรค) มะกอกบางต้น มีอายุยืนถึง 700 ปีก็มี

เมื่อ ผลมะกอกสุก ชาวสวนนิยมเก็บผลด้วยมือเพื่อมิให้ผลช้ำ แต่บางทีก็ใช้เครื่องเก็บ ทั้งนี้ขึ้นกับจำนวนต้น เงินและเวลาที่มีรวมทั้ง คุณภาพของผลมะกอกที่ต้องการในปีนั้นและคุณภาพของผลมะกอกในปีถัดไป ในการเก็บผลด้วยมือ คนเก็บมักสวมถุงมือเพื่อ มิให้ผิวมะกอกช้ำ บางคนใช้วิธีเขย่าต้นให้ผลที่สุกร่วง บางคนใช้ไม้ตีกิ่ง แม้วิธีนี้ทำให้เก็บผลได้มาก แต่ลูกมะกอกที่ได้มักจะช้ำ และกิ่งหลายกิ่งจะหัก ส่วนชาวสวนที่ไม่สามารถจ้างคนเก็บได้ก็มักจะใช้เครื่องจักรเขย่าต้นให้ผล หล่นในตาข่ายที่รองไว้ใต้ต้น ผลมะกอกสดมีรสฝาด ดังนั้นเขาจึงนิยมเอาไปแช่น้ำเกลือข้ามคืนแล้วล้างด้วยน้ำบริสุทธิ์ชำระคราบ เกลือให้หมด จากนั้นจึงนำไป บรรจุกระป๋องอบความร้อนฆ่าเชื้อโรค กระบวนการเช่นนี้ช่วยให้มะกอกคงสภาพอยู่ได้นานเป็นเดือน

เวลา ต้องการน้ำมันมะกอก ชาวสวนจะเก็บผลที่สุกและสมบูรณ์มาคว้านเมล็ดออก แล้วนำไปบดด้วยโม่หินโดยไม่ใช้ความร้อนหรือ เติมสารเคมีใดๆ เนื้อมะกอกที่มีน้ำมันมากกว่า 40 เปอร์เซนต์จะให้น้ำมันมะกอกสีเขียวอ่อนที่มีรสดีและมีคุณภาพสูงจึงเหมาะ สำหรับ นำไปทำเป็นยาหรืออาหาร แต่ในบางครั้ง ชาวสวนจะบดผลมะกอกทั้งผลโดยไม่คว้านเมล็ดออก แล้วค่อยแยกส่วนที่เป็นกากออก จากส่วนที่เป็นของเหลว จากนั้นจึงสกัดส่วนที่เป็นน้ำมันออกจากส่วนที่เป็นน้ำอีกครั้งหนึ่ง กากที่เหลือจะถูกนำไปเลี้ยงสัตว์ ส่วนน้ำมัน ที่ได้จะถูกนำไปเป็นอาหารของคน เพราะเหตุว่าน้ำมันมะกอกที่ได้จากกระบวนการเช่นนี้มีรสฝาดของเมล็ด ดังนั้นจึงมีคุณภาพต่ำกว่า น้ำมันมะกอกที่คั้นจากเนื้อมะกอกแต่เพียงอย่างเดียว คนที่ฐานะไม่ดีจึงมักใช้น้ำมันมะกอกเกรดต่ำปรุงอาหาร ใช้เป็นน้ำมันหล่อลื่น หรือเป็นน้ำมันจุดตะเกียง ทุกวันนี้แหล่งผลิตน้ำมันมะกอกที่สำคัญของโลก คือ กรีซ สเปน และอิตาลี แต่ในอีกสองปีข้างหน้า สเปนเพียงประเทศเดียวจะสามารถผลิตน้ำมันมะกอกได้ถึง 50 เปอร์เซ็นต์ที่โลกต้องการ

ในการ วิเคราะห์เหตุผลที่น้ำมันมะกอกสามารถเก็บรักษาอาหารและทำให้อาหารมีรสดีนั้น นักเคมีได้พบว่า น้ำมันมะกอกมี oleic acid, Triglycerides, diglytcerides, monoglycerides, fatty acids, chlorophyll, carotene, polyphenols, tocopherols แต่ไม่มีโคเลสเทอรอลเลย สารประกอบเหล่านี้เองที่มีส่วนทำให้เนื่อสัตว์หรือพืชที่ทอดในน้ำมันมะกอกมี รสอร่อยกว่า น้ำมันชนิดอื่น

ส่วนคุณค่าของน้ำมัน มะกอกในการบำบัดรักษาโรคนั้นก็มีประวัติความเป็นมานมนานแล้วเช่นกัน ฮิปโปเครติสผู้เป็นบิดาแห่งวิชา การแพทย์ เคยใช้น้ำมันมะกอกในการรักษาคนที่เป็นโรคทางเดินอาหาร และทำความสะอาดบาดแผลที่เกิดจากการต่อสู้ Pliny the Elder แห่งโรม แต่งหนังสือชื่อ Natural History กล่าวถึงน้ำมันมะกอกว่าสามารถทำให้ฟันมีสีขาวและรักษาโรคเหงือกได้ เมื่อประมาณ 20 ปีมานี้เอง น้ำมันมะกอกได้รับความสนใจในฐานะยาอีกครั้ง เมื่อมีรายงานแพทย์ว่าผู้คนที่ตั้งถิ่นฐานอยู่ในแถบ ทะเลเมดิเตอร์เรเนียนมีสถิติการเป็นโรคหัวใจต่ำที่สุดในบรรดาชาติตะวันตก ทั้งหลาย สาเหตุที่สำคัญที่ทำให้ผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ มีจำนวนน้อยเช่นนี้ เพราะชนชาวเมดิเตอร์เรเนียนบริโภคน้ำมันมะกอกมากกว่าชนแหล่งอื่นนั่นเอง

วงการแพทย์รู้มานานแล้วว่าสารโคเลสเทอรอลที่ร่างกายได้จากการบริโภคไขมันมีสองชนิดคือ ชนิด Low Density Lipoprotein (LDL) และ High Density Lipoprotein (HDL) ซึ่งเป็นชนิดแย่และชนิดเยี่ยมตามลำดับ หากร่างกายของใครมี HDL มาก คนๆ นั้นจะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจน้อย แต่ถ้าเลือดในร่างกายมี LDL มาก ไขมันจะอุดตันเส้นเลือดจนทำให้หัวใจของคนๆ นั้นขาดเลือด หล่อเลี้ยง และเมื่อน้ำมันมะกอกมีกรด oleic มาก ซึ่งกรดชนิดนี้สามารถย่อยสลาย LDL ได้ดี ดังนั้น ถึงแม้คนๆ นั้นจะบริโภคอาหาร ที่มีไขมันมากก็ตาม เขาก็ไม่เป็นโรคหัวใจ เพราะหลอดเลือดของเขาจะประสบปัญหาภาวะอุดตันน้อย

นอกจากนี้แพทย์ยังพบว่านอกจากน้ำมันมะกอกจะช่วยให้ความดันเลือดในร่างกายมีระดับสม่ำเสมอแล้ว มันยังช่วยให้ร่างกายดูดซับ เกลือแร่ และวิตามิน A,B, E และ K ได้ดีอีกด้วย

J. Casper ผู้แต่งหนังสือชื่อ The Food Pharmacy : Dramatic New Evidence that Food is Your Best Medicine ยังชี้ให้เห็นอีกว่า น้ำมันมะกอกช่วยกระเพาะย่อยอาหารและรักษาแผลที่กระเพาะ (แต่ผู้ป่วยต้องกินยารักษาควบคู่ไปด้วย) และช่วยระบายท้อง โดยให้ผู้ป่วยรับประทานน้ำมันมะกอก 2 ช้อนโต๊ะในตอนเช้าขณะที่ท้องยังว่าง แต่ถ้ารับประทานมากไป ก็จะทำให้เกิดอาการท้องร่วงได้

Casper กล่าวถึงสรรพคุณของน้ำมันมะกอกที่ช่วยเสริมกระดูกให้แข็งแรงว่า สารเคมีที่มีในน้ำมันมะกอกสามารถดแทนการ สูญเสียแคลเซียมในกระดูกคนได้

Casper ยังพบว่า การบริโภคน้ำมันมะกอกช่วยรักษาโรคข้อต่ออักเสบ เพราะกรด omega-3 ที่มีในน้ำมันสามารถลดความ เจ็บปวดและอาการบวมตามไขข้อได้ นอกจากนี้แพทย์บางคนยังเชื่อว่า การมีสาร antioxidant ที่สามารถทำลายอนุมูลอิสระในเลือดได้ ทำให้คนบริโภคน้ำมันมะกอกไม่เป็นมะเร็งและชราช้า อีกทั้งทำให้มีชีวิตยืนนานด้วย

น้ำมันมะกอกยังมีคุณประโยชน์ในการด้านการเสริมสวยด้วย การจุ่มเล็บในน้ำมันมะกอกที่อุ่นประมาณ 5 นาที แล้วนวดวันละ 2 ครั้ง จะทำให้เล็บแข็งแรง หรือหากนำน้ำมันมะกอกผสมกับน้ำและน้ำมะนาว มานวดตัว จะทำให้ผู้ถูกนวดรู้สึกกระชุ่มกระชวย เป็นต้น

http://www.ipst.ac.th/ThaiVersion/publications/in_sci/olive_oil.html

องค์ประกอบ

มะกอกน้ำมันทั้งมวลซึ่งมาสะกัดเป็นน้ำมันนั้น ( 98.55% -99.5% ) เกิดขึ้นจากลำดับส่วนของไขมันที่เปลี่ยนเป็นสบู่ได้ ( saponifiable fraction ) อันประกอบด้วย ไตรกลีเซอไรด์ – สารประกอบของกลีเซอรอล กับกรดไขมัน และอนุมูลอิสระ ในน้ำมันมะกอกมีปริมาณของกรดไขมันอยู่สูงถึง 18 คาร์บอนอะตอม ซึ่งอาจจับตัวในลักษณะพันธะเดี่ยว และพันธะคู่ เรียกว่า กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว – หรือเป็นคู่พันธะหลายคู่ เรียกว่า กรดไขมันไม่อิ่มตัว เชิงซ้อน ทั้งนี้ โครงสร้างทางปฏิกิริยาและลักษณะของน้ำมันพืชนั้นจะขึ้นอยู่กับสัดส่วนของกรดไขมันที่มีอยู่ มะกอกมีปริมาณของกรดโอเลอิคอยู่สูงมาก ซึ่งคือกรดไขมันไม่อิ่มตัวนั่นเอง ทั้งนี้สัดส่วนของกรดไขมันที่มีอยู่ในผลมะกอกจะมีมากหรือน้อยนั้น ขึ้นอยู่กับพื้นที่เพาะปลูก พันธุ์มะกอก และอายุของต้นมะกอก ฯ :

  • กรดไขมันอิ่มตัว                            8 – 27 %
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว        55 –  83 %
  • กรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน        3.5 –  22 %

ลำดับส่วนอื่นๆ ของมะกอกน้ำมัน คือ ลำดับส่วนของไขมันที่ไม่เปลี่ยนเป็นสบู่ (unsaponfiable fraction ) แม้จะเป็นส่วนที่เล็กน้อยมากก็ตาม แต่ก็มีความสำคัญยิ่งต่อคุณค่าทางชีวภาพ สารสีเขียว (chlorophyll) และสารสีแดง สีส้ม (carotene) เป็นส่วนที่ทำให้สีของผลมะกอกเปลี่ยนไปจนถึงสีเข้มจัด ส่วนประกอบของน้ำมันหอมระเหย เป็นส่วนที่ทำให้มะกอกมีกลิ่นและรสชาติที่ดี แม้ว่า กรดโพลีฟินิล หรือสารที่ให้รสชาติจะมีอยู่ในผลมะกอก แต่เนื่องจากโดยธรรมชาติของผลมะกอกมีส่วนประกอบของสารต้นอนุมูลอิสระ (antioxidant) จึงมีผลต่อค่าความคงสภาพของน้ำมันอยู่ค่อนข้างมาก กล่าวคือ มะกอกน้ำมันยังมีโทโคฟิรอล ซึ่งส่วนมากจะเป็นวิตามินอี ( อัลฟา-โทโคฟิรอล) ที่มีคุณสมบัติเป็นสารต้านอนุมูลอิสระในตัวด้วยเช่นกัน สเตอรอลที่พบมากในมะกอกน้ำมัน คือ ไซโตสเตอรอล ( sitosssterol ) และยังพบว่าไม่มีคอเลสเตอรอลอยู่เลย

ข้อมูลใดๆ ซึ่งเกี่ยวกับน้ำมันมะกอกจะสมบูรณ์ไม่ได้ถ้าขาดการนำเสนอในแง่มุมสำคัญๆ โดยเฉพาะการให้ข้อมูลในเรื่องคุณประโยชน์นานัปการจากการรับประทานน้ำมันมะกอกนั้น ควรมีแง่มุมจากงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์ที่ต้องใช้ทั้งระยะเวลาและความอุตสาหะเป็นเครื่องสนับสนุน เรื่องของไขมันและน้ำมันนั้นนับว่ามีความสลับซับซ้อนทีเดียว ไขมันและน้ำมันมีลักษณะร่วมอย่างหนึ่งคือ ให้พลังงาน 9 แคลอรี่ต่อกรัม แต่กระบวนเมตาบอลิซึ่มของแต่ละอย่างหรือแต่ละกลุ่มนั้นมีความแตกต่างกันมาก น้ำมันมะกอกมีอนุกรมของสารประกอบมากมายที่เป็นประโยชน์ต่อการทำงานของอวัยวะสำคัญๆ ภายในร่างกายของคนเรา และในปัจจุบัน สิ่งเหล่านี้ก็เป็นที่ถกเถียงกันในระหว่างนักวิทยาศาสตร์ผู้ทรงคุณวุฒิ ในประเด็นการค้นคว้าศึกษาและการทดลองต่างๆที่เกิดขึ้น

ในทางชีววิทยาและการบำบัดรักษาโรค น้ำมันมะกอกมีคุณค่าที่เกี่ยวเนื่องในหลายแง่หลายมุม เมื่อพิจารณาจากโครงสร้างทางเคมี ประเด็นแรก คือ องค์ประกอบของกรดไขมัน น้ำมันประกอบด้วยกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวเป็นส่วนใหญ่ (55-83%) ซึ่งมีลักษณะเป็นพันธะคู่เพียงพันธะเดียว โดยมีกรดโอเลอิคเป็นหลัก แต่สำหรับไขมันสัตว์แล้ว จะประกอบขึ้นด้วยไขมันอิ่มตัวเป็นหลัก ส่วนน้ำมันจากเมล็ดพืชจะมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเป็นหลัก (50-72% ในน้ำมันถั่วเหลือง และน้ำมันเมล็ดทานตะวัน) ไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวมีคุณสมบัติของความคงสภาพที่เหนือกว่าไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ซึ่งไขมันชนิดหลังนี้อาจเกิดการออกซิไดซ์ได้ง่ายซึ่งเป็นสาเหตุของกลิ่นหืนในน้ำมัน น้ำมันมะกอกมีเปอร์เซนต์ของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนต่ำ คืออยู่ระหว่าง 3.5-22 % ซึ่งกรดไขมันจำเป็นชนิดนี้ เป็นชนิดที่ร่างกายไม่สามารถจะสังเคราะห์ได้เอง อย่างไรก็ตาม ถ้ามีการบริโภคน้ำมันมะกอกในปริมาณปกติ ไม่ว่าจะเป็นผู้ใหญ่หรือเด็กทารก ก็จะได้รับกรดไขมันจำเป็นอย่างเพียงพอ และยังมีสัดส่วนของกรดไลโนเลอิคกับกรดไลโนเลนิคที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ทั้งน้ำมันมะกอกและน้ำมันจากกากมะกอกมีโครงสร้างของกลีเซอรินที่เหมือนๆ กัน นั่นแสดงว่าน้ำมันสองประเภทมีคุณสมบัติที่เหมือนกัน

ประเด็นที่สอง น้ำมันมะกอกมีคุณสมบัติที่ดีเพราะมีส่วนประกอบของไขมันที่ไม่เปลี่ยนเป็นสบู่ ( unsaponifiable fraction ) ลักษณะเด่นของน้ำมันมะกอกคือ มีโทโคเฟอรอล โดยเฉพาะที่มีมากคือ อัลฟา-โทโคเฟออล ซึ่งอยู่ในรูปของวิตามินอีและมีคาโรทีนในรูปของโปรวิตามินเอ รวมทั้งมีโพลีฟินอลอีกด้วย องค์ประกอบเหล่านี้ทำหน้าที่หลักในการต้านอนุมูลอิสระ ซึ่งน้ำมันมะกอกบริสุทธิ์จะมีคุณสมบัติเหล่านี้อย่างครบถ้วน แต่สำหรับน้ำมันที่ผ่านกระบวนการกลั่นนั้นสารประกอบบางส่วนอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงหรืออาจหมดไป

ประโยชน์

ประโยชน์ต่อกระเพาะอาหาร

จากผลงานของ Charbonnier กล่าวไว้ว่า น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันชนิดที่ทนทานต่อกระเพาะได้มากที่สุด เนื่องจากมีกรดโอเลอิคอยู่ในปริมาณสูง

กล้ามเนื้อส่วนที่เรียบของหูรูดซึ่งแยกออกจากกระเพาะและหลอดอาหาร ซึ่งขัดขวางต่อการไหลย้อนของน้ำย่อยแกสตริกจูซ ( gastric juices) นั้น จะลดอาการลงได้ด้วยน้ำมันมะกอก ส่วนไขมันเนยเป็นไขมันที่ทนทานต่อกระเพาะได้น้อยที่สุด และน้ำมันเมล็ดทานตะวันทนได้ในระดับปานกลาง ซึ่งถ้าเป็นช่วงเวลาที่น้ำย่อยแกสตริกไม่เกิดการสะสมแล้ว คุณสมบัติในการทนทานต่อกระเพาะของไขมันทั้งสามชนิดดังกล่าวจะเท่าเทียมกัน

กล่าวกันแต่เดิมมาว่าน้ำมันมะกอกมีผลในกาช่วยรักษาโรคกระเพาะอาหารอักเสบ ( hyperchiorohydric gastritis) และอาการอักเสบที่กระเพาะและลำไส้ตอนต้น ( gastroduodenal ulcers) ซึ่งถือว่าเป็นคุณสมบัติในเชิงป้องกันโรค จากการทดลองโดยการเปลี่ยนน้ำมันมะกอกแทนไขมันสัตว์ในอาหารของผู้ป่วยที่เป็นโรคเรื้อรัง ปรากฎว่าคนไข้จำนวน 33 % สามารถลดอาการของบาดแผลลงได้ และอีก 55% ก็ลดการรักษาที่ทำให้เกิดแผลเป็นได้อีกด้วย ( cicatrization) อย่างไรก็ตาม การใช้น้ำมันมะกอกในการช่วยบำบัดนั้นก็มิได้หมายความว่าจะงดการรักษาด้วยยาอย่างสิ้นเชิง

ประโยชน์ต่อลำไส้

น้ำมันมะกอกสัก 2 ช้อนโต๊ะ รับประทานในตอนเช้าตอนกระเพาะว่าง จะเป็นผลดีสำหรับในรายที่เป็นโรคท้องผูกเรื้อรัง

ประโยชน์ต่อระบบน้ำดี

น้ำมันมะกอกเป็นผลดีอย่างมากต่อการอ่อนแอของถุงน้ำดี เนื่องจากน้ำมันมะกอกจะก่อให้เกิดปฏิกิริยาที่รวดเร็ว นุ่มนวลและเนิ่นนานกว่าเมื่อเปรียบเทียบกับยาและอาหารอื่นๆ ทั้งหลายที่ใช้รักษาอาการดังกล่าว น้ำมันมะกอกจะช่วยยับยั้งการหลั่งน้ำดีจากตับ ( hepatobiliary secretion ) ในระหว่างที่ถุงน้ำดีไม่เกิดการสะสม จึงทำให้ได้น้ำดีที่บริสุทธิ์และมีคุณสมบัติทางยา ความรู้เหล่านี้เป็นภูมิปัญญาที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตกาลและในปัจจุบัน ผลจากการศึกษาวิจัยมากมายที่ปรากฎขึ้นก็เป็นสิ่งยืนยันในคุณสมบัติเหล่านี้ได้เป็นอย่างดี

โรคนิ่วน้ำดี ( Cholelithiasis ) เป็นโรคที่เป็นกันมากในปัจจุบัน อันมีสาเหตุเกี่ยวเนื่องจากกระบวนเมตาบอลิซึ่มของไขมันและเป็นโรคที่เป็นกันมากในประเทศพัฒนาแล้ว โรคนี้เกิดจากภาวะโภชนาที่ล้นเกิน โดยเฉพาะเกิดการสะสมของไขมันอิ่มตัวและคอเเลสเตอรอล การหลั่งน้ำดีเพื่อเร่งการดูดซึมคอเลสเตอรอลจึงเพิ่มสูงขึ้น และทำให้เกลือน้ำดีและเลคซิตินลดต่ำลง ระดับคอเลสเตอรอลในพลาสมาจึงเพิ่มขึ้นตามมา จนเกิดภาวะเสี่ยงต่อการเกิดหินปูน เนื่องจากคอเลสเตอรอลที่เพิ่มสูงขึ้นในเวลาเดียวกันนั้นเกิดการนำพาโดยลิโพโปรตีนที่มีความหนาแน่นต่ำ ( LDL- low density lipoproteins ) ซึ่งขัดขวางต่อการสังเคราะห์คอเลสเตอรอลในตับ อีกประการหนึ่งคือ คอเลสเตอรอลที่เกิดจากการนำพาของโพลีโปรตีนที่มีความหนาแน่นสูง ( HDL – high density lipoproteins) จะเกิดกระบวนการเมตาบอลิซึ่มในเกลือน้ำดีได้ง่ายกว่าส่วนที่หลั่งออกมากับน้ำดี ในการรักษาคนไข้ที่มีคอเลสเตอรอลสูง จะต้องลดปริมาณของคอเลสเตอรอลในพลาสมาให้ต่ำลง โดยกระตุ้นให้กลไกของระบบน้ำดีช่วยกำจัดออกไป  ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผู้เชี่ยวชาญส่วนใหญ่จึงลงความเห็นว่าอาหารที่มีไขมันอิ่มตัวสูง และมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง เป็นปัจจัยสำคัญที่เร่งการก่อตัวของก้อนนิ่ว ในขณะที่อาหารที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงอย่างน้ำมันมะกอกจะไม่ทำให้เกิดปัญหาดังกล่าว จึงกล่าวได้ว่า น้ำมันมะกอกมีผลในเชิงป้องกันการก่อตัวของนิ่วน้ำดี เพราะน้ำมันมะกอกช่วยกระตุ้นการไหลเวียนของน้ำดี และทำให้ปริมาณ HDL เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ ยังมีสัดส่วนที่สมดุลระหว่าง ไขมันอิ่มตัวและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน อีกทั้งยังมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูงอีกด้วย Messini และ Cailella ได้ทำการพิสูจน์ให้เห็นว่า ผู้คนที่อยู่ในอิตาลีซึ่งมีอัตราการบริโภคน้ำมันมะกอกสูงกว่าที่อื่นๆ นั้น พบว่าเป็นนิ่วน้ำดีต่ำ

น้ำมันมะกอกมีผลดีต่อเด็กๆ อย่างไร

การให้ไขมันแก่เด็กทั้งในเด็กทารกและเด็กที่หย่านมแล้ว ถือเป็นเรื่อสำคัญและที่สำคัญยิ่งกว่าคือการให้กรดไขมันจำเป็นแก่เด็กที่เลี้ยงด้วยนมมารดา จะได้รับแคลอรี 4-5% ซึ่งอยู่ในรูปของกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน ขณะที่เด็กเล็กซึ่งเลี้ยงด้วยนมวัวนั้นจะได้รับน้อยกว่ากันมาก  เด็กที่ได้รับกรดไลโนเลอิคในปริมาณต่ำจะทำให้เติบโตช้าและการสร้างตัวของผิวหนังก็ช้าลงด้วย และยังทำให้การทำงานของตับและกระบวนเมตาบอลิซึ่มเกิดการแปรปรวน ส่วนน้ำมันจากเมล็ดพืช ซึ่งมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนอยู่มากนั้น ไม่ควรป้อนให้แก่เด็กในปริมาณมากๆ เพราะจะเป็นผลเสียต่อการปรับระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำลง นอกจากนี้ น้ำมันประเภทหลังนี้ยังเร่งให้เกิดปฏิกิริยาเปอร์ออกไซด์อีกด้วย โดยเฉพาะในเด็กกๆ ที่มีวิตามีอีสะสมในร่างกายต่ำ ดังนั้น จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ต้องปรับสภาพความสมดุลระหว่างกรดไลโนเลอิคและไลโนเลนิค จากการศึกษาของ Galli  โดยการให้น้ำมันแก่หนูทดลองซึ่งกำลังอยู่ในวัยเติบโต โดยเปรียบเทียบน้ำมันชนิดต่างๆ ทั้งน้ำมันมะกอก น้ำมันเมล็ดทานตะวัน และไขมันอิ่มตัว ปรากฎว่ากลุ่มของหนูที่ได้รับไขมันอิ่มตัวและน้ำมันเมล็ดทานตะวัน เกิดการเปลี่ยนแปลงทางโครงสร้างของไขมันในสมองและตับ แต่สำหรับหนูที่ได้รับน้ำมันมะกอก จะไม่ปรากฎอาการดังกล่าว แม้ว่าน้ำมันมะกอกจะมีปริมาณของกรดไขมันจำเป็นต่ำ แต่สัดส่วนที่มีความสมดุลระหว่างไลโนเลอิค : ไลโนเลนิคนั้น เป็นคุณสมบัติที่เหมือนกับที่พบในนมมารดา

น้ำมันมะกอกมีผลดีต่อผู้สูงอายุอย่างไร

อาหารเป็นสิ่งที่ให้พลังงานจำเป็นแก่มนุษย์ ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ และทำให้มนุษย์สามารถดำรงชีวิตต่อไปได้ แซลล์แต่ละเซลล์มีการถ่ายทอดโครงสร้างซึ่งมีปฏิกิริยาทางชีวภาพเป็นตัวกำหนด เซลล์เหล่านี้จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีวันสิ้นสุด

อย่างไรก็ตาม การเกิดขึ้นซ้ำของเซลล์อาจมีความผิดปกติเช่นกัน แม้ในระยะแรกจะได้รับการแก้ไข แต่เมื่อนานเข้าความผิดปกติก็จะก่อตัวสะสม และส่งผลให้เกิดความไม่เป็นระเบียบของกลไกในการทำงานในอวัยวะต่างๆ จนทำให้ความผิดปกติอื่นๆ เกิดขึ้นตามมา และการได้รับไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในปริมาณมากจะเป็นตัวเร่งการเกิดปฏิกิริยาเปอร์ออกไซด์ ซึ่งก่อให้เกิดเซลล์ที่ผิดปกติขึ้น ในทางตรงกันข้าม สารต้านอนุมูลอิสระในร่างกาย เช่น วิตามินอี จะเป็นกลไกที่ช่วยป้องกันปัญหาเหล่านี้ จากการทดลอง หนูที่ได้รับน้ำมันมะกอกจะมีอายุขัยที่ยืนยาวกว่าหนูที่ได้รับน้ำมันเมล็ดทานตะวันและน้ำมันข้าวโพด ผลที่เกิดขึ้นเป็นเพราะน้ำมันมะกอกมีสัดส่วนของวิตามินอีและไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่มีความสมดุลกมากกว่านั่นเอง สำหรับการทดลองกับคนนั้น มีการศึกษาวิจัย ซึ่งใช้น้ำมันประเภทที่มีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนสูง โดยมิได้เจาะจงตัวผู้เข้าทดลอง ซึ่งพบว่า เมื่อเปรียบเทียบไขมันซึ่งบริโภคได้ทุกชนิด ผลปรากฎว่าน้ำมันมะกอกให้ผลเป็นที่น่าพอใจ  เนื่องจากมีปริมาณของกรดไลโนเลอิคกับกรดไลโนเลนิค รวมทั้งสารต้านอนุมูลอิสระในปริมาณที่สมดุลต่อร่างกาย

จากการศึกษาเรื่องการเปลี่ยนแปลงของผิวหนังของ Pinkey ครั้งแล้วครั้งเล่า มีรายงานว่า ผู้ที่ได้รับไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเกินกว่า 10% ของการบริโภคจะปรากฎริ้วรอยแห่งวัย ในจำนวนนี้ 60% เกิดอาการผิวลอกผิวอักเสบ ซึ่งสันนิษฐานว่าเป็นต้นเหตุของการเกิดโรคผิวหนังชนิดร้ายแรงติดตามมา

การสร้างเนื้อกระดูกก็เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ  มีความเป็นไปได้ว่าน้ำมันมะกอกจะช่วยลดปัญหานี้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับปริมาณที่ใช้ด้วย เพราะถ้าร่างกายได้รับน้ำมันมะกอกเพิ่มขึ้น การดูดซึมแร่ธาตุเข้าสู่เนื้อกระดูกก็จะมากขึ้นด้วย ในเรื่องนี้สามารถอธิบายได้โดยอาศัยข้อเท็จจริงที่ว่า มีปริมาณของโอลีเอท (oleates) อยู่เป็นจำนวนมากตามลักษณะโครงสร้างของไขกระดูก จากผลการวิจัยของนักวิจัยชาวฝรั่งเศส รายงานว่า ร่างกายของคนเราจำเป็นต้องได้รับน้ำมันมะกอก เมื่ออยู่ในวัยที่กำลังเติบโต และในวัยผู้ใหญ่ ทั้งนี้เพื่อลดการสูญเสียแคลเซียมของร่างกาย

ในผู้สูงอายุ ประสิทธิภาพในการย่อยอาหาร ตลอดจนการดูดซึมสารอาหาร โดยเฉพาะวิตามินและเกลือแร่นั้นจะด้อยลง น้ำมันมะกอกมีลักษณะที่ดีในการช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการย่อยอาหารการดูดซึมสาราหาร อีกทั้งยังมีคุณสมบัติเป็นยาระบายอ่อนๆ อีกด้วย ในการนำน้ำมันมะกออกมาบริโภคนั้น อาจรับประทานโดยการนำไปปรุงอาหาร โดยการทอดท่วมน้ำมัน หรือยิ่งถ้ารับประทานในรูปของน้ำมันโดยตรงก็จะได้ทั้งวิตามินและสารต้านอนุมูลอิสระได้ครบถ้วนที่สุด น้ำมันมะกอกนอกจากจะช่วยให้อาหารดูน่ารับประทานแล้ว ยังช่วยให้การย่อยอาหารภายในร่างกายมีประสิทธิภาพดีขึ้นอีกด้วย

น้ำมันมะกอกกับภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด

ภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด เป็นโรคที่เป็นกันมากที่สุดในประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นต้นเหตุที่ทำให้เสียชีวิตได้ สาเหตุของโรค นอกจากจะเกิดจากรรมพันธุ์แล้ว ยังมีปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่เป็นต้นเหตุให้อาการของโรครุนแรงขึ้น เช่น การสูบบุหรี่ ความดันเลือดสูง และคอเลสเตอรอลสูง นอกจากนี้ ก็ยังมีปัจจัยเสริมในเรื่องของ อายุ เพศ (โดยเฉพาะเพศชาย) ผู้ที่เป็นโรคเบาหวาน โรคเกาท์ มีไตรกลีเซอไรด์สูง อนามัยในช่องปาก และร่างกายอ่อนเพลีย

คอเลสเตอรอล ซึ่งเป็นไขมันในกลุ่มสเตอรอยด์ และเป็นลิพิดที่มีอยู่มากมายในเนื้อเยื่อของสัตว์ เป็นสารที่ไม่ละลายน้ำแต่จะละลายได้ในสารอินทรีย์ (organic solvents) คอเลสเตอรอลเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างเยื่อหุ้มเซลล์ต่างๆ และในหลายๆ กรณีก็เป็นองค์ประกอบของสารไขมันของเยื่อหุ้มเซลล์ ( phospholipids) ที่มีความคงสภาพและความซับซ้อน คอเลสเตอรอลที่อยู่ในร่างกายนั้นทำหน้าที่ในการสังเคราะห์สารสเตอรอยด์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการสำคัญๆ อย่างเช่นการผลิตเกลือน้ำดีซึ่งช่วยละลายไขมัน ทำให้เยื่อบุลำไส้สามารถดูดซึมไปใช้งานได้ หรือช่วยควบคุมการทำงานของวิตามินดี

การเกิดภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้นเกี่ยวข้องกับนิสัยการบริโภคอย่างแยกกันไม่ออก ผู้ที่รับประทานไขมันสัตว์ในปริมาณมาก จะมีแนวโน้มของการเกิดภาวะคอเลสเตอรอลในพลาสมาสูงขึ้น ในทางกลับกัน ผู้ที่รับประทานน้ำมันพืชซึ่งมีกรดไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในปริมาณสูง จะมีความต้านทานต่อโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดได้ดี ช่วยป้องกันปฏิกิริยาที่เกิดจากคอเลสเตอรอล และยังช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลให้ต่ำลงได้อีกด้วย

จากการทดลองพบว่า คอเลสเตอรอลในพลาสมามิได้ก่อให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดเสมอไป คอเลสเตอรอลที่เกิดการนำพาโดยลิโพโปรตีนความหนาแน่นต่ำ ( LDL – Cholesterol ) นั้นมีผลเช่นนั้นจริง ในขณะที่คอเลสเตอรอลซึ่งมีลิโพโปรตีนความหนาแน่นสูงเป็นตัวนำพานั้น จะมีผลในเชิงป้องกันโรค เนื่องจากหน้าที่ของมันคือ การกำจัดคอเลสเตอรอลอิสระในเซลล์และสารประกอบเอสเตอร์ และนำไปสู่ตับในขณะที่ไม่มีการสะสมของน้ำดี

ผลจากการศึกษานับครั้งไม่ถ้วน ยืนยันได้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างระดับ DLD พลาสมา กับภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้นเป็นไปในเชิงลบ ขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่าง HDL กับการมีชีวิตยืนยาวนั้นเป็นไปในเชิงบวก

การรักษาผู้ที่มีคอเลสเตอรอลสูงนั้นจะต้องเริ่มต้นด้วยการลดการบริโภคไขมันอิ่มตัวให้ต่ำลง การลดไขมันเหล่านี้จะช่วยลดพลาสมาคอเลสเตอรอลได้เป็นสองเท่า โดยการเติมไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนในปริมาณที่เท่าๆกันลงไปด้วย ( Keys, Grande Covian et  al.)  และถ้าใช้น้ำมันมะกอกแทน ซึ่งมีไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวในปริมาณสูงนั้น ระดับคอเลสเตอรอลก็จะเท่าเทียมกับการลดปริมาณไขมันอิ่มตัวเช่นกัน นอกจากนี้ ผลดีที่เกิดจากไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวนั้นมิได้จำกัดอยู่เพียงแค่การทดแทนไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนเท่านั้น แต่ยังช่วยเพิ่ม HDL คอเลสเตอรอล ซึ่งมีผลในเชิงป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้อีกด้วย จากการศึกษาเปรียบเทียบในผู้ชายจำนวน 10,000 คน ซึ่งเสียชีวิตด้วยโรคหลอดเลือดหัวใจนั้นพบว่า เมื่อคนเหล่านี้มีพลาสมาคอเลสเตอรอลอยู่ในระดับที่เท่าๆกัน ความเสี่ยงต่อการทวีความรุนแรงของโรคจะอยู่ในอัตราที่เท่าๆ กันด้วย ทั้งชายชาวอเมริกันและชาวฟินแลนด์ แต่สำหรับชายซึ่งเป็นชาวเมดิเตอร์เรเนียน ที่มีการบริโภคน้ำมันมะกอกในเปอร์เซนต์สูงกว่าไขมันชนิดอื่นๆ อยู่แล้วนั้น ความเสี่ยงต่อโรคจะลดลงอย่างมาก

การบริโภคไขมันพืชซึ่งจัดอยู่ในจำพวกไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนมากจนเกินไปนั้น จะก่อให้เกิดปฏิกิริยาเปอร์ออกไซด์ได้ง่าย และอาจก่อให้เกิดโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดตามมาได้ อีกทั้งยังอาจเป็นต้นเหตุของเยื่อบุโพรงอักเสบ ( endothelial lesions ) และความผิดปกติของการจับตัวของลิ่มเลือด ( platelet hyperaggregation)

จากข้อมูลที่กล่าวไว้ในหัวข้อนี้ น่าจะสรุปได้ว่าขั้นตอนที่สำคัญที่สุดในการป้องกันโรคไขมันอุดตันในเส้นเลือดนั้น ก็คือลดการบริโภคไขมันสัตว์ (ทั้งในรูปที่มองเห็นและมองไม่เห็น) และทดแทนด้วยน้ำมันมะกอกซึ่งมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยวสูง ขณะเดียวกันก็ยังมีสัดส่วนของไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อนที่สมดุล อันเป็นสภาพที่เหมาะสมต่อการป้องกันโรค โดยมีส่วนประกอบของอัลฟา-โทโคเฟอรอล หรือโพลีฟินอลที่ทำหน้าที่ในการขจัดอนุมูลอิสระ หลักโภชนาการที่กล่าวนี้ ได้รับการยืนยันจากการทดลองและงานวิจัยโรคระบาดแล้วว่า จะสามารถป้องกันภาวะไขมันอุดตันในเส้นเลือด และช่วยควบคุมพลาสมาคอเลสเตอรอลให้อยู่ในระดับที่น่าพอใจ โดยไม่มีความเสี่ยงในเรื่องผลข้างเคียงแต่อย่างใด

น้ำมันมะกอกกับคุณสมบัติในการทอดอาหาร

เพื่อทำให้อาหารชวนรับประทานขึ้น จึงมีวิธีการปรุงอาหารด้วยกันหลายวิธี ไม่ว่าจะเป็น การต้ม การอบ การรมควัน และการทอด โดยเฉพาะการทอดซึ่งต้องเอาอาหารลงทอดเมื่ออุณหภูมิของน้ำมันถึงจุดเดือด

จากการศึกษาของ Varela et al พบว่า ในระหว่างการทอดอาหารนั้น เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นถึง 100 องศาเซลเซียส  และรักษาอุณหภูมิในระดับนี้ให้คงที่ จนกระทั่งน้ำในน้ำมันระเหยออกไปจนหมด ขณะนั้นเอง ความร้อนจากน้ำมันก็จะเริ่มแทรกซึมเข้าไปในอาหาร ซึ่งย่อมหมายความว่าน้ำมันจะเข้าไปทำให้อาหารสุกได้ในเวลาอันรวดเร็ว การทอดอาหารด้วยน้ำมันจึงมิได้ทำให้อาหารนั้นต้องสูญเสียคุณค่าไปกับความร้อนเกินปกติเลย เมื่อเปรียบเทียบการปรุงอาหารด้วยวิธีอื่นๆ ชั้นเคลือบที่ผิวนอกของอาหารซึ่งเกิดจากปฏิกิริยาของน้ำมันร้อนนั้น จะทำให้โปรตีนจับตัวกันเป็นก้อน และเปลี่ยนคาร์โบไฮเดรทเป็นคาราเมล

ไขมันอันเป็นตัวการที่ก่อให้เกิดปฏิกิริยาออทอคซิเดชั่น (autoxidation phenomena) นั้น เป็นการเร่งให้อุณหภูมิเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งปฏิกิริยาดังกล่าวจะถูกกระตุ้นด้วยปริมาณของไขมันชนิดไม่อิ่มตัว ประกอบกับสารโปร-ออกซิแดนท์ และสามารถยับยั้งได้ด้วยแอนตี้ออกซิแดนท์หรือสารต้านอนุมูลอิสระ ผลผลิตทางเคมีซึ่งด้อยกว่าจะระเหยเป็นไอและกำจัดออกไปได้โดยง่าย แต่สำหรับผลผลิตอื่นๆ (อย่างเช่นโพลีเมอร์) จะกำจัดได้ยาก และสารบางอย่างที่ยังตกค้างอยู่ก็อาจะเป็นสารก่อพิษ เป็นโทษต่ออวัยวะต่างๆ ภายในร่างกาย และยังทำให้คุณค่าอาหารด้อยลงด้วย

ในไขมันสัตว์ ซึ่งมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวต่ำ จะไม่มีแอนตี้ออกซิแดนท์อยู่เลย  และยังเกิดกระบวนการออทอคซิเดชั่นได้ง่ายมาก ส่วนน้ำมันจากเมล็ดพืชซึ่งแม้จะมีไขมันไม่อิ่มตัวสูง แต่ก็เกิดกระบวนการออกซิเดชั่นได้ง่ายเช่นกัน ในทางตรงกันข้าม น้ำมันมะกอกจะมีความคงสภาพที่ดี เนื่องจากมีปริมาณของไขมันไม่อิ่มตัวและแอนติออกซิแดนท์อยู่ในระดับพอดี สาเหตุที่ทำให้อาหารด้อยคุณค่าลงนั้น นอกจากสาเหตุจากประเภทของไขมันที่เลือกใช้แล้ว ยังรวมไปถึงสาเหตุอื่น ๆ อีก เช่น ระดับความร้อนนานแค่ไหน ประเภทของอาหาร รวมทั้งสารปนเปื้อนอื่นๆ ที่อยู่ในอาหาร เป็นต้น

Fedeli ได้ทำการทดสอบความคงสภาพของน้ำมันมะกอก โดยการทอดด้วยอุณหภูมิสูงและ Varela  ก็ได้ทำการพิสูจน์โดยทดลองทอดเนื้อ ทอดปลาซาร์ดีนด้วยน้ำมันมะกอก ผลปรากฎว่าประสิทธิภาพการย่อยอาหารจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงใดๆแม้ว่าจะใช้น้ำมันนั้นทอดซ้ำๆ กันเกินกว่า 10 ครั้งขึ้นไปก็ตาม การวิจัยนี้เป็นเครื่องบ่งชี้ว่า น้ำมันมะกอกเป็นน้ำมันที่เหมาะสำหรับการทอดอาหารมากที่สุด เนื่องจากเป็นน้ำมันที่มีฤทธิ์ต่อต้านอนุมูลอิสระมากว่าน้ำมันชนิดอื่นใด

ข้อสรุปสำหรับเรื่องนี้อาจกล่าวได้ว่า ด้วยโครงสร้างของกรดไขมัน ด้วยคุณค่าของวิตามินอีและสารต้านอนุมูลอิสระ ด้วยสภาพความสมดุลของสารประกอบทั้งมวล อีกทั้งกลิ่นรสชาติดี คุณสมบัติที่เป็นประโยชน์เหล่านี้ทุกๆ ข้อ ล้วนมีอยู่ครบถ้วนในน้ำมันมะกอก น้ำมันที่เหมาะแก่การบริโภคมากที่สุดสำหรับมวลมนุษย์ ไม่ว่าจะเป็นบริโภคโดยการรินสดๆ หรือโดยการนำไปปรุงอาหารก็ตาม ยิ่งไปกว่านั้น น้ำมันมะกอกยังมีคุณประโยชน์ต่อสุขภาพใสด้านการป้องกันโรคอีกคำรบหนึ่งด้วย.

http://www.rspg.thaigov.net/experimental_project/olive/olive15.htm