Tag Archives: สมุนไพรไทย

10 ประโยชน์ของ น้ำขิง-มะนาว สุดยอดน้ำสมุนไพรตอนเช้า พร้อมวิธีทำ และใครที่ไม่ควรดื่ม

13427831_1089273074480192_6764030660409247379_n

1. บรรเทาอาการเจ็บคอ
อาชีพที่ต้องใช้เสียงในการทำงาน อาจเจ็บคอบ่อย จิบน้ำขิงมะนาว Encyclopedia of Herbal Medicine บอกว่า น้ำขิงมะนาวมีคุณสมบัติบรรเทาอาการเจ็บคอ มะนาวช่วยให้ร่างกายกระตุ้นน้ำลาย ขิงช่วยลดการติดเชื้อในลำคอ

2. ดีท็อกซ์สารพิษตกค้างในร่างกาย
จิบน้ำขิงมะนาวทุกเช้าช่วยให้ร่างกายได้ดีท็อกซ์สารพิษที่ตกค้างอยู่ในตับ และช่วยให้ระบบไหลเวียนน้ำเหลืองทำงานเป็นปกติ

3. บรรเทาหวัด
น้ำขิงมะนาวช่วยป้องกันโรคหวัดได้ มะนาวมีวิตามินซีสูง ช่วยลดการสะสมเชื้อโรคในระบบทางเดินหายใจ ความเผ็ดร้อนจากขิงช่วยให้ร่างกายขับเหงื่อมากขึ้น บรรเทาอุณหภูมิความร้อนในร่างกายให้ลดลง จิบน้ำขิงมะนาวอุ่น ๆ ทุกวันจะช่วยบรรเทาหวัด

4. ชะลอความเสื่อมของเซลล์
ขิงกับมะนาวมีสารต้านอนุมูลอิสระ อุดมด้วยวิตามินซี วิตามินบี ป้องกันเซลล์ผิวถูกทำร้าย มีแร่ธาตุดีๆ อาทิ ฟอสฟอรัส แมกนีเซียม ช่วยบำรุงกระดูก กระตุ้นการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิว ยังบำรุงต่อมหมวกไต

5. ช่วยระบบย่อยอาหาร
ผู้ที่อาหารไม่ย่อยเป็นประจำ ให้จิบน้ำขิงมะนาวในตอนเช้า น้ำขิงมะนาวจะช่วยกระตุ้นให้ตับผลิตน้ำย่อยออกมามากขึ้น เวลากินอาหารในมื้อถัดไป จะไม่รู้สึกอึดอัดท้อง ลดอาการท้องอืด

6. ช่วยลดน้ำหนัก
ผลการวิจัยจาก Clinical Biochemistry and Nutrition ประเทศญี่ปุ่น บอกว่า การจิบน้ำขิงมะนาวอย่างน้อยวันละครั้งจะช่วยกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเอนไซม์ Acyl-CoA oxidase ออกมามากขึ้น ดึงเอาไขมันที่ถูกสะสมไว้มาเผาผลาญเป็นพลังงาน โดยไขมันที่ถูกเผาผลาญจะขับออกในรูปของปัสสาวะ

7. ช่วยบำรุงผิวพรรณ
จิบน้ำขิงมะนาวแทนชา กาแฟ จะทำให้ผิวพรรณมีน้ำมีนวล เปล่งปลั่ง สดใส เพราะน้ำขิงมะนาวอุดมไปด้วยวิตามินซี ช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิต ซ่อมแซมเซลล์ที่ถูกสารอนุมูลอิสระทำร้าย กระตุ้นให้เกิดการสร้างคอลลาเจนใต้ชั้นผิวอีกด้วย Continue reading

สูงวัยอย่างมีคุณภาพด้วย “สมุนไพร” ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร “เราอยากกระตุ้นให้ประชาชนขบถ”

สิ่งที่เรียกว่า “สังคมผู้สูงวัย” ดูเหมือนประเทศไทยไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้พ้น

ดังนั้น การเตรียมความพร้อมรับมือแต่เนิ่นๆ จึงจำเป็นอย่างยิ่ง

เช่นที่ บริษัท มติชน จำกัด (มหาชน) ผนึกกำลังกับหน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐ-เอกชน จัดงานด้านสุขภาพให้แก่ประชาชน โดยใช้ชื่อ “เฮลท์แคร์ 2016” ภายใต้ธีม “สร้างสุขผู้สูงวัย” นับเป็นงานมหกรรมสุขภาพเพื่อผู้สูงวัยครั้งแรกของไทย

โรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร คือหนึ่งในหน่วยงานด้านสุขภาพที่มีบทบาทเป็นอย่างยิ่งเกี่ยวกับเรื่องการแพทย์แผนไทย และการใช้สมุนไพรมาอย่างต่อเนื่องยาวนาน ด้วยความมุ่งหวังที่จะทำให้ภูมิปัญญาในการใช้สมุนไพรของประเทศไทยได้รับการสืบสาน ส่งต่อ ให้พืชสมุนไพรกลับมาเป็นที่แพร่หลายเหมือนดังแต่ก่อน

และผู้มีบทบาทสำคัญยิ่งในเรื่องนี้เห็นจะเป็นใครอื่นไปไม่ได้ ! Continue reading

สูตรสมุนไพรล้างไต ขับปัสสาวะ

 

13226684_577628989073578_2245568069886297443_n

ส่วนประกอบ :
– กระชาย 1 ขีด
– หอมแดง 1 ขีด
– ข่า 1 ขีด
– ตะไคร้ 1 ขีด
– ใบมะกรูด 1 ขีด
– ใบมะนาว 1 ขีด
– ใบสาระแหน่ 1 ขีด

วิธีการทำ :

นำสมุนไพรทั้ง 7 ชนิดมาล้างให้สะอาด ใส่ลงไปในหม้อ เติมน้ำให้ท่วม ต้มให้เดือด จากนั้นนำมาดื่มให้หมดใน 1 มื้อ

อัตราการใช้ :

1 หม้อต่อ 1 วัน ไม่ควรนำกลับมาต้มซ้ำควรเปลี่ยนใหม่ทุกครั้ง ดื่มติดต่อกัน 1 สัปดาห์จะเห็นผลจากปัสสาวะดีมาก

หมายเหตุ : ภูมิปัญญาชาวบ้าน นับเป็นความรอบรู้และประสบการณ์สืบต่อกันมา

ที่มา : Facebook นพดล อุ่นตา

สมุนไพรถอนพิษฟื้นฟูสู่สุขภาพ

คนรุ่นปู่ย่าตายายเราเคยมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดปราศจากมลพิษ โดยเฉพาะมลพิษจากสารเคมีสังเคราะห์ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นมาในชั่วอายุคนรุ่นเรา นี่เอง ลองมาดูเฉพาะผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทางการเกษตร ไทยเราจัดเป็นตลาดสารเคมีทางการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว สารพิษเหล่านี้ ได้แก่ สารพิษฆ่าแมลง สารกำจัดเชื้อรา สารกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชอื่นๆ มีถึง 35,000 สูตร จะต้องใช้สารประกอบเพื่อผลิตสารพิษดังกล่าวกว่า 15,000 ชนิด ประเทศไทยตัวเลขนำเข้าสารพิษทางการเกษตร ปี 2532 ถึง 80,879 ตัน ฉะนั้นในปีนี้ก็คงไม่หนีกว่าแสนตันเป็นแน่

ที่น่าวิตก ก็คือ สารพิษฆ่าแมลงในกลุ่ม “ออร์กาโนคลอรีน” (Organochlorine) และ “ออร์กาโนฟอสเฟต” (Organophosphate) และตัวเก่งของกลุ่มนี้ คือ “พาราไทออน” แต่ สารพิษในกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มสารพิษทางการเกษตรที่มีพิษร้ายแรงที่สุดและตกค้างในสิ่งแวดล้อมได้ นานนับ 10 ปี สารพิษที่มักตรวจพบอยู่เสมอในดิน น้ำ อาหาร และในตัวคน เพราะสารนี้สามารถสะสมในเนื้อเยื้อของพืชผักและในระบบชีววิทยาของมนุษย์และ สัตว์ได้ ส่วนพิษทั้งมีทั้งเฉียบพลันและสะสมเรื้อรัง พิษเฉียบพลัน คือ ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ปวดหัวอย่างแรง ชักกระตุก และตายในที่สุด ส่วนพิษเรื้อรังตายผ่อนส่งนั้น คือ ก่อให้เกิดความผิดปกติในเซลล์ของตับ ปอด และไต จนถึงขั้นเป็น “มะเร็ง” กันเลยทีเดียว ยิ่งกว่านั้นยังมีพิษแบบส่งต่อ คือ หญิงมีครรภ์คนใดได้รับสารตัวนี้ก็จะส่งพิษไปถึงทารก ซึ่งอาจจะคลอดออกมาพิการ หรือมิฉะนั้นก็เลี้ยงไม่โตมิหนำซ้ำยังสะสมในน้ำนมอีกต่างหาก

ส่วนเรื่องการถอนพิษนั้น อันที่จริงมีตัวยาแผนปัจจุบันหลายขนานที่สามารถบำบัดถอนพิษได้ โดยเฉพาะในรายที่ได้รับพิษอย่างเฉียบพลัน แต่เนื่องจากยาถอดพิษแผนปัจจุบันดังกล่าวเป็นยาที่ซับซ้อนยากแก่การใช้มีแต่ แพทย์เท่านั้นที่จะควบคุมการใช้ยาเหล่านี้ได้ ในที่นี้จึงใครขอเสนอวิธีถอนพิษด้วยยาสมุนไพร โดยเฉพาะในกรณีที่ได้รับพิษแบบสะสมจากสิ่งแวดล้อมหรือแม้แต่ได้รับพิษ เฉียบพลันในบางระดับก็ตาม

ตำรับยาของไทยใช้ยาแก้เบื่อมีอยู่มากมายที่เป็นตัวหลักๆ เช่น รางจืด ย่านางแดง โลดทะนงแดง ก้างปลาแดง สั้นเตี้ย เป็นต้น ปัจจุบันที่มีรายงานศึกษาวิจัย มีเฉพาะรางจืดดอกม่วง (Thubregua Laurifolia Linn.)ซึ่งเป็นรางจืดที่มีโอสถสารแรงกว่าชนิดอื่น และในช่วงของรางจืดดอกม่วงนั้น ดอกสีม่วงแก่จะแรงกว่าดอกสีม่วงอ่อน

สรรพคุณทางยาของรางจืด คือ รสเย็น หมอพื้นบ้านใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ รากและเถาใช้กินเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ที่สำคัญ คือ ยังใช้รักษาผู้ป่วยที่ถูกยาพิษต่างๆ เช่น สตริกนิน (strychnine) สารหนู สารปรอท สารพิษฆ่าแมลงต่างๆ แก้อาการเบื่อเมาเนื่องจากเห็ดพิษ ผักหวาน ว่านพิษ หรือพิษจากสัตว์กัดต่อย รวมทั้งรักษาโรคพิษสุรา กัญชา ฝิ่น และบุหรี่ด้วย จากการทดลองพบว่า ใบรางจืดสามารถลดอัตราการตายของหนูจากพิษขอโฟลิดอล (Folidol) ซึ่งเป็นสารพิษฆ่าแมลงชนิดออร์กาโนฟอสเฟต โดยการให้กินทางปาก ใบรางจืดแห้งมีสรรพคุณเช่นเดียวกับใบรางจืดสด ดื่มน้ำต้มใบรางจืดอุ่นๆ จะให้ผลดีกว่าเมื่อทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว และไม่พบว่ามีผลข้างเคียงจากการดื่มน้ำต้มใบรางจืด

จากข้อมูลสังเขปที่กล่าวมาจะเห็นว่า รางจืดมีสรรพคุณในการกำจัดพิษที่เราต้องรับเข้าไปทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการพิษขึ้น โดยอาจดื่มในรูปของชาใบรางจืด หรือลูกกลอนใบรางจืดที่บดละเอียด ซึ่งจากประสบการณ์ตรงที่ได้ให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ต้องอาบน้ำใน แม่น้ำแล้วเกิดมีผื่นคันขึ้นมากทั้งตัว โดยเฉพาะในหน้าแล้งซึ่งมีของเสียเข้มข้นมากในน้ำ โดยให้ใช้ใบรางจืดทั้งต้ม กินและอาบน้ำ หลังอาบน้ำอาการผื่นแพ้ก็ทุเลา รวมทั้งประสบการณ์ตรงที่สุนัขถูกยาเบื่อ เมื่อใช้เถารางจืดฝนกับน้ำซาวข้าวกรอกปาก อาการก็หายอย่างชัดเจน และนอกจากนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชได้ทดลองใช้น้ำต้มใบรางจืดแก้พิษสารฆ่า หญ้า พาราควอต ร่วมกับยาแผนปัจจุบันซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาสมุนไพรถอนพิษตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ กระเทียม (Alliumsaturum Linn.) ซึ่งคนไทยรู้จักกันดี เพราะเป็นเครื่องเทศสำคัญในการประกอบอาหาร นอกจากจะพบว่า กระเทียมเป็นพนักงานทำความสะอาดหลอดเลือดให้ปลอดพ้นจากโคเลสเตอรอลแล้ว ยังมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอีกด้วยว่า กระเทียมสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งและช่วยกำจัดพิษโลหะหนัก เช่น พิษตะกั่วได้

เมื่อเร็วๆ นี้อีกเช่นกันที่มีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการกำจัดพิษตะกั่วของมะขามป้อม ซึ่งเป็นสมุนไพรเก่าแก่ตัวหนึ่งของไทย และตามทฤษฎีการป้องกันมะเร็งด้วยวิตามินซี จะแนะนำให้กินมะขามป้อมซึ่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด และสามารถรักษาสภาพวิตามินซีให้คงสภาพได้นานที่สุดด้วย สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมานี้เชื่อว่าเหมาะกับสภาวะมลพิษทุกด้านที่พบอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด เช่น โรคภูมิแพ้ ปวดศีรษะ โรคหลอดเลือดตีบ และโรคมะเร็ง เป็นต้น

http://semamoe.com/node/4472

ลูกประคบ Herbal Compress

ลูกประคบ Herbal Compress
ตัวยาที่นิยมใช้ทำลูกประคบ
– ไพล (500 กรัม) แก้ปวดเมื่อย เคล็ด ขัดยอก ลดการอักเสบ
– ขมิ้นชัน (100 กรัม) ช่วยลดอาการอักเสบ แก้โรคผิวหนัง
– ตะไคร้บ้าน (100 กรัม) แต่งกลิ่น
– ผิวมะกรูด (200 กรัม) ถ้าไม่มีใช้ใบแทนได้ มีน้ำมันหอมระเหย แก้ลมวิงเวียน
– ใบมะขาม (300 กรัม) แก้อาการคันตามร่างกาย ช่วยบำรุงผิว
– ใบส้มป่อย (100 กรัม) ช่วยบำรุงผิว แก้โรคผิวหนัง ลดความดัน
– เกลือ (1 ช้อนโต๊ะ) ช่วยดูดความร้อนและช่วยพาตัวยาซึมผ่านผิวหนังได้สะดวกขึ้น
– การบูร (2 ช้อนโต๊ะ) แต่งกลิ่น บำรุงหัวใจ
ลูกประคบสมุนไพร คือ      ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการนำสมุนไพรหลายชนิดมาผ่านกระบวนการทำความสะอาดแล้วนำมาหั่นหรือสับให้เป็นชิ้นตามขนาด
ที่ต้องการตำพอแตก ใช้สดหรือทำให้แห้ง นำมาห่อหรือบรรจุรวมกันในผ้าให้ได้รูปทรงต่าง ๆ เช่น ทรงกลม หมอนสำหรับใช้นาบ
หรือกดประคบส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย เพื่อทำให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย ถ้าเป็นลูกประคบสมุนไพรแห้ง ก่อนใช้ต้องนำมาพรมน้ำ
แล้วทำให้ร้อนโดยนึ่ง
ลักษณะทั่วไปของลูกประคบสมุนไพร
ลูกประคบสมุนไพรต้องห่อผ้าปิดสนิทรูปทรงต่าง ๆ ภายในบรรจุสมุนไพรสดหรือแห้งหลายชนิดรวมกัน กรณีทำเป็นรูปทรงกลมปลายผ้าต้องรวมแล้วมัดให้แน่น ทำเป็นด้ามจับ ต้องมีกลิ่นหอมของน้ำมันหอมระเหยของสมุนไพรที่ใช้
อุปกรณ์การทำลูกประคบสมุนไพร
1. ผ้าสำหรับห่อลูกประคบ ต้องเป็นผ้าฝ้ายหรือผ้าดิบที่มีเนื้อผ้าแน่นพอที่จะป้องกันไม่ให้สมุนไพรร่วงออกมาได้
2. สมุนไพรที่ใช้ทำลูกประคบต้องหั่นหรือสับเป็นชิ้นเล็ก ๆ สด/แห้ง ต้องไม่มีราปรากฏให้เห็นเด่นชัด และต้องมีพืชสมุนไพรหลักที่มีน้ำมันหอมระเหยอย่างน้อย 3 ชนิด เช่น ไพล ขมิ้นชัน ตะไคร้ และผิวหรือใบมะกรูด/กลุ่มสมุนไพรที่มีรสเปรี้ยวมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ๆ เช่น ใบมะขาม ใบส้มป่อย และกลุ่มสารที่มีกลิ่นหอม จะระเหยออกมาเมื่อถูกความร้อน เช่น การบูร พิมเสน และเกลือ ช่วยดูดความร้อน
3. หม้อสำหรับนึ่งลูกประคบและจานรองลูกประคบ
4. เชือกสำหรับมัดผ้าห่อลูกประคบ
วิธีทำลูกประคบ
1. นำหัวไพล ขมิ้นชัน ตะไคร้ มะกรูด ล้างทำความสะอาด นำมาหั่นหรือสับให้เป็นชิ้นตามขนาดที่ต้องการตำพอหยาบ ๆ
2. นำใบมะขาม ใบส้มป่อย ผสมกับสมุนไพรในข้อ 1 เสร็จแล้วใส่เกลือ การบูร คลุกเคล้าให้เข้าเป็นเนื้อเดียวกัน แต่อย่าให้แฉะเป็นน้ำ
3. แบ่งสมุนไพรที่คลุกเคล้าให้เข้ากันแล้วเป็นส่วนเท่า ๆ กัน โดยใช้ผ้าฝ้ายหรือผ้าดิบห่อเป็นลูกประคบมัดด้วยเชือกให้แน่น
4. นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่ง ใช้เวลานึ่งประมาณ 15-20 นาที
วิธีการใช้ลูกประคบสมุนไพร
– นำลูกประคบที่ได้ไปนึ่งประมาร 15-20 นาที เมื่อลูกประคบร้อนได้ที่แล้ว ก่อนนำมาใช้ประคบควรมีการทดสอบความร้อนโดยแตะที่ท้องแขนหรือหลังมือก่อน และในช่วงแรกที่ลูกประคบยังร้อนอยู่ ต้องประคบด้วยความเร็ว ไม่วางลูกประคบไว้บนผิวหนังนาน ๆ เพียงแตะลูกประคบแล้วยกขึ้น แต่เมื่อลูกประคบคลายความร้อนลงสามารถวางลูกประคบได้นานขึ้นพร้อมกับกดคลึงจนกว่าลูกประคบคลายความร้อน แล้วจึงเปลี่ยนลูกประคบไปใช้ลูกใหม่แทน (ใช้แล้วนำไปนึ่งแทน)
ข้อควรระวังในการประคบสมุนไพร
– ไม่ควรใช้ลูกประคบที่ร้อนเกินไป โดยเฉพาะบริเวณผิวหนังที่เคยเป็นแผลมาก่อนหรือบริเวณที่มีกระดูดยื่น และต้องระมัดระวังเป็นพิเศษในผู้ป่วยโรคเบาหวาน อัมพาต ในเด็กและผู้สูงอายุ เพราะมักมีความรู้สึกในการรับรู้และตอบสนองช้า อาจทำให้ผิวหนังไหม้พองได้ง่าย
– ไม่ควรใช้การประคบสมุนไพรในกรณีที่มีอาการอักเสบ บวม แดง ร้อน ในช่วง 24 ชั่วโมงแรก เพราะจะทำให้อักเสบบวมมากขึ้นและอาจมีเลือดออกมากตามมาได้
– หลังจากประคบสมุนไพรเสร็จใหม่ ๆ ไม่ควรอาบน้ำทันที เพราะจะไปล้างตัวยาจากผิวหนัง และร่างกายยังไม่สามารถปรับตัวได้ทัน (ร้อนเป็นเย็นทันทีทันใด) อาจทำให้เกิดเป็นไข้ได้
การเก็บลูกประคบสมุนไพร
ลูกประคบสมุนไพรที่ใช้ครั้งหนึ่งแล้วสามารถเก็บไว้ได้นาน 3-5 วัน หลังจากใช้แล้วควรผึ่งลูกประคบให้แห้ง เก็บใส่ถุงหรือภาชนะปิดฝาให้แน่นแช่ตู้เย็นจะเก็บได้นานขึ้น ให้สังเกตถ้าลูกประคบมีเชื้อราปรากฏให้เห็นและมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยว หรือสีเหลืองจางลง แสดงว่าตัวยาเสีย ไม่มีคุณภาพไม่ควรนำมาใช้อีกต่อไป เพราะจะใช้ไม่ได้ผล
ประโยชน์ของการประคบสมุนไพร (จากตัวยาสมุนไพรและความร้อน)
1. กระตุ้นหรือเพิ่มการไหลเวียนของโลหิต
2. ลดอาการเกร็งของกล้ามเนื้อและบรรเทาอาการปวดเมื่อย
3. ลดการติดขัดของข้อต่อบริเวณที่ประคบและทำให้เนื้อเยื่อ พังผืดยืดตัวออก
4. ลดอาการบวมที่เกิดจากการอักเสบของกล้ามเนื้อหรือบริเวณข้อต่อต่าง ๆ หลังจาก 24-48 ชั่วโมงไปแล้ว
เอกสารอ้างอิง
1. นางสาวกุสุมา ศรียากูล. วิทยานิพนธ์, รูปแบบที่พึงประสงค์ในการให้บริการนวด อบ ประคบสมุนไพรเพื่อส่งเสริมสุขภาพ : กรณีศึกษาศูนย์ศึกษาการพัฒนาเขาหินซ้อนอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จังหวัดฉะเชิงเทรา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,
2543. หน้า 24-30
2. พญ.เพ็ญนภา ทรัพย์เจริญ พญ.อัญชลี อินทนนท์ นพ.ธารา อ่อนชมจันทร์. คู่มือปฏิบัติงานการแพทย์แผนไทยในโรงพยาบาลชุมชน.
โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก, 2539. หน้า 84-85
3. สถาบันการแพทย์แผนไทย กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก. การแพทย์แผนไทยกับการดูแลสุขภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 3
: โรงพิมพ์องค์การสงเคราะห์ทหารผ่านศึก, 2546. หน้า 34-38
4. เอกสารอัดสำเนา มาตรฐานผลิตภัณฑ์ชุมชน. ลูกประคบสมุนไพร. จำนวน  4 หน้า

http://ittm.dtam.moph.go.th/product_champion/herb5.htm

ทำความรู้จักกับตำรายาไทย

ตำรายาไทย

สมัยสมเด็จพระนารายณ์มีการติดต่อค้าขายกับฝรั่งในทวีปยุโรป และมีการบันทึกสูตรยาไว้ใน ตำรับพระโอสถพระนารายณ์ นับเป็นตำรายาเล่มแรก กล่าวถึงยา 81 ตำรับ ไม่เผยแพร่สู่ประชาชน ใช้เฉพาะในราชสำนักเท่านั้น

* สมัยกรุงศรีอยุธยา จารึก ลงในใบลานและสมุดข่อย เรียก คัมภีร์ยา หรือ ตำรายา กล่าวถึงอาการของโรค วิธีรักษา ส่วนประกอบของยา สรรพคุณยา ถ้าเป็นสมุนไพร เรียก พืชวัตถุ อวัยวะของสัตว์ต่างๆ เรียก สัตว์วัตถุ แร่ธาตุที่นำมาผสมยา เรียก ธาตุวัตถุ

* สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระ พงศนรินทรราชนิกุล ( พระโอรสของพระเจ้ากรุงธนบุรี ) เป็นผู้รวบรวมตำรายาจากข้าราชการและราษฎร เขียน ตำราในโรงพระโอสถ หรือตำราพระโอสถ เป็นตำรายาเล่มที่ 2 โดยแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกเป็นยาที่ใช้กันทั่วไป ตอนที่ 2 เป็นตำรายาที่ประกอบถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีทั้งสิ้น 84 ขนาน
* สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นสมัยแห่งการฟื้นฟูตำรายา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ( ดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ ) ได้ทรงบูรณะวัดจอมทอง รัชกาลที่ 2 จึง พระราชทานนามว่า วัดโอรสาราม หรือ วัดราชโอรส และทรงจารึกตำราในแผ่นหินฝังไว้ในเสาระเบียงที่วิหารพระพุทธไสยาสน์ นับเป็นตำรายาเล่มที่ 3
* สมัยรัชกลาที่ 4 โปรด เกล้าให้ตั้งโรงเรียน ราชแพทยาลัย ขึ้นในโรงพยาบาลศิริราช และท่านเจ้าคุณประเสริฐธำรง ได้เรียบเรียงตำราเวชศาสตร์วรรณนา เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ ต่อมาได้จัดทำ แพทยศาสตร์สงเคราะห์ขึ้นอีกเล่ม
* สมัยรัชกาลที่ 5 ทรง โปรดให้มีการรวบรวมและแปลจากภาษาของแล้วคัดลอกลงในสมุดข่อยจัดทำเป็นตำรา แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง เป็นเภสัชแห่งชาติตำรับแรก จัดสร้างใน พ.ศ. 2413 และยังคงใช้เป็นตำราแห่งชาติมาจนทุกวันนี้

พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงสนพระทัยศึกษายาฝรั่งที่คณะมิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งมีหมอบรัดเลย์ เข้ามาทำการเผยแผ่ศาสนาและรักษาคนไข้ ทรงบันทึกรายการยาฝรั่งไว้ 42 ชนิด พร้อมข้อสรรพคุณยาแผนปัจจุบันเล่มแรก

ตำรายา หรือ เภสัชตำรับ

ตำราที่ระบุถึงสารที่ใช้ในการบำบัด บรรเทา ป้องกัน หรือรักษาโรค จัดทำขึ้นโดย นางปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองวิเคราะห์ยา ในปี พ.ศ. 2522 และได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2522

ปัจจุบันตำรายาเล่มแรกของไทยได้พิมพ์เผยแพร่ มีชื่อว่า Thai Pharmacopoeia , first edition , volume 1, part 1 ซี่งรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2531 สำหรับ Part 2 จัดทำเสร็จแล้วเมื่อ พ.ศ. 2535 และประกาศใช้เป็นทางการในปี 2536

วัตถุประสงค์ของการจัดทำตำรายาของประเทศไทย

1. เพื่อเป็นมาตรฐานที่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินคุณภาพของยาที่ผลิต และจำหน่ายในประเทศ
2. เพื่อปรับปรุงวิธีการวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับสภาวะของประเทศไทย และศักยภาพของโรงงานผลิตในประเทศไทย
3. เพื่อเป็นตำรายาที่เชื่อถือ มีกฎหมายรับรองและยอมรับทั้งในประเมทศและต่างประเทศ
4. เพื่อเป็นคู่มือสำหรับแพทย์ เภสัชกร ร้านขายยา ผู้ใช้กฎหมาย ตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยาทุกประเภท

ตำรายาอื่นๆที่ทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9

ตำรายาพิเศษ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมสมเด็จพระปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงรวบรวมและ นิพนธ์ ไว้ ซึ่งเคย มีผู้นำมา พิมพ์ แล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2435 ( ร.ศ. 129) กล่าวถึง ยาทั่วๆไป และยาอายุวัฒนะ

หนังสือวิชาแพทย์แผนยาไทย เรียบเรียงโดย พันโท หม่อมเจ้า กำมสิทธิ์ ผู้ช่วยกรมแพทย์ ในปี พ.ศ. 2450 ร.ศ. 126) ซึ่งอธิบายอาการโรค โดยย่อ และรส ของยาที่เหมาะสมกับโรค และกล่าวถึงน้ำกระสายยา

ตำราโรคนิทานคำฉันท์ พระยาวิชายาบดี ( กล่อม) เรียบ เรียง และนายพันโท หม่อมเจ้า กำมสิทธิ์ ทรงรวบรวม ขึ้นเป็นฉบับใบลาน ไว้ได้โดยสมบูรณื ทรงตรวจแก้และ นิพนธ์ แต่งเติม เนื้อความ แล้วพิมพ์ ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2456แม้จะ อ่านง่าย แต่เข้าใจยาก ลักษณะ ตำราก็คล้ายกับที่กล่าวมาข้างต้น คือ มีลักษณะโรคและยา ที่ใช้เช่น เดียว กัน

ตำราแพทย์สำหรับบ้าน พ.ศ. 2464 โดย นาย รอด บุตรี ได้คัดเลือกจาก คัมภีร์แพทย์ แต่ไม่บอกว่า จากที่ใดมาพิมพ์ แจกในงานทำศพท่านขุนสุพรรณรัศมี การคัดเลือก ก็มักคัดที่ว่า ดี เช่น ยาขางแท่งทอง ยาหอม ๆลๆ

ตำราายาพฤฒาแถลง ของพระยาเกษตร หิรัญรักษ์ พ.ศ. 2464
เป็นตำราสั้นๆ แต่ว่ามีสิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งก็ คือมีตำรา ยาแก้โรคภาค และสุนัขบ้ากัด ซึ่งได้อธิบายอาการโรคภาค ไว้ว่า เป็นโรคร้ายแรง ตายได้ภายใน 12 ชม. ถึง 7 วัน ยาแก้ โรคภาค ใช้ เปลือกต้นสมอพิเภกตัวเมีย ชนิดที่ถูกสุรา ไม่ดำ เอามาตาก แห้ง ทำผงรับประทาน หรือทา ส่วน ยาแก้สุนัขบ้ากัด ใช้ ทองคำเปลว และ น้ำมะนาว ที่ว่าน่าสนใจ นั้นเพราะ ในทางตะวันตก ท่านที่มีความรู้ควรพิจารณา ว่า การรักษา ตามแบบ แผนไทย นั้น จะเป็นไปได้หรือไม่เพียงใด ซึ่งถ้าเป็นไปไม่ได้ อย่างแน่นอน ต้องเตือน ชาวบ้าน ให้รู้ไว้ เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อชีวิต

หนังสือตำรายาไทย พิมพ์ พ.ศ. 2473 ได้คัดเลือกตำรับยา ต่างๆ รวม 53 ขนาน มาลงไว้ เช่นยากำลังราชสีห์ ยาธาตุบรรจบ และอื่นๆ

ยา ตำรับที่ชื่อเดียวกัน เช่น ยากำลังราชสีห์ ที่ปรากฎในตำรา เล่มต่างๆ เมื่อ เปรียบเทียบ ด้วยยา ในตำรับ พบว่ามี แตกต่างกันบ้าง จะเป็นเพราะมีการปรับปรุงตำรับยาโดย ตัดทอนตัวยาที่ไม่จำเป็นหรือตัวยาที่หายากออก หรือจะเป็นเพราะ การคัดลอก ต่อๆ กัน มา อาจคลาเดลื่อน

หนังสือสุภาษิตวิจิตรยิ่ง และตำรายาประจำบ้าน ที่พระอุตตมมงคล ชยมงคลโล พิมพ์ เป็นที่ระลึก ในการเลื่อน สมณศักดิ์ พ.ศ. 2474 ก็ นำ ตำรายา อายุวัฒนะ ของ สมเด็จ พระบรมวงศ์ เธอ พระยาปวเรศ วริยาลงกรณ์ พระมหาสมณเจ้า ซึ่งได้นนำมาฉันเอง แล้วได้ผลดี จึงนำมาพิมพ์ไว้

ตำนานและสรรพคุณ ของพืชบางชนิด ผู้เรียบเรียง คือท่านเจ้าคุณ สีหศักดิ์สนิทวงษ์ พ.ศ. 2481 เป็นตำราที่รวบรวม ยาเกร็ด ที่น่าสนใจ โดยพลิกแพลงใช้เอง แล้วได้ผล อาศัยที่เป็นหลานตา ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง วงษาธิราชสนิท และ พระวรวงศ์ เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ จึงได้รับการถ่ายทอด โดยการบอกเล่า ให้ทราบถึงสรรพคุณและตำนานของพืช บางชนิด เช่น เรื่องที่ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ซึ่งเป็นแพทย์ประจำพระองค์ ในรัชกาลที่ 4 เป็นผู้ใช้เปลือก ซินโคนา ก่อนผู้อื่น ในสยาม ในสมัยนั้น มียาฝรั่ง คือควินิน ใช้อยู่ แต่คนไทยไม่นิยมยาฝรั่ง แพทย์ชาวต่างประเทศ จึงทูลแนะนำให้สั่งเปลือก ซินโคนา มาบดเป็นผงแล้วก็ใช้เหมือนยาไทย จึงนับว่าเปลือก ซินโคนา เข้ามาสู่ประเทศสยาม เป็น ครั้งแรก เมื่อปลายรัชกาล ที่ 4 และมีตำนาน ว่า ต้นยูคาลิปตัส และน้ำมันระกำ เข้ามาแพร่หลาย ในประเทศสยาม เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 การ ใช้ผักโหมจีน รักษาโรคเบาหวาน ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสานสนิทวงศ์ ตามคำแนะนำ ของจีนผู้หนึ่ง โดยปรุงเป็นอาหารรับประทาน ก็ได้ผลดี ส่วน สรรพคุณ ของพืชบางชนิด เช่น การใช้เนื้อในของว่านหางจรเข้ ต้มน้ำตาลกรวดกิน แทนรังนก ทำให้ชุ่มชื่น และมีกำลังดีกว่ารังนก ใช้ถั่วลิสง เป็นยาแก้ไอ จากหวัดธรรมดา และ แก้พิษกลอย เป็นต้น

* ตำรายาไทย เป็นอีกเล่มหนึ่งที่พิมพ์อุทิศ ในงาน ฌาปนกิจศพ หมื่นชำนาญแพทยา ( พลอย แพทยานนท์) ในปี พ.ศ. 2482 ได้ คัดเลือก ตำรายา เป็นจำนวนมากมาลงไว้ เช่น ยาเขียวหอม ยาอินทรจักร ( บางเล่มเขียน อินทจักร) บางเล่ม เขียนอินทจักร์) ยาสุขไสยาศน์ ยาแก้ไข้ ยาแก้มูกเลือด ยาดอง และอื่นๆ

ในปี พ.ศ. 2492 ศาสตราจารย์ นายแพทย์สำราญ วังศพ่าห์ ได้รวบรวม คัดลอกตำรายา จากจารึก บนแผ่นหินอ่อน ตาม ผนัง ศาลาราย ของวัดราชโอรส เว้นบางแผ่นที่ ชำรุด หรือ เลอะเลือน จนไม่สามารถจะอ่านได้ รวมคัดลอกไว้จำนวน 55 แผ่น เรียกว่า ” ตำรายาจารึกวัดราชโอรส ” เนื้อหา ในเล่มกล่าวถึง ลักษณะ โรคและ บอกยาแก้ซึ่งมีหลายขนาน ให้เลือกใช้ บางขนาน มีชื่อตำรับ เช่นยา สังข์รัศมี ยาสมุทรเกลื่อน ๆลๆ ยาแต่ละขนาน มีตัวยา ตั้งแต่ 4 อย่าง ถึง กว่า 40 อย่าง บางขนาน บอก ปริมาณไว้ด้วย และ บอกวิธีปรุง วิธีใช้ ไว้ทุกขนาน

* หนังสือ บทความบางเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพร ของท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ อวย เกตุสิงห์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ยา กลางบ้าน ที่ท่านเคยใช้เอง และใช้ได้ผลดี โดยแบ่งตามอาการของโรค มี 47 ข้อ รวมมียา 118 ขนาน มี บางขนาน ที่ผู้ อื่นบอกให้ ซึ่งชื่อถือได้ เกือบทุกขนาน เป็นยาตัวเดี่ยวๆ ได้แก่ ยาแก้เจ็บคอ ให้ใช้หญ้างวงช้าง หรือไพล หรือเกลือ หรือกำยาน นอกจากความนำ ที่น่าสนใจ แล้ว ยังมี คำเตือน เรื่องอันตราย จากการใช้ยาไทยไว้ ด้วย โดยนายแพทย์ กรุงไกร เจนพาณิชย์ ได้คัดเลือกหรือเพิ่มเติม รวมเป็น เป็น 49 ขนาน พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2522

ตำรา ยากลางบ้าน รวบรวมโดยพระเทพวิมลโมลี
ท่านได้เชิญชวนให้ พระสงฆ์ และประชาชนบริจาค ตำรายา กลางบ้าน ที่มีสรรพคุณชงัด ซึ่งทุกขนาน มีนามเจ้าของ ยากำกับไว้ และรับรองสรรพคุณ ด้วยความมั่นใจ เพราะเคยใช้กับ ตนเอง หรือใช้รักษา ได้ผลดี มาแล้ว พร้อมทั้ง บอกข้อแนะนำ ในการใช้ ( ลักษณะาการวบรวมเช่นนี้ เหมือนเมื่อครั้งรรัชกาล ที่ 3 และรัชกาลที่ 5 ที่โปรดๆ ให้รวบรวม พระคัมภีร์) ตำรายากลางบ้านนี้
พิมพ์ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2524 มี 244 ขนาน พิมพ์ ครั้งที่ 2 มี 299 ขนาน โดยได้รวบรวมยา หลายๆขนาน ที่บำบัดโรคเดียวกันไว้ด้วยกัน เช่น ยาแก้โรคบิด มี 8 ขนาน ยาแก้ไข้ ทับระดู มี 1 ขนาน ยาแก้ไข้มาลาเรีย
มี 1 ขนาน ๆลๆ การที่มีหลายขนาน เพื่อให้เลือกใช้ ได้เหมาะสม กับท้องถิ่น ใน ตอน ท้ายเล่ม มี นามานุกรมสมุนไพร ( ตำรายากลางบ้าน) โดยบอกชื่อ พืช ที่เรียกกันทั้ง 4 ภาคของไทย

พับ สา เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้บันทึกเรื่องราวต่างๆ เช่นเดียวกับใบลาน พับสาบางคนเรียกว่า พับหนังสา ทำจากกระดาษสา นำมาตัดให้เท่ากันแล้วนำพับซ้อนกันเป็นเล่ม ส่วนปกบางครั้งทำด้วยกระดาษสา หรือแผ่นหนัง พับสาจะนิยมใช้เขียนเรื่องราว หรือบันทึกเรื่องทางโลก เช่น คำโคลงต่าง ๆ คาถา ตำรายา ตำราโหราศาสตร์ ฯลฯ ในขณะที่ใบลานนิยมใช้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ พุทธศาสนา หรือเรื่องทางธรรม

การบันทึกพับสาจะใช้ปากกาและหมึกบันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนา หรือตัวเมืองบางครั้งพับสาอาจจะบันทึกด้วยอักษรฝักขามด้วย

อ้างอิง

ภก.วิษณุ ทรัพย์วิบูลย์ชัย , “ตำรายาไทย” , เอกสารประกอบการสอนคณะเภสัชมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ,ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ,สมุทรปราการ ปี2546

http://job.haii.or.th/vtl/index.php?option=com_content&task=view&id=77&Itemid=42