Tag Archives: ผัก

อาหารธรรมชาติก็เป็นยาที่อยู่ในชีวิตประจำวันของเรานั่นเอง

ยาแก้ปวดธรรมชาติ ยานอนหลับ ยาบำรุงไต ยาลดไขมัน
1.ยาบำรุงไตธรรมชาติ:มันมือเสือ
2.ยานอนหลับธรรมชาติ:กล้วยหอม
3.ยาผิวหนังธรรมชาติ:เก๊กฮวย
4.ยาแก้หวัดธรรมชาติ:มะนาว
5.ยาโรคกระเพาะธรรมชาติ:กะหล่ำปลี
6.ยาแก้ปวดธรรมชาติ:ขิง
7.ยาลดความดันธรรมชาติ:คึ่นไช่
8.ยาลดไขมันธรรมชาติ:ซันจา
9.ยาลดเบาหวาน
ธรรมชาติ:กุ้ยพ้วย
10.ยาแก้อักเสบ
ธรรมชาติ:น้ำผึ้ง
11.ยาแก้ท้องร่วง
ธรรมชาติ:บ๊วย
12.วิตามินธรรมชาติ:สรอเบอรี่
13.ยาชลอความแก่ธรรมชาติ:องุ่น
14.ยาล้างสารพิษธรรมชาติ:แก้วมังกร
15.ยาต้านมะเร็ง
ธรรมชาติ:กระเทียม
16.ยาธรรมชาติลดการบวมน้ำ:น้ำลูกเดือย
17.ยาธรรมชาติช่วยให้ผิวขาว:หัวไช้เท้า
18.ยาธรรมชาติช่วยย่อยอาหาร:สับปะรด
19.ยาบำรุงปอด
ธรรมชาติ:เห็ดหูหนูขาว
20.ยาธรรมชาติช่วยให้สดชื่นลดอาการเหนื่อยล้า:น้ำส้มเช้ง
ขอให้ช่วยกันส่งต่อข้อมูลสุขภาพนี้ให้แก่คนในครอบครัวและเพื่อนๆของท่าน

ที่มา : เฟซบุ๊คเพจ สมชาย ตั้ง

8 โปรตีนทางเลือกจากพืชผัก

สำนักข่าว ‘Mailonline / Dailymail.co.uk’ ตีพิมพ์เรื่อง ‘Eat more protein without more meat: The top 10 non-animal sources’ = “กินโปรตีนที่ไม่ใช่เนื้อมากขึ้น: 10 ยอดแหล่งที่ไม่ใช่สัตว์”, ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟังครับ
คำแนะนำใหม่ของอังกฤษ (UK) คือ ให้กินเนื้อแดง (red meat) หรือเนื้อสัตว์ใหญ่ เช่น แพะ แกะ วัว หมู ฯลฯ ไม่เกิน 1 ปอนด์ (454 กรัม = 4.5 ขีด)/สัปดาห์ และให้กินอาหารกลุ่มโปรตีน (เนื้อ ไข่ นม ถั่ว เต้าหู้ โปรตีนเกษตร ฯลฯ) 15% ของอาหารทั้งหมด
.
นั่นคือ ต้องกินโปรตีนจากพืช ไข่ หรือนมไขมันต่ำมากขึ้น จึงจะได้โปรตีนมากพอ
.
โปรตีนในร่างกายคนเราประกอบด้วยหน่วยย่อยๆ ที่เรียกว่า กรดอะมิโน (amino acids) 23 ชนิด ในจำนวนนี้มี 8 ชนิดที่ต้องกินจากอาหาร สังเคราะห์ใหม่ไม่ได้ เรียกว่า กรดอะมิโนชนิดจำเป็น (essential amino acids), อีก 15 ชนิดสังเคราะห์ใหม่จากโปรตีนชนิดอื่นได้
.
วิธีสังเคราะห์โปรตีนคล้ายๆ กับการแลกเปลี่ยนเงินในจำนวนที่เท่ากัน เช่น ขอแลกธนบัตรใบละ 100 บาทเป็นใบละ 20 บาท 5 ใบ, หรือเหรียญ 10 บาท 10 เหรียญ ฯลฯ
.
โปรตีนจากสัตว์มักจะมีกรดอะมิโนชนิดจำเป็นครบในสัดส่วนที่ค่อนข้างพอดี (ดีที่สุด คือ นมกับไข่) จึงเรียกว่า โปรตีนสมบูรณ์ (complete proteins)
.
ส่วนโปรตีนจากพืชมักจะมีกรดอะมิโนชนิดจำเป็นในสัดส่วนที่ไม่ค่อยพอดี บางอย่างมากไป บางอย่างน้อยไปหรือไม่พอ จึงเรียกว่า โปรตีนไม่สมบูรณ์ (incomplete proteins)

Continue reading

หนังสือ : ผักพื้นบ้านสมุนไพรต้านโรค

Download คลิ๊ก

ขอบคุณ http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=51543.0

ผักกระสัง ผักที่ไม่ควรมองข้าม

ผักกะสังกลับมาให้คนได้รับรู้อีกครั้งเมื่อไม่กี่ปีที่ผ่านมา

ขอบคุณภาพจากอินเตอร์เน็ต

จากการที่ไปส่งเสริมการปลูกวัตถุดิบสมุนไพรเกษตรอินทรีย์ที่บ้านดงบัง ตำบลดงขี้เหล็ก อำเภอเมือง จังหวัดปราจีนบุรี ชุมชนที่นี่มีภูมิปัญญามากมายในการใช้สมุนไพรและการกินผักพื้นบ้าน แต่เมื่อมีการปลูกพืชตามระบบเคมีทำให้ผักพื้นบ้านหลายชนิดหายไป และไม่กล้าเก็บผักรอบบ้านหรือตามหัวไร่ปลายนามากินอีก เพราะรู้ว่าเพิ่งฉีดยาฆ่าหญ้าหรือยาฆ่าแมลงไป เมื่อหันมาปลูกวัตถุดิบสมุนไพรเกษตรอินทรีย์ ผักพื้นบ้านหลายชนิดกลับมางอกงาม พวกเขากล้าเก็บผักพื้นบ้านมากินไม่ต้องเสียเงินซื้อผักจากตลาดอีก ผักกะสัง เป็นหนึ่งในจำนวนนั้น

ผักกะสังมีรสเผ็ดหอม มีสรรพคุณทางหยาง (จัดแบ่งง่ายๆ ว่า หยินคือเย็น หยางคือร้อน) เรื่องรสยาเผ็ดหอมนี้ ยังพออธิบายได้อีกมุมมองหนึ่งว่า ผักกะสังกับพริกไทยนั้นเป็นพี่น้องกัน มีคนลองนำเอาผักกะสังมาขยายใหญ่ให้เท่าต้นพริกไทย มองใบสีเขียวใสๆ ให้เป็นสีเขียวเข้ม ก็จะเห็นหน้าตาผักกะสังเหมือนกับต้นพริกไทย นอกจากนี้ถ้าได้กินผักกะสังที่ยังมีเมล็ดเกาะกันเป็นช่อ คล้ายช่อเมล็ดพริกไทย ก็จะได้ลิ้มรสเผ็ดนิดๆ ซ่าน้อยๆ ที่ลิ้น ผักกะสังเป็นผักสมบูรณ์แบบชนิดหนึ่งทั้งรสชาติ รูปร่างหน้าตาโดยนำมากินสดๆ หรือลวกกินกับน้ำพริก กินเป็นสลัด หรือยำกินก็ได้ หรือนำมาจัดเป็นแจกันผักขนาดเล็กเป็นผักแกล้มบนโต๊ะกินข้าวก็น่าชมไม่น้อย ผักกะสังถือว่า

เป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง เนื่องจากมีการศึกษาวิจัยในปัจจุบันพบว่า ผักกะสังมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินซีสูง เรียกได้ว่าวิตามินซีน้องๆ มะนาว คือมะนาว ๑๐๐ กรัม มีวิตามินซี ๒๐ มิลลิกรัม ส่วนผักกะสังมีอยู่ ๑๘ มิลลิกรัม รวมทั้งทางสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล ได้เคยวิเคราะห์หาธาตุอาหารในพืชผักต่างๆ พบว่าผักกะสัง ๑ ขีด หรือ ๑๐๐ กรัม มีเบต้าแคโรทีน ราว ๒๘๕ ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินัล การที่ผักกะสังมีธาตุอาหารต้านมะเร็งอยู่สูงขนาดนี้ ผักกะสังจึงจัดว่าเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง

“ยำผักกะสัง” โด่งดังขึ้นจากการที่หมู่บ้านดงบังต้องการให้คนเข้าไปชมวิถีการผลิตระบบเกษตรอินทรีย์ จึงได้พัฒนาตนเองเพื่อเป็นหมู่บ้านท่องเที่ยว ได้มีการค้นหาเอกลักษณ์ของหมู่บ้าน สิ่งที่พวกเขาเชี่ยวชาญนอกจากการปลูกต้นไม้แล้ว แม่บ้านของชุมชนนี้ทำอาหารอร่อยมาก เช่น แกงบอน แกงปลาดุกใส่ไพลดำ ยำผักกะสังและตำรับอาหารอื่นๆ อีกมากมาย แต่เมื่อเปิดตลาดออกไปอาหารที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือยำผักกะสัง มีสื่อมวลชนมากมายไปชิมและนำสูตรมาเผยแพร่ ปัจจุบันสูตร “ยำผักกะสัง” ของหมู่บ้านดงบังเป็นที่รู้จักกันดี ไม่มีการจดสิทธิบัตร ใครจะเชื่อว่าผักกระสังเป็นพืชพื้นเมืองของทวีปอเมริกาใต้ แต่ได้นำมาปลูกในประเทศที่มีอากาศร้อนทั่วๆ ไปรวมทั้งประเทศไทย แต่เราลืมมันไปจากกลไกผักตลาดที่ผลิตแบบเคมี ต้องขอบคุณชาวบ้านดงบังที่ทำให้ผักกระสัง กลับมาสู่สังคม

ผักกะสัง…รักษาโรคลักปิดลักเปิด
ในตำรายาไทยระบุไว้ว่าใบของผักกะสังใช้ในการรักษาโรคลักปิดลักเปิด ซึ่งพอจะอธิบายได้ว่า ในผักกะสังมีวิตามินซีและสารอาหารสูง ซึ่งการรักษานั้นใช้ทั้งการกินและการบดต้นแปะบริเวณที่เลือดออกตามไรฟัน

ผักกะสัง…รักษา เริม ฝี มะเร็งเต้านม
หมอยาพื้นบ้านของไทยใช้ผักกะสังเป็นยาไม่มากนักส่วนใหญ่ใช้พอกฝีและสิวโดยใช้ต้นสดตำพอกฝี หรือใช้น้ำคั้นทาสิว ในต่างประเทศ เช่น ฟิลิปปินส์ใช้ทั้งต้นสดบดประคบฝี หรือตุ่มหนอง และโรคผิวหนังอื่นๆ เช่นกัน ซึ่งจากการศึกษาสมัยใหม่พบว่าผักกระสังมีฤทธิ์ต้านการอักเสบและต้านแบคทีเรียหลายชนิด ทั้งยังมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆ ซึ่งจะช่วยกำจัดเนื้อตายทำให้ฝีแตกได้ง่าย และสิวยุบเร็วขึ้น

“ผักกะสังรักษาเริมและมะเร็งเต้านม” ความรู้นี้ไม่ค่อยแพร่หลายนักแต่แมะ (มือลอ มะแซ) ที่บ้านกำปงบือแน ตำบลจะกว๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลาบอกว่า ผักกะสังเป็นยารักษาเริม มะเร็งเต้านม และฝี ในการรักษาเริมนั้นจะนำต้นผักกะสังผสมกับขมิ้นและข้าวสาร (ฮูยงงูกุมาตอกูยิ) ตำให้ละเอียดแล้วพอกทิ้งไว้ ๑ คืน และนำใบมาตำขยำแปะทาเม็ดที่เป็นใต้ราวนม แก้มะเร็งเต้านม ข้อมูลที่ว่าผักกะสังใช้รักษามะเร็งนี้ไม่เคยรู้มาก่อนเลยและเป็นที่น่าทึ่งตรงที่ว่ามีรายงานการศึกษาพบว่า สารในผักกะสังมีฤทธิ์ต้านมะเร็งด้วย นอกเหนือไปจากการแก้อักเสบและแก้ปวด

ผักกะสัง…แก้อักเสบ ข้ออักเสบ เก๊าท์
หมอยาพื้นบ้านบางคนบอกว่ากินผักกะสังแก้ปวดข้อ ซึ่งในประเทศฟิลิปปินส์มีการกินผักกะสังสดๆ หรือนำมาต้มกิน เพื่อรักษาโรคเก๊าท์และข้ออักเสบ โดยนำผักกะสังต้นยาวสัก ๒๐ เซนติเมตร ต้มกับน้ำ ๒ แก้ว ให้เหลือประมาณ ๑ แก้ว แบ่งรับประทานครั้งละ ครึ่งแก้ว เช้า-เย็น ปัจจุบันผักกะสังเป็นสมุนไพรตัวหนึ่งที่ฟิลิปปินส์กำลังศึกษาวิจัยเพื่อใช้เป็นยารักษาโรคข้ออักเสบรวมทั้งโรคเก๊าท์จากการที่ผักกระสังสามารถลดปริมาณกรดยูริคในกระแสเลือด

ผักกะสัง…บำรุงผิว บำรุงผม
ผักกะสังยังเป็นสมุนไพรสำหรับผู้หญิงอีกชนิดหนึ่งนอกจากใช้รักษาสิวแล้ว สาวๆ สมัยก่อนยังใช้น้ำต้มผักกะสังล้างหน้าบ่อยๆ จะทำให้ผิวหน้าสดใส และนอกจากนี้ คุณสารีป๊ะ อาแวกือจิ ที่บ้านกำปงบือแน ตำบลจะกวั๊ะ อำเภอรามัน จังหวัดยะลา บอกว่าผักกะสังเป็นยาสระผมทำให้ผมนุ่มโดยนำใบขยำกับน้ำชโลมศีรษะให้ศีรษะเย็น ป้องกันผมร่วง ทำให้ผมนุ่ม ซึ่งอธิบายได้ว่าผักกะสังมีธาตุอาหาร มีความเป็นกรดอ่อนๆ มีฤทธิ์ต้านการอักเสบ ต้านอนุมูลอิสระ ต้านเชื้อราและแบคทีเรีย

ข้อควรระวัง
ในผู้ที่แพ้พืชที่มีกลิ่นฉุนประเภท mustard (พืชที่เป็นเครื่องเทศทั้งหลาย) ไม่ควรรับประทาน

สูตรยำผักกะสัง

  • ผักกระสังหั่นชิ้นพอประมาณ ๑-๒ ทัพพี
  • น้ำมะนาว ๑-๒ ช้อนโต๊ะ
  • กุ้งแห้ง ๑-๒ ช้อนโต๊ะ
  • พริกขี้หนูแห้งทอดพอประมาณ
  • มะม่วงซอย ๑-๒ ช้อนโต๊ะ
  • หัวหอมซอยพอประมาณ
  • แครอทซอยฝอยๆ ๑-๒ ช้อนโต๊ะ
  • ถั่วลิสงคั่วพอประมาณ
  • ขิงซอย ๑-๒ ช้อนโต๊ะ
  • หมูหยอง พอประมาณ
  • โหระพา สะระแหน่ ไว้แต่งกลิ่นนิดหน่อย
  • น้ำปลา ๑-๒ ช้อนโต๊ะ น้ำตาลทราย ๑-๒ ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ

รวมเครื่องปรุงทุกอย่างเข้าด้วยกัน ปรุงรสตามใจชอบ พร้อมตักเสิร์ฟได้เลย

ในยุคน้ำมันแพง แต่ไม่แล้งปัญญา หากเข้าใจธรรมชาติ นำผักกะสังที่ขึ้นได้ทั่วไป และมีสรรพคุณทางยามากมาย นำมาเป็นอาหารสุขภาพรสเด็ด ประหยัดทั้งเงิน ยังเสริมสร้างสุขภาพอีกด้วย ผักกะสังเป็นสมุนไพรที่มีประวัติการใช้เป็นยามากมาย ในโบลิเวียมีบันทึกที่มีอายุนับพันปีชื่อ Altenos Indians document กล่าวไว้ว่า ผักกะสังทั้งต้นบดผสมน้ำใช้กินเพื่อห้ามเลือด ใช้ส่วนรากต้มกินรักษาไข้ ใช้ส่วนเหนือดินโปะแผล นอกจากนี้ ในประเทศอื่นๆ ที่มีผักกะสังขึ้นอยู่จะใช้ผักกะสังในการรักษาอาการปวดท้องทั้งแบบธรรมดาและปวดเกร็ง ฝี สิว แผลไฟไหม้น้ำร้อนลวก อ่อนเพลีย ปวดหัว ระบบประสาทแปรปรวน หัด อีสุกอีใส มีแก๊สในกระเพาะ ปวดข้อรูมาติก และยังมีการใช้เฉพาะบางท้องถิ่นเช่น ในบราซิลใช้ในการลดคอเลสเตอรอล ในกียานา (Guyana) ใช้ในการขับปัสสาวะ ลดไข่ขาวในปัสสาวะ ในแถบอเมซอนใช้ขับปัสสาวะ หล่อลื่น หัวใจเต้นผิดปกติ ส่วนในมาเลเซียเชื่อว่าการรับประทานผักกะสังจะช่วยรักษาโรคตาและต้อ (glaucoma) ปัจจุบันมีสารสกัดจากผักกะสังจำหน่ายในต่างประเทศ

ที่มา : เพจมิตรสหายท่านหนึ่งในเฟซบุ๊ค และ thrai.sci.ku.ac.th

Top 10 Sources of Veggie Protein

แหล่งโปรตีนอันดับต้นๆ จากผัก 10 ชนิด

  • ผักโขม
  • กะหล่ำปลีใบเขียว
  • ผักบร๊อคโคลี่
  • กะหล่ำดอก
  • เห็ด
  • พาร์สลี่,ผักชีฝรั่ง
  • แตงกวา
  • พริกหยวกฝรั่งเขียว
  • กะหล่ำสีม่วง
  • มะเขือเทศ

ส่วน อันดับต้นๆ ของผลิตภัณฑ์จากสัตว์

  • เนื้อวัว
  • เนื้อไก่
  • ไข่ไก่

ผักครึ่งนึงอย่างอื่นครึ่งนึง

พอดีมีโอกาสได้ไม่สบายแล้วไปพบแพทย์ที่คลีนิคแห่งหนึ่ง เจอหนังสือที่เห็นว่าเป็นเอกสารเผยแพร่ของหน่วยงานรัฐ ตอนแรกว่าจะขอติดมาซักเล่มแต่ปรากฎว่าที่คลินิคก็มีอยู่แค่เล่มเดียวเหมือนกัน เห็นว่ามีประโยชน์เลยต้องใช้กล้องมือถือถ่ายเก็บมาแบบด่วนๆ แล้วนำแปลงเป็น PDF อีกที ขออภัยในความไม่เรียบร้อย และหวังว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับใครบ้าง

ดาวน์โหลด ไฟล์ที่มีขนาดใหญ่กว่า

ขอให้ทุกท่านมีความสุขและสุขภาพที่ดี

ขอบคุณสถาบันมะเร็งแห่งชาติ กรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข

เครื่องดื่มชงสมุนไพรอื่นๆ

น้ำชงสมุนไพรอื่นๆ ที่มักเรียกว่าชาเป็นการใช้คำผิดความหมาย เพราะคำว่าชานั้นมีความหมายเจาะจงหมายถึงตัวใบชาซึ่งเป็นพันธุ์พืชเฉพาะโดยตรง เพราะฉะนั้นน้ำชงหรือสกัดอื่นใดๆ จากพืชชนิดอื่นถ้าว่าตามความหมายกันจริงๆ แล้วไม่ควรเรียกว่าเป็นชา แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นที่เข้าใจของคนส่วนใหญ่ในประเทศนี้ไปแล้ว ในที่นี้ขอนำข้อมูลเท่าที่ค้นพบและหาข้อมูลมาได้อย่างคร่าวๆ มารวมไว้ ณ ที่นี้…
blog.etcpool.com

ชากวาวเครือแดง

ชากวาวเครือแดง บำรุงกำลัง เป็นยาอายุวัฒนะ

ชากาฝากมะม่วง

ชากาฝากมะม่วง กาฝากมะม่วง มีสรรพคุณแก้ปวดศีรษะ รักษาโรคความดันสูง เบาหวาน การทดสอบด้านพิษในสุนัข และหนูโดยให้ยาในขนาดสูงๆไม่พบพิษ

ชากำลังเสือโคร่ง

ชากำลังเสือโคร่ง เป็นชาที่มีรสชาดดีมาก หวานชุ่มคอ ทำให้กระชุ่ม กระชวย กระปรี้กระเปร่า จิตใจแจ่มใสได้ดีมาก กำลังเสือโคร่ง เป็นสมุนไพรที่มีสรรพคุณบำรุงกำลัง ช่วยขับลมในลำไส้ บำรุงเส้นเอ็นให้แข็งแรง แก้ปวดเมื่อยตามร่างกายดีนัก ช่วยบำรุงธาตุ และเป็นยาอายุวัฒนะ

ชารางจืด

ชารางจืด รางจืดมีสรรพคุณถอนพิษ แก้ไข ถอนพิษยาเบื่อเมา แก้ร้อนในกระหายน้ำ ประจำเดือนไม่ปกติ รางจืดยังช่วยขจัดสารพิษตกค้างในร่างกาย มีการศึกษาพบว่าสามารถขจัดสารพิษยาฆ่าแมลงที่ตกค้างในร่างกายที่ได้รับจาก อากาศ มลภาวะ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหาร มีการศึกษาพบว่ามีการปนเปื้อนสารพิษอยู่ในอาหารเกือบทุกชนิด เช่น สารบอแรกซ์ในเนื้อหมู ไก่ ยาฆ่าแมลง ในผัก ผลไม้ ที่เราได้รับอยู่ทุกวัน เป็นต้นฯลฯ.
การศึกษาเกี่ยวกับพิษของรางจืดในหนู ปรากฏว่าไม่พบพิษแม้ได้รับในปริมาณมากเป็นเวลานานๆ จึงเป็นสมุนไพรที่ปลอดภัย

ชาสมุนไพรมะขามแขก

ชาสมุนไพรมะขามแขก เป็นยาระบาย มะขามแขกมีสาร antraquinone หลายชนิด ได้แก่ เซนโนไซด์ เอ บี ซี และ ดี อีโมดิน และ เรอิน เป็นต้น ออกฤทธิ์กระตุ้นการบีบตัวของลำใส้ใหญ่ จึงช่วยให้ขับถ่ายสะดวกขึ้น

ชาหญ้าหนวดแมว

ชาหญ้าหนวดแมว สรรพคุณ ขับปัสสาวะ แก้นิ้ว ลดความดันโลหิต ลดน้ำตาลในเลือด การทดลองทางคลีนิค พบว่าหญ้าหนวดแมวมีสรรพคุณเพิ่มปริมาณปัสสาวะและเร่งการขับถ่ายคลอไรด์ และยูเรียที่อยู่ในปัสสาวะ มีฤทธิ์เร่งการขับ oxalate และ citrate ออกมาในปัสสาวะจึงเป็นผลดีต่อการลดความเสี่ยงของการเกิดนิ่วชนิด uric acid และโรคเกาต์ การรับประทานติดต่อกันเป็นเวลานาน ไม่พบพิษ แต่ควรระวังการใช้ในผู้ป่วยโรคหัวใจเพราะหญ้าหนวดแมวมีสารโปแตสเซียมอยู่ใน ปริมาณสูง ซึ่งอาจเป็นอันตรายได้

ชาอินทนินน้ำ

ชาอินทนินน้ำ อินทนิลน้ำมีสรรพคุณ ลดน้ำตาลในเลือด รักษาเบาหวาน ขับปัสสาวะ

ชาเกสรดอกคำฝอย

ชาเกสรดอกคำฝอย มีสรรพคุณ ขับระดู บำรุงประสาท บำรุงหัวใจ ขับเหงื่อ ระงับประสาท แก้ไขข้ออ้กเสบ แก้หวัดน้ำมูกไหล ระงับอาการปวดรอบเดือน ลดไขมันในเส้นเลือด บำรุงโลหิตและน้ำเหลืองให้ปกติ
มีการทดลองกับอาสาสมัครที่มีระดับคลอเลสเตรอลสูง ให้ดื่มชาดอกคำฝอยเป็นประจำ พบว่าเมื่อดื่มไประยะหนึ่ง(ประมาณ 3 เดือน) สามารถลดระดับคลอเลสเตอรอลลงให้อยู่ในระดับปกติ หรือใกล้เคียงปกติได้

ชาเกสรดอกไม้ทั้งห้า

ชาเกสรดอกไม้ทั้งห้า เกสรดอกไม้ทั้งห้า มีสรรพคุณ บำรุงหัวใจ ให้ชุ่มชื่น แก้ใจสั่น อ่อนเพลีย ทำให้กระชุ่มกระชวย ช่วยสร้างภูมิคุ้มกันแก่ร่างกาย บรรเทาอาการภูมิแพ้
ชาเกสรดอกไม้ทั้งห้า เป็นชาที่มีรดชาดดียิ่งนัก มีกลิ่นหอมของเกสรดอกไม้ มีความหวานจากเกสรดอกไม้ตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นภูมิปัญญาไทยโบราณที่น่าทึ่งและน่ายกย่องเป็นอย่างยิ่งที่มีการนำ เกสรดอก 5 ชนิดมาทำยารักษาโรค เมื่อได้ดื่มเพียงจิบแรกจะรู้สึกได้ถึงความปลอดโปร่ง สบาย ชุ่มชื่นหัวใจ อาการเครียด ปวดแน่นหน้าอก ใจสั่น วิงเวียน อ่อนเพลีย เหนื่อยหน่าย จะหายไปและเมื่อดื่มต่อเนื่องระยะหนึ่ง จะสามารถบรรเทาอาการของโรคภูมิแพ้ได้ด้วย ซึ่งเป็นกลไกในการปรับระบบภูมิคุ้มกันร่างกายจากคุณค่าของสมุนไพร

ชาเจียวกู้หลาน

ชาเจียวกู้หลาน เป็นพืชเถา ตระกูลหญ้าซึ่งในประเทศจีนใช้เป็นอาหารและยา ด้วยสรรพคุณที่สามารถบำรุงร่างกาย และรักษาโรคได้อย่างโสมคนหรือเหนือกว่า จึงได้รับฉายาเป็น โสมเจ็ดใบ (Seven leave ginseng) โดยในการใช้จะไม่ก่อให้เกิดอาการข้างเคียงเหมือนโสมคน
ปัจจุบันมีการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณของเจียวกู่หลานอย่างกว้างขวาง พบว่าเจียวกู้หลาน มีสรรพคุณหลายอย่างกล่าวคือ
– มีสาร Saponins มากกว่า 80 ชนิด ซึ่งสารเหล่านี้พบในโสมคน(Ginseng)ที่ถือเป็นยาครอบจักรวาล บ้าง แตาในเจียวกู้หลานมรสารมากกว่าโสมคน จึงไม่น่าแปลกใจที่ เจียวกู้หลานจะสามารถรักษาโรคได้หลายชนิด
– สามารถลดระดับคลอเลสเตอรอล และกำจัดไขมันที่เกาะตัวในเส้นเลือดได้ดี ซึ่งคุณสมบัตินี้ชัดเจนมาก
– รักษาโรคความดันสูง ควบคุมระดับความดันโลหิตให้ปกติ
– เสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้แข็งแรง (Strenghten immune system)
– ช่วยเพิ่มอัตราการไหลเวียนของโลหิตและเมตาบอลิซึมของร่างกายและสมอง จึงช่วยเพิ่มความจำ ความฉลาด
– ยับยั้งการเกาะตัวของเกล็ดเลือด
– ลดน้ำหนักและไขมันสะสมในร่างกาย โดยกระบวนการยับยั้งการเปลี่ยนแป้งและน้ำตาลเป็นไขมันสะสม และกระตุ้นเมตาบอลิซึมของร่างกาย
– ช่วยขับปัสสาวะ ทำให้ปัสสาวะใสสะอาดและบำรุงไต
– เพิ่มปริมาณน้ำอสุจิ จึงช่วยในเรื่องของสมรรถภาพและการมีบุตร
– ป้องกันโรคมะเร็ง จากการทดลองในหนู
– ลดระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยป้องกันและเป็นผลดีต่อผู้ป่วยเบาหวาน
– ลดระดับไตรกลีเซอไรด์ และคลอเลสเตอรอล
– เป็นสาร antioxidant ที่แรง จึงช่วยชลอความชรา ต้านมะเร็งและความเสื่อมของร่างกายและอวัยวะต่างๆ
– สร้างความต้านทานของร่างกายต่อโรค
จากผลการศึกษาแสดงถึงสรรพคุณอันน่ามหัศจรรย์ของเจียวกู้หลาน ในประเทศจีนมีการนำเจียวกู้หลาน มาทำเป็นชาชงดื่มมายาวนานแล้ว โดยเชื่อว่าทำให้ร่างกายแข็งแรง ต้านทานโรคได้ดี ไม่เจ็บป่วย สมรรถภาพร่างกายและทางเพศดี

ชาเม็ดชุมเห็ดไทย

ชาเม็ดชุมเห็ดไทย ช่วยให้นอนหลับ บำรุงประสาท คลายเครียด นอกจากคุณสมบัติช่วยทำให้นอนหลับแล้ว ในเมล็ดชุมเห็ดไทยยังมีสารจำพวกแอนทราควิโนน กลัยโคไซด์ ซึ่งมีผลให้ช่วยระบายอ่อนๆจึงเป็นชาสมุนไพรที่ทำให้กินได้ ถ่ายคล่อง นอนหลับสบาย ซึ่งเป็นจุดสำคัญของการมีสุขภาพที่แข็งแรง

ชาเหงือกปลาหมอ

ชาเหงือกปลาหมอ เหงือกปลาหมอ มีสรรพคุณ รักษาโรคภูมิแพ้ หวัดเรื้อรัง หืดหอบ น้ำเหลืองเสีย ชลอความชรา เป็นยาอายุวัฒนะ ต้นเหงือกปลาหมอ บางท่านที่ทานอาจมีอาการแพ้ ทำให้มีอาการวิงเวียน เมื่อเริ่มทานควรชงทานแบบจางๆ หากไม่มีอาการแพ้ก็ค่อยๆทานตามปกติต่อไป แต่หากมีอาการให้หยุดทาน และห้ามใช้ในผู้มีอายุต่ำกว่า 25 ปี เพราะเหงือกปลาหมอเป็นยาร้อน
วิธีใช้ ชงกับน้ำร้อน รับประทานขณะอุ่น(หากทานเพื่อรักษาโรค ควรทานต่อเนื่องอย่างน้อย 3 เดือน)

ชาใบหม่อน

ชาใบหม่อน เป็นชาสมุนไพรที่มีคุณค่ามากต่อร่างกาย มีบันทึกการใช้ชาใบหม่อนในตำรับจีนโบราณ กล่าวถึงการดื่มชาใบหม่อนตากแห้งที่เรียกว่า “Shinsen Tea” เป็นประจำจะมีผลดีในการรักษาโรคไอ ไอกรน ป้องกันโรคความดันสูงและมีคุณสมบัติเป็นยาบำรุง
ปัจจุบัน มีการศึกษาเกี่ยวกับสรรพคุณของใบหม่อนในหลายประเทศ พบสรรพคุณของใบหม่อนมากมายเช่น
– พบว่าในใบหม่อนมีสาร GABA (gamma amino butyric acid) ช่วยลดความดันโลหิต ซึ่งพบว่าใบหม่อน 100 กรัม มีสาร GABA ถึง 230 มก.
– สาร Phytosterol ช่วยลดระดับคลอเลสเตอรอล ป้องกันการจับตัวของลิ่มเลือด จึงช่วยป้องกันโรคหลอดเลือดหัวใจอุดตัน ในใบหม่อน 100 กรัม มีสาร sitosterol ซึ่งเป็นสาร Phytosterol ชนิดหนึ่งอยู่ 46 มก. มากกว่าในชาเขียว 3.3 เท่า
– มีสาร Deoxynojirimycin ช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งมีอยู่ 0.1% ในใบหม่อนแห้ง ซึ่งสารนี้มีอยู่เฉพาะในใบหม่อนเท่านั้น ออกฤทธิ์ในการยับยั้งเอนไซม์ที่ย่อยสลายน้ำตาลจากลำไส้ ทำให้สารนี้มีผลลดระดับน้ำตาลในเลือด เป็นประโยชน์สำหรับป้องกันโรคเบาหวาน และสำหรับผู้ที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว
มีรายงานว่าสารสกัดจากใบหม่อนมีฤทธิ์ยับยั้งการก่อกลายพันธ์(ต้านมะเร็ง) ในสัตง์ทดลองได้ ตามตำราสมุนไพรจีน มีบันทึกใช้ใบหม่อนต้มดื่มรักษาโรคความดันโลหิตสูง และใช้ดื่มเป็นประจำแทนน้ำชา เพื่อบำรุงร่างกาย
ใบหม่อนยังมีแร่ธาตุโดยรวมสูง กล่าวคือมีแคลเซียม โปแตสเซียม โซเดียม แมกเนเซียม เหล็ก สังกะสี วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 วิตามินซี สูงมาก รวมทั้งยังมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายถึง 18 ชนิด
ใบหม่อนมีคาเฟอีนต่ำมาก คือ พบเพียง 0.01% หรือไม่พบเลย จึงเป็นเครื่องดืมที่สามารถดื่มได้ทุกเวลา ชาใบหม่อนจึงเป็นสมุนไพรที่มีคุณค่ามากและ ควรรับประทานเป็นประจำเพื่อสุขภาพที่ดี ป้องกันโรคร้ายหลายชนิด ใบหม่อนยังเป็นพืชที่ต้องปลูกโดยไร้สารพิษ เพราะตามปกติจะไม่มีโรคและแมลงรบกวน แมลงที่จะกินใบหม่อนก็คือ ตัวไหมเท่านั้น ซึ่งตัวไหมหากกินใบหม่อนที่มีสารพิษ ก็จะตาย ดังนั้นใบหม่อนจึงต้องปลูกแบบไร้สารพิษตามธรรมชาติ
ชาใบหม่อน อีสเทอร์น เฮิร์บ คัดสรรใบหม่อนพันธ์ดี ซึ่งพัฒนาพันธ์โดยกรมวิชาการเกษตร(บร.60) ปลูกแบบไรสารพิษ ผ่านกระบวนการผลิตด้วยเครื่องจักรทันสมัย ให้รสชาดที่หอม ชุ่มคอ ชวนดื่ม เหมือนกับชาชั้นดี แต่ยังคงคุณค่าสารออกฤทธิ์ในสมุนไพรไว้อย่างครบถ้วน จึงเป็นเครื่องดืมบำรุงสุขภาพได้ทุกวันสำหรับทุกคนในครอบครัว

ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากหม่อน

ชาจากใบหม่อน เป็นเครื่องดื่มบำรุงสุขภาพในประเทศญี่ปุ่น คนไทยใช้ใบหม่อนประกอบอาหาร ชาวจีนใช้เป็นพืชสมุนไพร การนำใบหม่อนไปผ่านกระบวนการทำชาเขียวหรือชาฝรั่งที่โรงงานทำชา จะได้ชาเชียว (ชาใบ) และชาฝรั่ง (ชาผง) ที่มีคุณภาพผ่นเกณฑ์มาตฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมใบชาและชาผงของศูนย์ทดสอบ สำนักงานมาตรฐานอุตสาหกรรม การทำชาเขียวจะได้ใบชาประมาณ 18.83% ที่ความชื้น 5.3% ในขณะที่การทำชาฝรั่งจะได้ผงชาประมาณ 23.34% ความชื้น 3.6% ใบหม่อนสามารถทำชาเขียว ชาฝรั่ง และชาจีนแบบครัวเรือนได้ แต่ลักษณะของใบชาเขียวจากโรงงานจะม้วนตัวดีกว่าชาเขียวแบบครัวเรือน น้ำชาที่ได้จะมีสีเขียวอ่อนเช่นเดียวกัน ชาฝรั่งจากโรงงานจะได้น้ำชาสีน้ำตาลเข้มมากกว่าชาฝรั่งแบบครัวเรือนเล็กน้อย การทำชาจีนและชาฝรั่งแบบครัวเรือนจะใช้การคั่วและการอบเท่านั้น ส่วนการทำชาเขียวแบบครัวเรือนจะต้องลวกน้ำร้อนและจุ่มน้ำเย็นเพื่อรักษาสี เขียวของคลอโรฟีล การทำชาแบบครัวเรือนจะต้องระวังเรื่องความชื้นหลังจากการคั่วควรเก็บในภาชนะ ที่ป้องกันความชื้นได้ หรือนำไปอบที่ 80 องศาเซลเซียส นาน 1 ชั่วโมง ก่อนเก็บในภาชนะที่ปิดมิดชิด ชาเขียว ชาฝรั่ง และชาจีนแบบครัวเรือน ผ่านมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรมเช่นกันในใบชาหม่อนจะพบแร่ธาตุ เช่น แคลเซียม โปแตสเซี่ยม สูง แต่วิตามิน เอ พบเพียง (เฉลี่ย) 29.50 IU/100 ขณะที่ชาเขียวจากใบหม่อนในญี่ปุ่นพบถึง 4,100 IU/100 กรัม ชาหม่อนมีกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายทั้ง 10 ชนิด และพบกรดอะมิโนถึง 18 ชนิด ดังนั้น การทำชาใบหม่อนเพื่อใช้เป็นเครื่องดื่ม จึงมีความเป็นไปได้ทั้งระดับโรงงานและครัวเรือน

ต่อมาได้ทำการวิเคราะห์ปริมาณเควอซิติน เคมเฟอรอล และฤทธิ์การต้านออกซิเดซันโดยรวมของใบหม่อนอบแห้ง ซึ่งปลูกที่ศูนย์วิจัยหม่อนไหมนครราชสีมา ศูนย์วิจัยหม่อนไหมอุดรธานี สถานีทดลองหม่อนไหมตาก และศูนย์วิจัยหม่อนไหมแพร่ในส่วนยอดใบอ่อน และใบแก่ของพันธุ์นครราชสีมา 60 บุรีรัมย์ 60 คุณไพ และน้อย พบว่า สถานที่ปลูกลำดับใบ และพันธุ์ เป็นปัจจัยที่มีอิทธิพลร่วมกันทำให้ปริมาณสารออกฤิทธิ์เควอซิติน เคมเฟอรอล และโพลีฟีนอลโดยรวม มีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ใบหม่อนซึ่งปลูกที่ศูนย์วิจัยหม่อนไหมอุดรธานี ส่วนยอดของพันธุ์นครราชสีมา 60 มีปริมาณเควอซิตินและเคมเฟอรอลสูงสุด (2,069.8 และ 869.4 มิลลิกรัมต่อ 100 กรัม) และส่วนยอดของพันธุ์บุรีรัมย์ 60 มีโพลีฟีนอลโดยรวมสูงสุด (6,310.0 มิลลิกรัม ต่อ 100 กรัม โดยแสดงค่าเป็น Gallic acid equivalent)

ในชาหม่อน 5 ชนิด พบว่าชาเขียวใบหม่อนที่ผลิตแบบอุตสาหกรรมโรงงานหรือแบบครัวเรือน (นึ่ง) มีปริมาณเควอซิติน เคมเฟอรอล และโพลีฟีนอลโดยรวมสูงสุด การใช้น้ำร้อนชงชาพบว่ามีเวลา 6 และ 60 นาที ปริมาณเควอซิตินและเคมเฟอรอลในน้ำชาแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ส่วนปริมาณโพลีฟีนอลโดยรวมในน้ำชาที่เวลา 6, 12, 30 และ 60 นาที ไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (p < 0.05) ฤทธิ์การต้านออกซิเดชันโดยรวมของน้ำชาเขียวใบหม่อนซึ่งผลิตแบบอุตสาหกรรมโรงงานหรือแบบครัวเรือน (นึ่ง) ที่ชงด้วยน้ำร้อนมีค่าสูงที่สุดเมื่อเทียบกับชาชนิดเดียวกันที่ไม่ได้ชงด้วยน้ำร้อน ก่อนที่จะนำมาผ่านขั้นตอนการสกัดด้วยการสกัดวิธีการเดียวกัน และสูงกว่าส่วนยอด ใบอ่อน และใบแก่ ของใบหม่อนอบแห้งพันธุ์เดียวกัน ผลการวิจัยนี้ยืนยันได้ว่าใบหม่อน ชาใบหม่อน และน้ำชาใบหม่อนเป็นแหล่งที่ดีของเควอซิติน เคมเฟอรอล และโพลีฟีนอลโดยรวม ซึ่งมีบทบาทในการต้านออกซิเดชัน เป็นผลดีต่อสุขภาพของมนุษย์ในการห้องกันโรคเรื้อรังต่าง ๆ

การศึกษาต้นทุนการผลิตพบว่าต้นทุนการผลิตใบหม่อนสดเฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.40 บาท และต้นทุนการผลิตชาในแต่ละกรณีจะแตกต่างกันไป ส่วนต้นทุนที่สูงอย่างชัดเจน คือ ค่าบรรจุซองพร้อมชงในกรณีที่ผลิตชาฝรั่ง ซึ่งจะสูงประมาณ 2 เท่า ของต้นทุนอย่างอื่น ๆ รวมกัน ทำให้ต้นทุนการผลิตชาฝรั่งเป็น 579.30 บาทต่อกิโลกรัมชา หรือ 0.87 บาทต่อซองในระดับโรงงาน และ 650.79 บาทต่อกิโลกรัมชา หรือ 0.98 บาทต่อซองในระดับครัวเรือน ในขณะที่การผลิตเป็นชาเขียวใบหม่อน โดยไม่รวมบรรจุภัณฑ์เป็น 205.15 บาท ต่อกิโลกรัมชาในระดับโรงงาน และ 227.68 บาทต่อกิโลกรัมชาในระดับครัวเรือน แต่ถ้าหากวิเคราะห์ในกรณีที่ผู้ผลิตในระดับครัวเรือนใช้ใบหม่อนและแรงงานของ ตนเอง จะทำให้ต้นทุนลดลงเหลือ 202.94 บาทต่อกิโลกรัมชาเนื่องจากต้นทุนการผลิตใบหม่อนสดเองจะต่ำกว่าการซื้อใบ หม่อนสด (รวมค่าขนส่ง) มาก แต่ในทางปฏิบัติจะทำได้เพียงปริมาณจำกัด โดยรวมแล้วหากกำหนดให้ราคาผลผลิตชาใบหม่อนจากการผลิตในระดับโรงงานและครัว เรือนเท่ากันแล้ว จะเห็นได้ว่าการผลิตชาในระดับอุตสาหกรรมขนาดย่อมจะมีความคุ้มทุนมากว่า

น้ำชงมะละกอดิบ

ขอขอบคุณความคิดเห็นของคุณ Suwi จาก เว็บพลังจิต

ขออนุญาติคัดลอกมาไว้เพื่อเก็บในคลังความรู้

หญ้าหนวดแมว, ชาจีน(อย่างดี), และ น้ำต้มมะละกอดิบ

สามอย่างชงรวมกัน สามารถแก้อาการ ปวดเข่า ปวดข้อ และปวดกล้ามเนื้อ หลังจากทำงานหนักมา (อันเกิดจากกรดยูริคคั่งค้าง) แต่มี้ผู้นำสูตรนี้ไปดัดแปลง เหลือเพียงชาจีน และน้ำต้มมะละกอดิบ
ใช้ ลดความอ้วน ความจริงแล้ว สูตรนี้ใช้ลดความอ้วนได้ระดับหนึ่ง แต่มีผลข้างเคียง ชาจีนจะไปลดกรดยูริค และลด/ขจัด โคเลสเตอร์ลอน น้ำต้มมะละกอดิบ จะชะล้างของเสียออกจากข้อ และกล้ามเนื้อ และแถมย่อยโปรตีนจากกล้ามเนื้อด้วย (ทำให้กล้ามเนื้อเล็กลง/อ่อนแรง เมื่อกินไปนานๆ)ของเสียที่ขับออกมาจะเข้าไปอยู่ในกระแสเลือดก่อน และถูกไต ขับออกมาทางปัสสาวะ อาจมีบางส่วนถูกขับออกทางอุจจาระ ในสูตรยาเต็มสูตรของ suwi จะมีหญ้าหนวดแมวอยู่ด้วย จุดมุ่งหมายเพื่อให้ไตเร่งขับปัสสาวะเร็วขึ้น ของเสียต่างๆที่ถูกขับเข้ากระแสเลือดจะถูกชะล้างออกจากร่างกายโดยเร็ว

ทีนี้สูตรที่ถูกดัดแลง ตัดเอาหญ้าหนวดแมวออก การขับปัสสาวะจะช้าลง ของเสียที่ถูกเก็บออกมาจากส่วนต่างๆของร่างกาย จะอยู่ในกระแสโลหิตนานขึ้น โลหิตไปที่ใหน ของเสียก็จะผ่านไปอวัยวะต่างในร่างนานขึ้นและมีบางส่วนตกค้างอยู่ เมื่อนานไป อาจเกิดโรคอื่นเป็นของแถมได้

มีผู้มาปรึกษาเรื่องนี้ ว่ากินยาลดความอ้วนขนานนี้ทีไรเป็นปวดหัว ตะครั่รตะครอเนื้อตัวทุกที ได้อธิบายเหตุผลให้เขาฟังแล้ว และถ้ายังอยากกินต่อก็ให้ใส่หญ้าหนวดแมวเข้าไปหน่อยหนึ่ง อาการต่างๆจะดีขึ้น

อ้อ..ขอเพิ่มเติมอีกนิด
ปกติการกินยารักษาโรค เราจะกินเพียง 7 วัน 10 วัน หรือ 2 อาทิตย์ พอโรคหาย(สนิท) ก็เลิกกิน
ยาทุกตัว แม้แต่สมุนไพร ก็มีผลข้างเคียงทั้งสิ้น ไม่ควรกินนาน
ยกเว้น สมุนไพรที่เป็นยาอายุวัฒนะ พวกนี้จะกินได้นาน 2-3 เดือนขึ้นไป
และยังมีข้อแนะนำ กินไปสัก 2-3 เดือน แล้วหยุดกิน สักอาทิตย์ แล้วจึงกินต่อ

 

ที่มา :
http://www.walai.msu.ac.th/webboard/question.asp?QID=48
http://www.moac.go.th/builder/mu/images/product_cocoon1.html
http://board.palungjit.com/f9/%E0%B8%8A%E0%B8%B2%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD-%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B8%B4%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%89%E0%B8%A1%E0%B8%99%E0%B9%89%E0%B8%B3%E0%B8%8A%E0%B8%87%E0%B8%8A%E0%B8%B2-%E0%B8%A5%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A5%E0%B8%B3%E0%B9%84%E0%B8%AA%E0%B9%89-177970.html

ความรู้เกี่ยวกับสมุนไพรและการนำสมุนไพรมาใช้

ความหมายของสมุนไพร

คำว่า “สมุนไพร” ตามพระราชบัญญัติ พ.ศ.2510 หมายความว่ายาที่ได้มาจากพืช สัตว์ แร่ธาตุ จากธรรมชาติที่ไม่มี การเปลี่ยนแปลงสภาพโครงสร้างภายใน สามารถนำมาใช้รักษาโรคและบำรุงร่างกายได้

พืชวัตถุ ได้แก่ พืชพันธุ์ไม้ต่างๆ ที่นำมาใช้เป็นยา ซึ่งจะต้องรู้ว่าส่วนไหนของพืชนั้นที่สามารถใช้ทำยาได้ เช่น ราก เหง้า ต้น แก่น กระพี้ เนื้อไม้ เปลือก ไม้ดอก ผล เปลือกผล เมล็ด เปลือกเมล็ด หรืออาจใช้ทุกส่วนหรือหลายส่วนของพืชชนิดนั้นๆ เช่น ขี้เหล็กทั้ง 5 กะเพราทั้ง 5 การที่ใช้ทั้ง 5 หมายความว่า พืชชนิดนั้นมีคุณสมบัติทางยาอยู่ตามส่วนต่างๆ หลายส่วน และต้องมีรสตลอดทั้งต้นอย่างเดียวกัน

 

สัตว์วัตถุ ได้แก่ พวกสัตว์ หรืออวัยวะของสัตว์ทั้งหลายที่นำมาใช้เป็นยา เช่น ขน หนัง เขา เขี้ยว นอ งา หนวด ดี เล็บ กระดูก กีบ เอ็น เลือด น้ำมัน มูล ขี้ผึ้ง รังนก น้ำมันตับปลา

ธาตุวัตถุ ได้แก่ แร่ธาตุต่างๆ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ หรือสิ่งที่ประกอบขึ้นจากแร่ธาตุ ตามกรรมวิธีนำมาใช้เป็นยา เช่น กำมะถัน น้ำประสานทอง ดีเกลือ สารส้ม แต่ละสิ่งมีสี กลิ่น รส ชื่อ เป็นอย่างไรในธาตุวัตถุ แบ่งเป็น 3 จำพวก คือ

  1. จำพวกสลายตัวง่ายหรือสลายตัวอยู่แล้ว
  2. จำพวกสลายตัวยาก
  3. จำพวกแตกตัว

หลักในการนำสมุนไพรมาใช้

โดยทั่วไปแล้ว การจะนำสมุนไพรมาใช้รักษาโรคนั้นจำเป็นจะต้องพิจารณา พิสูจน์สรรพคุณอย่างถ้วนถี่ ซึ่งเท่าที่ผ่านมามีหลักในการวินิจฉัย 5 ประการคือ

  • รูป คือ ของบังเกิดในพืช เช่น ใบ ดอก ผล เปลือกต้น กิ่ง ก้าน เนื้อไม้ ยาง ราก เป็นต้น ของบังเกิดแก่สัตว์ เช่น ขน หนัง เขา กระดูก กีบ งา เป็นต้น ของบังเกิดในธาตุตามธรรมชาติหรือประกอบจากธาตุ เช่น กำมะถัน เกลือ มวก สิ่งเหล่านี้เรียกว่า รูปของยา
  • สี คือ รู้จักสีของพืช สัตว์ และธาตุว่ามีสีเป็นอย่างไร เช่น การบูร สารส้ม มีสีขาว รงสีทอง กำมะถันมีสีเหลือง ฝางมีสีแดง ยางสีเสียดมีสีดำ เป็นต้น
  • กลิ่น คือ รู้จักกลิ่นของพืช สัตว์ ธาตุ แต่ละอย่างว่ามีกลิ่นเป็นอย่างไร กลิ่นหอม กลิ่นเหม็น เช่น พิมเสน หญ้าฝรั่น อำพันทอง ชะมดเช็ด ชะมดเชียง กฤษณา ชะลูด อบเชย แก่นจันทน์ ดอกมะลิ เหล่านี้มีกลิ่นหอม ส่วนมหาหิงค์ ตูดหมู มีกลิ่นเหม็น เป็นต้น
  • รส คือรู้จักรสของพืช สัตว์ และธาตุ ว่าสิ่งเหล่านี้มีรสเป็นอย่างไร มีรสฝาด หวาน เมา เบื่อ รสขม รสเผ็ดร้อน รสมัน รสหอมเย็น รสเค็ม รสเปรี้ยว รสจืด เช่น เปลือกแค รสเมาเบื่อ , บอระเพ็ด มะระ รสขม , พริกไทย พริกต่างๆ รสเผ็ดร้อน , เมล็ดงา น้ำมันสัก รสมัน , ดอกมะลิ รสหอมเย็น , เกลือ เหงือกปลาหมอ รสเค็ม , มะนาว มะดัน รสเปรี้ยว , นม ผักบุ้ง รสจืด เป็นต้น
  • ชื่อ คือ รู้จักชื่อของพืช สัตว์และธาตุว่าแต่ละอย่างเราเรียกชื่ออย่างไร เพราะชื่อเป็นสิ่งที่มนุษย์เราสมมุติขึ้นสำหรับเรียกขาน เช่น ของ ข่า ไพล อุ้งตีนหมี ทองแดง ทองเหลือง เป็นต้น

http://www.sri.cmu.ac.th/elanna/elanna47/public_html/med/med1_1.html

รูปแบบการใช้สมุนไพร

การใช้สมุนไพรรักษาโรคให้ได้ผลนั้น ตามตำราการแพทย์แผนโบราณล้านนา มักนำสมุนไพรประเภทต่างๆ เช่น พืชวัตถุ สัตว์วัตถุ และธาตุวัตถุมาใช้ร่วมกัน โดยจะพิจารณาตามอาการที่เกิดขึ้น สมุนไพรที่ใช้ที่มีรสต่างกันจะถูกนำมาผสมกันตามอัตราส่วนที่กำหนดไว้ ไม่ว่าจะเป็นพืชวัตถุ สัตว์วัตถุ หรือธาตุวัตถุก็ตาม เช่น

ยาฝี 7 จำพวกอันมีในท้องในไส้ทั้งมวล หื้อเอางาช้าง นอแรด เขาเยือง เขาควาย ดูกงูเหลือม ข่าแดง ดีงูว่า หญ้าหย่อมตีนหมา รากไค้นุ่น เขาวัวกระทิง ฝนกินทา

และบางพวก จะใช้เฉพาะพืชสมุนไพร เช่น

ยาเรื้อนเรื้อรังอยู่หลังตีนหลังมือ เอาใบหนุน (ขนุน) 7 ใบ เผาเป็นด่าง พริก 13 ลูก ขมิ้น 7 กลีบ บดกับกันไว้ ใส่ทั้งวันทั้งคืน เป็นต้น

ตามตำราแพทย์แผนโบราณกำหนดการเก็บยาไว้ดังนี้

1. การต้ม
สมุนไพรที่ใช้ต้มมีทั้งแห้งและสด ได้มาจากราก แก่น เปลือก ลำต้น เหง้าหรือหัว เป็นต้น ส่วนสมุนไพรที่ใช้สดๆ มักจะใช้ส่วนของใบ และเหง้าเป็นสำคัญ สมุนไพรแห้งจะต้องนำไปตากแดด หรืออบให้แห้งก่อนนำมาใช้เพื่อป้องกันเชื้อรา และเพื่อให้เก็บไว้ได้นานๆ

การนำสมุนไพรมาใช้ต้มมีอยู่ด้วยกัน 3 แบบ คือ ต้มอาบ ต้มดื่ม และทั้งอาบและดื่มร่วมกัน

การต้มอาบ มักจะใช้รักษาโรคที่เกี่ยวเนื่องจากภายในและโรคที่ปรากฏอาการออกมา เช่น ไข้ป้าง ไข้รากสาด ลมสาน มะเร็งขึ้นหัว บวมหน้า ฯลฯ หรือใช้รักษาอาการภายหลังเป็นไข้ และหญิงหลังคลอด กรณีของผู้ที่เพิ่งจะฟื้นไข้ สมุนไพรที่ใช้จะเป็นสมุนไพรสดๆ เช่น ใบหมากผู้หมากเมีย ใบสะเภาลม ใบมะขาม เป็นต้น และสำหรับหญิงหลังคลอด ใช้สมุนไพรจำพวก ใบมะขาม ใบเปล้า ใบขี้เหล็ก และเหง้าปูเลย (ไพล) วิธีการคือ มัดสมุนไพรทั้งหมดรวมกันแล้วต้มจนน้ำมีสีเข้ม จึงยกลง รอให้อุ่นแล้วนำไปอาบ โดยจะอาบประมาณ 3-7 วันๆ ละครั้ง

การต้มดื่ม บางครั้งก็เรียกว่า เคี่ยว ส่วนมากมักใช้สมุนไพรแห้งนำมามัดรวมกันแล้วต้ม โดยใส่ข้าวสารเจ้า 7 เม็ด น้ำ 3 ส่วน ต้มจน น้ำแห้งเหลือส่วนเดียว จึงยกลง ดื่มได้ทั้งร้อนและเย็น และดื่มได้เรื่อยๆ ไม่มีกำหนดเวลาที่แน่นอน เมื่อหมดแล้วก็ต้มมัดเดิมอีก จนกว่า สีของน้ำสมุนไพรจะจางลงหรือใส จึงเปลี่ยนมัดใหม่ ให้ต้มกินจนกว่าจะหาย โรคที่ใช้ยาต้มส่วนใหญ่มักจะเป็นโรค หรืออาการที่เกิดขึ้น ภายในร่างกาย เช่น นิ่ว มะเร็งคุด มะเร็งเกี่ยวเข้าไส้ มดตะขึด ฯลฯ เป็นต้น

ทั้งต้มอาบและต้มกิน โรคที่ใช้วิธีการทั้งสองร่วมกัน มักจะเป็นโรคหรืออาการของโรค ที่เกิดจากภายใน และปรากฏอาการออกมาภายนอก ดังนั้นวิธีการรักษาจึงต้องใช้ทั้ง 2 วิธี คือ ทั้งรักษาอาการภายในและภายนอกด้วย เพื่อให้หายเร็วขึ้น เช่น ไข้ป้าง สันนิบาตร้อนหนาว ลมหมืน (ลมพิษ) เป็นต้น

2. การแช่
สมุนไพรที่ใช้ในการแช่มักจะเป็นส่วนของรากไม้ ใบ เปลือก ราก และหัว เช่น รากแฝก รากไค้นุ่น หัวกูดน้ำ ใบง้วนหมู ใบผักหนอก (บัวบก) เปลือกทัน (พุทรา) โดยการนำไปแช่น้ำ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วมักจะใช้เวลานาน อาจมากกว่า 2 ชั่วโมง นานที่สุดอาจถึงข้ามคืน การแช่ส่วนใหญ่แล้วจะใช้แช่เพื่ออาบ กิน เป็นการรักษาโรคอย่างหนึ่ง เช่น ไข้ ขางรากสุด เป็นต้น

3. การฝน
การฝน คือการนำเอาส่วนของพืชสมุนไพร เช่น รากไม้ กิ่งไม้ เป็นต้น นำมาถูกับหินฝนยา ซึ่งมีลักษณะกลม ผิวสากๆ ซึ่งเรียกว่า “บ่าหินฝนยา” หินนี้มักได้จากบริเวณน้ำตก วิธีฝน ทำโดยนำส่วนของไม้ที่เป็นสมุนไพรไปแช่น้ำสักครู่ แล้วนำมาฝนกับหินฝนยา และน้ำเปล่า อาจจะเป็นน้ำอุ่นก็ได้ เมื่อจะรับประทานก็เอาน้ำเจ้า (น้ำข้าวเจ้า) น้ำอ้อย หรือน้ำผึ้งตัด หรือเป็นกระสาย การรับประทานยาฝน มักจะเป็นช่วงเช้าหรือเย็น ซึ่งถือกันว่าเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายเป็นปกติ เหมาะสม โดยรับประทานไปเรื่อยๆ จนกว่าอาการจะหายไป โรคที่ใช้ยาฝนกิน เช่น มะเร็งลมล่า ขางกระด้าง ขางเลือดขางลม ไข้ดิน เป็นต้น

สำหรับการฝนทานั้น มักใช้กับโรคที่ปรากฏทางผิวหนัง หรือโรคที่เกี่ยวเนื่องกับอาการไข้ที่ปรากฏออกมาทางผิวหนัง เช่น ไข้ออกดำแดง เป็นต้น

4. การบดหรือตำ
การบดหรือตำ เพื่อให้สมุนไพรมีลักษณะเป็นฝุ่นหรือผงละเอียด สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ทันที การนำมาใช้มีหลากหลายด้วยกัน เช่น ใช้ทา ซึ่งจะใช้กับแผลหรือตุ่มต่างๆ นำไปกินกับน้ำจิงหรือน้ำเปล่า สำหรับผู้ที่ชอบหวานหรือต้องการตัดรสขมของยาแก้ 5 ต้นออกไปก็ใส่ น้ำอ้อย น้ำข้าวเจ้าหรือน้ำผึ้งลงไป เพื่อให้รสชาติดีขึ้น และการปั้นเป็นลูกกลอน โดยนำมาผสมกับน้ำผึ้ง น้ำอ้อยหรือน้ำข้าวเจ้า แล้วปั้น ออกมาเป็นก้อนกลมๆ เล็กๆ นำไปตากแดด จนแห้งสนิท เก็บไว้รับประทานได้นาน

5. การหั่นและจู้
การหั่นหรือตัดสมุนไพรเป็นชิ้นเล็กๆ เพื่อใช้รักษาอาการขบ ปวดเมื่อยตามร่างกาย อัมพฤกษ์ อัมพาต หรืออาการบวม ปวดหัว เป็นต้น สมุนไพรที่ใช้ เช่น พิดเทาะ ยอดขี้เหล็ก ยอดหนาม ยอดผีเสื้อ นำมาตำพอประมาณ แล้วห่อผ้าทำเป็นลูกประคบ วางทาบลงบนร่างกาย บริเวณที่ต้องการ ตัวยาก็จะค่อยๆ ซึมผ่านผ้าลงบนผิวหนัง เป็นการกรองหรือป้องกันสมุนไพรที่จะมาสัมผัส กับบาดแผลโดยตรงได้ ชั้นหนึ่ง หมอพื้นบ้านบางรายจะใช้ยาจู้ (ทาบ) โดยการนำสมุนไพรมาหั่นแล้วนึ่งด้วยความร้อน ให้ไอความร้อนขึ้น ส่งกลิ่น และมีน้ำซึม ออกมาจากห่อผ้า จากนั้นจึงนำมาทาบบนร่างกายบริเวณที่มีอาการ โดยทำบ่อยๆ วันละหลายๆ ครั้ง

6. ผิงไฟ
เป็นการใช้ส่วนของพืช เช่น ใบ หรือกาบ ที่มีความอ่อนนุ่ม เช่น ใบพลับพลึง ใบกล้วย กาบกล้วย ฯลฯ นำไปผิงไฟให้ร้อน นุ่มแล้วนำมาถูนวดตามร่างกายทันที เช่น การรักษา อัมพฤกษ์ อัมพาต โดยใช้ใบพลับพลึงไปผิงไฟให้ร้อน นุ่ม แล้วนำมานวดเฟ้น เช็ดบริเวณ ร่างกายหรือส่วนที่มีอาการของโรค ทำไปจนใบพลับพลึงเย็น การใช้วิธีนี้มักจะใช้ร่วมกับการใช้ยาจู้ จะทำให้อาการดีขึ้น

7. การหมก
นำพืชที่ต้องการใช้ ซึ่งส่วนมากมักจะเป็นเหง้า หรือหัว ผลของพืช หุ้มหรือห่อด้วยใบตองกล้วยหลายๆ ชั้น ไปย่างบนถ่านไฟแดงๆ จนใบตองชั้นนอกไหม้เกือบถึงใบตองชั้นใน จึงยกออกมาใช้ หรือโดยการนำไปหมกในกองขี้เถ้าร้อนๆ จนกว่าพืชนั้นจะนิ่ม

8. การอม
สมุนไพรที่ใช้เพื่ออม มักจะเป็นส่วนของดอก ยอดอ่อน มักใช้ในการรักษาโรคที่เกี่ยวกับช่องปาก โรคเหงือก โรคฟัน เช่น ขางปากปุด ขางปากเหม็น ขางลิ้นร้อน เป็นต้น ผู้ที่ใช้สมุนไพรสามารถอมได้ตลอดเวลา รสยาส่วนใหญ่มักจะมีรสเผ็ด ฝาดเล็กน้อย เช่น จันทน์จี้หรือ กานพลู ยอดบ่าก้วย เป็นต้น

9. การสูดหรือการรม
มักใช้เฉพาะโรคเท่านั้น เช่น โรคที่เกี่ยวกับฟัน แมงกินฟัน ฟันผุ เป็นต้น จะใช้วิธีการสูดหรือการรม โดยอมควันที่ออกมาจากกระบอก ไม้ไผ่ไว้ประมาณ 3-4 ครั้งต่อ 5 นาที หยุดพักแล้วทำต่อ ทำประมาณ 7-8 วัน จะหายจากอาการปวดฟันได้

10. การนำไปประกอบอาหาร
พืชที่นำไปประกอบอาหาร ส่วนมากจะใช้ยอดหรือใบอ่อน ต้นอ่อนหรือที่เรียกว่าผัก เช่น ยอดมะม่วง ยอดมะกอก ดอกบัว ผักปั๋ง ผักปูลิง เป็นต้น ซึ่งบางครั้งอาจประกอบด้วยพืชสมุนไพรหลายชนิดด้วยกันในอาหารอย่างเดียว จึงเป็นการกินเพื่อป้องกันและรักษาไปในตัว

11. การนำไปใช้สดๆ
การนำพืชไปใช้สดๆ โดยไม่ต้องผ่านความร้อนหรือกรรมวิธีใดๆ ส่วนที่ใช้จะเป็นยางจากลำต้น ใบ ก้านใบ การนำสมุนไพรสดไปใช้ทันทีนี้ มักใช้รักษาอาการที่เกี่ยวกับบาดแผลสด แผลไฟไหม้ น้ำร้อนลวก เช่น ยางหรือเมือกของว่านหางจระเข้ ใช้รักษาแผลไฟไหม้ การอมหรือ เคี้ยวใบฝรั่งสดๆ เพื่อรักษาโรคที่เกี่ยวกับช่องปากและฟัน เป็นต้น

รับประทานสมุนไพรวันเดือนเพ็ญหรือ วันขึ้น 15 ค่ำเป็นที่น่าสังเกตว่า ในการรักษาโรคด้วยสมุนไพรนั้น หมอเมืองจะเป็นผู้กำหนดวิธีการใช้กับผู้ป่วย โดยส่วนใหญ่แล้วจะขึ้นอยู่กับอาการ ของโรคนั้นๆ บางครั้งจึงมีการดูฤกษ์ยามที่เหมาะสมประกอบด้วย เช่น

  • รับประทานสมุนไพรวันเดือนสามดับ
  • รับประทานสมุนไพรยามตะวันขึ้น อย่าให้มีเมฆหมอกมาบัง หรือรับประทานก่อนพระอาทิตย์จะตก
  • ถ้า เป็นยาต้ม หากเป็นการต้มอาบจะต้องต้มน้ำและอาบทางทิศตะวันตกของเรือน และถ้าจะให้ผลดียิ่งขึ้นตามตำราบอกว่าต้องตั้งขันประกอบด้วยเบี้ย 1,300 หมาก 1,300 เงิน 2 บาท ไต้ 1 เฟื้อง
  • หากเป็นการต้มรับประทาน สำหรับโรคบางโรค เช่น มดตะขึด นิ่ว จะต้องต้มนอกชายคาเรือน และปักตาแหลว (เฉลว) ล้อมรอบทั้ง 4 ด้าน