Tag Archives: ประวัติศาสตร์

ทารุณกรรมที่นานกิง ประวัติศาสตร์อันวิปริต โหดร้าย ทารุณ ที่ไม่น่าจำ แต่ก็ไม่ควรลืม

11043100_779502842142902_8271631838355687659_n 11046851_779502845476235_4185899801719989594_n

การข่มขืนนานกิง ( Rape of Nanking ) รอยร้าวและไฟแค้นของจีนต่อญี่ปุ่น ทุกคนคงเคยเห็นข่าวว่าเมื่อนายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นไปสักการบูชาทหารญี่ปุ่นที่ศาลเจ้ายาสุกูนิ ในกรุงโตเกียวมักมีเสียงด่า สาบแช่ง และประท้วงจากจีนทุกครั้งว่า
“ทำไมแกต้องไปกราบไหว้พวกมันด้วย มันไม่ใช่วีรบุรุษ มันเป็นปีศาจชัดๆ”
หรือ
“แกทำอย่างนี้ทำไม ต้องการหยามน้ำหน้าเราหรือ รู้ไหมพวกมันทำอะไรไว้กับพวกเราบ้าง รู้บ้างไหม”
หรือ
“สักวัน ประเทศแกจะพังพินาศ เหมือนพวกมัน”

นี้คือตัวอย่างเสียงด่าจากนานาประเทศโดยเฉพาะจีน บางคนประท้วงถึงขั้นบอยคอตสินค้าญี่ปุ่น การต่อต้านหนังสือเรียนประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นที่บิดเบือนประวัติศาสตร์ การตัดความสัมพันธ์ทางการทูตกับญี่ปุ่น และบางครั้งถึงขั้นปล่อยข่าวใส่ร้ายต่างๆ นา ๆ เลยทีเดียว”

ทำไมชาวจีนจึงเกลียดทหารญี่ปุ่นจนเข้าไส้
คำตอบของเรื่องนี้ก็คือ พวกเขายังไม่ลืมเหตุการณ์คดีที่นานกิงสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 มันทำให้ชาวจีนเจ็บแค้นญี่ปุ่นอย่างมากที่สุด

เรื่องเริ่มต้นสมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 ในปี ค.ศ.1937 นั้นกองทัพญี่ปุ่นได้เข้ามาบุกรุกประเทศต่างๆ ในเอเชียเพื่อยึดพื้นที่ให้ได้มากที่สุดและนำทรัพยากรทุกๆด้านจากประเทศที่ยึดได้เอาไปเป็น”ทุน”หรือ”วัตถุดิบ”ในการเติมแสนยานุภาพทางด้านการรบ การสร้างอาวุธ หรือแหล่งพลังงานสำรองด้านอื่นๆ

ญี่ปุ่นบุกเข้ายึดเขตแมนจูเรีย โดยอ้างว่าทหารจีนได้ไปวางระเบิดทางรถไฟของญี่ปุ่น เท่ากับจีนหยามน้ำหน้าญี่ปุ่น ทางประเทศพันธมิตรยุโรปทราบเรื่องนี้แต่ทำอะไรไม่มากนักเนื่องจากเหนื่อยจากสงครามโลกที่ผ่านมา ทำได้เพียงเชิญตัวแทนญี่ปุ่นเข้าพบและสั่งถอนกำลังออก แต่ญี่ปุ่นไม่รับฟัง แมนจูเรียจึงถูกปกครองโดยญี่ปุ่น และเปลี่ยนชื่อเป็นรัฐแมนจูกัว

นอกจากนั้นญี่ปุ่นยังยึด เกาหลี และประเทศตะวันออกเฉียงใต้ รวมทั้งประเทศไทย ตลอดจนหมู่เกาะแปซิฟิก ฯลฯและเป้าหมายต่อไปของญี่ปุ่นก็คือจีน

จีนถือว่าเป็นเป้าหมายหลักที่ญี่ปุ่นต้องการมากที่สุดในเอเชีย เนื่องจากมีทรัพยากรที่อุดมสมบูรณ์ที่สุด ดังนั้นเมืองใหญ่ๆ ทั้งหลายในจีนจึงเป็นเป้าหมายที่ญี่ปุ่นต้องการ

เมืองใหญ่น้อยทั่วจีนที่เป็นเป้าหมายของญี่ปุ่นถูกปราบลงราบคาบไม่มีการต่อต้านจากจีนใดๆ ทั้งสิ้น ส่วนนานกิงเมืองหลวงในปี 1937 นั้นยังไม่ถูกญี่ปุ่นยึด แต่ก็สะบัดสะบอมเต็มที่เพราะกองทัพญี่ปุ่นโหมบุกหนักหน่วงเป็นระลอกคลื่น

จนกระทั่ง ก.ย 1939 กองทัพญี่ปุ่นส่งเครื่องบินรบสทิ้งระเบิดถล่มทั่วนานกิงแบบปูพรม ถึง 100 เที่ยว โดยเฉพาะวันที่ 25 ก.ย 1939 นั้นฝูงบินญี่ปุ่นแบบทิ้งระเบิดปูพรมถึง 5 เที่ยวใหญ่ปล่อยตรงจุดที่มีผู้คนหนาแน่น เช่น หน่วยรักษาคนเจ็บ ค่ายผู้อพยพ ส่งผลให้มีคนตายในที่เกิดเหตุทันทีกว่าร้อยศพ มีคนบาดเจ็บนับไม่ถ้วน สถานีวิทยุ การประปา แหล่งเพาะปลูก แม้แต่โรงพยาบาล ถูกกองทัพญี่ปุ่นทิ้งระเบิดใส่จนพังพินาศหมด ทำให้นานกิงตัดขาดโลกภายนอกโดยสมบูรณ์แบบ

ล่วงเข้ามาถึง วันที่ 20 พ.ย รัฐบาลก๊กมินตั๋ง ประกาศย้ายเมืองหลวงไปยังชองกิง ในขณะเดียวกันนานกิงนั้นก็ระส่ำระสายแทบควบคุมสถานการณ์ไม่อยู่ บรรดาราชการคนชั้นสูง คนรวย ต่างหนีออกจากเมือง โดยปล่อยพวกชาวบ้านนานกิงจนๆ ผู้อพยพ และบรรดาพ่อค้าที่ห่วงของรอเคยชะตากรรมกันเอาเอง

เมืองนานกิงก่อนทหารญี่ปุ่นบุก มีประชากรราวหนึ่งล้านคน ส่วนใหญ่ยังไม่หนีไปไหน แต่หาที่ซ่อนตัวไม่ไกลนัก เพราะทุกคนต่างหวังว่าทหารก๊กมินตั๋งจะมาช่วยต้านทหารญี่ปุ่นไว้ได้

แต่พวกเขาคิดผิดมหันต์!

เพราะคณะกรรมาธิการนานาชาติได้ตั้งให้นานกิงเป็นเขตปลอดภัย หรือเซฟตี้ โซน โดยไม่จำเป็นต้องให้ส่งทหารมาดูแลโดยรับความเห็นชอบจากรัฐบาลก๊กมินตั๋ง ความหวังสุดท้ายของชาวนานกิงจึงริบหรี่

กองทัพญี่ปุ่นใช้ประโยชน์จากภูมิประเทศที่ว่า นานกิงนั้นถูกขนาบด้วยแม่น้ำถึงสองด้าน ซึ่งเมืองนี้ตั้งอยู่ทางใต้ของโค้งแม่น้ำแยงซี ซึ่งเมื่อไหลมาจากทางเหนือแล้วก็เลี้ยวผ่านไปทางตะวันออก กองทัพญี่ปุ่นภายใต้การนำของพลเอก นาคาจิมา เคซาโกะ สามารถเดินทัพจากทางตะวันออกเฉียงใต้มาบรรจบกันที่ด้านหน้าของนานกิงในรูปครึ่งวงกลม โดยใช้แม่น้ำเป็นกำแพงธรรมชาติล้อมเมืองหลวงแห่งนี้ รวมทั้งสกัดการฝ่าหนีออกไป

ปลายเดือน พ.ย. ทหารญี่ปุ่นสามกองทัพดาหน้าเข้าหานานกิง ทัพหนึ่งมุ่งตะวันตกทางฝั่งด้านใต้ของแม่น้ำแยงซี ทหารกองนี้เข้ามาทางแม่น้ำไป๋เหมา ซึ่งอยู่ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเซี่ยงไฮ้ โดยเดินทัพมาทางรถไฟสายนานกิง-เซี่ยงไฮ้

ทัพที่สองเตรียมตัวบุกจู่โจมนานกิงทั้งทางน้ำและทางบกอยู่ที่ทะเลสาบอ้ายหู ทัพนี้เคลื่อนจากเซี่ยงไฮ้ลงมาทางตะวันตก และเดินทัพอยู่ทางทิศใต้ของทัพของนาคาจิมา โดยผู้นำทัพนี้คือ พลเอกมัตสึอิ อิวาเนะ

ทัพที่สามภายใต้การนำของพลโทยานากาวา ไฮสุเขะ เดินห่างจากทัพของพลเอกมัตสึอิลงไปทางใต้และหักเลี้ยวเข้าหานานกิงจากทางตะวันตกเฉียงเหนือ

ราวบ่าย 2 โมงของวันที่ 12 ธ.ค 1937 แม้ทหารของจีนจะต่อต้านจนสุดฤทธิ์ แต่ในเวลาไม่นานนักทหารญี่ปุ่นก็ยึดเมืองนานกิงได้สำเร็จ และต่างบุกทะลวงเข้ามาในเมืองหลวงอย่างไม่ขาดสาย ทหารจีนพยายามสกัดแต่ไม่เป็นผล จนราห้าโมงเย็น นายพล ตัง เชง ไซ นายทหารชั้นสูงที่เป็นคนบังคับบัญชากองพลทหารก๊กมินตั๋งในการต้านทหารญี่ปุ่นก็ได้หนีข้ามแม่น้ำไป

ความสับสนทวีมากขึ้นเมื่อญี่ปุ่นยึดนานกิง ประชาชนนานกิงจำนวนมากยังคงหลบที่ร้านค้าและบริษัทเพื่อทำหน้าที่ปกป้องทรัพย์สินตัวเอง หรือตามคำสั่งของเจ้านาย ทำให้ถนนหนทางแทบจะเป็นถนนร้างเพราะผู้คนพากันหลบหนีไม่ออกมาเดินให้เห็นบนถนน

เวลาเดียวกัน ก็มีผู้อพยพมาจากส่วนนอกตัวเมืองที่ยังละล้าละลัง ซึ่งมีทั้งทหารจีนที่ได้รับบาดเจ็บมากบ้างน้อยบ้าง รวมทั้งคนแก่ และ เด็กๆ ที่ทะลักเช้ามาสู่ตัวเมืองเป็นจำนวนมาก เหตุที่พวกเขาเข้ามาในตัวเมืองกันก็เนื่องจากได้รับข่าวว่าตอนนี้นานกิง เป็นเขตปลอดภัย ตามประกาศของรัฐบาล

แต่ภายหลังผู้อพยพเหล่านี้ไม่สามารถหนีออกจากเมืองได้เพราะทหารก๊กมินตั๋งปิดประตูด่านต่างๆ เพื่อสกัดการบุกทหารญี่ปุ่น ดังนั้น บรรดาทหารที่ได้รับบาดเจ็บ คนแก่ เด็กๆ ทั้งหลายตกอยู่สภาพสิ้นหวัง ช่วยตัวเองไม่ได้ ทางเดียวที่จะพอทำได้ในตอนนี้คือหลบภัยจากญี่ปุ่นภายในบริเวณรอบๆ เท่านั้น

“พวกเขาจึงตกเป็นเหยื่อการสังหารโหดของทหารญี่ปุ่นในเวลาต่อมา !”

สถานการณ์ที่คับขันของนานกิงในช่วงเวลาหัวค่ำของวันที่ 12 ธันวาคม 1937 นั้นหฤโหดขึ้นเรื่อย แทนที่จะเป็นการสู้รบระหว่างทหารญี่ปุ่นกับทหารรัฐบาลก๊กมินตั๋งของจีน กลับกลายเป็นการสังหารชาวบ้านนานกิงที่อพยพตามถนนหนทางของญี่ปุ่นแทน

วันที่ 12-13 ธันวาคม 1937 กองทัพญี่ปุ่นสามารถยึดนานกิงได้สมบูรณ์แบบ กองทัพได้ยึดสถานที่สำคัญหลายๆ แห่ง ไม่ว่าสถานที่ราชการ โกดัง ธนาคารพาณิชย์ ฯลฯ

เมื่อสำเร็จตามเป้าหมาย กองทัพญี่ปุ่นยิ่งฮึกเหิม และจู่ๆ ก็มีคำสั่งจากเบื้องบนที่น่ากลัวลงมาว่า
“สังหารทุกสิ่ง ทุกอย่างที่ขวางหน้า เพื่อองค์จักรพรรดิ” ซึ่งเป็นการรับสั่งโดยตรงของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต

สาเหตุหลักของการสังหารหมู่ชาวนานกิงคือ “เชือดไก่ให้ลิงดู” ญี่ปุ่นต้องการให้หลายๆ เมืองที่ทราบข่าว จะได้หวาดกลัวและไม่กล้าต่อต้าน เพื่อที่จะสามารถยึดจีนได้โดยง่าย ประกอบกับเป็นการตัดปัญหาเรื่องเสบียงอาหารที่จะต้องใช้ดูแลชาวนานกิงที่เป็นเชลยเหล่านี้

จึงเป็นที่มาของการสังหารหมู่ที่โหดเหี้ยมที่สุดครั้งหนึ่งในประวัติศาสตร์โลก

กลุ่มผู้อพยพจำนวนมากพยายามหนีมายังท่าเรือทหารญี่ปุ่นเมื่อตามมาทันก็รัวปืนกลใส่ไม่ยั้ง บ้างก็ยิงด้วยไรเฟิลและปืนพกโดยไม่เลือกหน้าอย่างบ้าคลั่ง

ทุกครั้งที่สิ้นเสียงปืนนานาชนิดจากทหารญี่ปุ่น กลุ่มผู้อพยพร่วงสู่พื้นราวกับใบไม้ร่วงไม่ว่าจะเป็นคนชรา สตรี และเด็กๆ ตลอดจนทหารที่บาดเจ็บต่างล้มขาดใจตายทันที แต่บางรายที่ยังไม่ตายทันทีแต่ก็ส่งเสียงร้องครวญครางลั่นท้องถนน หรือไม่ก็พยายามพาร่างที่โชกเลือดหนีไปตามตรอกซอกซอยเล็กๆ ก่อนที่พวกทหารญี่ปุ่นจะตามมาเพื่อยิงซ้ำหรือไม่ก็ใช้ดาบปลายปืนแทงกระหน่ำราวกับเหยื่อนั้นไม่ใช้คน

การสังหารหมู่ในวันที่ 13 ธ.ค 1937 นั้นเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ในวันต่อมานั้นยิ่งโหดเหี้ยมขึ้นเป็นทวีคูณ เมื่อญี่ปุ่นเริ่มนำรถถังมากเข้ามาทั่วนานกิงและเริ่มเกม “ล่า”

บรรดาผู้อพยพที่ซ่อนตัวอยู่ตามซอกซอยหรือตามอาคารบ้านเรือน ถูกกระสุนสังหาร หรือไม่ก็ถูกขว้างระเบิดมือเข้าไปในบ้านอย่างต่อเนื่อง
ไม่นานนานกิงก็กลายเป็นเมืองแห่งความตาย ซากศพ เลือดมนุษย์นองท่วมเต็มพื้น ถนนทุกสาย รวมทั้งอาคารบ้านเรือนต่างๆ เต็มไปด้วยเลือดของชาวนานกิง ที่กระเซ็นไปทั่ว ราวกับขุมนรก

แต่การสังหารยังไม่เสร็จสิ้น หลังจากฆ่าเหยื่อภายในเมืองแล้ว กองทัพญี่ปุ่นเริ่มเปิดด่านและประตูเมือง จากนั้นจึงพากันออกไปสังหารชาวนานกิงกันนอกเมือง โดยกระสุนปืนกลและระเบิดมือใส่กลุ่มคนแบบไม่ขาดตอน

“ชาวนานกิงบางคนกระโดดลงน้ำที่เชี่ยวกราดเพราะยังดีกว่าโดนกระสุนและระเบิดของฝ่ายญี่ปุ่น บางคนถูกสายน้ำกลืนหายไปต่อหน้าต่อตา ในขณะที่บางคนก็ถูกสายน้ำพัดพาไปไกล
ส่วนผู้อพยพส่วนมากก็ถูกกองทัพญี่ปุ่นผลักดันไปที่ฝั่งแม่น้ำและบังคับให้กระโดดน้ำ และจมน้ำตายในทันที มีศพที่ตายโดยจมน้ำนับหมื่นๆ คน” ชาวบ้านนานกิงที่รอดชีวิตรำลึกความหลัง

วันที่ 16 ธ.ค. กองทัพญี่ปุ่นบุกไปยังอาคารโอเวอร์ซีส์ ซึ่งเป็นอาคารแบบเกสต์เฮ้าส์สำหรับชาวจีน มีการค้นหาชาวนานกิงที่รอดชีวิตที่นั้น ซึ่งพวกเขาเจอเหยื่อถึง 5,000 คน

ทหารญี่ปุ่นจึงจับผู้คนนานกิงที่พบในอาคารนั้นมามัดมือมัดเท้าและแบ่งกลุ่มขึ้นรถบรรทุกไปที่ไซกวน ก่อนที่จะสาดกระสุนสังหารจนตายหมดทุกคน จากนั้นก็นำศพทั้งหมดโยนแม่น้ำราวกับขยะ

แต่เพื่อให้แน่ใจว่าตายสนิท บรรดาทหารญี่ปุ่นก็พากันใช้ดาบปลายปืนทิ่มแทงไปที่เหยื่อกระสุนปืนกลที่ละรายๆ จนทั่ว หรือไม่ก็สาดน้ำมันก๊าดท่วมศพที่กองอย่างมหาศาล และจุดไฟเผา แต่ด้วยจำนวนเหยื่อนั้นมีจำนวนมากเกินไปทำให้ทหารญี่ปุ่นไม่ทันเผา ศพหมื่นศพจึงปล่อยทิ้งเอาไว้ข้ามเดือนข้ามปี จนกลิ่นศพที่เน่าเหม็นลอยไปไกลหลายสิบไมล์ที่เดียว

รายการสังหารโหด
กองทัพญี่ปุ่นนั้นสรรหาวิธีต่างๆมาสังหารเหยื่อที่นานกิง ทุกวิธีล้วนโหดเหี้ยมผิดมนุษย์ทั้งสิ้น แต่การสังหารโหดชาวเมืองนานกิงนั้นไม่มีหน่วยงานระดับชาติของจีน หรือหน่วยงานโลกใดๆ รับรู้หรือช่วยเหลือได้เนื่องจากรัฐบาลก๊กมินตั๋งกำหนดว่าเป็นจุดปลอดภัยจากสงคราม ส่วนกิงทัพพันธมิตรนั้นกำลังยุ่งกับสงครามโลกครั้งที่ 2 อยู่

ด้วยเหตุนี้กองทัพญี่ปุ่นจึงฆ่าคนอย่างโหดเหี้ยมโดยไร้การต่อต้านหรือช่วยเหลือ จากการบันทึกของผู้เห็นเหตุการณ์ และผู้รอดชีวิต พวกเขาได้เห็นวิธีที่ทหารญี่ปุ่นสังหารชาวเมือง นอกจากการมัดมือและยิงกระสุนอีก ยังมีหลายๆ วิธีที่ทหารญี่ปุนสังหารเหยื่อเพื่อไม่ให้เกิดการซ้ำซากจำเจ แต่ละวิธีนั้นสุดสยองแลัโหดร้าย อาทิ

เผาทั้งเป็นในแม่น้ำ
ที่เมืองซินอีเป็นอีกแห่งหนึ่งที่มีผู้คนถูกฆ่าสังหารอย่างทารุณ ผู้อพยพที่ถูกจับตัวหลายพันคนต่างมีทั้งเด็ก คนแก่ ทหารญี่ปุ่นต่างผลักดันให้ผู้อพยพพุ่งตัวลงแม่น้ำเบื้องล่าง จากนั้นกองทัพก็โยนกองฟางที่ชุบน้ำมันก๊าดที่โชกใส่กลุ่มผู้อพยพมากมายก่อนที่จะจุดไฟเผาให้ตายอย่างทรมานในแม่น้ำ โดยทั่วไปทหารญี่ปุ่นมองดูผลงานอย่างสบายใจ

ฝังคนทั้งเป็น
เป็นวิธีสังหารที่ใช้บ่อยในทหารญี่ปุ่นเนื่องจากง่าย เหยื่อชุดแรกที่ถูกสังเวยในการสังหารด้วยการฝังทั้งเป็นนั้นคือกลุ่มผู้อพยพที่หลบหนีไปยังเขาซีเจียง ถูกจับได้ราว 2,000 คน มีทั้งคนแก่ เด็ก ผู้หญิง และคนพิการด้วย ล้วนถูกผลัก และถีบกระเด็นบางรายก็ถูกดาบปลายปืนกระทุ้งให้ตกลงไปในหลุมใหญ่ จากนั้นทหารญี่ปุ่นก็ใช้รถเครนจัดการเกรดหินและดินทับหลุมทันทีอย่างโหดเหี้ยม โดยไม่สนเสียงร้อง เสียงตะโกนด่า สาบแช่งที่ดังระงมออกมาจากหลุมขณะทำการฝังกลบอย่างใดทั้งสิ้น

เกมจับปลาในทุ่งน้ำแข็ง
ในช่วงเวลาที่นานกิงโดนยึดโดยกองทัพญี่ปุ่นน่ะเป็นฤดูหนาวของจีน ทำให้หลายพื้นที่มีแต่ความหนาวเหน็บและมีเกล็ดน้ำแข็งจับตัวกันโดยทั่ว

กองทัพญี่ปุ่นจึงคิดเกมอย่างหนึ่งคือ “จับปลาที่ทุ่งน้ำแข็ง” โดยให้ผู้อพยพถอดเสื้อผ้าออกให้หมดเหลือแต่เรือนร่างที่เปลือยเปล่า แล้วให้กระโจมลงสู่บ่อน้ำที่มีแต่น้ำแข็งจับตามคำสั่ง
ใครที่ปฏิเสธและต่อต้านคำสั่งนี้ จะถูกสาดกระสุนใส่อย่างไม่ยั้ง ทำให้เหยื่อจำนวนมากตายก่อนที่จะเล่นเกมนี้ แต่กระนั้น คนที่กระโดดลงสระหรือบ่อน้ำเย็นจัดนั้น ทุกคนล้วนไม่รอด

เผาครึ่งตัว
ญี่ปุ่นจะเลือกเหยื่อเป็นชาวนานกิงหนุ่ม ที่ท่าทางกระด้างกระเดื่อง หรือมีลักษณะเงียบเฉย จากนั้นชายหนุ่มเคราะห์ร้ายก็ถูกจับมัดสายไฟขึ้นสูง และทหารญี่ปุ่นก็นำฟืนมาสุมไว้ข้างล่างและก่อไฟย่างหนุ่มคนนั้นราวกับเสียบปลาปิ้ง ความร้อนทวีมากขึ้นและทำให้ร่างกายท่อนล่างของเหยื่อดิ้นทุรนทุรายอย่างน่าเวทนาจนท่อนล่างไหม้เกรียม หลังจากนั้นพวกทหารญี่ปุ่นก็ออกไปจุดนั้น โดยทำอะไรเลย ปล่อยให้เหยื่อตายไปเองอย่างช้าๆ

ปาระเบิดใส่เหยื่อในน้ำ
เริ่มจากทหารญี่ปุ่นจะจับผู้อพยพมัดมือมัดเท้าอย่างหนาแน่นจำนวนหนึ่ง จากนั้นก็ช่วยกันจับผู้เคราะห์ร้ายเหล่านี้โยนในบ่อน้ำที่มีความลึกไม่มากนัก เนื่องจากทำให้มองเห็นเหยื่อได้ง่ายและระดับน้ำตื้นๆ นี้ทำให้อาวุธที่ทหารญี่ปุ่นทิ้งไปจะได้ออกฤทธิ์ได้เต็มเม็ดเต็มหน่วย และจากนั้นสิ่งที่ญี่ปุ่นโยนลงบ่อน้ำหรือสระน้ำตื้นๆ คือระเบิดมือครั้งละหลายๆ ลูก

ยิ่งน้ำตื้นเท่าไหร่ แรงระเบิดและสเก็ตระเบิดก็จะพุงเข้าสู่เป้าหมายซึ่งก็คือเหยื่อก็ดิ้นกระแด่วๆ อยู่ใต้น้ำได้มากมาย รุนแรงและหวังผลได้แน่นอนเท่านั้น ดังนั้นทุกครั้งที่ระเบิดถูกขว้างลงไปพร้อมๆกันหลายๆจุดนั้นมีส่วนให้เหยื่อทั้งหลายในบ่อถูกแรงระเบิดอัดจนร่างแหลกเหลวชนิดที่เลือด เนื้อ และอวัยวะภายในถูกบีบอัดจนฉีดกระจายลอยขึ้นไปในอากาศสูงนับสิบๆ เมตร อย่างน่าสยดสยอง เป็นเกมอีกเกมหนึ่งของกองทัพที่มักเรียกร้องกันทำบ่อยที่สุด

เผาป่าฆ่าคนทั้งเป็น 30,000 คน
ทางตอนเหนือของเขตเซนเจียง ญี่ปุ่นจับทหารจีนและผู้อพยพกว่า 30,000 คนได้ จากนั้นก็มัดคนเหล่านี้และผลักดันให้เข้าไปในเขตป่าสงวน ตอนแรกก็ปล่อยให้คนเหล่านี้อดข้าวอดน้ำและผจญกับความหนาวเย็นในเดือนธ.ค อย่างหฤโหดระยะหนึ่ง เมื่อทรมานได้ตามที่ต้องการแล้ว ก็จุดไฟเผาจากทุกทิศทุกทางจนให้คนที่อยู่ในป่านั้นตายทั้งหมด

ราดน้ำกรดใส่เหยื่อ
เหยื่อคนหนึ่งถูกกลุ่มทหารญี่ปุ่นที่บุกเข้าไปในร้านค้าแห่งหนึ่ง และจับชายคนนี้ได้ พวกกองทัพหัวเราะชอบใจเมื่อคิดค้นวิธีการที่จะทรมานเหยื่อคนนี้ได้ นั่นคือการเอาน้ำกรดไนตริก ราดร่างเหยื่อ เริ่มจากการจับหนุ่มรายนั้นแก้ผ้าเปลือยล่อนจ้อน จากนั้นก็เอากรดไนตริกเข้มข้นราดรดไปที่ร่างหนุ่มรายนั้นโดยราดจากส่วนหัวมาสู่เบื้องล่าง น้ำกรดรุนแรงกัดทั่วใบหน้าและเนื้อตัวของเหยื่อชาวจีนมีกลิ่นเหม็นคลุ้งไปทั่วบริเวณ จากนั้นทหารญี่ปุ่นก็ปล่อยให้ชายหนุ่มนี้เดินสะเปะสะปะไปตามทาง เมื่อชายหนุ่มนี้แช่งด่า ก็หัวเราะชอบใจ โดยไม่ทำอะไรกับชายคนนี้ทั้งสิ้น แต่ต่างเดินตบมือ เป่าปาก ส่งเสียงเชียร์หนู่มเปลือยที่ร่างถูกน้ำกรดกัดไปสักพักจนกระทั้งหนุ่มนานกิงรายนี้ล้มลงและขาดใจตายไปด้วยความเจ็บปวดอย่างแสนสาหัสในที่สุด

ตัด ควัก อวัยวะ ก่อนนำไปเผา
นั้นคือการจับเหยื่อนับหลายร้อยรายมารวมกัน จากนั้นก็ควักตาออกมา พร้อมทั้งตัดหู ตัดจมูกเหยื่อให้ร้องร่ำคร่ำครวญดิ้นทุรนทุราย เมื่อสะใจมากพอแล้วก็เผาให้ตายทั้งเป็นจนกลิ่นเนื้อไหม้เหม็นไปทั่วบริเวณ

เกมหนีจากหลังคาตึกที่ไฟไหม้
ผู้อพยพนับร้อยๆ รายถูกบังคับให้เดินขึ้นบนหลังคาของอาคาร พวกเขาต่างคร่ำครวญ ร้องไห้ ร้องขอชีวิต แต่มีหรือว่าญี่ปุ่นจะเมตตา เมื่อเหยื่อทุกคนถูกต้อนขึ้นไปบนหลังคาครบถ้วนแล้ว ทหารญี่ปุ่นก็ยืนจังก้าอยู่เบื้องล่างต่างพากันจุดไฟเผาอาคารแห่งนั้นจนลุกโพลง คราวนี้เหยื่อจำนวนไม่น้อยต่างรู้ว่าพวกเขาคงต้องถูกย่างสดอยู่บนหลังคาตึกเป็นแน่ ต่างพากันกระโดดตึกฆ่าตัวตายกันหลายราย เสียงคนโดดลงมาคอหัก หลังหัก นั้นก่อให้เกิดความกดดันต่อพวกที่อยู่บนหลังคาอย่างมหาศาล ประกอบด้วยเสียงปืนของทหารญี่ปุ่นยิงขู่ และระดมยิงใส่ร่างเหยื่อเคราะห์ร้ายที่โดมาจากหลังคาตึกแล้วยังไม่ตายทันทีนั้นเสียดแทงบาดลึกจนถึงหัวใจ แต่ท้ายสุด พวกที่รอความตายที่อยู่บนหลังคาที่โดนไฟเผานั้นคือพวกที่ส่งเสียงร้องด้วยความทุกข์ทรมานมากที่สุดและใช้เวลานานพอสมควรที่จะตายด้วยการถูกย่างทั้งเป็น

ภาพคนที่วิ่งพล่าน ดิ้นทุรนทุรายไฟลุกท่วมจนตกหลังคาลงมาตายในที่สุดนั้นเป็นภาพชวนสลดหดหู่อย่างยิ่ง

เกมขมขื่นโหดหญิงท้องแก่
ผู้หญิงนานกิงที่กำลังตั้งครรภ์นั้นแทนที่จะได้รับการยกเว้นกลับเป็นเหยื่อที่ทหารญี่ปุ่นชอบทารุณกรรมมากที่สุด เริ่มต้นด้วยการถูกทหารญี่ปุ่นทั้งกลุ่มมาลงแขกก่อนเมื่อสำเร็จความใคร่แล้ว จากนั้นก็สังหารให้ตายคามือ และเมื่อเหยื่อตายแล้วก็ผ่าท้องเธอออกแล้วควักเอาทารกอ่อนที่อยู่ในครรภ์นั้นออกมา แล้วทารกนั้นก็กลายเป็นของเล่นที่ทหารญี่ปุ่นเอามาเล่นเป็นฟุตบอลกันในท้องถนนอย่างเพลิดเพลิน หากมีเจ้านายคนไหนผ่านมา พวกทหารเหล่านั้นก็หยอกล้อโดยใช้ดาบปลายปืนที่เสียบทารกนั้นทำการโบกปลายมาคล้ายกับเป็นการทำความเคารพแบบล้อเลียน

สิ่งที่ได้รับตอบกลับมาจากเจ้านายก็คือรอยยิ้ม

การข่มขืนครั้งใหญ่ที่นานกิง
การข่มขืนคือผลงานเลวร้ายของทหารญี่ปุ่นในนานกิงที่นานาชาติมักโจมตีญี่ปุ่นมากที่สุด
สตรีชาวนานกิงนั้นได้ชื่อว่าเป็นผู้รับเคราะห์มากกว่าใครๆ

รายที่ขอความเมตตาอาจได้รับการไว้ชีวิต แต่สิ่งที่ที่ตามมาของผู้รอดชีวิตคือประสบการณ์วิปลาสที่ยังหลอกหลอนจนถึงปัจจุบัน ส่วนใหญ่นั้น สตรีนานกิงทุกเพศทุกวัยจะถูกขมขื่นราวกับสัตว์ป่า จากนั้นส่วนใหญ่จะถูกสังหารหรือไม่ก็ถูกทรมานโดยใช้ดาบปลายปืนตัดเฉือนเต้านมทั้งสองข้างทิ้งไปพร้อมๆ กัน บาดแผลนั้นเห็นซี่โครงอย่างน่าสยดสยอง บ่อยครั้งที่ทหารญี่ปุ่นจะทิ่มแทงหรือเสียบดาบปลายปืนพรวดเข้าไปหว่างขา(อวัยวะเพศ) หรือถูกคว้านอวัยวะขณะที่มีชีวิตอยู่ก็มี บางรายเมื่อตายแล้ว ทหารญี่ปุ่นก็ย่ำยีศพอีกด้วยการทิ้ง แท่งไม้ ท่อนเหล็ก กระทั้งหัวแครอท คาไว้อวัยวะเหยื่ออย่างนั้น

ระหว่างที่เสร็จสิ้นการสังหารแล้ว กองทหารก็พากันหัวเราะชอบใจ ปรบมืออย่างสนุกสนานกับสิ่งที่เขามีส่วนร่วมราวกับสัตว์นรก

ชาวนานกิงผู้หนึ่งได้พูดถึงเหตุการณ์ที่ประสบพบเจอว่า
“วันที่ 16 ธันวาคมนั้น ผมถูกกองทหารญี่ปุ่นคุมตัวไป มันไม่ได้สังหารผม แต่บังคับให้ผมทำหน้าที่เป็นพ่อครัวให้พวกมัน ขณะที่ผมเดินตามพวกมันไปตามถนนนั้น ผมเห็นชาวนานกิงที่เป็นชายเช่นเดียวกับผมนอนตายอย่างน่าเวทนานับเป็นร้อยๆศพ”

“แต่สิ่งที่น่าหดหู่ยิ่งกว่านั้นก็คือ บรรดาศพสตรีทั้งหลายที่พอประเมินได้ จากจำนวน 8 ใน 10 คนนั้นล้วนแต่ถูกของมีคมตัดขาดกระจุย เห็นไส้และอวัยวะภายในพุ่งทะลึกออกมาแทบทั้งสิ้น พวกเธอเหล่านั้นล้วนแต่เป็นหญิงท้องแก่ที่ถูกผ่าเอาทารกอ่อนภายในออกไปแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น ทั้งหย่อมเลือด และเต้านมของพวกเธอเหล่านั้นถูกตัดหายเหี้ยนไปหมด”
นี้ก็อีกตัวอย่างหนึ่ง

ชายจีนอีกคนหนึ่งที่ทำหน้าที่ฝังศพชาวเมืองนานกิงให้สัมภาษณ์ว่า
“ผมเห็นศพมากมายในหมู่บ้านแห่งหนึ่ง ศพนั้นมีมหาศาลนับหมื่นศพ กระจัดกระจายไปตามบึงน้ำ หรือบ่อน้อยบ่อใหญ่ แม้แต่บนกองฟางก็มีมากมาย ภาพที่อยู่เบื้องหน้าทำให้ผมตะลึงจนเกือบช็อก มันเป็นเรื่องยากที่จะบรรยายออกเป็นคำพูดได้ แต่ภาพผู้หญิงที่เห็นแต่ละคนนั้นทำให้ผมเห็นความโหดร้ายของกองทัพญี่ปุ่นก่อนที่จะสังหารเธอ ใบหน้าของพวกเธอหมองหม่น ฟันร่วงหลุดจากปาก ช่วงแก้มก็บ่งบอกถึงรอยซ้ำจากการถูกของแข็งกระแทกจนกะโหลกแก้มหักร้าว เลือดที่แห้งคาปากชวนให้คิดว่าพวกเธอคงสำลักเลือดหรือไม่ก็ความเจ็บปวดสุดทรมาน”

“ผมเห็นทรวงอกเธอมีร่องรอยบาดแผลถูกของมีคมบาดจนเต้านมขาดกระจุย และมีแผลตัดลึกถึงซี่โครง ต่ำลงไปที่ช่องท้องของพวกเธอนั้นแทบทุกคนต่างก็ถูกของมีคมแทงทะลุแล้วคว้านไปมาทำให้ ตับ ไส้ พุง และพวงไส้ของพวกเธอหลุดจากร่างอย่างน่าสยดสยอง ส่วนที่ท้องน้อยนั้นมีรอยแผลจากดาบปลายปืนกระหน่ำแทงไปทั่ว”

นี้ก็อีกรายโหดไม่แพ้กัน
“ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ค.ศ.1938 นั้น ครอบครัวใหญ่ที่มีสมาชิกจำนวน 14 คนถูกสังหารโหดโดยน้ำมือทหารญี่ปุ่น โดยเฉพาะบุตรสาวคนเล็กวัย 14 นี้ถูกลบหลู่และสังหารได้อย่างทารุณมากที่สุด”

“เด็กคนนั้นถูกทิ้งบนโต๊ะสี่เหลี่ยมจัตุรัสที่นำมาต่อกัน สภาพร่างกายท่อนนั้นมีเสื้อสวมติดอยู่ แต่ท่อนร่างนั้นเปลือยเปล่า โดยที่เลือดเธอยังไหลนองท่วมโต๊ะนั้น และปริมาณเลือดมากมายนั้นหลั่งไหลออกมาจากช่องท้องและอวัยวะเพศที่ถูกดาบปลายปืนแทงเป็นสองครั้งด้วยกัน”

“ส่วนพี่สาวของเธอถูกสังหารตายคาเตียงโดยไม่มีสภาพแตกต่างกับน้องสาวเท่าใดนักส่วนมารดาเธอหรือ? เธอถูกสังหารตายคาโต๊ะขนาดใหญ่ตัวหนึ่งโดยกอดทารกวัยขวบในอ้อมอกของเธอ ทารกน้อยนั้นถูกฟันคอขาดกระจุยด้วยใบมีดคมกริบ และช่องท้องของเด็กน้อยนั้นมีบรรดาพวกไส้และอวัยวะภายในทั้งจุกทะลักออกมานอกช่องท้องอย่างน่าเวทนา”

หนึ่งผู้เห็นเหตุการณ์เหล่านั้น เขาได้บันทึกเหตุการณ์โหดเป็นฉากๆ เอาไว้เลยว่า
“14 ธันวาคม 1937 ตอนเที่ยง ทหารญี่ปุ่นจำนวนหนึ่งเข้าไปในบ้านหลังหนึ่งที่ถนนเจียนยิน พวกนั้นลักพาตัวสาวๆ ในบ้านออกมา 4 คน จากนั้นมันก็ลงมือข่มขืนมาราธอน 2 ชั่วโมงเต็มๆ ”

“15 ธันวาคม 1937 ตอนกลางคืน ทหารญี่ปุ่นกลุ่มใหญ่พากันกรูไปในหอพักหญิงของมหาวิทยาลัย จากนั้นก็ข่มขืนสาวๆ ราว 30 คนด้วยกัน โดยเด็กสาวที่หน้าตาดีบางคนถูกรุมข่มขืนโดยทหารญี่ปุ่น 6 คนรวด”

“16 ธันวาคม 1937 กลุ่มทหารญี่ปุ่นกลุ่มหนึ่งบุกฉุดสาวๆ อายุตั้งแต่ 16-21 ปีไปจากมหาวิทยาลัย และย่ำยีทางเพศ ภายหลังมีสาวๆ 5 คนในกลุ่มถูกปล่อยออกมา พวกเธอบอกว่าถูกพวกมันข่มขืนต่อเนื่องวันล่ะ 6 ครั้ง ส่วน 2 คนที่เหลือไม่รู้ซะตากรรม”

“ในบ้านหลังหนึ่งซึ่งติดกับกำแพงเมืองที่ ด่านซินหยางนั้น ปรากฏว่ามีหญิงชราในวัย 60 มีสภาพศพขึ้นอืด และมีร่องรอยการข่มขืนอย่างทารุณ”

“อีกจุดหนึ่งของถนนยางพี นั้นก็มีศพเด็กผู้หญิงอายุ 12 ขวบ นอนตาย กางเกงในของเธอถูกดึงฉีกขาด ลูกตาทั้งสองข้างเธอปิดสนิทในขณะที่ปากอ้ากว้างคล้ายกับร้องขอเมตตา”

“เหยื่อการข่มขืน ยังมีพวกแม่ชีหรือแม้แต่อาจารย์ระดับศาสตรจารย์ ครูสอนหนังสือล้วนตกเป็นเหยื่อของทหารญี่ปุ่นไม่มีข้อยกเว้น”
ฯลฯ อีกมากมาย

เหตุข่มขืนแล้วต้องฆ่า นั้นก็เพราะพวกเขาถือหลักว่า “สังหารหลังข่มขืนเพื่อปิดปากมัน”

นี้คือข้ออ้างของบรรดาทหารญี่ปุ่นที่ถือปฏิบัติกันถ้วนหน้า สตรีนานกิงจึงต้องรับเคราะห์ไปอย่างช่วยไม่ได้ และเป็นที่น่าสังเกตว่าเหตุการณ์การข่มขืนนี้ไม่มีการห้ามปรามจากผู้บังคัญบัญชาระดับสูงแต่อย่างใด เสมือนว่าพวกเขาสนับสนุนกับการทำกระทำแบบสัตว์นรกโดยซ้ำ นี้เป็นการสนับสนุนของผู้บัญชาการทหารญี่ปุ่นเองน่ะเนี้ย เป็นการสร้างขวัญกำลังใจให้บรรดาทหารญี่ปุ่นที่นานกิงโดยเฉพาะ นอกจากนี้ยังมีการจัดทำ เรียบเรียง จำนวนเหยื่อที่สังหาร และทำออกเป็นรายงานเพื่อประเมินว่าใครจะเป็นผู้ชนะในการสังหารเหยื่อชาวนานกิงด้วย การแข่งขันกันมีหลายจุด แต่จุดที่อัปยศที่สุดคือที่ ภูเขาซิจิน ถือว่าเป็นจุดที่ประณามจากทั่วโลกมากที่สุด

รายงานอัปยศระบุว่าทหารสองนายนาม ร้อยโทมูไกและร้อยโทโนเดะต่างทำสถิตสังหารชาวจีนในระดับ 105 และ 106 ศพตามลำดับ ทั้งสองสามารถทุบสถิติเก่าที่สนามแข่งขันอื่นที่ทำสถิต 89 และ 78 สำเร็จอย่างงดงาม และยังมีสถิติอัปยศอีกที่ถูกบันทึกไว้ว่า ร้อยโททานะกะ กูนิกิชิ เป็นผู้ทำลายสถิตสังหารเหยื่อโดยใช้ดาบปลายปืน ไม่ใช้กระสุนปืนเลย เป็นจำนวนถึง 300 ศพ ไม่มีใครโค่นลงได้ และรายงานทั้งหมดได้รับการแพร่กระจายกลับไปที่ญี่ปุ่นราวกับพวกเขาเป็นนักกีฬาดีเด่น

บทสรุปคดีที่นานกิง
เรื่องราวนี้เป็นเรื่องจริงในช่วงญี่ปุ่นบุกขยี้นานกิงในปี 1937 เป็นต้นมา ก่อนที่กองทัพญี่ปุ่นจะโดนขับไล่ออกจากนานกิง
แต่สิ่งหลงเหลือเอาไว้คือผลงานที่โหดร้ายที่ทหารญี่ปุ่นทำไว้กับชาวนานกิง โดยมีชาวนานกิงเสียชีวิตราว 40,000-300,000 คน

มันเป็นรอยด่างที่ทำให้โลกเห็นญี่ปุ่นเป็นชาติที่โหดร้ายของโลก

ญี่ปุ่นเองก็รับรู้ความเกลียดชังของชาวโลกนี้เป็นอย่างดี แต่ไม่เต็มใจนักที่จะรับผิดชอบหรือออกมายอมรับเต็มตัว

เหตุสังหารหมู่ชาวจีนในนานกิงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีน-ญี่ปุ่นตกต่ำอย่างถาวรที่ไม่อาจฟื้นฟูขึ้นมาได้เลย เพราะชาวจีนได้โกรธแค้นญี่ปุ่นเป็นอย่างมากจึงได้ทำการต่อต้านญี่ปุ่นตลอดมาจนถึงปัจจุบัน ถึงแม้ปัจจุบันญี่ปุ่นจะเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจและรักสันติสุขและแม้แต่นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่นหรือสมเด็จพระจักรพรรดิอากิฮิโต พระโอรสของสมเด็จพระจักรพรรดิฮิโรฮิโต ได้มากล่าวขอโทษด้วยตนเองก็ไม่อาจทำให้ชาวจีนยกโทษให้ ในเนื้อหาหลักสูตรวิชาประวัติศาสตร์ของญี่ปุ่นก็ยังทำการบิดเบือนด้วยการข้ามกระทำอันโหดร้ายในนานกิงและบอกว่า เพียงแค่ยึดนานกิงเท่านั้น ทำให้ชาวจีนไม่พอใจญี่ปุ่นมาก

และมีคำถามที่สำคัญคือ การสังหารโหดที่นานกิงนั้นจะใช้เวลานานเท่าใดที่จะลบเลือนจากใจมนุษย์ได้

ขอบคุณ : https://www.facebook.com/kiattiyod.buranawanich

ตำนานชาในตำราจีน

ดร. ถนอมวงศ์  ล้ำยอดมรรคผล

เมื่อมีภารกิจทางราชการต้องไปอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้  ประเทศจีน นานถึง ๕ เดือน  เพื่อสอนวิชาประวัติวรรณคดีไทย  วิชาการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม    การออกเสียงภาษาไทย ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๑     และดูแลการทำภาคนิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ อีก ๑๘ คน แถมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยกับส่งเสริมการอ่านหนังสือภาษาไทยตามโอกาสที่มี   การผ่อนคลายและได้ประโยชน์อีกหลายประการด้วยกันก็คือการอ่านหนังสือ … อย่างแน่นอน

ที่ภาควิชาภาษาไทย  สถาบันภาษาตะวันออก  มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งนครเซี่ยงไฮ้  (Shanghai International Studies University)  มีตู้หนังสือภาษาไทย  และที่ห้องสมุดของสถาบัน ฯ ก็มีชั้นหนังสือของภาควิชาภาษาต่าง ๆ ได้แก่ อาหรับ เปอร์เซีย อินโดนีเซีย เกาหลี และไทย    เป็นขุมทรัพย์เล็ก ๆ ที่ฝุ่นได้มาอาศัยอยู่อย่างสงบสุข   ข้าพเจ้าได้ไปรบกวนให้ฝุ่นฟุ้งขึ้น  บางเล่มไม่เคยเห็น   บางเล่มไม่เคยรู้ว่ามีจึงดีใจที่ได้เห็น  และส่วนใหญ่ก็อ่านมาแล้วและคุ้นเคยกันดี

อยู่เมืองจีนควรจะรู้เรื่องจีน   เท่าที่เคยอ่านมาก่อนนี้ยังเป็นเพียงกรวดทรายบางเม็ดในทะเลทรายโกบี เท่านั้น  จึงต้องอ่านเติมเข้าไปอีกมาก   เรื่องแรกที่ต้องสนใจคือเรื่องกิน  หนังสือเล่มอื่น ๆ ว่าด้วยการกินของคนไทย   มีเล่มเดียวว่าด้วยการกินของคนจีน    นอกนั้นหากอยากทราบคงต้องเสาะหาในหนังสือพระราชนิพนธ์ว่าด้วยจีน ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๐ เล่ม  ได้เพิ่มมาอีก ๗ เล่ม

เรื่องที่ว่านั้นก็มิใช่เรื่องอาหารอื่นใด แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชา ชื่อว่า  “ตำนานชาในตำราจีน” เหตุที่ข้าพเจ้าถือว่าเรื่องชาสำคัญ และสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดที่คนจีนกินหรือดื่มนั้นมีประจักษ์พยาน    อันได้แก่ภาพชีวิตจริง ๆ  คือคนจีนที่เดิน ๆ  นั่ง ๆ    หรือขึ้นรถก็ตาม ๖ ใน ๑๐ คน จะถือขวดน้ำชา หรือเสียบขวดไว้ที่เป้หรือใส่กระเป๋า  แบบพร้อมที่จะดื่มไม่ว่าจะเดินทางไปไกลหรือใกล้  ขณะเรียนหรือทำงานก็มีขวดน้ำชาวางอยู่ด้วย     ขวดนี้มีประโยชน์นอกเหนือจากการดื่ม คือเอามือกอดไว้หรือเอาไปแนบอกเพื่อให้อบอุ่นในฤดูหนาว ดังที่ข้าพเจ้าก็ต้องทำ เพราะห้องเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ติดเครื่องทำความอบอุ่น     ข้าพเจ้าหาที่พึ่งเป็นบุคคลยังไม่ได้  จึงพึ่งขวดน้ำชาบ้าง   กระเป๋าน้ำร้อนแบบประคบผู้ป่วยบ้าง   และถุงเจลที่ทำให้ร้อนได้ด้วยวิธีแปลกบ้าง

ถ้าไม่ถือขวดน้ำชา   ในยามไม่หนาว วัยรุ่นบางคนถือขวดน้ำชาประดิษฐ์หรือน้ำอัดลมเหมือนวัยรุ่นไทย   ร้านบริการน้ำชาก็ช่างมีได้ทุกแห่ง ยกเว้นในมหาวิทยาลัย  ต้องเข้าภัตตาคารใหญ่จึงจะได้ดื่มชารสเลิศและราคาสูง   เพราะมิใช่แต่ว่าราคาใบชาจะสูงเท่านั้น    น้ำที่ชงชาได้ก็แพง   การบริการยิ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งนัก   เพราะพอท่านดื่มพร่องไปหน่อย บริกรก็จะรีบเติม  แต่ไม่ได้คิดเงินเพิ่มเหมือนกินน้ำมียี่ห้อตามร้านอาหารที่เมืองไทย

“ตำนานชาในตำราจีน”  แปลโดยผู้รู้เรื่องจีนอย่างดี และมีพันธมิตรช่วยตรวจสอบการออกเสียงภาษาจีนให้ด้วย   ท่านได้เล่าเรื่องย้อนไปถึงที่กล่าวไว้ในตำราเล่มแรกเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีก่อน   ซึ่งกล่าวถึงชาวนาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งค้นพบสมุนไพรวิเศษชนิดนี้   จักรพรรดิแต่ละองค์ในราชวงศ์ต่าง ๆ ทรงโปรดชาแบบใด    อุปกรณ์  วิธีชง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับชา  รวมทั้งบุคคลที่นำชามาถวาย   จะได้ดีได้ร้ายก็เพราะชา     ดูเอาเถิดว่าชาเป็นเรื่องของการเมืองไปด้วยเช่นกัน

บุคคลที่เขียนตำราชาคนแรกคือหลู่ ยู่  ผู้ได้สมญาว่านักบุญแห่งชา   ตำรานั้นได้เป็นต้นแบบแห่งตำราในยุคหลัง ๆ ทุกเล่ม  โดยเล่มนี้หวาง หลิงได้อ้างไว้หลายตอนด้วย   หวาง หลิงเสนอภาพและเรื่องเกี่ยวกับชาหลายแง่มุม   ทั้งศิลปะในพิธีการต่าง  ๆ วัฒนธรรมโรงน้ำชา  ชากับวรรณคดีและศิลปะ   ศิลปะชาของชาวบ้านจีนในมณฑลต่าง ๆ  ไปจนถึงอิทธิพลของชาทั่วโลก การเรียบเรียงของหวาง หลิง  และการแปลของเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์   นำเรื่องราวเหล่านั้นมาเสนออย่างมีชีวิตชีวา ข้อความหลายตอนทำให้ผู้อ่านต้องคิดหาความหมายที่ลึกซึ้งต่อไปอีก เช่น  เรื่องน้ำที่ชงชา  อาจมาจากน้ำตก  แม่น้ำ และจากฝนซึ่งรองไว้อย่างที่คนไทยเรียกว่า “ฝนกลางหาว”  จีนเรียก “น้ำที่ไม่มีราก”  เพราะน้ำยังตกไม่ถึงพื้น   ถือเป็นน้ำที่ธรรมชาติกลั่นกรองมาแล้วเป็นอย่างดี

แต่ว่า … ยุค พ.ศ.๒๕๔๘  จะไปหาฝนกลางหาวที่ไหนเลิศล้ำพอจะใช้ชงชาดื่มแล้วจะรู้สึกประหนึ่งขึ้นสวรรค์ได้เล่า….ในประเทศไทย

ตอนกลาง ๆ เล่ม มีเรื่องแหล่งชาที่ดีที่สุดในจีนและในโลก แห่งหนึ่งคือเมืองหางจู  ซึ่งคนไทยเรียกหางโจว   ที่ซึ่งมีทะเลสาบซีหู ต้นตำนานนางพญางูขาว    ข้าพเจ้าไปเดินกรำฝนอยู่ ๓ วันในเมืองนั้นในช่วงวันหยุดวันชาติจีน ๑ – ๗ ตุลาคม ๒๕๔๘  ได้ดูสารพัดดู รวมทั้งดูคนประมาณ “ล้านเจ็ด” ไปเที่ยวพร้อมกัน (เข็ดแล้วค่ะ  พอ ๆ กับไปเชียงใหม่ หรือขอนแก่น หรือ ถนนข้าวสาร ในช่วงสงกรานต์นั่นเทียว) ทว่าข้าพเจ้าหาได้ไปถึงสวรรค์แห่งชาที่หางโจวไม่ ไม่ได้ไปทั้งโรงน้ำชา พิพิธภัณฑ์ชา   หรือซื้อชาสักหยิบมือเดียว  ก็ในเมื่อเลือกได้หนึ่งรายการในบ่ายวันหนึ่งที่ฝนตก ข้าพเจ้าเลือกไปพิพิธภัณฑ์ผ้าไหม  และไม่ได้ซื้ออะไรเกี่ยวกับไหมเช่นกัน เพราะว่าแพงและไม่ตรงความจำเป็น     พอมาอ่านเล่มนี้จึงยิ่งรู้ว่าน่าจะกลับไปหางโจวอีกสักที (๓ ชม.) จากเซี่ยงไฮ้   เดี๋ยวจะไม่เหมือนคนไทยนับแสนที่พากัน (แห่) ไปซื้อชานานาชนิดกระป๋องละพันบาทมาราวกับของถูก   ภายหลังเห็นเที่ยวแจกกันเป็นสามารถ  เพราะอะไร  จะเพราะด้วยหาน้ำบริสุทธิ์อย่างน้ำพุเสือเต้นไม่ได้ด้วยหรือเปล่า

ในหนังสือกล่าวถึงบ้านคหบดีโบราณ   ชื่อ ยู่ หยวน  หรือที่จีนออกเสียง อี้ หยวน ในเมืองเซี่ยงไฮ้นั้น ข้าพเจ้าไปมาแล้วสองรอบ   ในใจกลางเป็นบ้านและสวนงามเลิศ มีห้องหับซับซ้อนหลายชั้น  เครื่องเรือนโบราณ เครื่องตกแต่งบ้านน่าชม     รอบนอกซึ่งดูได้โดยไม่ต้องตีตั๋วสี่สิบหยวนเข้าไปดูเหมือนข้างในนั้น เขาทำเป็นชุมชนท่องเที่ยว มีร้านรวงขายของสารพัด  ร้านน้ำชาใหญ่ร้านหนึ่งมีกาน้ำชาใหญ่เท่าโอ่งมังกรกำลังเทน้ำชาลงสู่ถ้วย   ใช้ไฟฟ้าทำให้ดูประหนึ่งสายน้ำจากพวยการินลงถ้วยตลอดเวลา   ก็ได้ไปถ่ายภาพไว้  ช่วงเทศกาลปูขน ก็มีปูขนโฟมตัวใหญ่สีแดงเชิญชวนอยู่หน้าร้านด้วย  ข้าพเจ้าไม่ได้กินปูและไม่ได้ดื่มชาที่ร้านนั้น   ได้แต่มองเข้าไปเห็นคนจีนนั่งดื่มกินกันอย่างเท่   ในร้านนี้และร้านอื่น ๆ มีขนมประกอบการดื่มให้อร่อยและอิ่มอีกหลายขนาน  ทำให้หวนคำนึงถึงเครื่องจันอับที่ผู้ใหญ่ที่ดื่มชาส่งให้เด็ก ๆ กิน และบอกว่าอย่าเพิ่งดื่มชาเลย  เจ้ายังเล็กอยู่ หารู้รสของดีไม่    พอเด็กน้อยนั้นเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่ได้เรียนรู้เรื่องชาสักเท่าใด   นอกจากอ่านหนังสือบางเล่ม รวมทั้งเล่มนี้ซึ่งเมื่อได้ไปอ่านในดงร้านน้ำชาจริง ๆ ผสมกับจินตนาการแล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้แน่ขึ้นไปอีกว่าการอ่านเป็นกำไรชีวิตโดยการลงทุนและลงเวลา น้อยที่สุด    ความคิดของคนที่ดื่มน้ำตะไคร้นี้คงต่างจากคอชาจีนตัวจริงหลายหมื่นลี้  แต่สำหรับหนังสือนั้น ข้าพเจ้าได้ดื่มไปเรียบร้อยแล้วจึงเขียนแนะนำท่านได้

กลิ่นหอมของชากรุ่นกำจายลอดออกมาจากหนังสือ  ผู้อ่านจินตนาการไปว่าเธอสวมชุดไหมสีชมพูอ่อนขลิบม่วง  มีลายดอกเหมยแลก้อนเมฆปักประดับ  งามราวเจ้าหญิงในเทพนิยาย (หรือเรื่องผีก็ไม่แน่  ผีจีนสวย ๆ มีหลายตน)  สวยมาก  นั่งอ่านบทกวีอยู่ในเก๋งประดับไม้ฉลุลายมังกร  ริมทะเลสาบที่มีระลอกคลื่นไหวน้อย ๆ ตามละอองลมต้นฤดูใบไม้ร่วง   เธอดื่มชาและกินขนมจันอับชิ้นเล็ก ๆ ไปพลาง  สมองรื่นรมย์  อารมณ์แจ่มใส (เพราะชาทำให้เกิดสมาธิและอารมณ์ดีได้ – หนังสือบอก)   เมื่ออ่านอยู่นั้นมีนกและผีเสื้อหลากสีบินมาฟัง   เสียงเธอไพเราะปานเม็ดหยกร่วงลงกระทบแก้วเจียระไน (เพราะน้ำชาล้างลำคอให้โล่ง) ยามเธอลุกขึ้นย่างเท้าให้เข้ากับจังหวะของบทกวีนั้นร่างน้อยก็อ่อนโอนราว กิ่งหลิวต้องลม  (เพราะชาไปล้างไขมันส่วนเกินให้)    เธอเผลอเพลินอยู่กับบทกวีจนพระจันทร์ทอแสงสีเงินยวงและสะท้อนในน้ำดูแวบวับ (ชาทำให้สมองตื่น กระฉับกระเฉง ไม่ง่วงเหงาหาวนอน)  โอ้ กระนี้ จะมิให้สรรเสริญยกย่องชาได้อย่างไร    ถ้าดึกอีกหน่อยคงจะมีบัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งสอบจอหงวนได้เข้ามาในฉากด้วย   ครบสูตรพอดี

ข้อความที่ท่านอ่านจบไปนั้น   หวาง หลิง มิได้เขียน และ เกียรติชัย   พงษ์พาณิชย์ ก็มิได้แปล   หากท่านจะเห็นก็เห็นในจดหมายข่าวฉบับนี้เอง

ขอขอบคุณท่านที่ปรึกษาสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ที่แปลหนังสือดี ๆ ของจีนออกมาให้ผู้อ่านซาบซึ้งและหลงเสน่ห์ชาผ่านตัวอักษร     นักแปลที่ติดกาแฟ  หากจะจิบชาแทน สุขภาพของท่านจะดี   สมองแจ่มใส   แปลได้ทนนาน หุ่นดี  และอายุยืน   มีผลวิจัยเป็นพยานมากมายสำหรับคนทั่วโลก   ส่วนเฉพาะนักแปลนักเขียนซึ่งเป็นลูกค้าของน้ำดื่มมีรสเหล่านี้ ยังไม่มีใครวิจัยไว้   คงจะต้องเชื่อภูมิปัญญาสามพันปีของจีน ในหนังสือ “ตำนานชาในตำราจีน”   นั่นแล

หวาง หลิง.   ตำนานชาในตำราจีน   แปลโดย เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์.  กรุงเทพฯ    มติชน, ๒๕๔๖.  ๒๑๖    หน้า.   ๑๕๐ บาท.   ภาพประกอบ.

โดย :Thaitiat โพสเมื่อ [ วันจันทร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๔๕ น.]

http://thaitiat.com/8translation/letter8_1.html

ตำนานชาในตำราจีน

ดร. ถนอมวงศ์  ล้ำยอดมรรคผล

เมื่อมีภารกิจทางราชการต้องไปอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้  ประเทศจีน นานถึง ๕ เดือน  เพื่อสอนวิชาประวัติวรรณคดีไทย  วิชาการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม    การออกเสียงภาษาไทย ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๑     และดูแลการทำภาคนิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ อีก ๑๘ คน แถมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยกับส่งเสริมการอ่านหนังสือภาษาไทยตามโอกาสที่มี   การผ่อนคลายและได้ประโยชน์อีกหลายประการด้วยกันก็คือการอ่านหนังสือ อย่างแน่นอน
ที่ภาควิชาภาษาไทย  สถาบันภาษาตะวันออก  มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งนครเซี่ยงไฮ้  (Shanghai International Studies University)  มีตู้หนังสือภาษาไทย  และที่ห้องสมุดของสถาบัน ฯ ก็มีชั้นหนังสือของภาควิชาภาษาต่าง ๆ ได้แก่ อาหรับ เปอร์เซีย อินโดนีเซีย เกาหลี และไทย    เป็นขุมทรัพย์เล็ก ๆ ที่ฝุ่นได้มาอาศัยอยู่อย่างสงบสุข   ข้าพเจ้าได้ไปรบกวนให้ฝุ่นฟุ้งขึ้น  บางเล่มไม่เคยเห็น   บางเล่มไม่เคยรู้ว่ามีจึงดีใจที่ได้เห็น  และส่วนใหญ่ก็อ่านมาแล้วและคุ้นเคยกันดี
อยู่เมืองจีนควรจะรู้เรื่องจีน   เท่าที่เคยอ่านมาก่อนนี้ยังเป็นเพียงกรวดทรายบางเม็ดในทะเลทรายโกบี เท่านั้น  จึงต้องอ่านเติมเข้าไปอีกมาก   เรื่องแรกที่ต้องสนใจคือเรื่องกิน  หนังสือเล่มอื่น ๆ ว่าด้วยการกินของคนไทย   มีเล่มเดียวว่าด้วยการกินของคนจีน    นอกนั้นหากอยากทราบคงต้องเสาะหาในหนังสือพระราชนิพนธ์ว่าด้วยจีน ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๐ เล่ม  ได้เพิ่มมาอีก ๗ เล่ม
เรื่องที่ว่านั้นก็มิใช่เรื่องอาหารอื่นใด แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชา ชื่อว่า  ตำนานชาในตำราจีน เหตุที่ข้าพเจ้าถือว่าเรื่องชาสำคัญ และสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดที่คนจีนกินหรือดื่มนั้นมีประจักษ์พยาน    อันได้แก่ภาพชีวิตจริง ๆ  คือคนจีนที่เดิน ๆ  นั่ง ๆ    หรือขึ้นรถก็ตาม ๖ ใน ๑๐ คน จะถือขวดน้ำชา หรือเสียบขวดไว้ที่เป้หรือใส่กระเป๋า  แบบพร้อมที่จะดื่มไม่ว่าจะเดินทางไปไกลหรือใกล้  ขณะเรียนหรือทำงานก็มีขวดน้ำชาวางอยู่ด้วย     ขวดนี้มีประโยชน์นอกเหนือจากการดื่ม คือเอามือกอดไว้หรือเอาไปแนบอกเพื่อให้อบอุ่นในฤดูหนาว ดังที่ข้าพเจ้าก็ต้องทำ เพราะห้องเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ติดเครื่องทำความอบอุ่น     ข้าพเจ้าหาที่พึ่งเป็นบุคคลยังไม่ได้  จึงพึ่งขวดน้ำชาบ้าง   กระเป๋าน้ำร้อนแบบประคบผู้ป่วยบ้าง   และถุงเจลที่ทำให้ร้อนได้ด้วยวิธีแปลกบ้าง
ถ้าไม่ถือขวดน้ำชา   ในยามไม่หนาว วัยรุ่นบางคนถือขวดน้ำชาประดิษฐ์หรือน้ำอัดลมเหมือนวัยรุ่นไทย   ร้านบริการน้ำชาก็ช่างมีได้ทุกแห่ง ยกเว้นในมหาวิทยาลัย  ต้องเข้าภัตตาคารใหญ่จึงจะได้ดื่มชารสเลิศและราคาสูง   เพราะมิใช่แต่ว่าราคาใบชาจะสูงเท่านั้น    น้ำที่ชงชาได้ก็แพง   การบริการยิ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งนัก   เพราะพอท่านดื่มพร่องไปหน่อย บริกรก็จะรีบเติม  แต่ไม่ได้คิดเงินเพิ่มเหมือนกินน้ำมียี่ห้อตามร้านอาหารที่เมืองไทย
“ตำนานชาในตำราจีน” แปลโดยผู้รู้เรื่องจีนอย่างดี และมีพันธมิตรช่วยตรวจสอบการออกเสียงภาษาจีนให้ด้วย   ท่านได้เล่าเรื่องย้อนไปถึงที่กล่าวไว้ในตำราเล่มแรกเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีก่อน   ซึ่งกล่าวถึงชาวนาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งค้นพบสมุนไพรวิเศษชนิดนี้   จักรพรรดิแต่ละองค์ในราชวงศ์ต่าง ๆ ทรงโปรดชาแบบใด    อุปกรณ์  วิธีชง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับชา  รวมทั้งบุคคลที่นำชามาถวาย   จะได้ดีได้ร้ายก็เพราะชา     ดูเอาเถิดว่าชาเป็นเรื่องของการเมืองไปด้วยเช่นกัน
บุคคลที่เขียนตำราชาคนแรกคือหลู่ ยู่ ผู้ได้สมญาว่านักบุญแห่งชา   ตำรานั้นได้เป็นต้นแบบแห่งตำราในยุคหลัง ๆ ทุกเล่ม  โดยเล่มนี้หวาง หลิงได้อ้างไว้หลายตอนด้วย   หวาง หลิงเสนอภาพและเรื่องเกี่ยวกับชาหลายแง่มุม   ทั้งศิลปะในพิธีการต่าง  ๆ วัฒนธรรมโรงน้ำชา  ชากับวรรณคดีและศิลปะ   ศิลปะชาของชาวบ้านจีนในมณฑลต่าง ๆ  ไปจนถึงอิทธิพลของชาทั่วโลก     การเรียบเรียงของหวาง หลิง และการแปลของเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ นำเรื่องราวเหล่านั้นมาเสนออย่างมีชีวิตชีวา ข้อความหลายตอนทำให้ผู้อ่านต้องคิดหาความหมายที่ลึกซึ้งต่อไปอีก เช่น  เรื่องน้ำที่ชงชา  อาจมาจากน้ำตก  แม่น้ำ และจากฝนซึ่งรองไว้อย่างที่คนไทยเรียกว่า “ฝนกลางหาว”  จีนเรียก “น้ำที่ไม่มีราก”  เพราะน้ำยังตกไม่ถึงพื้น   ถือเป็นน้ำที่ธรรมชาติกลั่นกรองมาแล้วเป็นอย่างดี
แต่ว่า ยุค พ.ศ.๒๕๔๘  จะไปหาฝนกลางหาวที่ไหนเลิศล้ำพอจะใช้ชงชาดื่มแล้วจะรู้สึกประหนึ่งขึ้นสวรรค์ได้เล่า….ในประเทศไทย
ตอนกลาง ๆ เล่ม มีเรื่องแหล่งชาที่ดีที่สุดในจีนและในโลก แห่งหนึ่งคือเมืองหางจู  ซึ่งคนไทยเรียกหางโจว   ที่ซึ่งมีทะเลสาบซีหู ต้นตำนานนางพญางูขาว    ข้าพเจ้าไปเดินกรำฝนอยู่ ๓ วันในเมืองนั้นในช่วงวันหยุดวันชาติจีน ๑ – ๗ ตุลาคม ๒๕๔๘  ได้ดูสารพัดดู รวมทั้งดูคนประมาณ “ล้านเจ็ด” ไปเที่ยวพร้อมกัน (เข็ดแล้วค่ะ  พอ ๆ กับไปเชียงใหม่ หรือขอนแก่น หรือ ถนนข้าวสาร ในช่วงสงกรานต์นั่นเทียว) ทว่าข้าพเจ้าหาได้ไปถึงสวรรค์แห่งชาที่หางโจวไม่ ไม่ได้ไปทั้งโรงน้ำชา พิพิธภัณฑ์ชา   หรือซื้อชาสักหยิบมือเดียว  ก็ในเมื่อเลือกได้หนึ่งรายการในบ่ายวันหนึ่งที่ฝนตก ข้าพเจ้าเลือกไปพิพิธภัณฑ์ผ้าไหม  และไม่ได้ซื้ออะไรเกี่ยวกับไหมเช่นกัน เพราะว่าแพงและไม่ตรงความจำเป็น     พอมาอ่านเล่มนี้จึงยิ่งรู้ว่าน่าจะกลับไปหางโจวอีกสักที (๓ ชม.) จากเซี่ยงไฮ้   เดี๋ยวจะไม่เหมือนคนไทยนับแสนที่พากัน (แห่) ไปซื้อชานานาชนิดกระป๋องละพันบาทมาราวกับของถูก   ภายหลังเห็นเที่ยวแจกกันเป็นสามารถ  เพราะอะไร  จะเพราะด้วยหาน้ำบริสุทธิ์อย่างน้ำพุเสือเต้นไม่ได้ด้วยหรือเปล่า
ในหนังสือกล่าวถึงบ้านคหบดีโบราณ   ชื่อ ยู่ หยวน  หรือที่จีนออกเสียง อี้ หยวน ในเมืองเซี่ยงไฮ้นั้น ข้าพเจ้าไปมาแล้วสองรอบ   ในใจกลางเป็นบ้านและสวนงามเลิศ มีห้องหับซับซ้อนหลายชั้น  เครื่องเรือนโบราณ เครื่องตกแต่งบ้านน่าชม     รอบนอกซึ่งดูได้โดยไม่ต้องตีตั๋วสี่สิบหยวนเข้าไปดูเหมือนข้างในนั้น เขาทำเป็นชุมชนท่องเที่ยว มีร้านรวงขายของสารพัด  ร้านน้ำชาใหญ่ร้านหนึ่งมีกาน้ำชาใหญ่เท่าโอ่งมังกรกำลังเทน้ำชาลงสู่ถ้วย   ใช้ไฟฟ้าทำให้ดูประหนึ่งสายน้ำจากพวยการินลงถ้วยตลอดเวลา   ก็ได้ไปถ่ายภาพไว้  ช่วงเทศกาลปูขน ก็มีปูขนโฟมตัวใหญ่สีแดงเชิญชวนอยู่หน้าร้านด้วย  ข้าพเจ้าไม่ได้กินปูและไม่ได้ดื่มชาที่ร้านนั้น   ได้แต่มองเข้าไปเห็นคนจีนนั่งดื่มกินกันอย่างเท่   ในร้านนี้และร้านอื่น ๆ มีขนมประกอบการดื่มให้อร่อยและอิ่มอีกหลายขนาน  ทำให้หวนคำนึงถึงเครื่องจันอับที่ผู้ใหญ่ที่ดื่มชาส่งให้เด็ก ๆ กิน และบอกว่าอย่าเพิ่งดื่มชาเลย  เจ้ายังเล็กอยู่ หารู้รสของดีไม่    พอเด็กน้อยนั้นเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่ได้เรียนรู้เรื่องชาสักเท่าใด   นอกจากอ่านหนังสือบางเล่ม รวมทั้งเล่มนี้ซึ่งเมื่อได้ไปอ่านในดงร้านน้ำชาจริง ๆ ผสมกับจินตนาการแล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้แน่ขึ้นไปอีกว่าการอ่านเป็นกำไรชีวิตโดยการลงทุนและลงเวลา น้อยที่สุด    ความคิดของคนที่ดื่มน้ำตะไคร้นี้คงต่างจากคอชาจีนตัวจริงหลายหมื่นลี้  แต่สำหรับหนังสือนั้น ข้าพเจ้าได้ดื่มไปเรียบร้อยแล้วจึงเขียนแนะนำท่านได้
กลิ่นหอมของชากรุ่นกำจายลอดออกมาจากหนังสือ  ผู้อ่านจินตนาการไปว่าเธอสวมชุดไหมสีชมพูอ่อนขลิบม่วง  มีลายดอกเหมยแลก้อนเมฆปักประดับ  งามราวเจ้าหญิงในเทพนิยาย (หรือเรื่องผีก็ไม่แน่  ผีจีนสวย ๆ มีหลายตน)  สวยมาก  นั่งอ่านบทกวีอยู่ในเก๋งประดับไม้ฉลุลายมังกร  ริมทะเลสาบที่มีระลอกคลื่นไหวน้อย ๆ ตามละอองลมต้นฤดูใบไม้ร่วง   เธอดื่มชาและกินขนมจันอับชิ้นเล็ก ๆ ไปพลาง  สมองรื่นรมย์  อารมณ์แจ่มใส (เพราะชาทำให้เกิดสมาธิและอารมณ์ดีได้ – หนังสือบอก)   เมื่ออ่านอยู่นั้นมีนกและผีเสื้อหลากสีบินมาฟัง   เสียงเธอไพเราะปานเม็ดหยกร่วงลงกระทบแก้วเจียระไน (เพราะน้ำชาล้างลำคอให้โล่ง) ยามเธอลุกขึ้นย่างเท้าให้เข้ากับจังหวะของบทกวีนั้นร่างน้อยก็อ่อนโอนราว กิ่งหลิวต้องลม  (เพราะชาไปล้างไขมันส่วนเกินให้)    เธอเผลอเพลินอยู่กับบทกวีจนพระจันทร์ทอแสงสีเงินยวงและสะท้อนในน้ำดูแวบวับ (ชาทำให้สมองตื่น กระฉับกระเฉง ไม่ง่วงเหงาหาวนอน)  โอ้ กระนี้ จะมิให้สรรเสริญยกย่องชาได้อย่างไร    ถ้าดึกอีกหน่อยคงจะมีบัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งสอบจอหงวนได้เข้ามาในฉากด้วย   ครบสูตรพอดี
ข้อความที่ท่านอ่านจบไปนั้น   หวาง หลิง มิได้เขียน และ เกียรติชัย   พงษ์พาณิชย์ ก็มิได้แปล   หากท่านจะเห็นก็เห็นในจดหมายข่าวฉบับนี้เอง
ขอขอบคุณท่านที่ปรึกษาสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ที่แปลหนังสือดี ๆ ของจีนออกมาให้ผู้อ่านซาบซึ้งและหลงเสน่ห์ชาผ่านตัวอักษร     นักแปลที่ติดกาแฟ  หากจะจิบชาแทน สุขภาพของท่านจะดี   สมองแจ่มใส   แปลได้ทนนาน หุ่นดี  และอายุยืน   มีผลวิจัยเป็นพยานมากมายสำหรับคนทั่วโลก   ส่วนเฉพาะนักแปลนักเขียนซึ่งเป็นลูกค้าของน้ำดื่มมีรสเหล่านี้ ยังไม่มีใครวิจัยไว้   คงจะต้องเชื่อภูมิปัญญาสามพันปีของจีน ในหนังสือ ตำนานชาในตำราจีน นั่นแลหวาง หลิง.   ตำนานชาในตำราจีน แปลโดย เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์.  กรุงเทพฯ    มติชน, ๒๕๔๖.  ๒๑๖    หน้า.   ๑๕๐ บาท.   ภาพประกอบ.

โดย :Thaitiat โพสเมื่อ [ วันจันทร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๔๕ น.]