Tag Archives: ธุรกิจ

เรื่องเล่าในเรือนจำจากอดีตนักโทษการเมือง : ธุรกิจในเรือนจำ (4)

ภาพ : สำนักข่าวเจ้าพระยา

ผู้ต้องขังทุกคนต้องสังกัดกองงาน ส่วนผู้ต้องขังพิการ, ผู้ต้องขังสูงอายุที่ทำงานไม่ไหว และผู้ต้องขังที่มีปัญหาสุขภาพจะสังกัด “กองกลาง” ซึ่งเป็นกองงานที่ไม่ต้องทำงาน ผู้ต้องขังทุกคนต้องทำงานตามกองงานที่เรือนจำกำหนด บางกองงานที่เป็นงานบริการ เช่น กองงานโรงเลี้ยง, กองงานเรือนนอน และกองงานโยธา กองงานเหล่านี้ไม่มีเกณฑ์กำหนดการทำงาน

ผู้ต้องขัง VIP-มีฐานะหลายคนสังกัดกองกลาง แม้พวกเขาจะไม่เข้าข่ายก็ตาม แต่ผู้ต้องขัง VIP-มีฐานะอีกหลายคนสังกัดกองงานที่ต้องทำงาน บางคนมีชื่ออยู่ในกองงาน แต่พวกเขาไม่ต้องทำงาน บางคนต้องทำงาน แต่งานของพวกเขาสามารถจ้างผู้ต้องขังรับจ้างทำงานแทนได้ Continue reading

เรื่องเล่าในเรือนจำจากอดีตนักโทษการเมือง : ธุรกิจในเรือนจำ (3)

ภาพ : สำนักข่าวเจ้าพระยา

การทำธุรกิจทุกอย่างย่อมมีความเสี่ยง การให้บริการเหล่านี้บ่อยครั้งที่ผู้ต้องขังที่ใช้บริการได้รับการประกันตัวภายใน 1-2 วัน ผู้ต้องขังเก่าจึงไม่สามารถเก็บเงินจากพวกเขาได้ เมื่อผู้ใช้บริการได้รับอิสระ บางคนเลือกที่จะมาที่เรือนจำเพื่อโอนเงินสด-ซื้อของฝากชดใช้ผู้ต้องขังเก่า บางคนหนีหาย โลกธุรกิจในเรือนจำแห่งนี้จึงไม่ต่างจากโลกภายนอก

นอกจากธุรกิจที่้เกี่ยวกับเสื้อผ้ายังมีธุรกิจที่คุณอาจไม่เคยเห็นมาก่อนในโลกภายนอก ผู้ต้องขังรับจ้างจึงเปรียบเสมือนแรงงานราคาถูกที่ผู้ต้องขัง VIP-มีฐานะใช้บริการเพื่อความสะดวก Continue reading

เรื่องเล่าในเรือนจำจากอดีตนักโทษการเมือง : ธุรกิจในเรือนจำ (2)

ภาพ : สำนักข่าวเจ้าพระยา

เนื่องจากผู้ต้องขังไม่สามารถใช้เงินสดจึงต้องใช้บัตรสมาร์ทการ์ดในการซื้อสินค้าจากร้านค้าของแดนเท่านั้น พวกเขาไม่สามารถใช้บัตรนี้โอนเงินสดจากบุ๊คหากันและกัน หรือซื้อสินค้าจากผู้ต้องขังด้วยกัน เงินสดที่ผู้ต้องขังใหม่นำมาจากโรงพัก-ศาลจะถูกฝากเข้าบุ๊คของแต่ละคน ผู้ต้องขังใหม่ต้องรอการทำบัตรสมาร์ทการ์ด 3-10 วัน บัตรสมาร์ทการ์ดของผมใช้เวลา 9 วัน

เงินสดที่ได้รับจากญาติ-เพื่อนของผู้ต้องขัง และเงินปันผลจากกองงานจะถูกโอนเข้าบุ๊คของแต่ละคน แต่เรือนจำมีการจำกัดการใช้เงินไม่เกินวันละ 300 บาทต่อ 1 คน วงเงิน 300 บาทอาจเพียงพอสำหรับผู้ต้องขังธรรมดา แต่สำคัญผู้ต้องขัง VIP-มีฐานะอาจไม่เพียงพอในบางวัน ผู้ต้องขังขาใหญ่ที่มีลูกน้องมากรายจ่ายในแต่ละวันสูงกว่านี้มาก ด้วยเหตุนี้บุหรี่จึงถูกใช้แทนเงินสดในเรือนจำแห่งนี้ บุหรี่ 1 ซองราคาขายจากร้านค้าของเรือนจำคือ 65 บาท (ปัจจุบันเป็น 67 บาท) แต่มีมูลค่า 50 บาทในเรือนจำแห่งนี้

ผู้ต้องขัง VIP-มีฐานะมักจะให้ญาติ-เพื่อนของพวกเขาซื้อบุหรี่เป็นของฝาก บางคนซื้อมากถึงครั้งละ 10 แถว (1 แถวมี 10 ซอง) เพื่อเก็บไว้ใช้จ่ายแทนเงินสด ตอนที่ผมยังอยู่ในเรือนจำแห่งนี้ ญาติ-เพื่อนสามารถฝากเงินสด-ซื้อของฝากไม่จำกัด แต่ตอนนี้เรือนจำกำหนดให้ผู้ต้องขังมีเงินสดในบุ๊คไม่เกิน 9,000 บาท รวมทั้งกำหนดให้รับของฝากไม่เกินวันละ 1,500 บาท Continue reading

การทำไข่เค็ม

สิ่งที่ต้องเตรียม :
– ไข่เป็ดดิบ 10 ฟอง
– ภาชนะสำหรับดองไข่ (ที่ไม่ทำปฏิกิริยากับเกลือ เช่น โหลแก้ว แก้วพลาสติก กะละมัง เครื่องเคลือบดินเผา)
– เกลือ 1 ถ้วย
– น้ำสำหรับต้มน้ำเกลือ 4 ถ้วย (หรือ 1 ลิตร)

59 - 1 Continue reading

นักธุรกิจแดนภารตะสน ‘นวัตกรรมกำจัดเชื้อโรคในน้ำเสีย’ ฝีมือนิสิตเอ็มบีเอศศินทร์ เตรียมผลิตขายอินเดียปีหน้า

วันที่: 11 มิ.ย. 59 เวลา: 19:15 น.

น.ส.อสมา เอื้อเมธีกุล ทีม Hygia Sanitation นิสิต MBA สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจ ศศินทร์ แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า ทีม Hygia Sanitation ประกอบด้วย นายมิชิเทรุ คอนโดะ นายธนโชติ วงศ์สืบชาติ นายวิเวก มันตรี และตน ซึ่งมีนายนิกม์ พิศลยบุตร เป็นอาจารย์ที่ปรึกษา ได้คิดค้นนวัตกรรมช่วยในการบำบัดเชื้อโรคในน้ำเสีย ซึ่งเป็นนวัตกรรมใหม่ล่าสุด ร่วมกับสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (เอไอที) โดยนวัตกรรมดังกล่าวมีลักษณะเป็นถังพลาสติก นำไปติดตั้งในบ่อเกรอะ สร้างระบบปิด โดยในถังพลาสติกจะประกอบไปด้วย ตัวฟิวเตอร์ ช่วยให้แบคทีเรียมาเกาะ ทำให้การบำบัดน้ำเสียดียิ่งขึ้น และมีส่วนประกอบของสื่อชีวภาพ และตัววาล์ว เพื่อช่วยกันน้ำจากข้างนอกไม่ให้ไหลเข้ามาในบ่อเกรอะ ขณะเดียวกันน้ำที่ไหลออกจากตัวถังจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม ข้อดีของนวัตกรรมดังกล่าว ติดตั้งง่าย สะดวก ราคาถูก และบำบัดเชื้อโรคในน้ำเสียได้อย่างมีประสิทธิภาพ หากไม่กำจัดจะก่อให้เกิดการปนเปื้อนแหล่งน้ำ และผิวดิน ซึ่งจะซึมเข้าไปในแหล่งน้ำอุปโภคบริโภค ก่อให้เกิดโรคหลากหลายตามมา ซึ่งนวัตกรรม และแผนธุรกิจดังกล่าว ทำให้ทีม Hygia Sanitation ได้รับ 3 รางวัลในการแข่งขันแผนธุรกิจระดับโลก

ศึกษาศก.-เชื้อโรค-1024x768

“ขณะนี้ได้ร่วมมือกับกระทรวงสาธารณสุข มีโครงการทดลองติดตั้งนวัตกรรมบำบัดเชื้อโรคในน้ำเสียให้ประชาชนในแถบภาคเหนือ และภาคอีสาน นอกจากนี้ ยังร่วมกับประชาคมห้วยขวาง ในโครงการพัฒนาชุมชนริมคลองห้วยขวางของกรุงเทพมหานคร 11,000 หลังคาเรือน โดยจะทดลองติดตั้ง 20 หลังคาเรือนก่อน เพื่อประเมินผลของการใช้งาน ถือเป็นโครงการนำร่องที่จะร่วมกับองค์กรต่างๆ นอกจากนี้ ยังได้นำเสนอนวัตกรรมดังกล่าวให้กับหน่วยงานของรัฐบาล เอกชน และหน่วยงานเอ็นจีโอ ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี” น.ส.อสมากล่าว

น.ส.อสมากล่าวต่อว่า ส่วนการเปิดตลาดในต่างประเทศ Hygia Sanitation ได้รับความสนใจจากนักลงทุนชาวอินเดียอย่างมาก ในการผลิต และจำหน่ายในอินเดีย มีราคาไม่แพง คาดว่าจะเปิดตลาดในประเทศกลางปีนี้ และขยายไปอินเดียในปีหน้า

ที่มา : http://www.matichon.co.th/news/169815

จุดอ่อนของคนไทย 10 ประการในมุมมองประธานองค์การค้าต่างประเทศญี่ปุ่น

เป็นข้อสังเกตที่น่าสนใจมาก ก่อนที่เราจะพัฒนาได้ เราย่อมต้องเรียนรู้และยอมรับข้อผิดพลาดที่แท้จริงของเราให้ได้ก่อน เพื่อนำไปใช้ประเมิณ เป็นบทเรียนเพื่อการพัฒนาที่ดีขึ้นต่อไปในอนาคต

ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น (เจโทร กรุงเทพฯ) ระบุว่าไทยอาจไม่เป็นประเทศที่น่าสนใจในการลงทุนเหมือนที่ผ่านมาในสายตาของ นักลงทุนญี่ปุ่น

1393812_339289922904441_2713528999389092130_n

“จุดอ่อน” ของคนไทยไว้ 10 ข้อ คือ

 1 . คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะ หน้าที่ต่อสังคม  คือ เป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็น ธุรกิจการเมือง ธุรกิจราชการ ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติล้าหลังไปเรื่อย

2. การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่างๆ ไม่กล้าแสดงออก ขี้อายไม่มั่นใจในตัวเอง เราจึงตามหลังชาติอื่น จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสที่ดีกว่า

3. มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคตทำแบบวันต่อวัน แก้ปัญหาเฉพาะหน้าไปวันๆ น้อยคนนักที่จะทำงานแบบเป็นระบบ เป็นขั้นเป็นตอน มีเป้าหมายในอนาคตที่ชัดเจน

4. ไม่จริงจังในความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ทำแบบผักชีโรยหน้า หรือทำด้วยความเกรงใจ ต่างกับคนญี่ปุ่นหรือยุโรปที่จะให้ความสำคัญกับสัญญาหรือข้อตกลงอย่างเคร่งครัด เพราะหมายถึงความเชื่อถือในระยะยาว ปัจจุบันคนไทยถูกลดเครดิตความน่าเชื่อถือด้านนี้ลงเรื่อยๆ

5. การกระจายความเจริญยังไม่เต็มที่ ประชากรประมาณ 60-70% ที่อยู่ห่างไกลจะขาดโอกาสในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของตัวเองและชุมชนซึ่งเป็น หน้าที่ของภาครัฐที่ต้องส่งเสริ

6. การบังคับกฎหมายไม่เข้มแข็ง และดำเนินการไม่ต่อเนื่อง ทำงานแบบลูบหน้าปะจมูก ปราบปรามไม่จริงจัง การดำเนินการตามกฎหมายกับผู้มีอำนาจหรือบริวารจะทำแบบเอาตัวรอดไปก่อน ไม่มีมาตรฐาน ต่างกับประเทศที่เจริญแล้ว ข้อนี้กระบวนการยุติธรรมจะต้องปรับปรุง

7. อิจฉาตาร้อน สังคมไทยไม่ค่อยเป็นสุภาพบุรุษ เลี้ยงเป็นศรีธนญชัย ยกย่องคนมีอำนาจ มีเงิน โดยไม่สนใจภูมิหลัง โดยเฉพาะคนที่ล้มบนฟูกแล้วไปเกาะผู้มีอำนาจ เอาตัวรอด คนพวกนี้ร้ายยิ่งกว่า ผู้ก่อการร้าย ดีแต่พูด มือไม่พายเอาเท้ารานํ้า ทำให้คนดีไม่กล้าเข้ามาเพราะกลัวเปลืองตัว

8. เอ็นจีโอค้านลูกเดียว เอ็น จีโอ บางกลุ่มอิงอยู่กับผลประโยชน์ เอ็นจีโอดีๆก็มี แต่บ้านเรามีน้อย บ่อยครั้งที่ประเทศเราเสียโอกาสอย่างมหาศาลเพราะการค้านหัวชนฝา เหตุผลจริงๆ ไม่ได้พูดกัน

9. ยังไม่พร้อมในเวทีโลก การสร้างความน่าเชื่อถือในเวทีการค้าระดับโลกของเรายังขาดทักษะและทีม เวิร์คที่ดี ทำให้สู้ประเทศเล็กๆ อย่างสิงคโปร์ไม่ได้

10. เลี้ยงลูกไม่เป็น ปัจจุบัน เด็กไทยขาดความอดทน ไม่มีภูมิคุ้มกันเป็นขี้โรคทางจิตใจ ไม่เข้มแข็ง เพราะเราเลี้ยงลูกแบบไข่ในหิน ไม่สอนให้ลูกช่วยตัวเอง ต่างกับชาติที่เจริญแล้ว เขาจะกระตือรือร้นช่วยตนเองขวนขวาย แสวงหา ค้นหาตัวเอง และเขาจะสอนให้สำนึกรับผิดชอบต่อสังคม

ขอบคุณ https://www.facebook.com/notes/%E0%BA%81%E0%BA%A3%E0%BA%B4%E0%BA%94%E0%BA%81%E0%BA%B4%E0%BA%94%E0%BA%95%E0%BA%B4%E0%BA%9E%E0%BA%BB%E0%BA%87-%E0%BA%81%E0%BA%B4%E0%BA%95%E0%BA%B4%E0%BA%9E%E0%BA%B4%E0%BB%80%E0%BA%8A%E0%BA%94%E0%BA%AA%E0%BA%B1%E0%BA%99/%E0%B8%88%E0%B8%B8%E0%B8%94%E0%B8%AD%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%99%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B8%99%E0%B9%84%E0%B8%97%E0%B8%A2-10-%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B9%83%E0%B8%99%E0%B8%A1%E0%B8%B8%E0%B8%A1%E0%B8%A1%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%98%E0%B8%B2%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%84%E0%B9%8C%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%84%E0%B9%89%E0%B8%B2%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8%E0%B8%8D%E0%B8%B5%E0%B9%88%E0%B8%9B%E0%B8%B8%E0%B9%88%E0%B8%99/339288249571275

บทความน่าสนใจ : ขายดีจนเจ๊ง

ไปเจอมาน่าสนใจมากๆ สำหรับการทำธุรกิจ ขออนุญาตินำมารวบรวมบันทึกไว้….

ขายดีจนเจ๊ง

1795497_534749179978163_1747024348_n

คนค้าขายบางคน บางเจ้า ขายดีจนเจ๊ง…
ไม่ได้ผิดหรอกครับ ผมหมายความอย่างนั้นจริงๆ ขายดี…จนกระทั่งธุรกิจเจ๊ง แล้วต้องปิดตัวลงแบบเจ้าตัวยังงงๆ กับชีวิตว่าเกิดอะไรขึ้นเหตุการณ์เช่นนี้ มักเกิดขึ้นกับ SMEs ในบ้านเรา ที่เริ่มต้นเติบโตมาจากระบบเจ้าของคนเดียว มีความเชี่ยวชาญในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง เอาความเชี่ยวชาญนั้นมาทำธุรกิจ จนประสบความสำเร็จ เจริญก้าวหน้า มีลูกค้ามากมายแต่อยู่ๆ ก็เกิดอาการซวนเซ แล้วเจ๊งไปซะง่ายๆ มีเพื่อนรายหนึ่ง อยู่ในอาการที่ว่ามานี้ โชคดีที่มาถามก่อนเจ๊ง เพื่อนมาถามผมว่าเกิดอะไรขึ้น ทั้งๆ ที่ธุรกิจไปได้ดี ลูกค้ามากมาย ยอดขายแต่ละวัน…นับเงินเมื่อยมือ แต่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมาใช้ในธุรกิจ เหมือนเติมไม่เต็ม ตลอดหลายปีที่ทำธุรกิจมา

 

ผมเริ่มต้นจากคำถามง่ายๆ ว่า “เป็นเจ้าของกิจการมีเงินเดือน เดือนละเท่าไหร่?

“เงียบ…แทนคำตอบ ก่อนที่จะถามกลับมาว่า ทำไมต้องมีเงินเดือน ในเมื่อเป็นเจ้าของอยู่แล้วผม

ถามคำถามที่สอง “แล้วเจ้าของใช้เงิน เดือนละเท่าไหร่?

“ลังเลนิดหนึ่ง ก่อนจะตอบว่า ไม่รู้ว่าเดือนละเท่าไหร่ เพราะจะใช้อะไรก็หยิบไปจากลิ้นชัก ไม่ได้จดไว้ว่าเท่าไหร่ อาศัยว่าถ้าเงินพอก็หยิบไปได้ ถ้าไม่พอ ก็รอให้เงินพอก่อน แล้วค่อยหยิบผมถามคำถามที่สาม “เงินที่หยิบจากลิ้นชักไป เอาไปซื้ออะไรบ้าง”คราวนี้สาธยายยาวเหยียด…ก็ซื้อทุกอย่าง กินข้าว ซื้อของเข้าบ้าน เลี้ยงสังสรรค์ ผ่อนรถ…ฯลฯ

ผมสรุป…”นั่นแหละสาเหตุ”