Category Archives: ชา – Tea

…..”

 

เพื่อนแก้เหงาเวลานั่งทำงาน ดื่มแก้ง่วงเหงาตาลาย ดื่มเพลินไป เมาชา ตาลายกว่าเดิม @.@

ร้านชาดีๆ นานๆ จะเจอซะที..

นั่งเล่นเน็ตไปเรื่อย เจอร้านชาที่ไม่ได้แค่ขายชา แต่แถมความรู้ให้ลูกค้าด้วย​ดีจริงๆ…

บล๊อกของทางร้าน

 

 

 

 

 

 

 

http://teadezhang.blogspot.com

การเลี้ยงป้านชา

เวลาเราซื้อป้านชา (กาชงชาดินเผา) มาใหม่ๆ กาใหม่จะยังไม่ได้รับและดูดซับกลิ่นสีของชาไว้ อาจทำให้บางครั้งไปดูดกลิ่น และสีของชาที่เราชงดื่มให้ไม่ได้รสชาติตามอารมณ์ของเรา

มีวิธีเลี้ยงป้านง่ายๆ ที่ได้ไปคุยมากับคนขายชาตามงานโอทอปและคนขายป้านแถวสวนจตุจักรและคนขายชาตามห้างต่างๆ เวลาไปซื้อ มาบ้างว่า


ให้เอาป้านชาใหม่มาล้างด้วยน้ำเปล่าปกติ จะขัดถูให้สะอาดอย่างไรก็สุดแท้แต่ แต่ที่สำคัญคือ อย่าได้ใช้ของแข็งเกินควร หรือสารเคมีใดๆ มาถูกต้องป้านชา ไม่ว่าจะเป็นขั้นตอนการล้างระหว่างชง ล้างครั้งแรก หรือล้างเพื่อทำความสะอาดและเลี้ยงป้านก็ตาม ให้ใช้น้ำเปล่า และน้ำเดือดลวกกาเท่านั้น การใช้สารเคมี น้ำยาล้างจาน หรือสารขัดฟอกที่มีกลิ่นใดๆ ก็ตามไปทำความสะอาดป้านชา ตัวป้านจะดูดซับกลิ่นและสารนั้นไว้ เพราะเนื้อป้านชาดินเผาทำมาจากดินเผา ซี่งลักษณะเนื้อมีรูพรุนจำนวนมากภายใน จีงง่ายต่อการดูดซับสารและกลิ่นต่างที่สัมผัส เอาไว้ในเนื้อป้าน ทำให้เมื่อนำไปชงชาแล้วชาเสียรสและกลิ่น และอาจมีสารตกค้างได้

เมื่อล้างน้ำด้วยน้ำเปล่าสะอาดเพื่อขจัดคราบสกปรกเสร็จแล้ว ให้น้ำป้านลงต้มน้ำเดือด นานประมาณ 45 นาที การต้ม 45 นาทีจะเป็นการไล่อากาศ ออกจากเนื้อปานชาเพื่อให้น้ำชาที่เราจะต้มต่อจากนี้แทรกซึมเข้าสู่เนื้อป้าน ได้อย่างทั่วถึง จากนั้นปิดไฟ นำใบชา จะเป็นใบชาที่ชงแล้ว หรือใบชาใหม่ก็ได้ถ้าไม่เสียดาย ลงชงในน้ำพอให้น้ำเป็นสีชาเหมือนกับน้ำชาที่เราชงดื่ม จากนั้นยกใบชาขี้น แล้วแช่ป้านไว้ในน้ำชานั้น ข้ามคืน เสร็จแล้วนำมาล้างใช้งานได้ตามปกติ

วิธีนี้สามารถทำได้เป็นประจำเป็นระยะ ถ้ามีเวลาว่าง หรือเมื่อคุณลืมใบชาไว้ในป้านจนเป็นเชื้อรา ถือเป็นการทำความสะอาด และฆ่าเชื้อป้านชาเป็นระยะๆ ไปในตัว แต่ทำให้ป้านเสียรส และกลิ่น

อนึ่ง ถ้าคุณไม่ใส่ใจกับรสและกลิ่นของชา มากขนาดนั้น การชงชาแต่ละครั้งก็ถือเป็นการเลี้ยงป้านไปในตัวอยู่แล้ว เมื่อได้ป้านชามาครั้งแล้วก็เพียงทำความสะอาดทั่วไป แล้วต้มหรือลวกซักหนึ่งครั้ง ก็นำไปใช้ชงได้ตามปกติแล้ว

ทั้งนี้ บางสูตรก็ว่าให้แช่ป้านไว้ในน้ำชาอย่างดีได้ถึง 2-3 วัน แต่จากเท่าที่ลองทำดูเองแล้ว ส่วนใหญ่น้ำชาจะเน่าซะก่อน จึงแนะนำให้แช่น้ำใบชาเก่าข้ามคืนแล้วทำบ่อยๆ จะดีกว่า

Updated 19-4-2554

* ทุกวันนี้กำลังทดลองวิธีเพิ่มการเลี้ยงป้านกับการใช้งานแบบประจำวันโดยที่ไม่ต้องต้มแช่แบบนานเป็นวันๆ เพราะบางทีถ้าเรามีป้านใบเดียว มันจะไม่มีไว้ชงชาเอา..

ลองทำดูได้คือเราก็ชงชาตามปกติตามที่เราต้องการ จนหมดรอบสุดท้ายของวัน หลังจากชงชาดื่มจนจืดแล้ว ให้ชงน้ำร้อนน้ำสุดท้ายแต่ไม่ต้องเททิ้ง ปิดฝาป้านทิ้งไว้อย่างนั้นข้ามคืน หรือข้ามคืน-ข้ามวัน (แต่ไม่ควรจะเกิน 2 วัน ถ้าลืมหรือไม่สะดวก) จากนั้นก็เอามาล้างน้ำเปล่าปกติเก็บกากชาทำประโยชน์อื่นๆ (เอาใส่ตู้เย็นดับกลิ่นดีมาก) แล้วลวกน้ำร้อนซัก 1 น้ำ แล้วตากให้แห้งก่อนเก็บ หรือจะลวกน้ำร้อนแล้วใช้ชงชาต่อตามปกติก็ได้

ป.ล. แต่ถึงจะเลี้ยงป้านวิธีนี้แล้ว นานๆ ทีก็ยังควรจะเอาป้านมาต้มแช่บ้างเป็นครั้งคราว เพื่อทำความสะอาดโดยรวมและฆ่าเชื้อโรค เพื่อความปลอดภัย..

etcpool.com

 

เสียตังค์

เสียตังค์…

เอาไปอาบน้ำก่อน อีก 2 วันค่อยเอาขึ้นมา

ของแถม

ทดสอบของแถม

….. – -“

ศิลปะการชงชาแบบจีน สุดยอดวิชาฝึกจิต! สมาธิดี-เรียนดีขึ้น

นักเรียนไทยในไต้หวัน ชี้พิธีชงชาจีนเจ๋ง ช่วยฝึกจิตสร้างสมาธิในการเรียนให้ดีขึ้นได้ เผยมหาวิทยาลัยในไต้หวันจัดเป็นคอร์สเสริมนักเรียนต่างชาติ พร้อมสอนวิธีชงชาที่ถูกต้องตามหลักศิลปะจีนโบราณ ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญด้านใบชา แนะ 4 ปัจจัยเสริมชงชาจีนให้ได้รสชาติดี

ยุค สมัยที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว สังคมยิ่งเข้าสู่ความวุ่นวายมากเท่าไร คนเราก็จะเริ่มไขว่คว้าหาความสุขความสงบใกล้ตัวมากขึ้น ทำให้ยิ่งนานวันวัฒนธรรมตะวันออก ก็ยิ่งได้รับความสนใจจากคนทั่วโลกมากขึ้น โดยเฉพาะศิลปะที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานของจีนอย่างการชงชา ซึ่งนอกจากจะช่วยในเรื่องสุขภาพ และช่วยในการผ่อนคลายความตึงเครียดได้ดีแล้ว ในอดีตศิลปะการชงชาของจีนยังได้ชื่อว่าเป็นเครื่องมือการฝึกจิตให้คนธรรมดา กลายเป็นปราชญ์เมธีอีกด้วย’

‘ภาพมืดสนิท เสียงเงียบได้ยินเพียงลมหายใจ ก่อนที่ทำนองไพเราะของดนตรีแผ่วแบบนุ่มนวล หนัก เบา อ่อนหวาน เข้ากันอย่างลงตัว จากเครื่องดนตรีจีนกู๋เจิงยังคงก้องดังสายลมผ่าน รอบๆ ตัวของทุกคนในห้องชงชา กลิ่นเทียนยังแตะจมูกของฉันแผ่วปลาบ ก่อนที่เสียงทำนองดนตรีจะเปลี่ยนจากอ่อนหวาน เป็นเสียงสูงดังลมกระทบใบไม้ ความรู้สึกที่อบอุ่นของเสียงเพลงยังคงผ่านเข้ามาทำให้รู้สึกผ่อนคลาย’ความ คิดในหัวเริ่มลดลง เปลี่ยนกลายสลายหายเป็นความรู้สึกที่ผ่อนลงจากความคิดมากมายของทั้งวัน’ทุก คนเปิดเปลือกตาอย่างช้าๆ เมื่อทำนองดนตรีหยุดลง’

บทความ ของน้ำฟ้า หรือ ธรรมพร เรืองศรีอรัญ ในเวป www.homeschooldd.com ทำให้ ‘ผู้จัดการรายสัปดาห์ 360องศา’ติดต่อกลับน้ำฟ้า ทำให้ทราบว่าน้ำฟ้าได้รับการเรียนการสอนในระบบ homeschool มาตั้งแต่อายุ 3 ขวบ โดยคุณแม่เป็นผู้จัดการเรียนการสอนเอง จนปัจจุบันนี้น้องน้ำฟ้ามีอายุ 16 ปี ซึ่งก่อนหน้านี้ 3 ปี คุณแม่ได้จ้างอาจารย์พิเศษมาสอนภาษาจีนน้ำฟ้า และน้ำฟ้ามีความสนใจและมีความชอบมาก จึงทำให้น้ำฟ้าตัดสินใจไปเรียนภาษาจีนที่ประเทศไต้หวัน เพราะเป็นประเทศที่ยังอนุรักษ์การเรียนการสอนภาษาจีนแบบตัวเต็ม และมีการถ่ายทอดศิลปะจีนโบราณด้วย ปัจจุบันน้ำฟ้าได้เดินทางไปเรียนภาษาจีนที่ประเทศไต้หวันเป็นเวลา 6 เดือนแล้ว

ศิลปะการชงชาจีน-ฝึกสมาธิ

น้ำ ฟ้า กล่าวว่าปัจจุบันได้เข้าเรียนภาษาจีนที่ มหาวิทยาลัยฉือจี้ ประเทศไต้หวัน ซึ่งในการเรียนภาษาจีนนั้น จะไม่ได้เรียนวิชาภาษาจีนอย่างเดียว แต่จะมีวิชาพิเศษซึ่งจะเป็นวิชาที่เรียนเกี่ยวกับศิลปวัฒนธรรมจีนโบราณด้วย และวิชาชงชา หรือ (ch? d?o k?) ก็เป็นวิชาที่น่าสนใจมาก

‘วิชา ชงชาเป็นวิชาที่มหาวิทยาลัยจัดให้เป็นชั่วโมงพิเศษที่สอนให้นักเรียนรู้จัก วิธีสงบใจ และรู้สึกตัวทุกขณะ ซึ่งเมื่อสงบจิตใจได้ดีแล้ว ก็จะส่งเสริมให้นักเรียนสามารถไปเรียนในวิชาปกติได้ดีขึ้น’

ก่อน การเข้าเรียน อาจารย์จะมีการดีดดนตรีกู่เจิงให้นักเรียนทุกคนได้ฟังเสียงเพลง ถือเป็นจุดเริ่มต้นทำใจให้สงบก่อนเข้าสู่พิธีชงชาแบบจีน โดยศิลปะการชงชาแบบจีนนั้น จะเน้นความเชื่องช้า การกำหนดจิตให้รับรู้ทุกความรู้สึก ทุกความเคลื่อนไหว จึงเป็นวิธีที่ช่วยในการทำใจให้สงบ เหมือนกับการเดินจงกรมของทางพระพุทธศาสนา ที่จะต้องกำหนดสติรู้แต่ละก้าวย่าง โดยการชงชาก็ต้องกำหนดสติรู้ในทุกขั้นตอน ถึงจะเกิดสมาธิ

ทุกขั้นตอน ‘ชงชา’ใช้สติกำหนดรู้

ใน ขั้นตอนของการชงชานั้น จะเริ่มต้นจากการเตรียมอุปกรณ์การชงชา ซึ่งจะประกอบด้วย กาน้ำ บรรจุน้ำร้อน (ขนาดกลาง),เครื่องวัดอุณภูมิความร้อน,เตาแก๊สความร้อนขนาดเล็ก,กาน้ำชงชา (เฉพาะชงชา),เหยือกน้ำดินเผา สำหรับชงชา,ถ้วยรองน้ำทิ้ง,แก้วชา,ใบชา (ชนิดแล้วแต่ต้องการ),ช้อนตักใบชาและขนมหวาน

โดย อุณหภูมิในน้ำร้อนชงชา เป็นอันดับแรกที่ผู้ชงจะต้องให้ความสำคัญ และกำหนดสติรู้ให้ได้ว่า จะต้องรักษาอุณหภูมิให้คงที่ไว้ที่ 92 องศาเซลเซียส หากตัววัดอุณหภูมิความร้อนสูงขึ้นหรือต่ำลง ให้เติมเชื้อไฟหรือลดเชื้อเพลิงรักษาระดับความร้อนไว้ที่ 92 องศา

จาก นั้นให้เปิดฝากาน้ำดินเผา ด้วยท่าวงกลม ขณะที่เปิดก็ต้องกำหนดจิตไว้ที่การเปิดฝากาน้ำชาด้วย ว่ากำลังเปิดฝากาน้ำ จากนั้นเทน้ำร้อนอุณหภูมิ 92 องศาฯ ลงในกาน้ำดินเผา คอยเฝ้าดูน้ำร้อนไหลลงสู่ถ้วยชานั้น พร้อมกับตั้งสติรับรู้ว่าน้ำร้อนกำลังไหลลงสู่ถ้วยชาช้าๆ จากนั้นปิดด้วยท่าวงกลมอ้อมเหยือกอย่างช้าๆ อีกครั้งหนึ่ง

ทิ้ง ไว้ 2 นาที แล้วจึงเทน้ำร้อนลงเหยือกน้ำเล็กจนหมด จากนั้นปิดฝากาน้ำด้วยท่าวงกลมอ้อมเหยือกอีกครั้งหนึ่งด้วยจิตใจสงบอย่า วอกแวก

ตามด้วยการประคองเหยือกด้วยมือทั้ง 2 ข้าง ก่อนจะเทลงบนแก้วน้ำชาทุกใบ ทุกขั้นตอนต้องตั้งใจ และใจจดจ่ออยู่กับท่าทางที่กำลังทำอยู่ จากนั้นรอระยะหนึ่ง แล้วจึงเทน้ำจากแก้วน้ำชาลงในถ้วยรองน้ำทิ้งทุกใบ ขณะที่เทน้ำทิ้งก็ต้องรับรู้ว่า กำลังเทน้ำ น้ำกำลังไหลจากแก้วน้ำชาสู่ถ้วยรองน้ำทิ้งอย่างช้าๆ

จากนั้นเปิดฝากาน้ำดินเผาด้วยท่าวงกลม เทน้ำร้อนอุณหภูมิ 92 องศาฯ ลงในกาน้ำดินเผา และปิดด้วยท่าวงกลมอ้อมเหยือก

นำ ช้อนไม้ไผ่ทรงกระบอกรูปช้อนทรงกลมสี่เหลี่ยม ตักใบชาในปริมาณตามความนิยมของผู้ดื่ม หากต้องการรสชาติออกขม ก็ใส่มากหน่อย หรือหากชอบชาในรสชาติจางๆ ก็ใส่ใบชาจำนวนน้อยลง จากนั้นปิดฝาด้วยท่าวงกลม

ทิ้งไว้ประมาณ 2 นาทีกว่าๆ กลิ่นหอมของชาจะลอยขึ้นมา เมื่อรับรู้ถึงกลิ่น ผู้ชงก็จะหยิบเหยือกชาดินเผาขึ้นช้าๆ แล้วเทลงในเหยือกน้ำเล็กอีกที วางกาน้ำชาลงและปิดด้วยท่าวงกลมอีกครั้งหนึ่ง

จากนั้นประคองเหยือกเล็กด้วยมือทั้งสองข้าง และเทน้ำชาลงบนแก้วน้ำชาทุกใบอย่างช้าๆ ซึ่งชาจะมีกลิ่นและควันสีขาวจางๆลอยขึ้นมา

เมื่อ รับรู้ถึงกลิ่น และเห็นควันสีขาวจางขึ้นมาจากแก้ว ให้ผู้ดื่มหยิบยกแก้วน้ำชาขึ้นจิบ ลิ้นจะสัมผัสได้ถึงความหนักเบาของชาที่ผู้ชงชาได้ใส่ลงในเหยือกชา น้ำชายังคงอยู่ในปากรับรู้ถึงความร้อน ความหอมถึงชา ก่อนจะอุ่นลง จากนั้นให้กระดกแก้วดื่มจนหมด เพื่อสัมผัสความอุ่นผ่านคอช้าๆ

ตาม ด้วยการรินน้ำชาแก้วที่ 2 เพื่อดื่มกับขนมหวาน ชาในแก้วที่ 2 นี้จะมีรสชาติต่างจากชาแก้วแรก โดยรสชาติจะบางลงกว่าแก้วแรก ถือว่าจบพิธีการชงชาแบบจีน

น้ำฟ้า กล่าวว่า จากที่ได้ฝึกการชงชาแบบจีนมา ทำให้รู้สึกจิตใจสงบมากขึ้น และรู้สึกชอบที่จะได้เรียนวิชานี้ แม้จะเป็นวิชาเพิ่มเติมก็ตาม ซึ่งครั้งแรกๆนั้น อาจจะยังทำได้ไม่คล่องตัวนัก แต่ถ้ามีการฝึกบ่อยๆ ก็จะเริ่มชิน และสามารถชงชาได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเป็นการฝึกสมาธิไปในตัวด้วย

โดยหลังจากเรียน วิชาการชงชาแบบจีน น้ำฟ้าได้รู้สึกสงบนิ่งมากขึ้น และนำไปปรับใช้กับการเรียนภาษาจีน ซึ่งน้ำฟ้าเลือกเรียนตัวอักษรจีนตัวเต็ม ซึ่งมีความยาก และต้องใช้สมาธิในการเรียนอย่างมากถึงจะจดจำตัวอักษรจีนได้ ซึ่งการฝึกสมาธิจากการชงชาก็ช่วยทำให้การเรียนภาษาจีนดีขึ้นด้วย

4 ปัจจัยหนุนการชงชาจีนให้ได้รสชาติดี

ใน ด้านความรู้จากใบชา นารีรัตน์ ชีวินกุลทอง ผู้สืบทอดร้านใบชาจรรยา กล่าวว่า เนื่องจากครอบครัวได้ทำธุรกิจใบชา ทำให้ได้จ้างผู้เชี่ยวชาญจากไต้หวันมาควบคุมการผลิตชาของร้านด้วย ซึ่งผู้เชี่ยวชาญด้านชาจากไต้หวันได้ถ่ายทอดความรู้ในการชงชาไว้จำนวนมาก

โดยนอกจากวิธีชงชาที่ถูกต้องแล้ว การชงชาให้ได้รสชาติดียังต้องอาศัยปัจจัยสำคัญ 4 ประการ คือ

  1. ปริมาณ การใช้ใบชา นอกจากความชอบในการดื่มชาอ่อน หรือแก่แล้ว จะขึ้นอยู่กับลักษณะของใบชาด้วย เช่น ชาที่มีรูปร่างกลมแน่น กลมหลวม หรือเป็นเส้น ถ้าใช้ใบชาที่มีลักษณะกลมแน่น ควรใช้ชาในปริมาณ 25% ของกาชา ใบชา เมื่อแช่อยู่ในน้ำร้อน จะเริ่มคลี่ตัวออกมาทีละน้อย จนเป็นใบชัดเจน ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้การคลายตัวไม่สะดวก ซึ่งรสชาติ ที่ชงออกมาจะไม่ได้มาตรฐานของชานั้นๆ และการคลายตัวของใบชา เมื่อคลายตัวออกมาเต็มที่แล้ว ควรจะมีปริมาณประมาณ 90 % ของกาชา อย่างไรก็ตาม ขึ้น อยู่กับความชอบของแต่คนละด้วย ว่าต้องการรสชาติ เข้มข้นมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบชาแต่ละชนิดด้วย
  2. อุณหภูมิ น้ำ หากอุณหภูมิ 90 องศาเซลเซียสขึ้นไป เหมาะสำหรับชงชาแน่นกลม แต่อุณหภูมิที่ลดลงมาที่ 80-90 องศาเซลเซียสจะเหมาะสำหรับชงชาที่มีรูปร่างบอบบาง แตกหักง่าย หรือใบชาที่มีใบชาอ่อนมาก และอุณหภูมิที่ต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียสจะเหมาะสำหรับชงชาเขียว
  3. เวลาชงชา ขึ้นอยู่กับความชอบดื่มน้ำชาอ่อนหรือแก่ของแต่ละคนด้วย แต่ปกติชาประเภทกลมแน่น จะใช้เวลาในครั้งแรกประมาณ 40 – 60 วินาที ครั้งต่อๆ ไป เพิ่มอีกครั้งละ 10 – 15 วินาทีต่อครั้ง
  4. กาน้ำชานั้น ควรใช้เป็นกาดินเผา เพราะจะเก็บความร้อนได้ดีกว่า และรักษากลิ่นชาได้ดีกว่า

‘การ ชงชาต้องพิถีพิถันตั้งแต่น้ำที่นำมาใช้ ควรใช้น้ำบริสุทธิ์ไม่กลิ่นคลอรีนเจือปน ส่วนกาชา กาดินเผาถ้าใช้นานๆ น้ำชาจะซึมเข้าไปในตัวกา ทำให้ยิ่งชงยิ่งอร่อย ดังนั้นกาดินเผาใบหนึ่งๆ หากใช้ในการชงชาประเภทใดแล้ว ควรใช้ชงชาประเภทนั้นตลอด จะทำให้มีรสชาติและกลิ่นกลมกล่อมมากขึ้น แต่หากไปใช้ใบชาชนิดอื่นมาชง กลิ่นและรสชาติจะตัดกัน ไม่ได้รสชาที่แท้จริง’

นอกจาก นี้ สำหรับผู้นิยมดื่มชามากๆ แนะนำว่าหากใช้กาที่ผลิตมาจากดินสีม่วง จะสามารถเก็บรสชาติและกลิ่นได้ดีกว่ากาดินเผาธรรมดา และจะมีแร่ธาตุจากดินเข้าสู่ชาด้วย ซึ่งกาชนิดนี้จะมีราคาที่สูง หายาก

อย่างไร ก็ดีคนจีนมีการดื่มชามาแล้ว 2,000 ปี ส่วนสมัยที่ศิลปการชงชาของจีนรุ่งเรืองมากที่สุดอยู่ในสมัยราชวงศ์ถัง (คศ.618-907) จนปัจจุบันในประเทศจีน ชาได้รับการยกย่องว่าเป็นเครื่องดื่มแห่งชาติ เป็นเครื่องดื่มสำคัญที่มีความหมายทางวัฒนธรรมและศิลปะโบราณ ควบคู่กับ พิณจีน หมากรุก ศิลปะอักษรจีน การวาดภาพ การแต่งโคลงกลอนจีน และการดื่มสุรา โดยศิลปะการชงชานั้นก็ได้รับความสำคัญในระดับชาติของจีนด้วย

http://blog.spu.ac.th/print.php?id=18267

ตำนานชาในตำราจีน

ดร. ถนอมวงศ์  ล้ำยอดมรรคผล

เมื่อมีภารกิจทางราชการต้องไปอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้  ประเทศจีน นานถึง ๕ เดือน  เพื่อสอนวิชาประวัติวรรณคดีไทย  วิชาการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม    การออกเสียงภาษาไทย ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๑     และดูแลการทำภาคนิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ อีก ๑๘ คน แถมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยกับส่งเสริมการอ่านหนังสือภาษาไทยตามโอกาสที่มี   การผ่อนคลายและได้ประโยชน์อีกหลายประการด้วยกันก็คือการอ่านหนังสือ … อย่างแน่นอน

ที่ภาควิชาภาษาไทย  สถาบันภาษาตะวันออก  มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งนครเซี่ยงไฮ้  (Shanghai International Studies University)  มีตู้หนังสือภาษาไทย  และที่ห้องสมุดของสถาบัน ฯ ก็มีชั้นหนังสือของภาควิชาภาษาต่าง ๆ ได้แก่ อาหรับ เปอร์เซีย อินโดนีเซีย เกาหลี และไทย    เป็นขุมทรัพย์เล็ก ๆ ที่ฝุ่นได้มาอาศัยอยู่อย่างสงบสุข   ข้าพเจ้าได้ไปรบกวนให้ฝุ่นฟุ้งขึ้น  บางเล่มไม่เคยเห็น   บางเล่มไม่เคยรู้ว่ามีจึงดีใจที่ได้เห็น  และส่วนใหญ่ก็อ่านมาแล้วและคุ้นเคยกันดี

อยู่เมืองจีนควรจะรู้เรื่องจีน   เท่าที่เคยอ่านมาก่อนนี้ยังเป็นเพียงกรวดทรายบางเม็ดในทะเลทรายโกบี เท่านั้น  จึงต้องอ่านเติมเข้าไปอีกมาก   เรื่องแรกที่ต้องสนใจคือเรื่องกิน  หนังสือเล่มอื่น ๆ ว่าด้วยการกินของคนไทย   มีเล่มเดียวว่าด้วยการกินของคนจีน    นอกนั้นหากอยากทราบคงต้องเสาะหาในหนังสือพระราชนิพนธ์ว่าด้วยจีน ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๐ เล่ม  ได้เพิ่มมาอีก ๗ เล่ม

เรื่องที่ว่านั้นก็มิใช่เรื่องอาหารอื่นใด แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชา ชื่อว่า  “ตำนานชาในตำราจีน” เหตุที่ข้าพเจ้าถือว่าเรื่องชาสำคัญ และสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดที่คนจีนกินหรือดื่มนั้นมีประจักษ์พยาน    อันได้แก่ภาพชีวิตจริง ๆ  คือคนจีนที่เดิน ๆ  นั่ง ๆ    หรือขึ้นรถก็ตาม ๖ ใน ๑๐ คน จะถือขวดน้ำชา หรือเสียบขวดไว้ที่เป้หรือใส่กระเป๋า  แบบพร้อมที่จะดื่มไม่ว่าจะเดินทางไปไกลหรือใกล้  ขณะเรียนหรือทำงานก็มีขวดน้ำชาวางอยู่ด้วย     ขวดนี้มีประโยชน์นอกเหนือจากการดื่ม คือเอามือกอดไว้หรือเอาไปแนบอกเพื่อให้อบอุ่นในฤดูหนาว ดังที่ข้าพเจ้าก็ต้องทำ เพราะห้องเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ติดเครื่องทำความอบอุ่น     ข้าพเจ้าหาที่พึ่งเป็นบุคคลยังไม่ได้  จึงพึ่งขวดน้ำชาบ้าง   กระเป๋าน้ำร้อนแบบประคบผู้ป่วยบ้าง   และถุงเจลที่ทำให้ร้อนได้ด้วยวิธีแปลกบ้าง

ถ้าไม่ถือขวดน้ำชา   ในยามไม่หนาว วัยรุ่นบางคนถือขวดน้ำชาประดิษฐ์หรือน้ำอัดลมเหมือนวัยรุ่นไทย   ร้านบริการน้ำชาก็ช่างมีได้ทุกแห่ง ยกเว้นในมหาวิทยาลัย  ต้องเข้าภัตตาคารใหญ่จึงจะได้ดื่มชารสเลิศและราคาสูง   เพราะมิใช่แต่ว่าราคาใบชาจะสูงเท่านั้น    น้ำที่ชงชาได้ก็แพง   การบริการยิ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งนัก   เพราะพอท่านดื่มพร่องไปหน่อย บริกรก็จะรีบเติม  แต่ไม่ได้คิดเงินเพิ่มเหมือนกินน้ำมียี่ห้อตามร้านอาหารที่เมืองไทย

“ตำนานชาในตำราจีน”  แปลโดยผู้รู้เรื่องจีนอย่างดี และมีพันธมิตรช่วยตรวจสอบการออกเสียงภาษาจีนให้ด้วย   ท่านได้เล่าเรื่องย้อนไปถึงที่กล่าวไว้ในตำราเล่มแรกเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีก่อน   ซึ่งกล่าวถึงชาวนาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งค้นพบสมุนไพรวิเศษชนิดนี้   จักรพรรดิแต่ละองค์ในราชวงศ์ต่าง ๆ ทรงโปรดชาแบบใด    อุปกรณ์  วิธีชง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับชา  รวมทั้งบุคคลที่นำชามาถวาย   จะได้ดีได้ร้ายก็เพราะชา     ดูเอาเถิดว่าชาเป็นเรื่องของการเมืองไปด้วยเช่นกัน

บุคคลที่เขียนตำราชาคนแรกคือหลู่ ยู่  ผู้ได้สมญาว่านักบุญแห่งชา   ตำรานั้นได้เป็นต้นแบบแห่งตำราในยุคหลัง ๆ ทุกเล่ม  โดยเล่มนี้หวาง หลิงได้อ้างไว้หลายตอนด้วย   หวาง หลิงเสนอภาพและเรื่องเกี่ยวกับชาหลายแง่มุม   ทั้งศิลปะในพิธีการต่าง  ๆ วัฒนธรรมโรงน้ำชา  ชากับวรรณคดีและศิลปะ   ศิลปะชาของชาวบ้านจีนในมณฑลต่าง ๆ  ไปจนถึงอิทธิพลของชาทั่วโลก การเรียบเรียงของหวาง หลิง  และการแปลของเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์   นำเรื่องราวเหล่านั้นมาเสนออย่างมีชีวิตชีวา ข้อความหลายตอนทำให้ผู้อ่านต้องคิดหาความหมายที่ลึกซึ้งต่อไปอีก เช่น  เรื่องน้ำที่ชงชา  อาจมาจากน้ำตก  แม่น้ำ และจากฝนซึ่งรองไว้อย่างที่คนไทยเรียกว่า “ฝนกลางหาว”  จีนเรียก “น้ำที่ไม่มีราก”  เพราะน้ำยังตกไม่ถึงพื้น   ถือเป็นน้ำที่ธรรมชาติกลั่นกรองมาแล้วเป็นอย่างดี

แต่ว่า … ยุค พ.ศ.๒๕๔๘  จะไปหาฝนกลางหาวที่ไหนเลิศล้ำพอจะใช้ชงชาดื่มแล้วจะรู้สึกประหนึ่งขึ้นสวรรค์ได้เล่า….ในประเทศไทย

ตอนกลาง ๆ เล่ม มีเรื่องแหล่งชาที่ดีที่สุดในจีนและในโลก แห่งหนึ่งคือเมืองหางจู  ซึ่งคนไทยเรียกหางโจว   ที่ซึ่งมีทะเลสาบซีหู ต้นตำนานนางพญางูขาว    ข้าพเจ้าไปเดินกรำฝนอยู่ ๓ วันในเมืองนั้นในช่วงวันหยุดวันชาติจีน ๑ – ๗ ตุลาคม ๒๕๔๘  ได้ดูสารพัดดู รวมทั้งดูคนประมาณ “ล้านเจ็ด” ไปเที่ยวพร้อมกัน (เข็ดแล้วค่ะ  พอ ๆ กับไปเชียงใหม่ หรือขอนแก่น หรือ ถนนข้าวสาร ในช่วงสงกรานต์นั่นเทียว) ทว่าข้าพเจ้าหาได้ไปถึงสวรรค์แห่งชาที่หางโจวไม่ ไม่ได้ไปทั้งโรงน้ำชา พิพิธภัณฑ์ชา   หรือซื้อชาสักหยิบมือเดียว  ก็ในเมื่อเลือกได้หนึ่งรายการในบ่ายวันหนึ่งที่ฝนตก ข้าพเจ้าเลือกไปพิพิธภัณฑ์ผ้าไหม  และไม่ได้ซื้ออะไรเกี่ยวกับไหมเช่นกัน เพราะว่าแพงและไม่ตรงความจำเป็น     พอมาอ่านเล่มนี้จึงยิ่งรู้ว่าน่าจะกลับไปหางโจวอีกสักที (๓ ชม.) จากเซี่ยงไฮ้   เดี๋ยวจะไม่เหมือนคนไทยนับแสนที่พากัน (แห่) ไปซื้อชานานาชนิดกระป๋องละพันบาทมาราวกับของถูก   ภายหลังเห็นเที่ยวแจกกันเป็นสามารถ  เพราะอะไร  จะเพราะด้วยหาน้ำบริสุทธิ์อย่างน้ำพุเสือเต้นไม่ได้ด้วยหรือเปล่า

ในหนังสือกล่าวถึงบ้านคหบดีโบราณ   ชื่อ ยู่ หยวน  หรือที่จีนออกเสียง อี้ หยวน ในเมืองเซี่ยงไฮ้นั้น ข้าพเจ้าไปมาแล้วสองรอบ   ในใจกลางเป็นบ้านและสวนงามเลิศ มีห้องหับซับซ้อนหลายชั้น  เครื่องเรือนโบราณ เครื่องตกแต่งบ้านน่าชม     รอบนอกซึ่งดูได้โดยไม่ต้องตีตั๋วสี่สิบหยวนเข้าไปดูเหมือนข้างในนั้น เขาทำเป็นชุมชนท่องเที่ยว มีร้านรวงขายของสารพัด  ร้านน้ำชาใหญ่ร้านหนึ่งมีกาน้ำชาใหญ่เท่าโอ่งมังกรกำลังเทน้ำชาลงสู่ถ้วย   ใช้ไฟฟ้าทำให้ดูประหนึ่งสายน้ำจากพวยการินลงถ้วยตลอดเวลา   ก็ได้ไปถ่ายภาพไว้  ช่วงเทศกาลปูขน ก็มีปูขนโฟมตัวใหญ่สีแดงเชิญชวนอยู่หน้าร้านด้วย  ข้าพเจ้าไม่ได้กินปูและไม่ได้ดื่มชาที่ร้านนั้น   ได้แต่มองเข้าไปเห็นคนจีนนั่งดื่มกินกันอย่างเท่   ในร้านนี้และร้านอื่น ๆ มีขนมประกอบการดื่มให้อร่อยและอิ่มอีกหลายขนาน  ทำให้หวนคำนึงถึงเครื่องจันอับที่ผู้ใหญ่ที่ดื่มชาส่งให้เด็ก ๆ กิน และบอกว่าอย่าเพิ่งดื่มชาเลย  เจ้ายังเล็กอยู่ หารู้รสของดีไม่    พอเด็กน้อยนั้นเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่ได้เรียนรู้เรื่องชาสักเท่าใด   นอกจากอ่านหนังสือบางเล่ม รวมทั้งเล่มนี้ซึ่งเมื่อได้ไปอ่านในดงร้านน้ำชาจริง ๆ ผสมกับจินตนาการแล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้แน่ขึ้นไปอีกว่าการอ่านเป็นกำไรชีวิตโดยการลงทุนและลงเวลา น้อยที่สุด    ความคิดของคนที่ดื่มน้ำตะไคร้นี้คงต่างจากคอชาจีนตัวจริงหลายหมื่นลี้  แต่สำหรับหนังสือนั้น ข้าพเจ้าได้ดื่มไปเรียบร้อยแล้วจึงเขียนแนะนำท่านได้

กลิ่นหอมของชากรุ่นกำจายลอดออกมาจากหนังสือ  ผู้อ่านจินตนาการไปว่าเธอสวมชุดไหมสีชมพูอ่อนขลิบม่วง  มีลายดอกเหมยแลก้อนเมฆปักประดับ  งามราวเจ้าหญิงในเทพนิยาย (หรือเรื่องผีก็ไม่แน่  ผีจีนสวย ๆ มีหลายตน)  สวยมาก  นั่งอ่านบทกวีอยู่ในเก๋งประดับไม้ฉลุลายมังกร  ริมทะเลสาบที่มีระลอกคลื่นไหวน้อย ๆ ตามละอองลมต้นฤดูใบไม้ร่วง   เธอดื่มชาและกินขนมจันอับชิ้นเล็ก ๆ ไปพลาง  สมองรื่นรมย์  อารมณ์แจ่มใส (เพราะชาทำให้เกิดสมาธิและอารมณ์ดีได้ – หนังสือบอก)   เมื่ออ่านอยู่นั้นมีนกและผีเสื้อหลากสีบินมาฟัง   เสียงเธอไพเราะปานเม็ดหยกร่วงลงกระทบแก้วเจียระไน (เพราะน้ำชาล้างลำคอให้โล่ง) ยามเธอลุกขึ้นย่างเท้าให้เข้ากับจังหวะของบทกวีนั้นร่างน้อยก็อ่อนโอนราว กิ่งหลิวต้องลม  (เพราะชาไปล้างไขมันส่วนเกินให้)    เธอเผลอเพลินอยู่กับบทกวีจนพระจันทร์ทอแสงสีเงินยวงและสะท้อนในน้ำดูแวบวับ (ชาทำให้สมองตื่น กระฉับกระเฉง ไม่ง่วงเหงาหาวนอน)  โอ้ กระนี้ จะมิให้สรรเสริญยกย่องชาได้อย่างไร    ถ้าดึกอีกหน่อยคงจะมีบัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งสอบจอหงวนได้เข้ามาในฉากด้วย   ครบสูตรพอดี

ข้อความที่ท่านอ่านจบไปนั้น   หวาง หลิง มิได้เขียน และ เกียรติชัย   พงษ์พาณิชย์ ก็มิได้แปล   หากท่านจะเห็นก็เห็นในจดหมายข่าวฉบับนี้เอง

ขอขอบคุณท่านที่ปรึกษาสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ที่แปลหนังสือดี ๆ ของจีนออกมาให้ผู้อ่านซาบซึ้งและหลงเสน่ห์ชาผ่านตัวอักษร     นักแปลที่ติดกาแฟ  หากจะจิบชาแทน สุขภาพของท่านจะดี   สมองแจ่มใส   แปลได้ทนนาน หุ่นดี  และอายุยืน   มีผลวิจัยเป็นพยานมากมายสำหรับคนทั่วโลก   ส่วนเฉพาะนักแปลนักเขียนซึ่งเป็นลูกค้าของน้ำดื่มมีรสเหล่านี้ ยังไม่มีใครวิจัยไว้   คงจะต้องเชื่อภูมิปัญญาสามพันปีของจีน ในหนังสือ “ตำนานชาในตำราจีน”   นั่นแล

หวาง หลิง.   ตำนานชาในตำราจีน   แปลโดย เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์.  กรุงเทพฯ    มติชน, ๒๕๔๖.  ๒๑๖    หน้า.   ๑๕๐ บาท.   ภาพประกอบ.

โดย :Thaitiat โพสเมื่อ [ วันจันทร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๔๕ น.]

http://thaitiat.com/8translation/letter8_1.html

ตำนานชาในตำราจีน

ดร. ถนอมวงศ์  ล้ำยอดมรรคผล

เมื่อมีภารกิจทางราชการต้องไปอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้  ประเทศจีน นานถึง ๕ เดือน  เพื่อสอนวิชาประวัติวรรณคดีไทย  วิชาการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม    การออกเสียงภาษาไทย ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๑     และดูแลการทำภาคนิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ อีก ๑๘ คน แถมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยกับส่งเสริมการอ่านหนังสือภาษาไทยตามโอกาสที่มี   การผ่อนคลายและได้ประโยชน์อีกหลายประการด้วยกันก็คือการอ่านหนังสือ อย่างแน่นอน
ที่ภาควิชาภาษาไทย  สถาบันภาษาตะวันออก  มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งนครเซี่ยงไฮ้  (Shanghai International Studies University)  มีตู้หนังสือภาษาไทย  และที่ห้องสมุดของสถาบัน ฯ ก็มีชั้นหนังสือของภาควิชาภาษาต่าง ๆ ได้แก่ อาหรับ เปอร์เซีย อินโดนีเซีย เกาหลี และไทย    เป็นขุมทรัพย์เล็ก ๆ ที่ฝุ่นได้มาอาศัยอยู่อย่างสงบสุข   ข้าพเจ้าได้ไปรบกวนให้ฝุ่นฟุ้งขึ้น  บางเล่มไม่เคยเห็น   บางเล่มไม่เคยรู้ว่ามีจึงดีใจที่ได้เห็น  และส่วนใหญ่ก็อ่านมาแล้วและคุ้นเคยกันดี
อยู่เมืองจีนควรจะรู้เรื่องจีน   เท่าที่เคยอ่านมาก่อนนี้ยังเป็นเพียงกรวดทรายบางเม็ดในทะเลทรายโกบี เท่านั้น  จึงต้องอ่านเติมเข้าไปอีกมาก   เรื่องแรกที่ต้องสนใจคือเรื่องกิน  หนังสือเล่มอื่น ๆ ว่าด้วยการกินของคนไทย   มีเล่มเดียวว่าด้วยการกินของคนจีน    นอกนั้นหากอยากทราบคงต้องเสาะหาในหนังสือพระราชนิพนธ์ว่าด้วยจีน ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๐ เล่ม  ได้เพิ่มมาอีก ๗ เล่ม
เรื่องที่ว่านั้นก็มิใช่เรื่องอาหารอื่นใด แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชา ชื่อว่า  ตำนานชาในตำราจีน เหตุที่ข้าพเจ้าถือว่าเรื่องชาสำคัญ และสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดที่คนจีนกินหรือดื่มนั้นมีประจักษ์พยาน    อันได้แก่ภาพชีวิตจริง ๆ  คือคนจีนที่เดิน ๆ  นั่ง ๆ    หรือขึ้นรถก็ตาม ๖ ใน ๑๐ คน จะถือขวดน้ำชา หรือเสียบขวดไว้ที่เป้หรือใส่กระเป๋า  แบบพร้อมที่จะดื่มไม่ว่าจะเดินทางไปไกลหรือใกล้  ขณะเรียนหรือทำงานก็มีขวดน้ำชาวางอยู่ด้วย     ขวดนี้มีประโยชน์นอกเหนือจากการดื่ม คือเอามือกอดไว้หรือเอาไปแนบอกเพื่อให้อบอุ่นในฤดูหนาว ดังที่ข้าพเจ้าก็ต้องทำ เพราะห้องเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ติดเครื่องทำความอบอุ่น     ข้าพเจ้าหาที่พึ่งเป็นบุคคลยังไม่ได้  จึงพึ่งขวดน้ำชาบ้าง   กระเป๋าน้ำร้อนแบบประคบผู้ป่วยบ้าง   และถุงเจลที่ทำให้ร้อนได้ด้วยวิธีแปลกบ้าง
ถ้าไม่ถือขวดน้ำชา   ในยามไม่หนาว วัยรุ่นบางคนถือขวดน้ำชาประดิษฐ์หรือน้ำอัดลมเหมือนวัยรุ่นไทย   ร้านบริการน้ำชาก็ช่างมีได้ทุกแห่ง ยกเว้นในมหาวิทยาลัย  ต้องเข้าภัตตาคารใหญ่จึงจะได้ดื่มชารสเลิศและราคาสูง   เพราะมิใช่แต่ว่าราคาใบชาจะสูงเท่านั้น    น้ำที่ชงชาได้ก็แพง   การบริการยิ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งนัก   เพราะพอท่านดื่มพร่องไปหน่อย บริกรก็จะรีบเติม  แต่ไม่ได้คิดเงินเพิ่มเหมือนกินน้ำมียี่ห้อตามร้านอาหารที่เมืองไทย
“ตำนานชาในตำราจีน” แปลโดยผู้รู้เรื่องจีนอย่างดี และมีพันธมิตรช่วยตรวจสอบการออกเสียงภาษาจีนให้ด้วย   ท่านได้เล่าเรื่องย้อนไปถึงที่กล่าวไว้ในตำราเล่มแรกเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีก่อน   ซึ่งกล่าวถึงชาวนาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งค้นพบสมุนไพรวิเศษชนิดนี้   จักรพรรดิแต่ละองค์ในราชวงศ์ต่าง ๆ ทรงโปรดชาแบบใด    อุปกรณ์  วิธีชง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับชา  รวมทั้งบุคคลที่นำชามาถวาย   จะได้ดีได้ร้ายก็เพราะชา     ดูเอาเถิดว่าชาเป็นเรื่องของการเมืองไปด้วยเช่นกัน
บุคคลที่เขียนตำราชาคนแรกคือหลู่ ยู่ ผู้ได้สมญาว่านักบุญแห่งชา   ตำรานั้นได้เป็นต้นแบบแห่งตำราในยุคหลัง ๆ ทุกเล่ม  โดยเล่มนี้หวาง หลิงได้อ้างไว้หลายตอนด้วย   หวาง หลิงเสนอภาพและเรื่องเกี่ยวกับชาหลายแง่มุม   ทั้งศิลปะในพิธีการต่าง  ๆ วัฒนธรรมโรงน้ำชา  ชากับวรรณคดีและศิลปะ   ศิลปะชาของชาวบ้านจีนในมณฑลต่าง ๆ  ไปจนถึงอิทธิพลของชาทั่วโลก     การเรียบเรียงของหวาง หลิง และการแปลของเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ นำเรื่องราวเหล่านั้นมาเสนออย่างมีชีวิตชีวา ข้อความหลายตอนทำให้ผู้อ่านต้องคิดหาความหมายที่ลึกซึ้งต่อไปอีก เช่น  เรื่องน้ำที่ชงชา  อาจมาจากน้ำตก  แม่น้ำ และจากฝนซึ่งรองไว้อย่างที่คนไทยเรียกว่า “ฝนกลางหาว”  จีนเรียก “น้ำที่ไม่มีราก”  เพราะน้ำยังตกไม่ถึงพื้น   ถือเป็นน้ำที่ธรรมชาติกลั่นกรองมาแล้วเป็นอย่างดี
แต่ว่า ยุค พ.ศ.๒๕๔๘  จะไปหาฝนกลางหาวที่ไหนเลิศล้ำพอจะใช้ชงชาดื่มแล้วจะรู้สึกประหนึ่งขึ้นสวรรค์ได้เล่า….ในประเทศไทย
ตอนกลาง ๆ เล่ม มีเรื่องแหล่งชาที่ดีที่สุดในจีนและในโลก แห่งหนึ่งคือเมืองหางจู  ซึ่งคนไทยเรียกหางโจว   ที่ซึ่งมีทะเลสาบซีหู ต้นตำนานนางพญางูขาว    ข้าพเจ้าไปเดินกรำฝนอยู่ ๓ วันในเมืองนั้นในช่วงวันหยุดวันชาติจีน ๑ – ๗ ตุลาคม ๒๕๔๘  ได้ดูสารพัดดู รวมทั้งดูคนประมาณ “ล้านเจ็ด” ไปเที่ยวพร้อมกัน (เข็ดแล้วค่ะ  พอ ๆ กับไปเชียงใหม่ หรือขอนแก่น หรือ ถนนข้าวสาร ในช่วงสงกรานต์นั่นเทียว) ทว่าข้าพเจ้าหาได้ไปถึงสวรรค์แห่งชาที่หางโจวไม่ ไม่ได้ไปทั้งโรงน้ำชา พิพิธภัณฑ์ชา   หรือซื้อชาสักหยิบมือเดียว  ก็ในเมื่อเลือกได้หนึ่งรายการในบ่ายวันหนึ่งที่ฝนตก ข้าพเจ้าเลือกไปพิพิธภัณฑ์ผ้าไหม  และไม่ได้ซื้ออะไรเกี่ยวกับไหมเช่นกัน เพราะว่าแพงและไม่ตรงความจำเป็น     พอมาอ่านเล่มนี้จึงยิ่งรู้ว่าน่าจะกลับไปหางโจวอีกสักที (๓ ชม.) จากเซี่ยงไฮ้   เดี๋ยวจะไม่เหมือนคนไทยนับแสนที่พากัน (แห่) ไปซื้อชานานาชนิดกระป๋องละพันบาทมาราวกับของถูก   ภายหลังเห็นเที่ยวแจกกันเป็นสามารถ  เพราะอะไร  จะเพราะด้วยหาน้ำบริสุทธิ์อย่างน้ำพุเสือเต้นไม่ได้ด้วยหรือเปล่า
ในหนังสือกล่าวถึงบ้านคหบดีโบราณ   ชื่อ ยู่ หยวน  หรือที่จีนออกเสียง อี้ หยวน ในเมืองเซี่ยงไฮ้นั้น ข้าพเจ้าไปมาแล้วสองรอบ   ในใจกลางเป็นบ้านและสวนงามเลิศ มีห้องหับซับซ้อนหลายชั้น  เครื่องเรือนโบราณ เครื่องตกแต่งบ้านน่าชม     รอบนอกซึ่งดูได้โดยไม่ต้องตีตั๋วสี่สิบหยวนเข้าไปดูเหมือนข้างในนั้น เขาทำเป็นชุมชนท่องเที่ยว มีร้านรวงขายของสารพัด  ร้านน้ำชาใหญ่ร้านหนึ่งมีกาน้ำชาใหญ่เท่าโอ่งมังกรกำลังเทน้ำชาลงสู่ถ้วย   ใช้ไฟฟ้าทำให้ดูประหนึ่งสายน้ำจากพวยการินลงถ้วยตลอดเวลา   ก็ได้ไปถ่ายภาพไว้  ช่วงเทศกาลปูขน ก็มีปูขนโฟมตัวใหญ่สีแดงเชิญชวนอยู่หน้าร้านด้วย  ข้าพเจ้าไม่ได้กินปูและไม่ได้ดื่มชาที่ร้านนั้น   ได้แต่มองเข้าไปเห็นคนจีนนั่งดื่มกินกันอย่างเท่   ในร้านนี้และร้านอื่น ๆ มีขนมประกอบการดื่มให้อร่อยและอิ่มอีกหลายขนาน  ทำให้หวนคำนึงถึงเครื่องจันอับที่ผู้ใหญ่ที่ดื่มชาส่งให้เด็ก ๆ กิน และบอกว่าอย่าเพิ่งดื่มชาเลย  เจ้ายังเล็กอยู่ หารู้รสของดีไม่    พอเด็กน้อยนั้นเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่ได้เรียนรู้เรื่องชาสักเท่าใด   นอกจากอ่านหนังสือบางเล่ม รวมทั้งเล่มนี้ซึ่งเมื่อได้ไปอ่านในดงร้านน้ำชาจริง ๆ ผสมกับจินตนาการแล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้แน่ขึ้นไปอีกว่าการอ่านเป็นกำไรชีวิตโดยการลงทุนและลงเวลา น้อยที่สุด    ความคิดของคนที่ดื่มน้ำตะไคร้นี้คงต่างจากคอชาจีนตัวจริงหลายหมื่นลี้  แต่สำหรับหนังสือนั้น ข้าพเจ้าได้ดื่มไปเรียบร้อยแล้วจึงเขียนแนะนำท่านได้
กลิ่นหอมของชากรุ่นกำจายลอดออกมาจากหนังสือ  ผู้อ่านจินตนาการไปว่าเธอสวมชุดไหมสีชมพูอ่อนขลิบม่วง  มีลายดอกเหมยแลก้อนเมฆปักประดับ  งามราวเจ้าหญิงในเทพนิยาย (หรือเรื่องผีก็ไม่แน่  ผีจีนสวย ๆ มีหลายตน)  สวยมาก  นั่งอ่านบทกวีอยู่ในเก๋งประดับไม้ฉลุลายมังกร  ริมทะเลสาบที่มีระลอกคลื่นไหวน้อย ๆ ตามละอองลมต้นฤดูใบไม้ร่วง   เธอดื่มชาและกินขนมจันอับชิ้นเล็ก ๆ ไปพลาง  สมองรื่นรมย์  อารมณ์แจ่มใส (เพราะชาทำให้เกิดสมาธิและอารมณ์ดีได้ – หนังสือบอก)   เมื่ออ่านอยู่นั้นมีนกและผีเสื้อหลากสีบินมาฟัง   เสียงเธอไพเราะปานเม็ดหยกร่วงลงกระทบแก้วเจียระไน (เพราะน้ำชาล้างลำคอให้โล่ง) ยามเธอลุกขึ้นย่างเท้าให้เข้ากับจังหวะของบทกวีนั้นร่างน้อยก็อ่อนโอนราว กิ่งหลิวต้องลม  (เพราะชาไปล้างไขมันส่วนเกินให้)    เธอเผลอเพลินอยู่กับบทกวีจนพระจันทร์ทอแสงสีเงินยวงและสะท้อนในน้ำดูแวบวับ (ชาทำให้สมองตื่น กระฉับกระเฉง ไม่ง่วงเหงาหาวนอน)  โอ้ กระนี้ จะมิให้สรรเสริญยกย่องชาได้อย่างไร    ถ้าดึกอีกหน่อยคงจะมีบัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งสอบจอหงวนได้เข้ามาในฉากด้วย   ครบสูตรพอดี
ข้อความที่ท่านอ่านจบไปนั้น   หวาง หลิง มิได้เขียน และ เกียรติชัย   พงษ์พาณิชย์ ก็มิได้แปล   หากท่านจะเห็นก็เห็นในจดหมายข่าวฉบับนี้เอง
ขอขอบคุณท่านที่ปรึกษาสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ที่แปลหนังสือดี ๆ ของจีนออกมาให้ผู้อ่านซาบซึ้งและหลงเสน่ห์ชาผ่านตัวอักษร     นักแปลที่ติดกาแฟ  หากจะจิบชาแทน สุขภาพของท่านจะดี   สมองแจ่มใส   แปลได้ทนนาน หุ่นดี  และอายุยืน   มีผลวิจัยเป็นพยานมากมายสำหรับคนทั่วโลก   ส่วนเฉพาะนักแปลนักเขียนซึ่งเป็นลูกค้าของน้ำดื่มมีรสเหล่านี้ ยังไม่มีใครวิจัยไว้   คงจะต้องเชื่อภูมิปัญญาสามพันปีของจีน ในหนังสือ ตำนานชาในตำราจีน นั่นแลหวาง หลิง.   ตำนานชาในตำราจีน แปลโดย เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์.  กรุงเทพฯ    มติชน, ๒๕๔๖.  ๒๑๖    หน้า.   ๑๕๐ บาท.   ภาพประกอบ.

โดย :Thaitiat โพสเมื่อ [ วันจันทร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๔๕ น.]

ชา… วิถีแห่งชีวิต

อ.ชุติมา ผังชัยมงคล

สวัสดีค่ะท่านผู้ฟัง พบกันในรายการสุขภาพดีชีวีมีสุข ที่นำเสนอสาระน่ารู้สำหรับท่านผู้ฟัง วันนี้เราจะมาพูดคุยถึงเรื่องใกล้ตัวที่หลายคนคุ้นเคย บางประเทศถือเป็นวัฒนธรรมเลยก็ว่าได้ ท่านผู้ฟังคงสงสัยแล้วสิค่ะว่าวันนี้เราจะคุยเรื่องใดดี เราจะคุยกันเรื่องของชา…วิถีแห่งชีวิตค่ะ

ชามาจากพืชตระกูลคาเมเลีย ไซเนนซิส (Camellia sinensis) มีลักษณะเป็นพุ่ม ใบเขียวเข้มเป็นมัน ออกดอกสีขาวเป็นช่อส่งกลิ่นหอม ส่วนของต้นชาที่นำมาเป็นเครื่องดื่มจะใช้ใบชาที่อยู่ส่วนบนของต้น ชาที่มีคุณภาพดีที่สุด คือชาที่ผลิตจากใบชาอ่อน ชาเป็นผลผลิตที่มาจากพืชชนิดเดียวกันไม่ว่าจะเป็นชาจีน ชาญี่ปุ่น ชาอินเดีย ชาศรีลังกา แต่กรรมวิธีการผลิตใบชา และการชงชาไปจนถึงการปรุงแต่งรสชาดของชาที่แตกต่างกันในหลายวัฒนธรรม ทำให้เกิดชาในรูปแบบต่างๆกว่า 3,000 ชนิด

ชาที่นิยมดื่มมี 3 ชนิด คือ ชาฝรั่ง ซึ่งเป็นชาที่ผ่านการนวดอย่างสมบูรณ์ ชาจีน หรือชาดำ เป็นชาที่ผ่านการนวดเพียงเล็กน้อย และสำหรับคนยุคใหม่อาจจะคุ้นเคยกับคำว่าชาเขียวหรือกรีนที กรีนในที่นี้หมายถึงสีเขียว ส่วนทีคงไม่พ้นกับความหมายว่าชา ชาเขียวหลายคนเข้าใจผิดคิดว่าคือชาญี่ปุ่น แต่จริงๆแล้วชาเขียว คือ ชาทุกชนิดที่ผลิตโดยการเอาใบชาสดมาคั่วให้แห้ง ไม่ผ่านกระบวนการหมัก ทำให้ใบชาแห้งและยังคงมีสีเขียว มีคุณภาพเช่นเดียวกับใบชาสด เมื่อนำมาชงน้ำร้อนแล้วจะให้น้ำชาสีเขียว รสฝาดกว่าชาจีน ชาเขียวมี 2 ประเภทคือ ชาเขียวแบบจีน และชาเขียวแบบญี่ปุ่น ต่างกันตรงที่แบบญี่ปุ่นจะไม่คั่วด้วยกะทะร้อนเหมือนของจีน

ชาจัดเป็น เครื่องดื่มที่เหมาะกับการชงไปนั่งคุยกันไป ดังจะเห็นได้จากวัฒนธรรมของชาวอังกฤษในยุคแรก ๆ นิยมดื่มชาในช่วงบ่ายๆหรือเย็นๆ ในสวนดอกไม้บรรยากาศสบายๆ ใกล้ชิดธรรมชาติเพื่อเป็นการพบประสังสรรค ต่อมาในสมัยของควีนวิกตอเรีย ชาวอังกฤษนิยมดื่มชาในห้องที่มีบรรยากาศอบอุ่นเป็นกันเอง ประดับประดาด้วยดอกไม้นานาชนิด เคล้าด้วยเสียงเพลงเพื่อเพิ่มรสชาดในการสนทนา โดยเฉพาะการเจรจาทางธุรกิจ ทำให้ตกลงกันง่ายขึ้น เหมือนในสมัยปัจจุบันที่คนไทยนิยมไปไดรฟ์กอล์ฟเพื่อเจรจาธุรกิจโดยคาดหวัง ว่าการเจรจารธุรกิจจะง่ายขึ้น

คนไทยรู้จักชามาตั้งแต่สมัยสุโขทัยในช่วงที่มีการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมกับจีน แต่ที่มี
ปรากฎหลักฐานชัดเจนในสมัยอยุธยาจากจดหมายเหตุ ที่ลาลูแบร์ราชฑูตผรั่งเศส พูดถึงการดื่มชาในสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชว่าการดื่มชาถือเป็นมารยาท ผู้ดีอันจำเป็นต้องนำน้ำชามาเลี้ยงผู้มาเยือน คงจะตรงตามวัฒนธรรมไทยที่ว่าแขกไปใครมาต้องต้อนรับ และการดื่มชาในสมัยนั้นดื่มแบบชาจีนไม่ใส่น้ำตาล ในการต้มชานั้นน้ำที่เหมาะกับการต้มชาควรมีอุณหภูมิสูงประมาณ 80 องศาเซลเซียส และน้ำที่ใช้ต้มชาฝรั่งควรเป็นน้ำเดือด

สำหรับคนไทยเชื้อสายจีนหรือชาวจีนเวลามีผู้มาหาสู่ถึงบ้านจะนิยมยกน้ำชาออกมาต้อนรับ ถ้าไม่รักกันจริงจะไม่ยกน้ำชามานั่งดื่ม เพราะจะได้คุยให้เสร็จ ๆ แล้วรีบกลับ แม้แต่พิธีแต่งงานของชาวจีนชาจัดเป็นเครื่องดื่มที่มีความสำคัญ เพราะชาวจีนจะมีพิธียกน้ำชา เพื่อใช้แสดงถึงความเคารพนับถือผู้ใหญ่ที่มาร่วมงาน และใช้แสดงถึงการเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่สมบูรณ์ แม้แต่พิธีไหว้บรรพบุรุษ หรือสารทจีนน้ำชาก็ใช้ไหว้เช่นกัน ญี่ปุ่นเองก็มีพิธีการชงชาแบบชาโนยุ แต่เดิมเป็นพิธีทางศาสนาของนิกายเซน ปัจจุบันมีการฝึกหัดชงชาเพื่อรักษาไว้ซึ่งขนบธรรมเนียมญี่ปุ่น เราจะเห็นได้จากภาพยนต์ญี่ปุ่นหลายเรื่องจะมีการชงชาให้เราได้ชม
สำหรับ คนไทยภาคเหนือ คนลาวและพม่า อาจจะรู้จักชาในคำว่า “เมี่ยง” เมี่ยงเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำจากชาที่ผ่านการนึ่งและหมัก มีรสชาดออกเปรี้ยว ๆ เวลารับประทานจะโรยเกลือใส่เล็กน้อยเพื่อเสริมรสชาด เมี่ยงมีบทบาทในวิถีการดำเนินชีวิตจนเกิดคำพังเพยว่า “เอาลูกเขามาเลี้ยง เอาเมี่ยงเขามาอม” แต่ปัจจุบันคนรุ่นใหม่อย่างเราๆท่านๆ อาจจะไม่ทราบ หลายท่านคงยังติดหูกับคำว่าโรงน้ำชาหรือร้านน้ำชา จัดเป็นสถานที่ที่ผู้คน ทุกอาชีพทุกวัยได้มาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นโดยอาศัยการดื่มชา ดิฉันยังเคยได้ติดตามคุณปู่คุณย่าไปโรงน้ำชาเมื่อสมัยยังเด็กยังจำภาพนั้น ได้ติดตาอยู่เลยว่าบรรยากาศช่างสนุกสนาน ดูอบอุ่น มีผู้เฒ่าผู้แก่สรวลเสเฮฮากับคนวัยต่างๆด้วยความสนุกสนาน ร้านน้ำชาจัดเป็นกิจกรรมที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุที่ทำให้ท่านมีความสุข ได้เข้ากลุ่ม ได้พบปะกับบุคคลในวัยเดียวกัน ได้เชื่อมสังคมของตนเองกับสังคมของคนวัยอื่นๆ

สำหรับในวันนี้ผู้ฟังคงได้ ทราบแล้วว่าชามีส่วนเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของเราได้อย่างไรบ้าง ในคราวหน้าเราจะมาทราบคุณประโยชน์ของชากันนะคะ สวัสดีค่ะ

บรรณานุกรม
จิระศักดิ์ ทองหยวก.(2542). เอนหลังดื่มชา. กรุงเทพฯ:บ้านและสวน.
ธนิษฐา แดนศิลป์.(2545). เสน่หาแห่งชา.พิมพ์ครั้งที่1. กรุงเทพฯ : อีกหนึ่งสำนักพิมพ์.
ปรัชนันท์.(2546). รินใจใส่ชา : คู่มือคนรักชา. กรุงเทพฯ : อีกหนึ่งสำนักพิมพ์.

http://www.uniserv.buu.ac.th/forum2/topic.asp?TOPIC_ID=574

การชงชาอู่หลง

ขั้นตอนในการชงชาอูหลง
1. ใส่ใบชาลงในกาชาประมาณ 1/6 -1/4 ของปริมาตรกา
2. รินน้ำเดือดลงในกาครึ่งหนึ่ง เททิ้งทันที (ไม่ควรเกิน 5 วินาที) เพื่อล้างและอุ่นใบชาให้ตื่นตัว
3. รินน้ำเดือดลงในกาชาจนเต็มปิดฝากา ทิ้งไว้ประมาณ 45 – 60 วินาที
4. รินน้ำชาลงในแก้วดื่ม (การรินแต่ละครั้ง ต้องรินน้ำออกให้หมดกา มิฉะนั้นจะทำให้น้ำชาที่เหลือคากามีรสขม ฝาดมากขึ้น เสียรสชาด) ใบชาสามารถชงได้ 4 – 6 ครั้ง และในการชงแต่ละครั้งให้เพิ่มเวลาครั้งละประมาณ 10-15 วินาที

การชงชาให้รสชาติดีมีข้อสำคัญหลัก 4 ประการ ดังนี้ :

1. ปริมาณใบชา :
จะ ใช้ใบชาเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับลักษณะของใบชา เช่น ชาที่มีรูปกลมแน่น กลมหลวม หรือเป็นเส้น ถ้าใช้ชาที่มีลักษณะกลมแน่น จะใช้ชาใน ประมาณ 25% ของกาชา ใบชาเมื่อแช่อยู่ในน้ำร้อนจะเริ่มคลายตัวทีละน้อยจนเป็นใบชัดเจน ถ้าใส่มากเกินไปจะทำให้การคลายตัวไม่สะดวก รสชาดที่ชงออกมาก็จะไม่ได้ตามมาตรฐานของชานั้นๆ และเป็นการเสียของ ใบชาเมื่อคลายออกเต็มที่ ควรจะมีปริมาณ 90% ของกาชา

อย่างไรก็ตามขึ้นอยู่กับความชอบของแต่ละคนด้วยว่า ต้องการรสชาดเข้มข้นมากน้อยเพียงใด และขึ้นอยู่กับคุณภาพของใบชาแต่ละชนิดด้วย

2. อุณหภูมิน้ำ :
น้ำที่ใช้ชงชาไม่จำเป็นที่ต้องใช้น้ำร้อน 100 องศาเซลเซียส แต่ต้องดูว่าจะชงชาประเภทใด เช่น
– อุณหภูมิน้ำ 90 องศาเซลเซียสขึ้นไป เหมาะสำหรับชงชาที่มีรูปทรงแน่นกลมแข็ง
– อุณหภูมิน้ำ 80-90 องศาเซลเซียส เหมาะสำหรับชาที่มีรูปทรงบอบบางแตกหักง่าย หรือชาที่มีใบอ่อนมาก
– อุณหภูมิน้ำต่ำกว่า 80 องศาเซลเซียส ใช้ชงกับชาเขียวทั่วๆ ไป
3. เวลา :
การ ที่ใช้เวลานาน หรือไม่นานนั้น จะบอกได้ว่า น้ำชาจะมีรสอ่อนหรือแก่ โดยปกติ ชาประเภททรงกลมแน่นจะใช้เวลาในการชงครั้งแรกประมาณ 45-60 วินาที ครั้งต่อๆ ไปเพิ่มเป็น 10-15 วินาที/ครั้ง
4. กาชา :
กาที่ใช้ควรเป็นกาที่ทำจาก ดินเผา กาดินเผาจะเก็บความร้อนได้ดีกว่า และให้การตอบสนองดีกว่ากาที่ทำจากวัสดุอย่างอื่น

http://www.thaisamkok.com/forum/index.php?showtopic=6517

ว่าด้วยเรื่องชาเขียวพร้อมดื่ม

กรรณิการ์ โตประเสริฐพงศ์

นักวิชาการมาตรฐาน

สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ชาเขียวพร้อมดื่ม เป็นที่สนใจของคนไทยมากขึ้น ด้วยคิดว่าเป็นเครื่องดื่มที่อินเทรนด์แถมยัง ทำให้ดีต่อสุขภาพอีกด้วย ปัจจุบันนิยมดื่มกันอย่างแพร่หลายเรียกว่า ณ เวลานี้คงไม่มีใครบอกว่าไม่รู้จักน้ำชาเขียวบรรจุขวด

ชาเขียวพร้อมดื่มในประเทศไทย

ในประเทศญี่ปุ่นมีการจำหน่ายน้ำชาเขียวบรรจุขวดมานานกว่า 30 ปีแล้ว และในทุกวันนี้ก็ยังนิยมดื่มกันอย่างต่อเนื่อง ใครที่เคยไปญี่ปุ่นก็จะเห็นชาเขียวพร้อมดื่มในตู้แช่เย็นอยู่แทบจะทุกตรอกซอกซอย

ส่วนในประเทศไต้หวัน สิงคโปร์ ฮ่ออกงและจีน ต่างก็มีการดื่มน้ำชาเขียวบรรจุขวดมาเป็นเวลานานแล้วด้วยเหมือนกัน แต่สำหรับประเทศไทยชาเขียวพร้อมดื่มเริ่มฮิตมาอย่างรวดเร็วในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา จนเกิดกระแสชาเขียวฟีเวอร์

เริ่ม จากบริษัท ยูนิ เพรสซิเดนท์ จำกัด เปิดตลาดชาเขียวพร้อมดื่มเมื่อปี พ.ศ. 2544 ก็มีอัตราการเติบโตของตลาดพุ่งเกิน 100 % โดยในปี พ.ศ. 2545 มูลค่าตลาดกระโดดไปถึง 1 . 000 ล้านบาทและเพิ่มเรื่อย ๆเป็น 1 . 500 ล้านบาท ในปี พ . ศ. 2546

พอมาในปี พ.ศ. 2547 มูลค่าการตลาดสูงไปถึง 3.200 ล้านบาทแปลว่าในปีที่ 3 ของเกิดผลิตภัณฑ์ชาเขียวพร้อมดื่มมีอัตราเติบโต 100 %

คิด ดูเฉพาะน้ำชาเขียวยี่ห้อโออิชิที่แปลเป็นไทยว่าอร่อยเพิ่งจะสู่ตลาดประมาณ ปีกว่า และขึ้นอันดับหนึ่งของชาเขียวพร้อมดื่มทั้งหมดนั้น มีกำลังการผลิตถึง 1.2 ล้านขวดต่อวันตีว่าขวดละประมาณ 20 บาท ฉะนั้นรายได้ที่ได้จาก การจำหน่ายประมาณร่วมเดือนละ 600 ล้านบาทต่อเดือน

เมื่อเริ่มแรกมีแบรนด์ของยูนิฟและโออิชิเท่านั้นที่ขึ้นแท่นแต่ ตอนนี้เริ่มยี่ห้อหลากหลายให้เลือกมากขึ้น ลองมาดู ACNielsen (Thailand) ltd and Tetra Pak (Thai) Ltd. รวบรวมข้อมูล เกี่ยวกับส่วนแบ่งการตลาดชาเขียวพร้อมดื่มในปี พ.ศ. 2547 ดังนี้โออิชิ 36.9 % ยูนิฟ 36.9 %เซนชะ 6.2 % ลิปตัน 5.8 % พ็อกกา 1.7 % ทิปโก้ 1.6 % ชาลีวัง 1.4 % อื่น ๆ 7.5 %และดูเหมือนว่าตลาดน้ำชาเขียวยังคงร้อนแรงต่อเนื่องอย่างไม่มีที ท่าว่าจะมีขาลงแผ่วปลายซะเลยแต่กลับจะมีสีสันมากขึ้นเพราะมีผู้ประการรายใหม่ เช่นกลุ่มเบียร์สิง กระทิงแดง ๆลๆ ร่วมขอผลิตด้วยคน

สาเหตุที่ชาเขียวพร้อมดื่มได้รับความนิยม

เริ่มจากการที่ยูนิฟทำโฆษณาในการสร้างตลาดครั้งแรกด้วยการเน้น เจาะกลุ่มวัยรุ่นโดยตอกย้ำเรื่องดื่มแล้วเท่ แถมสุขภาพดี ซึ่งต่างจากเครื่องดื่มน้ำอัดลมที่ให้แค่ความสดชื่นดับกระหายเท่านั้น

โดย เฉพาะวัยรุ่นไทยที่ชื่นชอบแนวญี่ปุ่นกลุ่ม JPOP ตอบรับสินค้าตัว นี้เป็นอย่างมาก และแพร่หลายเป็นวงกว้างในเวลาต่อมา ผลจากการตอบรับชาเขียวพร้อมดื่มจากวัยโจ๋ที่มีมากนี้เองทำให้ไปแย่งตลาด น้ำอัดลมไปในตัวโดยพบว่าปกติน้ำอัดลมในประเทศไทยมีการเจริญเติบโต 8-9 % แต่ในปี พ.ศ. 2547 ที่ผ่านมายอดจำหน่ายทดเป็น 2-3 % เท่านั้น

ใน ต้นปี พ.ศ. 2548 เครื่องดื่มชาเขียวเพิ่มความดังที่หน้าหนึ่งของ หนังสือพิมพ์ทุกฉบับเมื่อลูกค้ารายหนึ่งดื่มชาเขียวบรรจุขวดยี่ห้อโอเอชิ แล้วมีอาการเจ็บป่วย ซึ่งภายหลังพบว่ามีกรดเกลือที่เข้มข้นถึง 16 % ผสมอยู่ในขวดดังกล่าว กรดเกลือเข้มข้นขนาดนี้อาจจะทำให้กระเพาะและลำไส้เป็นแผลหรือถึงกับเลือดออก ทำให้เกิดอันตรายได้ ป่านนี้ชาเขียวบรรจุขวดโออิชิจะเป็นอย่างไรบ้าง ท่านผู้อ่านคงพอทราบกันบ้างแล้ว ว่ากันว่าชาเขียวเป็นเครื่อมดื่มที่มีคุณค่า ทางโภชนาการเป็นอย่างมาก จริงเท็จประการใดลองมาอ่านเรื่องราวต่อไปนี้กันดู

ชา

ชา เป็นชื่อไม้ต้นขนาดเล็กชนิด Camella Sinensis (Linn.) Kuntze ในวงศ์ Theaceae ขึ้นตามหุบเขาในเขตร้อน ใบชาใช้ชงเป็นเครื่องดื่ม ถิ่นกำเนิดคือประเทศจีน แล้วแพร่กระจายไปสู่ประเทศอินเดีย ศรีลังกา และญี่ปุ่น ในเวลาต่อมา การเก็บใบชา นิยมเลือก เก็บเฉพาะยอดและใบอ่อน ใบที่อายุต่างกันจะให้รสชาติไม่เหมือนกัน เช่น Orange Pekoe จะได้จากใบอ่อนที่สุด แต่ Souchong จะเก็บจากใบที่สี่นับจากยอด ใบชาเมื่อถูกทำให้แห้งด้วยความร้อน อบ คั่ว หรือตากแห้ง จะได้เป็นชาเขียว แต่ถ้านำใบชาไปผ่านกระบวนการหมักก่อนแล้วทำให้แห้ง จะได้ใบชาสีดำ สำหรับชา Oolong นั้นจะอยู่ก้ำกึ่งระหว่าง ชาเขียวกับชาดำ ชาเขียวที่ดีผลิตได้จากยอดอ่อนของต้นชาที่เก็บในห้วงฤดูใบไม้ผลิโดยนำมานึ่งแล้วม้วนใบ เมื่อนำมาชงกับน้ำร้อนจะออกสีเขียวอ่อน ในทางการค้า หลังจากผ่านการคัดขนาดแล้ว ใบชาจะถูกบรรจุในถุงอะลูมิเนียมฟอยส์ เพื่อป้องกันการสูญเสียความหอมและดูดซับกลิ่นอื่นๆ

ชาเขียวมีดีตรงไหน

ผลการทดลองชาเขียวในต่างประเทศ ได้ข้อมูลดังนี้

  • สารประกอบหลักในใบชาเขียว ได้แก่ สารในกลุ่ม Polyphenolic จำพวก Catechins และ Flavonols ส่วนชาดำที่ผ่านการหมักแล้วทำให้สารจำพวก Catechins
    บางส่วนในใบชาเขียวจะเปลี่ยนเป็น Aflavin และ Tharubigins ซึ่งเป็นสารสำคัญป้องกันการเกิดมะเร็งเนื่องจากมีคุณสมบัติลดปริมาณอนุมูลอิสระ เชื่อกันว่าอนุมูลอิสระเป็น ตัวการสำคัญที่เข้าไปทำลายเซลล์ในร่างกายและเมื่อเซลล์ถูกทำลายจะส่งผลทำให้เกิดโรคหัวใจ มะเร็ง รวมถึงความเสื่อมของอวัยวะต่างๆ
  • ชาเขียวป้องกันการเกิด LDL Cholesterol ในเลือดซึ่งรู้จักกันว่าเป็นตัว การทำให้เกิดการจับตัวของลิ่มเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุของอาการหัวใจวาย และลมชัก
  • ชาเขียวยังสามารถดื่มเป็นยาแก้ท้องเสียได้อีกด้วย เนื่องจากมีสารแทนนิน
  • สารคาแฟอีนที่อยู่ในชาเขียวจะกระตุ้นให้รู้สึกสดชื่นและใช้พลังงานมากขึ้นทำให้สามารถลดน้ำหนักตัวลงได้
  • สาร Epigallocatechin Gallate : EGCG ซึ่งเป็นส่วนประกอบใน Catechins ในชาเขียวจะช่วยลดระดับน้ำตาลในเลือด ยับยั้งการสร้าง ไขมันบางชนิด หรือ LDL ในเลือด ซึ่งเป็นสาเหตุให้เกิดการ อุดตันในเส้นเลือดซึ่งจะนำไปสู่โรคกล้ามเนื้อหัวใจและเซลล์สมองตาย
  • สาร EGCE มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เจ็บคอและท้องเสีย และยังพบว่าชาเขียวมีฟลูออไรค์ ซึ่งทำให้ฟันแข็งแรง และลดกลิ่นปากที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรียในปากได้อีกด้วย
  • นักวิทยาศาสตร์บางท่านพบว่า คนที่ดื่มชาเขียวเป็นประจำมีโอกาสป่วยเป็นโรคหัวใจ มะเร็ง และความดัน น้อยกว่าคนที่ไม่ได้ดื่มเป็นประจำ และยังพบว่าช่วยเสริมภูมิต้านทานและชะลอความชราอีกด้วย

ชาเขียว อาจไม่ช่วยต้านมะเร็งเสมอไป

อาจารย์ สมศรี เจริญเกียรติกุล จากสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ถึงแม้ว่าจะมีการศึกษาวิจัยต่างๆ มากมายที่ระบุสว่าชามีสมบัติในการด้านการเกิดมะเร็งในสัตว์ทดลอง เช่น ที่สถาบันวิจัยในประเทศจีนพบว่า สาร EGCG สามารถลดอัตราการเกิดมะเร็งในหนูทดลองที่ถูกฉีดสารกระตุ้นให้เป็นมะเร็งถึง 50 %

แต่ จากการทดลองอีกแห่งหนึ่งกลับพบว่า EGCG เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งในสัตว์อีกชนิดหนึ่ง สาเหตุเป็นเพราะสัตว์ที่แตกต่างกันจะมีความสลับซับซ้อนของเอนไซม์และฮอร์โมน ที่ต่างกันไปนั่นเอง ซึ่งทางวงการวิทยาศาสตร์ต้องพยายามหาข้อสรุปผลที่จะเกิดกับมนุษย์ต่อไป

ข้อเสียของชาเขียว

แม้ว่า ชาเขียวจะมีข้อดีอยู่มาก แต่อาจารย์สมศรี ได้เตือนว่า การดื่มชามากเกินไปจะมีผลต่อโภชนาการ เพราะชาเขียว จะขัดขวางในการดูดซึมธาตุเหล็ก จึงไม่เหมาะกับผู้ป่วยที่เป็นโรคโลหิตจาง หญิงตั้งครรภ์ เด็กในวัยเจริญเติบโต โดยเฉพาะอย่างยิ่งคาเฟอีนในชาเขียวมีผลทำให้นอนไม่หลับ

อย. ว่าประโยชน์ของชาเขียวต่อร่างกายยังเป็นเพียงแค่หลักวิชาการ

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2548 ศ.ดร.ภักดี โพธิศิริ เลขาธิการ อย. อธิบายว่า ตามที่ในหลายประเทศนิยมดื่มชาเขียวอย่างจีนและญี่ปุ่น มีการเผยแพร่คุณสมบัติต่างๆ ในชาเขียว เช่น มีสาร Antioxidant ต่อต้านอนุมูลอิสระในร่างกายทำให้อายุยืนขึ้น ฯลฯ โดยมีการตั้งสถาบันวิชาการเพื่อศึกษาเรื่องนี้อย่างเป็นเรื่องเป็นราวนั้น ยังเป็นเพียงแนวคิดตามหลักทางวิชาการเท่านั้นตามสารที่พบ

แต่ ในทางคลินิกยังไม่เคยมีการวิจัยว่า เมื่อดื่มชาเขียวแล้วจะให้ผลดีเช่นนั้นหรือไม่ ยังไม่มีการทดลองอย่างจริงจังจึงไม่สามารถสรุปได้ และที่สำคัญสำหรับน้ำชาเขียวบรรจุขวดที่นิยมดื่มในประเทศขณะนี้เป็นเพียงน้ำ ชาทั่วไปเท่านั้น

คาแฟอีนในชาเขียวพร้อมดื่ม

โดย ทั่วไปใบชาที่เก็บตามธรรมชาติพบสารคาแฟอีนสูงกว่ากาแฟมาก แต่ด้วยวิธีการดื่มชาจะต้องนำใบชามาชงกับน้ำก่อน จึงมีผลทำให้ปริมาณคาแฟอีนเจือจางลง จนระบุจำนวนสารคาแฟอีนไม่ได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณและจำนวนครั้งของการชง ผู้ดื่มชาเขียวอย่างต่อเนื่องจะได้รับผลกระทบต่อจิตประสาท เพราะคาเฟอีนจะทำให้จิตประสาทตื่นตัวนอนไม่หลับกล้ามเนื้อสั่น หัวใจสั่น และหากทำงานหนักมากอาจช็อกและเสียชีวิตได้ โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี ยิ่งควรหลีกเลี่ยงการดื่มคาแฟอีนทุกประเภท เพราะมีผลต่อความจำของเด็ก

เลขาธิการ อย. ย้ำว่าคุณสมบัติชาเขียวมีตามหลักวิชาการเท่านั้น ยังไม่มีการทดสอบอย่างจริงจัง

ใน ส่วนของชาเขียวพร้อมดื่ม จะมีจำนวนสารคาแฟอีนค่อนข้างต่ำ โดยในบางยี่ห้อมีการระบุไว้ที่ข้างขวด เพียง 9-16 มิลลิกรัมต่อน้ำ 100 มิลลิลิตร ถือเป็นปริมาณ สารคาแฟอีนที่ไม่มาก

ใบ ชาที่เก็บตามธรรมชาติ เมื่อนำมาทดสอบหาปริมาณสารคาแฟอีน จะพบว่าสูงกาแฟมาก โดยสูงถึง 15% ขณะที่ในกาแฟมีเพียงแค่ 3% แต่เนื่องจากวิธีการกินชานั้น จะต้องนำใบชามาชงกับน้ำทำให้ปริมาณคาแฟอีนเจือจางลง ซึ่งไม่สามารถระบุจำนวนสารคาแฟอีนได้แน่นอน ขึ้นอยู่กับปริมาณและจำนวนครั้งของการชง

อย. ถือว่าการลับลอบผลิตชาเขียวพร้อมดื่มที่ไม่ได้มาตรฐานคือ ไม่มีการระบุบนฉลากว่ามีส่วนผสมของคาแฟอีน เป็นการกระทำที่ผิดกฎหมายที่ต้องดำเนินคดี เนื่องจากอาจมีคาแฟอีน มากพอที่จะทำให้เกิดผลกระทบต่อจิตประสาทต่อผู้บริโภค

แถม ขณะนี้ กรมสรรพสามิตมีแผนการเก็บภาษีเพิ่ม เนื่องจากเห็นว่าชาเขียวพร้อมดื่มเป็นเครื่องดื่มที่มีส่วนผสมของคาแฟอีน เช่นเดียวกับเครื่องดื่มกาแฟดังนั้น ในเร็ววันนี้ผู้บริโภคอาจต้องจ่ายแพงขึ้นสำหรับซื้อสินค้าตัวนี้

ดื่มน้ำชาบรรจุขวดกันต่อดีหรือไม่

เมื่อ หน่วยงานที่มีหน้าที่ควบคุมเขาบอกว่าชาเขียวพร้อมดื่มเป็นน้ำชาชงดื่มแบบ ธรรมดาทั่วๆไป แถมตอนนี้ อย. หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ยังคงไม่ได้ทำวิจัยหาข้อเท็จจริงว่าในชาเขียวพร้อมดื่มมีผลทำให้ร่างกายเป็น อย่างไร ดื่มแล้วสดชื่นเสริมภูมิต้านทาน หรือประสาทกินหนักขึ้นหรือไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อร่างกาย

ดัง นั้น ท่านผู้อ่านที่นิยมดื่มชาเขียวบรรจุขวดเป็นประจำก็ใช้วิจารณญาณกันเอาเองก็ แล้วกันว่า ดื่มน้ำชาเขียว 500 ซีซี ในแต่ละครั้งคุ้มกับเงินที่จ่ายไปขวดละ 20 บาทหรือไม่

ที่มา : For Quality Vol.11 No.90 P 44-46

http://www.tistr-foodprocess.net/tea/article_tea/tea2.htm