Category Archives: สูตรยาพื้นบ้าน

ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณ ๒๘ ขนาน

แต่เดิมยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณมีอยู่ ๑๖ ขนาน เมื่อปลายปี ๒๕๓๗ ได้มีประการยกเลิกยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณเดิมทั้ง ๑๖ ขนาน แล้วกำหนดขึ้นมาใหม่ ซึ่งมีตำรับยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณเดิมอยู่ด้วยส่วนหนึ่ง และกำหนดขึ้นมาใหม่เป็นส่วนใหญ่ รวมทั้งสิ้น ๒๘ ขนาน
ยาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่กำหนดขึ้นมาใหม่นี้ เป็นยาบรรจุเสร็จการจำหน่ายโดยทั่วไปจะจำหน่ายได้เฉพาะยาที่บรรจุเสร็จตามรายระเอียดและขนาดบรรจุที่กำหนดไว้เท่านั้น

ประกาศกระทรวงสาธารณสุข
เรื่อง ยาสามัญประจำบ้าน ฉบับที่ ๒

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๗๖(๕) แห่งพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติยา (ฉบับที่ ๓) พ.ศ.๒๕๒๒ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข โดยคำแนะนำของคณะกรรมการยา จึงออกประกาศไว้ดังต่อไปนี้

ข้อ ๑. ให้ยกเลิกประกาศยาแผนโบราณที่เป็นยาสามันประจำบ้านตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข ระบุยาสามัญประจำบ้าน ตามความในพระราชบัญญัติยา พ.ศ. ๒๕๑๐ ลงวันที่ ๒๐ สิงหาคม ๒๕๑๑

ข้อ ๒. ให้ยาแผนโบราณซึ่งมีชื่อ ปริมาณของวัตถุส่วนประกอบ วิธีทำ สรรพคุณ ขนาดรับประทาน คำเตือนและขนาดบรรจุ ต่อไปนี้ เป็นยาสามัญประจำบ้าน

๑. ยาหอมเทพจิตร

วัตถุส่วนประกอบ

  • ลูกจันทน์ ดอกจันทร์ ลูกกระวาน กานพลู จันทร์แดง จันทน์ขาว กฤษณา กระลำพัก ขอนดอก ชะลูด อบเชย เปราะหอม แฝกหอม หนักสิ่งละ ๒ ส่วน
  • ผิวมะกรูด ผิวมะงั่ว ผิวมะนาว ผิวส้มตะรังกะนู ผิวส้มจีน ผิวส้มโอ ผิวส้มเขียวหวาน หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • ผิวส้มซ่า หนัก ๒๘ ส่วน ดอกพิกุลทอง ดอกบุญนาค ดอกสารภี เกสรบัวหลวง ดอกบัวขม ดอกบัวเผื่อน หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • ชะมดเช็ด การบูร หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • โกศสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐจุฬาลัมพา โกฐกระดูก โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกฐชฎามังสี หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน เทียนเยาว-ภาณี เทียนสัตตบุตย์ เทียนเกล็ดหอย เทียนตากบ หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • พิมเสน หนัก ๔ ส่วน ดอกมะลิหนัก ๑๘๔ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง ผสมน้ำดอกไม้เทศ ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม
สรรพคุณ แก้ลม บำรุงหัวใจ
ขนาดรับประทาน ครั้งละ ๕-๗ เม็ด
ขนาดบรรจุ ๓๐ เม็ด

๒. ยาหอมทิพโอสถ

วัตถุส่วนประกอบ

  • ดอกพิกุล ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกมะลิ เกสรบัวหลวง ดอกกระดังงา ดอกบัวจงกลนี หัวแห้วไทย กระจับ ฝาง จันทน์ขาว จันทร์เทศ กฤษณา ชะลูด อบเชย สมุลแว้ง สนเทศ วานน้ำ กระชาย เปราะหอม ดอกคำไทย ชะเอมเทศ สุรามฤต ข่าต้น ลูกจันทน์ หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา โกฐกระดูก โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกฐชฎามังสีหนักสิ่งละ ๒ ส่วน
  • เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน เทียนเยาวพาณี เทียนสัตตบุษย์ เทียนเกล็ดหอย เทียนตากบ การบูร หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • ชะมดเช็ดพิมเสน หนักสิ่งละ ๒ ส่วน

วิธีทำ ชนิดผง บดเป็นผง ชนิดเม็ด บดเป็นผง ทำเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม
สรรพคุณ แก้ลมวิงเวียน ละลายน้ำดอกไม้ หรือน้ำสุก
ขนาดรับประทาน ชนิดผง ครั้งละ ๑/๒-๑ ช้อนกาแฟ ชนิดเม็ด ครั้งละ ๕-๗ เม็ด
ขนาดบรรจุ ชนิดผง ๑๕ กรัม ชนิดเม็ด ๓๐ เม็ด

๓. ยามหานิลแท่งทอง

วัตถุส่วนประกอบ

  • เนื้อในเม็ดสะบ้ามอญสุม กระดูกกาสุม กระดูกงูเหลือมสุม หวายตะค้าสุม เม็ดมะกอกสุม ลูกมะคำดีควายสุม ถ่านไม้สัก จันทร์แดง จันทร์เทศ ใบพิมเสน ใบหญ้านาง หมึกหอม หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • เบี้ยจั่น คั่วให้เหลือง ๓ เบี้ย

วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด ปิดทองคำเปลว หนักเม็ดละ ๐.๕ กรัม
สรรพคุณ แก้ไข้ แก้หระกายน้ำ แก้หัด อีสุก อีใส
ขนาดรับประทาน รับประทานครั้งละ ๒ ครั้ง ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๓-๔ เม็ด เด็ก ครั้งละ ๑-๒ เม็ด
ขนาดบรรจุ ๓๐ เม็ด

๔.ยาเขียวหอม

วัตถุส่วนประกอบ

  • ใบพิมเสน ใบผักกระโฉม ใบหมากผู้ ใบหมากเมีย ใบสันพร้าหอม รากแฝกหอม จันทร์เทศ จันทน์แดง ว่านกลีบแรด ว่านร่อนทอง เนระพูสี พิษนาศน์ รากไคร้เครือ ดอกพิกุล เกสรบุนนาค เกสรสารภี เกสรัวหลวง หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • ระย่อม หนัก ๑/๔ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ แก้ตัวร้อน ร้อนใน กระหายน้ำ ละลายน้ำสุก หรือน้ำดอกมะลิแก้พิษหัด พิษสุกใส ละลายน้ำรากผักชีต้มทั้งรับประทานและชโลม
ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ ๔–๖ครั้ง ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ เด็ก ครั้งละ ๑-๒ ช้อนกาแฟ
ขนาดบรรจุ ๓๐ เม็ด

๕.ยาประสะกะเพรา

วัตถุส่วนประกอบ

  • พริกไทย ขิง ดีปลี กระเทียม น้ำประสานทองสะตุ หนักสิ่งละ ๒ ส่วน ชะเอมเทศ หกากิงคุ์ หนักสิ่งละ ๘ ส่วน
  • เกลือสินเธาว์ หนัก ๑ ส่วน
  • ผิวมะกรูด หนัก ๒๐ ส่วน ใบกะเพรา หนัก ๔๗ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๑ กรัม
สรรพคุณ แก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ละลายนำสุก หรือน้ำใบกะเพราต้มแก้ท้องแน่น จุกเสียด ใช้ไพลเผาไฟพอสุก ฝนแทรก
ขนาดรับประทาน รับประทาน เช้า เย็น เด็กอายุ ๑-๓ เดือน ครั้งละ ๔-๖ เม็ด
ขนาดบรรจุ ๓๐ เม็ด

๖. ยาเหลืองปิดสมุทร

วัตถุส่วนประกอบ

  • แห้วหมู ขมิ้นอ้อย เปลือกเพกา รากกล้วยตีบ กระเทียมคั่ว ดีปลี ชันย้อย ครั่ง สีเสียดเทศ สีเสียดไทย ใบเทียน ใบทับทิม หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • ขมิ้นชัน หนัก ๖ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๑ กรัม
สรรพคุณ แก้ท้องเสีย ใช้น้ำเปลือกลูกทับทิม หรือเปลือกแคต้มกับน้ำปูนใส เป็นกระสาย ถ้าหาน้ำกระสายไม่ได้ ให้ใช้น้ำสุกแทน
ขนาดรับประทาน รับประทาน วันละ ๓ เวลา ก่อนอาการ เด็กอายุ ๓-๕ เดือน ครั้งละ ๒ เม็ด เด็กอายุ ๖–๑๒ เดือน ครั้งละ ๓-๔ เม็ด เด็กโต ครั้งละ ๕-๗ เม็ด
นาดบรรจุ ๓๐ เม็ด

๗. ยาอำมฤควาที

วัตถุส่วนประกอบ

  • รากไคร้เครือ โกฐพุงปลา เทียนขาว ลูกผักชีลา เนื้อลูกมะขามป้อม เนื้อลูกมะขามป้อมเนื้อลูกสมอพิเภก หนักสิ่งละ ๗ ส่วน น้ำประสานทองสะตุ หนัก ๑ ส่วน
  • ชะเอมเทศ หนัก ๔๓ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ แก้ไอ ขับเสมหะ ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือ ใช้จิบหรือกวาดคอ
ขนาดรับประทาน ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ เด็กลดลงตามคอ
ขนาดบรรจุ ๑๕ กรัม

๘. ยาประสะมะแว้ง

วัตถุส่วนประกอบ

  • สารส้ม หนัก ๑ ส่วน
  • ขมิ้นอ้อย หนัก ๓ ส่วน
  • ใบสวาด ใบตานหม่อน ใบกะเพรา หนักสิ่งละ ๘ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง ผสมน้ำสุกแทรกพิมเสนพอควร ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม
สรรพคุณ แก้ไอ แก้เสมหะ ละลายน้ำมะนาวแทรกเกลือ รับประทานหรือใช้อม
ขนาดรับประทาน เด็ก ครั้งละ ๑-๒ เม็ด
ขนาดบรรจุ ๓๐ เม็ด

๙. ยาจันทน์ลีลา

วัตถุส่วนประกอบ

  • โกฐสอ โกฐเขมา โกฐจุฬาลัมพา จันทร์เทศ จันทร์แดง ลูกกระดอม บอระเพ็ด รากปลาไหลเผือก หนักสิ่งละ ๔ ส่วน

วิธีทำ ชนิดผง บดเป็นผง ชนิดเม็ด บดเป็นผง ทำเป็นเม็ดหนักเม็ดละ ๐.๕ กรัม
สรรพคุณ แก้ไข้ แก้ตัวร้อน
ขนาดรับประทาน รับประทานทุก ๔ ชั่วโมง ชนิดผง เด็ก ครั้งละ ๑/๒-๑ ช้อนกาแฟ ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๑-๒ ช้อนกาแฟ ชนิดเม็ด เด็ก ครั้งละ ๑-๒ เม็ด ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๓-๔ เม็ด
ขนาดบรรจุ ชนิดผง ๑๕ กรัม ชนิดเม็ด ๓๐ เม็ด

๑๐. ยาตรีหอม

วัตถุส่วนประกอบ

  • เนื้อลูกสมอเทศ เนื้อลูกสมอพิเภก เนื้อลูกมะขามป้อม ลูกผักชีลา หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • รากไคร้เครือ โกศสอ ชะเอมเทศ น้ำประสานทองสะตุ ลูกซัดคั่ว หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • เนื้อลูกสมอไทย โกฐน้ำเต้าใหญ่นึ่งสุก หนักสิ่งละ ๒๒ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม
สรรพคุณ แก้เด็กท้องผูก ระบายพิษไข้
ขนาดรับประทาน รับประทานก่อนอาหารเช้า เด็กอายุ ๑-๒ เดือน ครั้งละ ๒-๓ เม็ดเด็กอายุ ๓-๕ เดือนครั้งละ ๔-๕ เม็ด เด็กอายุ ๖–๑๒ เดือน ครั้งละ ๖-๘ เม็ด

๑๑.ยาประสะจันทน์แดง

วัตถุส่วนประกอบ

  • รากเหมือนคน รากมะปรางหวาน รากมะนาว เปราะหอม โกฐหัวบัว จันทร์เทศ ฝางเสน หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • เกสรบัวหลวง ดอกบุนาค ดอกสารภี ดอกมะลิ หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • จันทน์แดง ๓๒ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ แก้ไข้ตัวร้อน กระหายน้ำ ละลายน้ำสุกหรือน้ำดอกมะลิ
ขนาดรับประทาน รับประทานทุก ๓ ชั่วโมง ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ เด็ก ครั้งละ ๑/๒ ช้อนกาแฟขนาดบรรจุ ๑๕ กรัม

๑๒. ยาหอมอินทจักร์

วัตถุส่วนประกอบ

  • สะค้าน รากช้าพลู ขิง ดีปลี รากเจตมูลเพลิงแดง ลูกผักชีลา โกฐสอ โกฐเขมา โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกฐจุฬาลัมพา โกฐเชียง โกฐกักกรา โกฐน้ำเต้า โกฐกระดูก เทียนดำ เทียนขาว เทียนแดง เทียนข้าวเปลือก เทียนเยาวพาณี จันทน์แดง จันทร์เทศ เถามวกขาว รากหญ้านาง เปลือกสมุลแว้ง กฤษณา กระลำพัก บอระเพ็ด ลูกกระดอม กำยาน ขอนดอก ชะมดเช็ด ลูกจันทน์ ดอกจันทร์ ลูกกระวาน การพลู รากไคร้เครือ ลำพันแดง ดอกสารภี ดอกพิกุล ดอกบนนาค ดอกจำปา ดอกกระดังงา ดอกมะลิ ดอกคำไทย ฝางเสน ดีงูเห่า ดีหมูป่า ดีวัว พิมเสน สิ่งละ ๑ ส่วน

วิธีทำ ชนิดผง บดเป็นผง ชนิดเม็ด บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม
สรรพคุณ แก้ลมบาดทะจิต ใช้นำดอกมะลิ แก้คลื่นเหียนอาเจียน ใช้น้ำลูกผักชี เทียนดำต้ม ถ้าไม่มีใช้น้ำสุก แก้ลมจุกเสียด ใช้น้ำขิงต้ม
ขนาดรับประทาน รับประทานทุก ๓ ชั่วโมง ชนิดผง ครั้งละ ๑/๒-๑ ช้อนกาแฟ ชนิดเม็ด ครั้งละ ๕–๑๐ เม็ด
ขนาดบรรจุ ชนิดผง ๑๕ กรัม ชนิดเม็ด ๓๐ เม็ด

๑๓.ยาประสะไพล

วัตถุส่วนประกอบ

  • ผิวมะกรูด ว่านน้ำ กระเทียม หัวหอม พริกไทย ดีปลี ขิง ขมิ้นออ้ย เทียนดำ เกลือสินเธาว์ หนักสิ่งละ ๘ ส่วน
  • การบูร หนัก ๑ ส่วน
  • ไพล หนัก ๘๑ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ แก้จุกเสียด แก้ระดูไม่ปกติ ขับน้ำคาวปลา
ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก หรือน้ำสุรา
ขนาดบรรจุ ๓๐ กรัม

๑๔.ยาหอมนวโกฐ

วัตถุส่วนประกอบ

  • ขิงแห้ง ดีปลี เจตมูลเพลิงแดง สะค้าน ช้าพลู หนักสิ่งละ ๓ ส่วน
  • แห้วหมู โกฐเชียง โกฐก้านพร้าว โกฐพุงปลา โกฐชฎามังสี เทียนดำ เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนเนาวพาณี เทียนสัตตบุษย์ เทียนเกล็ดหอย เทียนตากบ สักขี ลูกราชดัด ลูกสารพัดพิษ ลูกกระวาน การพลู ดอกจันทน์ ลูกเทศ จันทน์แดง อบเชยญวน เปลือกสมุลแว้ง หญ้าตีนนก แฝกหอม เปลือกชะลูด เปราะหอม รากไคร้เครือ เนื้อไม้ ขอนดอก กระลำพัก เนื้อลูกมะขามป้อม เนื้อลูกสมอพิเภก ชะเอมเทศ ลูกผักชีลา ลูกกระดอม บอระเพ็ด เกสรบัวหลวง เกสรบุนนาค ดอกพิกุล ดอกสารภี ดอกมะลิ แก่นสน หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • น้ำประสานทองสะตุ หนัก ๒ ส่วน
  • ชะมดเช็ด พิมเสน หนักสิ่งละ ๑ ส่วน

วิธีทำ ชนิดผง บดเป็นผง ชนิดเม็ด หนักเม็ดละ ๐๒ กรัม
สรรพคุณ แก้ลมคลื่นเหียน อาเจียน ใช้น้ำลูกผักชี เทียนดำ ต้มแก้ลมปลายไข้ ใช้น้ำสุกแทน
ขนาดรับประทาน รับประทานทุก ๓ ชั่วโมง ชนิดผง ครั้งละ ๑/๒-๑ ช้อนกาแฟ ชนิดเม็ด ครั้งละ ๕–๑๐ กรัม
ขนาดบรรจุ ชนิดผง ๑๕ กรัม ชนิดเม็ด ๓๐ เม็ด

๑๕. ยาวิสัมพยาใหญ่

วัตถุส่วนประกอบ

  • ลูกผีกชีลา ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ หนักสิ่งละ ๘ ส่วน
  • กระวาน กานพลู โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา อบเชย สมุลแว้ง สมอเทศ สมอไทย รากไคร้เครือ ว่านน้ำ บอระเพ็ด ขิงแห้ง พญารากขาว หนักสิ่งละ ๒ ส่วน
  • ดีปลี หนัก ๕๖ ส่วน
  • น้ำประสานทองสะตุ หนัก ๑ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ แก้ท้องขึ้น อืดเฟ้อ จุกเสียด
ขนาดรับประทาน รับประทานทุก ๔ ชั่วโมง ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ใช้น้ำสุกเป็นกระสาย หรือผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน
ขนาดบรรจุ ๑๕ กรัม

๑๖. ยาธาตุบรรจบ

วัตถุส่วนประกอบ

  • ขิง โกฐเขมา โกฐพุงปลา โกฐเชียง โกฐสอ เทียนดำ เทียนขาว เทียนสัตตบุษย์ เทียนยาวพาณี
  • เทียนแดง ลูกจันทร์ กานพลู การบูร เปลือกสมุนแว้ง ลูกกระวาน ลูกผักชีลา ใบพิมเสน รากไคร้เครือ ดีปลี เปราะหอม หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • โกฐก้านพร้าว หนัก ๘ ส่วน
  • เนื้อลูกสมอไทย หนัก ๑๖ ส่วน
  • น้ำประสานทองสะตุ หนัก ๑ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ แก้ธาตุไม่ปกติ ท้องเสีย ใช้เปลือกแค หรือเปลือกสะเดา หรือเปลือกลูกทับทิมต้มกับน้ำปูนใสแก้ท้องขึ้น ท้องเฟ้อ ใช้กระเทียม 3 กลีบ ทุบชงน้ำร้อน
หรือใช้ใบกระเพราต้ม เป็นกระสาย ถ้าหาน้ำกระสายไม่ได้ให้ใช้น้ำสุกแทน
ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ ๓ เวลา ก่อนอาหาร ผู้ใหญ่ ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ เด็ก ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ
ขนาดบรรจุ ๑๕ กรัม

๑๗. ยาประสานกานพลู

วัตถุส่วนประกอบ

  • เทียนดำ เทียนขาว โกฐสอ โกฐกระดูก กำมะถันเหลือง การบูร รากไคร้เครือ เปลือกเพกา เปลือกขี้อ้าย ใบกระวาน ลูกผักชีลา แฝกหอม ว่านน้ำ หัวกระชาย เปราะหอม รากแจง กรุงเขมา หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • รากข้าวสาร เนื้อไม้ ลูกจันทร์ ขมิ้นชัน หนักสิ่งละ ๘ ส่วน ขิงแห้ง ดีปลี หนักสิ่งละ ๓ ส่วน
  • น้ำประสานทองสตุ ไพร เจตมูลเพลิงแดง สะค้าน ช้าพลู หนักสิ่งละ ๒ ส่วน
  • เปลือกซิก หนัก ๑๐ ส่วน
  • พริกไทย หนัก ๑ ส่วน
  • กานพลู หนัก ๑๓๑ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ แก้ปวดท้อง เนื่องจากธาตุไม่ปกติ ใช้ไพลเผาไฟฝนกับน้ำปูนใส หรือใช้น้ำสุกแทน
ขนาดรับประทาน รับประทานทุก ๓ ชั่วโมง ผู้ใหญ่ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ
ขนาดบรรจุ ๑๕ กรัม

๑๘. ยาแสงหมึก

วัตถุส่วนประกอบ

  • หมึกหอม จันทร์ชะมด ลูกกระวาน จันทร์เทศ ใบพิมเสน ลูกจันทร์ กานพลู ใบสันพร้าหอม หัวหอม ใบกระเพรา ดีงูเหลือม หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • ชะมด พิมเสน หนักสิ่งละ ๑ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๒ กรัม
สรรพคุณ แก้ตัวร้อน ละลายน้ำดอกไม้เทศ แก้ท้องขึ้น ปวดท้อง ละลายน้ำใบกระเพราต้ม แก้ไอ ขับเสมหะ ลาลายน้ำลูก มะแว้งเครือ หรือลูกมะแว้งต้น กวาดคอแก้ปากเป็นแผล แก้ละออง ละลายน้ำลูกเบญกานี ฝนทาปาก
ขนาดรับประทาน ใช้กวาดคอวันละ ๑ ครั้ง หลังจากนั้นรับประทานทุก ๓ ชั่วโมง เด็กอายุ ๑-๖ เดือน ครั้งละ ๒ เม็ด เด็กอายุ ๗-๑๒ เดือน ครั้งละ ๓ เม็ด
ขนาดบรรจุ ๑๒ เม็ด

๑๙. ยามันทธาตุ

วัตถุส่วนประกอบ

  • โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา เทียนดำเทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน รากไคร้เครือ ลูกผักชีล้อม ลูกผักชีลา การบูร กระเทียม เปลือกสมุลแว้ง เปลือกโมกมัน จันทร์แดง จันทร์เทศ กานพลู ดีปลี รากช้าพลู เถาสะค้าน รากเจตมูลเพลิงแดง พริกไทยล่อน ลูกจันทร์ หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • ขิง ลูกเบญกานี หนักสิ่งละ ๓ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ แก้ธาตุไม่ปกติ แก้ท้องขึ้นอืดเฟ้อ
ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร ผู้ใหญ่ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ละลาน้ำสุก เด็กครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก
ขนาดบรรจุ ๑๕ กรัม

๒๐. ยาไฟประลัยกัลป์

วัตถุส่วนประกอบ

  • พริกไทยล่อน ขิง ดีปลี กระเทียม หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • ขมิ้นอ้อย กะทือ ข่า ไพล เปลือกมะรุม หนักสิ่งละ ๕ ส่วน
  • รากเจตมูลเพลิงแดง สารส้ม แก่นเเสมทะเล การบูร ผิวมะกรูด หนักสิ่งละ ๖ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ ขับน้ำคาวปลาในเรือนไฟ ช่วยให้มดลูกเข้าอู่
ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก หรือน้ำสุรา
ขนาดบรรจุ ๑๕ กรัม

๒๑. ยาไฟห้ากอง

วัตถุส่วนประกอบ

  • รากเจตมูลเพลิงแดง ขิง พริกไทยล่อน สารส้ม ฝักส้มป่อย หนักสิ่งละ ๑ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ ขับน้ำคาวปลาในเรือนไฟ
ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ ๓ ครั้ง ก่อนอาหาร ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก หรือน้ำสุรา
ขนาดบรรจุ ๑๕ กรัม

๒๒.ยาประสะเจตพังคี

วัตถุส่วนประกอบ

  • ดอกจันทร์ ลูกจันทร์ ลูกกระวาน ใบกระวาน กานพลู กรุงเขมา รากไคร้เครือ การบูร ลูกสะมอทะเล พญารากขาว เปลือกหว้า เกลือสินเธาว์ หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • พริกไทยล่อน บอระเพ็ด หนักสิ่งละ ๒ ส่วน
  • ข่า หนัก ๑๖ ส่วน
  • ระย่อม หนัก ๒ ส่วน
  • เจตพังคี หนัก ๓๔ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ แก้กระษัยจุกเสียด
ขนาดรับประทาน รับประทาน เช้าและเย็น ก่อนอาหาร ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ละลายน้ำสุก
นาดบรรจุ ๑๕ กรัม

๒๓. ยาธรณีสันฑะฆาต

วัตถุส่วนประกอบ

  • ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ ลูกกระวาน กานพลู เทียนดำ เทียนขาว หัวดองดึง หัวบุก หัวกลอย หัวกระดาดขาว หัวกระดาดแดง ลูกเร่ว ขิง ชะเอมเทศ รากเจตมูลเพลิงแดง โกบกระดูก โกฐเขมา โกฐน้ำเต้า หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • ผักแพวแดง เนื้อลูกมะขามป้อม หนักสิ่งละ ๒ ส่วน เนื้อลูกสมอไทย มหาหิงคุ์ การบูร หนักสิ่งละ ๖ ส่วน
  • รงทอง (ประสะแล้ว) หนัก ๔ ส่วน
  • ยาดำ หนัก ๒๐ ส่วน
  • พริกไทยล่อน หนัก ๙๖ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ แก้กระษัยเส้น เถาดาน ท้องผูก
ขนาดรับประทาน รับประทาน วันละ ๑ ครั้ง ก่อนอาหารเช้า หรือก่อนนอน ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ ลาลายน้ำสุก หรือผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน
คำเตือน คนเป็นไข้ หรือ สตรีมีครรภ์ ห้ามรับประทาน
ขนาดบรรจุ ๑๕ กรัม

๒๔. ยาบำรุงโลหิต

วัตถุส่วนประกอบ

  • ขิงแห้ง ดีปลี เจตมูลเพลิงแดง สะค้าน ช้าพลู ขมิ้นเครือ เถามวกแดง กำลังวัวเถลิง ดอกสารถี ดอกพิกุล ดอกบุนนาค เกสรบัวหลวง หนักสิ่งละ ๒ ส่วน
  • ดอกจันทร์ ลูกจันทร์ ลูกกระวาน กานพลู เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน โกฐสอ โกฐเขมา โกฐหัวบัว โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา เนื้อลูกสมอไทย เนื้อลูกสมอดีงู เนื้อลูกสมอพิเภก เปลือกชะลูด เปลือกอบเชยเทศ จันทร์แดง แก่นแสมสาร แก่นแสมทะเล กฤษณา หนักสิ่งละ ๑ ส่วนครึ่ง หนัก ๘ ส่วน
  • ฝาง ดอกคำไทย หนักสิ่งละ ๑๐ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ บำรุงโลหิต
ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ ๒ ครั้ง เช้า-เย็น ก่อนอาหาร ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ
ขนาดบรรจุ ๓๐ กรัม

๒๕. ยาประสะเปราะใหญ่

วัตถุส่วนประกอบ

  • โกฐสอ โกฐเขมา โกฐเชียง โกฐจุฬาลัมพา เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนข้าวเปลือก เทียนตาตั๊กแตน ลูกจันทร์ ดอกจันทร์ ลูกกระวาน กานพลู จันทร์เทศ จันทร์แดง ดอกบุนนาค ดอกสารภี ดอกพิกุล เกสรบัวหลวง หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • เปราะหอม หนัก ๒๐ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ ถอนผิดไข้ตานทรางสำหรับเด็ก ละลายน้ำดอกไม้เทศ หรือ น้ำสุกรับประทานหรือผสมน้ำสุราสุมกระหม่อม
ขนาดรับประทาน รับประทานทุกสามชั่วโมง ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟ
ขนาดบรรจุ ๑๕ กรัม

๒๖. ยามหาจักรใหญ่

วัตถุส่วนประกอบ

  • โกฐสอ โกฐเสมา โกฐพุงปลา โกฐก้านพร้าว โกฐกระดูก เทียนดำ เทียนแดง เทียนขาว เทียนขาวเปลือกเทียนเยาวพาณี สมอไทย (เอาแต่เนื้อ) ลูกจันทน์ ลูกกระวาน กานพลู ชะเอมเทศ เมล็ดโหรพา ลูกผักชีลา สารส้ม ดินประสิว ขมิ้นอ้อย หัวกระเทียม หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • ยาดำสะตุ หนัก ๔ ส่วน
  • ใบกระพังโหม หนัก ๓๐ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๕ กรัม
สรรรพคุณ แก้ลมทราง แก้อาการท้องอืด ท้องเฟ้อ
ขนาดรับประทาน เด็กอายุต่ำกว่า ๕ ขวบ รับประทานครั้งละ ๑-๓ เม็ด เพิ่มและลดได้ตามส่วน รับประทานกับน้ำสุก ก่อนอาหาร เช้า-เย็น
ขนาดบรรจุ ๑๐ เม็ด

๒๗. ยาเนาวหอย

วัตถุส่วนประกอบ

  • กระดูกเสือเผา กระดูกโคเผา กระดูกแพะเผา กระดูกงูเหลือมเผา หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • เปลือกหอยขมเผา เปลือกหอยแครงเผา เปลือกหอยตาวัวเผา เปลือกหอยพิมพการังเผา เปลือกหอยจุ๊แจงเผา เปลือกหอยมุกเผา เปลือกหอยสังข์เผา หนักสิ่งละ ๒ ส่วน
  • รากทนดี (ตองแตก) หนัก ๓ ส่วน
  • รากเจตมูลเพลิงแดง หัสคุณเทศ หนักสิ่งละ ๔ ส่วน
  • พริกไทยล่อน หนัก ๓๒ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง
สรรพคุณ แก้กระษัยจุกเสียด
ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ ๒ ครั้ง ก่อนอาหารเช้า-เย็น ครั้งละ ๑ ช้อนกาแฟผสมน้ำผึ้งปั้นเป็นลูกกลอน
ขนาดบรรจุ ๑๕ กรัม

๒๘. ยาถ่าย

วัตถุส่วนประกอบ

  • ใบมะกา ใบมะขาม ใบส้มป่อย หญ้าไทร ใบไผ่ป่า ฝักคูณ รากขี้กาแดง รากขี้กาขาว รากตองแตก เถาวัลย์เปรียง หัวหอม ฝักส้มป่อย สมอไทย สมอดีงู หนักสิ่งละ ๑ ส่วน
  • ขี้เหล็กทั้ง ๕ หนัก ๑ ส่วน
  • ยาดำ หนัก ๔ ส่วน
  • ดีเกลือฝรั่ง หนัก ๒๐ ส่วน

วิธีทำ บดเป็นผง ทำเป็นเม็ด หนักเม็ดละ ๐.๕ กรัม
สรรพคุณ แก้ท้องผูก
ขนาดรับประทาน รับประทานวันละ ๑ ครั้ง ก่อนนอน ครั้งละ ๒-๕ เม็ด ตามธาตุหนักเบา
ขนาดบรรจุ ๑๐ เม็ด

ข้อ ๓. ยาสามัญประจำบ้าน ที่ได้ขึ้นทะเบียนตำหรับยาไว้ก่อนประกาศฉบับนี้ใช้บังคับ ยังเป็นยาสามัญประจำบ้านต่อไปได้ ภายในกำหนด 180 วันนับแต่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ

ข้อ ๔. ให้ผู้รับอนุญาตผลิตนำหรือสั่งยาเข้ามาในราชอาณาจักร ซึ่งยาแผนโบราณที่มีตำหรับยาตามประกาศฉบับนี้ และได้ขึ้นทะเบียนตำหรับยาไว้ก่อน ที่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ ที่ประสงค์จะให้ตำหรับยานั้น เป็นยาสามัญประจำบ้าน โดยไม่ต้องขอขึ้นทะเบียนตำหรับยาใหม่ ขอแก้ไขรายการทะเบียนตำหรับยา ภายในกำหนด ๑๘๐ วัน นับแต่ประกาศฉบับนี้มีผลใช้บังคับ

ข้อ ๕. ประกาศฉบับนี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา เป็นต้นไป

ประกาศ ณ วันที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2537
อาทิตย์ อุไรรัตน์
(นายอาทิตย์ อุไรรัตน์)
รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข

(คัดจากราชกิจจานุเบกษา ฉบับประกาศทั่วไป เล่ม 111 ตอนพิเศษ 42 ลงวันที่ 3 ตุลาคม2537)

ที่มา (ปัจจุบันแหล่งข้อมูลเดิมไม่มีอยู่ในระบบแล้ว) : http://www.thaicookingclub.com/thaimedicine_athome.htm

สมุนไพรถอนพิษฟื้นฟูสู่สุขภาพ

คนรุ่นปู่ย่าตายายเราเคยมีชีวิตอยู่ในสภาพแวดล้อมที่สะอาดปราศจากมลพิษ โดยเฉพาะมลพิษจากสารเคมีสังเคราะห์ซึ่งเพิ่งเกิดขึ้นมาในชั่วอายุคนรุ่นเรา นี่เอง ลองมาดูเฉพาะผลิตภัณฑ์ปิโตรเคมีทางการเกษตร ไทยเราจัดเป็นตลาดสารเคมีทางการเกษตรที่ใหญ่ที่สุดในโลกทีเดียว สารพิษเหล่านี้ ได้แก่ สารพิษฆ่าแมลง สารกำจัดเชื้อรา สารกำจัดวัชพืชและศัตรูพืชอื่นๆ มีถึง 35,000 สูตร จะต้องใช้สารประกอบเพื่อผลิตสารพิษดังกล่าวกว่า 15,000 ชนิด ประเทศไทยตัวเลขนำเข้าสารพิษทางการเกษตร ปี 2532 ถึง 80,879 ตัน ฉะนั้นในปีนี้ก็คงไม่หนีกว่าแสนตันเป็นแน่

ที่น่าวิตก ก็คือ สารพิษฆ่าแมลงในกลุ่ม “ออร์กาโนคลอรีน” (Organochlorine) และ “ออร์กาโนฟอสเฟต” (Organophosphate) และตัวเก่งของกลุ่มนี้ คือ “พาราไทออน” แต่ สารพิษในกลุ่มที่ 2 เป็นกลุ่มสารพิษทางการเกษตรที่มีพิษร้ายแรงที่สุดและตกค้างในสิ่งแวดล้อมได้ นานนับ 10 ปี สารพิษที่มักตรวจพบอยู่เสมอในดิน น้ำ อาหาร และในตัวคน เพราะสารนี้สามารถสะสมในเนื้อเยื้อของพืชผักและในระบบชีววิทยาของมนุษย์และ สัตว์ได้ ส่วนพิษทั้งมีทั้งเฉียบพลันและสะสมเรื้อรัง พิษเฉียบพลัน คือ ทำลายระบบประสาทส่วนกลาง ปวดหัวอย่างแรง ชักกระตุก และตายในที่สุด ส่วนพิษเรื้อรังตายผ่อนส่งนั้น คือ ก่อให้เกิดความผิดปกติในเซลล์ของตับ ปอด และไต จนถึงขั้นเป็น “มะเร็ง” กันเลยทีเดียว ยิ่งกว่านั้นยังมีพิษแบบส่งต่อ คือ หญิงมีครรภ์คนใดได้รับสารตัวนี้ก็จะส่งพิษไปถึงทารก ซึ่งอาจจะคลอดออกมาพิการ หรือมิฉะนั้นก็เลี้ยงไม่โตมิหนำซ้ำยังสะสมในน้ำนมอีกต่างหาก

ส่วนเรื่องการถอนพิษนั้น อันที่จริงมีตัวยาแผนปัจจุบันหลายขนานที่สามารถบำบัดถอนพิษได้ โดยเฉพาะในรายที่ได้รับพิษอย่างเฉียบพลัน แต่เนื่องจากยาถอดพิษแผนปัจจุบันดังกล่าวเป็นยาที่ซับซ้อนยากแก่การใช้มีแต่ แพทย์เท่านั้นที่จะควบคุมการใช้ยาเหล่านี้ได้ ในที่นี้จึงใครขอเสนอวิธีถอนพิษด้วยยาสมุนไพร โดยเฉพาะในกรณีที่ได้รับพิษแบบสะสมจากสิ่งแวดล้อมหรือแม้แต่ได้รับพิษ เฉียบพลันในบางระดับก็ตาม

ตำรับยาของไทยใช้ยาแก้เบื่อมีอยู่มากมายที่เป็นตัวหลักๆ เช่น รางจืด ย่านางแดง โลดทะนงแดง ก้างปลาแดง สั้นเตี้ย เป็นต้น ปัจจุบันที่มีรายงานศึกษาวิจัย มีเฉพาะรางจืดดอกม่วง (Thubregua Laurifolia Linn.)ซึ่งเป็นรางจืดที่มีโอสถสารแรงกว่าชนิดอื่น และในช่วงของรางจืดดอกม่วงนั้น ดอกสีม่วงแก่จะแรงกว่าดอกสีม่วงอ่อน

สรรพคุณทางยาของรางจืด คือ รสเย็น หมอพื้นบ้านใช้ปรุงเป็นยาเขียว ถอนพิษไข้ รากและเถาใช้กินเป็นยาแก้ร้อนในกระหายน้ำ ที่สำคัญ คือ ยังใช้รักษาผู้ป่วยที่ถูกยาพิษต่างๆ เช่น สตริกนิน (strychnine) สารหนู สารปรอท สารพิษฆ่าแมลงต่างๆ แก้อาการเบื่อเมาเนื่องจากเห็ดพิษ ผักหวาน ว่านพิษ หรือพิษจากสัตว์กัดต่อย รวมทั้งรักษาโรคพิษสุรา กัญชา ฝิ่น และบุหรี่ด้วย จากการทดลองพบว่า ใบรางจืดสามารถลดอัตราการตายของหนูจากพิษขอโฟลิดอล (Folidol) ซึ่งเป็นสารพิษฆ่าแมลงชนิดออร์กาโนฟอสเฟต โดยการให้กินทางปาก ใบรางจืดแห้งมีสรรพคุณเช่นเดียวกับใบรางจืดสด ดื่มน้ำต้มใบรางจืดอุ่นๆ จะให้ผลดีกว่าเมื่อทิ้งไว้ให้เย็นแล้ว และไม่พบว่ามีผลข้างเคียงจากการดื่มน้ำต้มใบรางจืด

จากข้อมูลสังเขปที่กล่าวมาจะเห็นว่า รางจืดมีสรรพคุณในการกำจัดพิษที่เราต้องรับเข้าไปทุกวัน โดยไม่ต้องรอให้เกิดอาการพิษขึ้น โดยอาจดื่มในรูปของชาใบรางจืด หรือลูกกลอนใบรางจืดที่บดละเอียด ซึ่งจากประสบการณ์ตรงที่ได้ให้เจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลที่ต้องอาบน้ำใน แม่น้ำแล้วเกิดมีผื่นคันขึ้นมากทั้งตัว โดยเฉพาะในหน้าแล้งซึ่งมีของเสียเข้มข้นมากในน้ำ โดยให้ใช้ใบรางจืดทั้งต้ม กินและอาบน้ำ หลังอาบน้ำอาการผื่นแพ้ก็ทุเลา รวมทั้งประสบการณ์ตรงที่สุนัขถูกยาเบื่อ เมื่อใช้เถารางจืดฝนกับน้ำซาวข้าวกรอกปาก อาการก็หายอย่างชัดเจน และนอกจากนี้โรงพยาบาลเจ้าพระยายมราชได้ทดลองใช้น้ำต้มใบรางจืดแก้พิษสารฆ่า หญ้า พาราควอต ร่วมกับยาแผนปัจจุบันซึ่งได้ผลเป็นที่น่าพอใจ

นอกจากนี้ยังมีรายงานการศึกษาสมุนไพรถอนพิษตัวอื่นๆ ที่น่าสนใจ ได้แก่ กระเทียม (Alliumsaturum Linn.) ซึ่งคนไทยรู้จักกันดี เพราะเป็นเครื่องเทศสำคัญในการประกอบอาหาร นอกจากจะพบว่า กระเทียมเป็นพนักงานทำความสะอาดหลอดเลือดให้ปลอดพ้นจากโคเลสเตอรอลแล้ว ยังมีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์สนับสนุนอีกด้วยว่า กระเทียมสามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งและช่วยกำจัดพิษโลหะหนัก เช่น พิษตะกั่วได้

เมื่อเร็วๆ นี้อีกเช่นกันที่มีรายงานการศึกษาเกี่ยวกับการกำจัดพิษตะกั่วของมะขามป้อม ซึ่งเป็นสมุนไพรเก่าแก่ตัวหนึ่งของไทย และตามทฤษฎีการป้องกันมะเร็งด้วยวิตามินซี จะแนะนำให้กินมะขามป้อมซึ่งเป็นผลไม้ที่มีวิตามินซีมากที่สุด และสามารถรักษาสภาพวิตามินซีให้คงสภาพได้นานที่สุดด้วย สมุนไพรทั้ง 3 ชนิดที่กล่าวมานี้เชื่อว่าเหมาะกับสภาวะมลพิษทุกด้านที่พบอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคหลายชนิด เช่น โรคภูมิแพ้ ปวดศีรษะ โรคหลอดเลือดตีบ และโรคมะเร็ง เป็นต้น

http://semamoe.com/node/4472

ทำความรู้จักกับตำรายาไทย

ตำรายาไทย

สมัยสมเด็จพระนารายณ์มีการติดต่อค้าขายกับฝรั่งในทวีปยุโรป และมีการบันทึกสูตรยาไว้ใน ตำรับพระโอสถพระนารายณ์ นับเป็นตำรายาเล่มแรก กล่าวถึงยา 81 ตำรับ ไม่เผยแพร่สู่ประชาชน ใช้เฉพาะในราชสำนักเท่านั้น

* สมัยกรุงศรีอยุธยา จารึก ลงในใบลานและสมุดข่อย เรียก คัมภีร์ยา หรือ ตำรายา กล่าวถึงอาการของโรค วิธีรักษา ส่วนประกอบของยา สรรพคุณยา ถ้าเป็นสมุนไพร เรียก พืชวัตถุ อวัยวะของสัตว์ต่างๆ เรียก สัตว์วัตถุ แร่ธาตุที่นำมาผสมยา เรียก ธาตุวัตถุ

* สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระ พงศนรินทรราชนิกุล ( พระโอรสของพระเจ้ากรุงธนบุรี ) เป็นผู้รวบรวมตำรายาจากข้าราชการและราษฎร เขียน ตำราในโรงพระโอสถ หรือตำราพระโอสถ เป็นตำรายาเล่มที่ 2 โดยแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกเป็นยาที่ใช้กันทั่วไป ตอนที่ 2 เป็นตำรายาที่ประกอบถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีทั้งสิ้น 84 ขนาน
* สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นสมัยแห่งการฟื้นฟูตำรายา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ( ดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ ) ได้ทรงบูรณะวัดจอมทอง รัชกาลที่ 2 จึง พระราชทานนามว่า วัดโอรสาราม หรือ วัดราชโอรส และทรงจารึกตำราในแผ่นหินฝังไว้ในเสาระเบียงที่วิหารพระพุทธไสยาสน์ นับเป็นตำรายาเล่มที่ 3
* สมัยรัชกลาที่ 4 โปรด เกล้าให้ตั้งโรงเรียน ราชแพทยาลัย ขึ้นในโรงพยาบาลศิริราช และท่านเจ้าคุณประเสริฐธำรง ได้เรียบเรียงตำราเวชศาสตร์วรรณนา เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ ต่อมาได้จัดทำ แพทยศาสตร์สงเคราะห์ขึ้นอีกเล่ม
* สมัยรัชกาลที่ 5 ทรง โปรดให้มีการรวบรวมและแปลจากภาษาของแล้วคัดลอกลงในสมุดข่อยจัดทำเป็นตำรา แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง เป็นเภสัชแห่งชาติตำรับแรก จัดสร้างใน พ.ศ. 2413 และยังคงใช้เป็นตำราแห่งชาติมาจนทุกวันนี้

พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงสนพระทัยศึกษายาฝรั่งที่คณะมิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งมีหมอบรัดเลย์ เข้ามาทำการเผยแผ่ศาสนาและรักษาคนไข้ ทรงบันทึกรายการยาฝรั่งไว้ 42 ชนิด พร้อมข้อสรรพคุณยาแผนปัจจุบันเล่มแรก

ตำรายา หรือ เภสัชตำรับ

ตำราที่ระบุถึงสารที่ใช้ในการบำบัด บรรเทา ป้องกัน หรือรักษาโรค จัดทำขึ้นโดย นางปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองวิเคราะห์ยา ในปี พ.ศ. 2522 และได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2522

ปัจจุบันตำรายาเล่มแรกของไทยได้พิมพ์เผยแพร่ มีชื่อว่า Thai Pharmacopoeia , first edition , volume 1, part 1 ซี่งรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2531 สำหรับ Part 2 จัดทำเสร็จแล้วเมื่อ พ.ศ. 2535 และประกาศใช้เป็นทางการในปี 2536

วัตถุประสงค์ของการจัดทำตำรายาของประเทศไทย

1. เพื่อเป็นมาตรฐานที่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินคุณภาพของยาที่ผลิต และจำหน่ายในประเทศ
2. เพื่อปรับปรุงวิธีการวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับสภาวะของประเทศไทย และศักยภาพของโรงงานผลิตในประเทศไทย
3. เพื่อเป็นตำรายาที่เชื่อถือ มีกฎหมายรับรองและยอมรับทั้งในประเมทศและต่างประเทศ
4. เพื่อเป็นคู่มือสำหรับแพทย์ เภสัชกร ร้านขายยา ผู้ใช้กฎหมาย ตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยาทุกประเภท

ตำรายาอื่นๆที่ทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9

ตำรายาพิเศษ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมสมเด็จพระปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงรวบรวมและ นิพนธ์ ไว้ ซึ่งเคย มีผู้นำมา พิมพ์ แล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2435 ( ร.ศ. 129) กล่าวถึง ยาทั่วๆไป และยาอายุวัฒนะ

หนังสือวิชาแพทย์แผนยาไทย เรียบเรียงโดย พันโท หม่อมเจ้า กำมสิทธิ์ ผู้ช่วยกรมแพทย์ ในปี พ.ศ. 2450 ร.ศ. 126) ซึ่งอธิบายอาการโรค โดยย่อ และรส ของยาที่เหมาะสมกับโรค และกล่าวถึงน้ำกระสายยา

ตำราโรคนิทานคำฉันท์ พระยาวิชายาบดี ( กล่อม) เรียบ เรียง และนายพันโท หม่อมเจ้า กำมสิทธิ์ ทรงรวบรวม ขึ้นเป็นฉบับใบลาน ไว้ได้โดยสมบูรณื ทรงตรวจแก้และ นิพนธ์ แต่งเติม เนื้อความ แล้วพิมพ์ ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2456แม้จะ อ่านง่าย แต่เข้าใจยาก ลักษณะ ตำราก็คล้ายกับที่กล่าวมาข้างต้น คือ มีลักษณะโรคและยา ที่ใช้เช่น เดียว กัน

ตำราแพทย์สำหรับบ้าน พ.ศ. 2464 โดย นาย รอด บุตรี ได้คัดเลือกจาก คัมภีร์แพทย์ แต่ไม่บอกว่า จากที่ใดมาพิมพ์ แจกในงานทำศพท่านขุนสุพรรณรัศมี การคัดเลือก ก็มักคัดที่ว่า ดี เช่น ยาขางแท่งทอง ยาหอม ๆลๆ

ตำราายาพฤฒาแถลง ของพระยาเกษตร หิรัญรักษ์ พ.ศ. 2464
เป็นตำราสั้นๆ แต่ว่ามีสิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งก็ คือมีตำรา ยาแก้โรคภาค และสุนัขบ้ากัด ซึ่งได้อธิบายอาการโรคภาค ไว้ว่า เป็นโรคร้ายแรง ตายได้ภายใน 12 ชม. ถึง 7 วัน ยาแก้ โรคภาค ใช้ เปลือกต้นสมอพิเภกตัวเมีย ชนิดที่ถูกสุรา ไม่ดำ เอามาตาก แห้ง ทำผงรับประทาน หรือทา ส่วน ยาแก้สุนัขบ้ากัด ใช้ ทองคำเปลว และ น้ำมะนาว ที่ว่าน่าสนใจ นั้นเพราะ ในทางตะวันตก ท่านที่มีความรู้ควรพิจารณา ว่า การรักษา ตามแบบ แผนไทย นั้น จะเป็นไปได้หรือไม่เพียงใด ซึ่งถ้าเป็นไปไม่ได้ อย่างแน่นอน ต้องเตือน ชาวบ้าน ให้รู้ไว้ เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อชีวิต

หนังสือตำรายาไทย พิมพ์ พ.ศ. 2473 ได้คัดเลือกตำรับยา ต่างๆ รวม 53 ขนาน มาลงไว้ เช่นยากำลังราชสีห์ ยาธาตุบรรจบ และอื่นๆ

ยา ตำรับที่ชื่อเดียวกัน เช่น ยากำลังราชสีห์ ที่ปรากฎในตำรา เล่มต่างๆ เมื่อ เปรียบเทียบ ด้วยยา ในตำรับ พบว่ามี แตกต่างกันบ้าง จะเป็นเพราะมีการปรับปรุงตำรับยาโดย ตัดทอนตัวยาที่ไม่จำเป็นหรือตัวยาที่หายากออก หรือจะเป็นเพราะ การคัดลอก ต่อๆ กัน มา อาจคลาเดลื่อน

หนังสือสุภาษิตวิจิตรยิ่ง และตำรายาประจำบ้าน ที่พระอุตตมมงคล ชยมงคลโล พิมพ์ เป็นที่ระลึก ในการเลื่อน สมณศักดิ์ พ.ศ. 2474 ก็ นำ ตำรายา อายุวัฒนะ ของ สมเด็จ พระบรมวงศ์ เธอ พระยาปวเรศ วริยาลงกรณ์ พระมหาสมณเจ้า ซึ่งได้นนำมาฉันเอง แล้วได้ผลดี จึงนำมาพิมพ์ไว้

ตำนานและสรรพคุณ ของพืชบางชนิด ผู้เรียบเรียง คือท่านเจ้าคุณ สีหศักดิ์สนิทวงษ์ พ.ศ. 2481 เป็นตำราที่รวบรวม ยาเกร็ด ที่น่าสนใจ โดยพลิกแพลงใช้เอง แล้วได้ผล อาศัยที่เป็นหลานตา ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง วงษาธิราชสนิท และ พระวรวงศ์ เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ จึงได้รับการถ่ายทอด โดยการบอกเล่า ให้ทราบถึงสรรพคุณและตำนานของพืช บางชนิด เช่น เรื่องที่ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ซึ่งเป็นแพทย์ประจำพระองค์ ในรัชกาลที่ 4 เป็นผู้ใช้เปลือก ซินโคนา ก่อนผู้อื่น ในสยาม ในสมัยนั้น มียาฝรั่ง คือควินิน ใช้อยู่ แต่คนไทยไม่นิยมยาฝรั่ง แพทย์ชาวต่างประเทศ จึงทูลแนะนำให้สั่งเปลือก ซินโคนา มาบดเป็นผงแล้วก็ใช้เหมือนยาไทย จึงนับว่าเปลือก ซินโคนา เข้ามาสู่ประเทศสยาม เป็น ครั้งแรก เมื่อปลายรัชกาล ที่ 4 และมีตำนาน ว่า ต้นยูคาลิปตัส และน้ำมันระกำ เข้ามาแพร่หลาย ในประเทศสยาม เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 การ ใช้ผักโหมจีน รักษาโรคเบาหวาน ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสานสนิทวงศ์ ตามคำแนะนำ ของจีนผู้หนึ่ง โดยปรุงเป็นอาหารรับประทาน ก็ได้ผลดี ส่วน สรรพคุณ ของพืชบางชนิด เช่น การใช้เนื้อในของว่านหางจรเข้ ต้มน้ำตาลกรวดกิน แทนรังนก ทำให้ชุ่มชื่น และมีกำลังดีกว่ารังนก ใช้ถั่วลิสง เป็นยาแก้ไอ จากหวัดธรรมดา และ แก้พิษกลอย เป็นต้น

* ตำรายาไทย เป็นอีกเล่มหนึ่งที่พิมพ์อุทิศ ในงาน ฌาปนกิจศพ หมื่นชำนาญแพทยา ( พลอย แพทยานนท์) ในปี พ.ศ. 2482 ได้ คัดเลือก ตำรายา เป็นจำนวนมากมาลงไว้ เช่น ยาเขียวหอม ยาอินทรจักร ( บางเล่มเขียน อินทจักร) บางเล่ม เขียนอินทจักร์) ยาสุขไสยาศน์ ยาแก้ไข้ ยาแก้มูกเลือด ยาดอง และอื่นๆ

ในปี พ.ศ. 2492 ศาสตราจารย์ นายแพทย์สำราญ วังศพ่าห์ ได้รวบรวม คัดลอกตำรายา จากจารึก บนแผ่นหินอ่อน ตาม ผนัง ศาลาราย ของวัดราชโอรส เว้นบางแผ่นที่ ชำรุด หรือ เลอะเลือน จนไม่สามารถจะอ่านได้ รวมคัดลอกไว้จำนวน 55 แผ่น เรียกว่า ” ตำรายาจารึกวัดราชโอรส ” เนื้อหา ในเล่มกล่าวถึง ลักษณะ โรคและ บอกยาแก้ซึ่งมีหลายขนาน ให้เลือกใช้ บางขนาน มีชื่อตำรับ เช่นยา สังข์รัศมี ยาสมุทรเกลื่อน ๆลๆ ยาแต่ละขนาน มีตัวยา ตั้งแต่ 4 อย่าง ถึง กว่า 40 อย่าง บางขนาน บอก ปริมาณไว้ด้วย และ บอกวิธีปรุง วิธีใช้ ไว้ทุกขนาน

* หนังสือ บทความบางเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพร ของท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ อวย เกตุสิงห์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ยา กลางบ้าน ที่ท่านเคยใช้เอง และใช้ได้ผลดี โดยแบ่งตามอาการของโรค มี 47 ข้อ รวมมียา 118 ขนาน มี บางขนาน ที่ผู้ อื่นบอกให้ ซึ่งชื่อถือได้ เกือบทุกขนาน เป็นยาตัวเดี่ยวๆ ได้แก่ ยาแก้เจ็บคอ ให้ใช้หญ้างวงช้าง หรือไพล หรือเกลือ หรือกำยาน นอกจากความนำ ที่น่าสนใจ แล้ว ยังมี คำเตือน เรื่องอันตราย จากการใช้ยาไทยไว้ ด้วย โดยนายแพทย์ กรุงไกร เจนพาณิชย์ ได้คัดเลือกหรือเพิ่มเติม รวมเป็น เป็น 49 ขนาน พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2522

ตำรา ยากลางบ้าน รวบรวมโดยพระเทพวิมลโมลี
ท่านได้เชิญชวนให้ พระสงฆ์ และประชาชนบริจาค ตำรายา กลางบ้าน ที่มีสรรพคุณชงัด ซึ่งทุกขนาน มีนามเจ้าของ ยากำกับไว้ และรับรองสรรพคุณ ด้วยความมั่นใจ เพราะเคยใช้กับ ตนเอง หรือใช้รักษา ได้ผลดี มาแล้ว พร้อมทั้ง บอกข้อแนะนำ ในการใช้ ( ลักษณะาการวบรวมเช่นนี้ เหมือนเมื่อครั้งรรัชกาล ที่ 3 และรัชกาลที่ 5 ที่โปรดๆ ให้รวบรวม พระคัมภีร์) ตำรายากลางบ้านนี้
พิมพ์ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2524 มี 244 ขนาน พิมพ์ ครั้งที่ 2 มี 299 ขนาน โดยได้รวบรวมยา หลายๆขนาน ที่บำบัดโรคเดียวกันไว้ด้วยกัน เช่น ยาแก้โรคบิด มี 8 ขนาน ยาแก้ไข้ ทับระดู มี 1 ขนาน ยาแก้ไข้มาลาเรีย
มี 1 ขนาน ๆลๆ การที่มีหลายขนาน เพื่อให้เลือกใช้ ได้เหมาะสม กับท้องถิ่น ใน ตอน ท้ายเล่ม มี นามานุกรมสมุนไพร ( ตำรายากลางบ้าน) โดยบอกชื่อ พืช ที่เรียกกันทั้ง 4 ภาคของไทย

พับ สา เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้บันทึกเรื่องราวต่างๆ เช่นเดียวกับใบลาน พับสาบางคนเรียกว่า พับหนังสา ทำจากกระดาษสา นำมาตัดให้เท่ากันแล้วนำพับซ้อนกันเป็นเล่ม ส่วนปกบางครั้งทำด้วยกระดาษสา หรือแผ่นหนัง พับสาจะนิยมใช้เขียนเรื่องราว หรือบันทึกเรื่องทางโลก เช่น คำโคลงต่าง ๆ คาถา ตำรายา ตำราโหราศาสตร์ ฯลฯ ในขณะที่ใบลานนิยมใช้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ พุทธศาสนา หรือเรื่องทางธรรม

การบันทึกพับสาจะใช้ปากกาและหมึกบันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนา หรือตัวเมืองบางครั้งพับสาอาจจะบันทึกด้วยอักษรฝักขามด้วย

อ้างอิง

ภก.วิษณุ ทรัพย์วิบูลย์ชัย , “ตำรายาไทย” , เอกสารประกอบการสอนคณะเภสัชมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ,ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ,สมุทรปราการ ปี2546

http://job.haii.or.th/vtl/index.php?option=com_content&task=view&id=77&Itemid=42

อาหารเครื่องยาจีนสำหรับบำรุงไต

โภชนาการบำบัด

อาหารเครื่องยาจีนสำหรับบำรุงไต

อาหารเครื่องยาจีนสำหรับบำรุงไต ปรุงจากยาสมุนไพรจีน และอาหารที่มีประโยชน์ต่อไต มีสรรพคุณในการอุ่นไตพยุงหยาง บำรุงพลังไต เกื้อกูลหยิน บำรุงไต เสริมหยาง และเสริมความแข็งแรงของไขกระดูก เหมาะสำหรับบำบัดโรคที่มีสาเหตุจากไตพร่อง รวมทั้งไตหยิน หรือไตหยางพร่อง ถ้าที่เป็นโรคที่เกิดจากไตหยางพร่อง มักมีอาการหูอื้อ ตาพร่า ปวดเมื่อยเอว และหัวเข่า กายท่อนล่างปวด และเย็น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อวัยวะเพศเสื่อม น้ำอสุจิเคลื่อนบ่อย สตรีมดลูกเย็น ตั้งครรภ์ลำบาก ถ้าเป็นโรคที่เกิดจากไตหยินพร่อง มักมีอาการปวดฟันเสียวฟัน กระหายน้ำตอนกลางคืน โหนกแก้มแดงก่ำ มือเท้าร้อนร่างกายอ่อนแอ เหงื่อออกผิดปกติขณะหลับ ปวดเมื่อยเอว และหัวเข่า ฝันบ่อย น้ำอสุจิเคลื่อนบ่อย และอวัยวะเพศเสื่อม เป็นต้น

1. ผัดปลิงสองพี่น้อง

  • เอา ปลิงทะเลแช่น้ำ 250 กรัม
  • โสมจีนหั่นแผ่น 5 กรัม
  • น้ำมันสลัด 1 ช้อนโต๊ะ
  • เครื่องปรุงมี เหล้าเหลืองจีน 1 ช้อนโต๊ะ แป้งมัน 1/2
  • ช้อน น้ำมันงา พอประมาณ หอม 2 ต้น ขิงแก่ 5-6 แว่น เกลือ 1/3ช้อนชา

วิธีทำ ล้างปลิงทะเลให้สะอาด หั่นตามแนวเฉียง เอาโสมจีนใส่ชาม เติมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนึ่ง 30 นาที กระทะใส่น้ำมันตั้งไฟจนร้อน 70 องศาเซลเซียส ใส่ปลิงทะเล และเหล้าลงผัดให้เข้ากัน ใส่โสม และน้ำโสม พร้อม หอม ขิง และเกลือ ผัดให้เข้ากัน ผสมแป้งมันกับน้ำเล็กน้อย ใส่ลงในกระทะ แล้วผัดให้เข้ากัน เหยาะน้ำมันงาเล็กน้อย เป็นอันเสร็จ
สรรพคุณ บำรุงไต และโลหิต เสริมพลัง และสารจำเป็นของร่างกาย ปลิงทะเลบำรุงไต ขับแห้ง บำรุงเลือด ใช้ปรุงกับโสมสดตากแห้ง ช่วยบำรุงไต และเลือดได้ดี ถ้าพลังหยินพร่องมาก มีอาการหนาวง่าย จะใช้โสมแดงก็ได้ อาหารสูตรนี้ เหมาะสำหรับผู้ชายที่พลังหยินพร่อง สมรรถภาพทางเพศเสื่อม และน้ำอสุจิหลั่งเร็ว เป็นต้น

2. เป็ดวอลนัท

  • เอา เป็ดแก่ 1 ตัว
  • แห้ว 150 กรัม
  • เนื้อลูกวอลนัต 200 กรัม
  • เนื้อไก่อ่อนสับ 100 กรัม
  • เครื่องปรุงมี แป้งมัน ผักกวางตุ้งซอย พริกไทย พอ
  • ประมาณ หอม 2 ต้น ขิง 10-15 แว่น เกลือ 3-4 ช้อนชา เหล้า
  • เหลืองจีน 3 ช้อนโต๊ะ ไข่ขาว 1 ฟอง และ แป้งข้าวโพด ( หรือแป้งมัน) 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ล้างเป็ดให้สะอาด ลวกในน้ำเดือดสักครู่ ล้างเมือกออก ใส่ในชามโถใหญ่ที่เตรียมไว้ ใส่ หอม ขิง เกลือ 1ช้อนชา เหล้าเหลืองจีน 2 ช้อนโต๊ะ ลงในชามโถด้วย นึ่งประมาณ 2 ชั่วโมง รอให้เย็น แล้วผ่าเป็ดเป็น 2 ส่วน เลาะกระดูกออก ปอกเปลือกแห้ว ล้างให้สะอาด สับรวมกับวอลนัต และผสมกับเนื้อไก่สับ แล้วใส่ ไข่ขาว เหล้าเหลืองจีน 1 ช้อนโต๊ะ แป้งข้าวโพด เกลือ 1/2 ช้อนชา คนให้เข้ากัน จนมีลักษณะเหมือนครีม โรยแป้งมันด้านในตัวเป็ด เอาครีมที่ปรุงจากวอลนัตทาทับ จากนั้นโรยด้วยแป้งมันอีก
ครั้ง ตั้งกระทะใส่น้ำมันถั่วลิสงพอประมาณ เมื่อน้ำมันร้อนสัก 70 องศาเซลเซียส ใส่เป็ดลงไปทอดจนกรอบ ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน หั่นเนื้อเป็ดเป็นชิ้นยาวๆ เรียงใส่จาน และโรยด้วยผักกวางตุ้ง หรือจิ้ม
พริกไทยป่นผสมเกลือตอนรับประทานก็ได้ รับประทานประจำเป็นกับข้าว
สรรพคุณ บำรุงไต อุ่นปอด บรรเทาอาการหอบ ช่วยให้ลำไส้ชุ่ม ขับถ่ายสะดวก วอลนัตบำรุงไต เมื่อผสมกับเป็ด แห้ว และเนื้อไก่ จะเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงไตมากขึ้น ทั้งมีรสชาติอร่อย เหมาะกับผู้ที่ไตพร่อง ไอบ่อย ปวดเมื่อยเอว สมรรถภาพทางเพศเสื่อม น้ำอสุจิหลั่งเร็ว ท้องผูก และปัสสาวะโดยไม่รู้ตัว
เพราะไตพร่อง
หมายเหตุ วอลนัตมีส่วนประกอบของน้ำมันสูง จึงไวต่อการมีมอด หรือกลิ่นหืน เวลาซื้อควรเลือกแต่ของสด และเก็บไว้ในตู้เย็น

3. โจ๊กเซี่ยงจี้

  • เอา เซี่ยงจี้หมู 1 คู่
  • ข้าวแกบี้ 50 กรัม
  • เครื่องปรุงมี หอม 1 ต้น ขิง 5-6 แว่น เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • เหล้าเหลืองจีน 1 ช้อนโต๊ะ เครื่องปรุงรสโงวเฮียง (หรือผงพะโล้)เล็กน้อย

วิธีทำ ผ่าเซี่ยงจี้ 2 ซีก ตัดเยื่อ และเอ็นออกให้หมด ด้านนอกให้ใช้มีดบั้งเป็นลายกากบาก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแช่และล้างให้สะอาด แล้วแช่ในน้ำแข็งหลายๆชั่วโมง จากนั้นลวกในน้ำเดือด ตักขึ้นเตรียมไว้ ซาวข้าวให้สะอาด ใสน้ำ 3 ถ้วย ตั้งไฟอ่อนต้มจนเป็นโจ๊ก ใส่เซี่ยงจี้ และเครื่องปรุง ต้มต่อให้เดือดอีกครั้งเป็นอันเสร็จ รับประทานประจำเป็นอาหารเช้า
สรรพคุณ บำรุงไต ช่วยให้ช่วงเอวแข็งแรง โจ๊กเซี่ยงจี้เป็นสูตรอาหารที่มาจากตำราสมุนไพร เปิ๋นฉ่าวกังมู่ ซึ่งเชื่อว่า การรับประทานอวัยวะสัตว์ส่วนไตก็จะช่วยบำรุงอวัยวะส่วนนั้น เซี่ยงจี้มีส่วนช่วยบำรุงไต เสริมให้ช่วงเอวแข็งแรง เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ปวดเมื่อยเอว และหัวเข่าเคลื่อนไหวลำบาก หูอื้อ หูตึง อันมีสาเหตุจากพลังไตพร่อง
หมายเหตุ เซี่ยงจี้ล้างสะอาดหั่นเป็นแผ่น แช่ในน้ำเย็นแล้วไว้ในตู้เย็น 1 วัน จะทำให้มีรสชาติอร่อย และกรอบยิ่งขึ้น

4. โจ๊กเป่าฮื้อ

  • เอา เป่าฮื้อสด 200 กรัม
  • ข้าวแกบี้ 200 กรัม
  • เต้าหู้แห้ง 50 กรัม
  • เครื่องปรุงมี ขิงซอย พอประมาณ เกลือ 1 ช้อนชา
  • ต้นหอมซอย และพริกไทยป่น อย่างละพอประมาณ

วิธีทำ ล้างเป่าฮื้อให้สะอาด หั่นตามขวางเป็นแผ่นบางๆ ซาวข้าวแกบี้ แช่เต้าหู้แห้งในน้ำอุ่นจนนิ่ม ล้างให้สะอาด แล้วหั่นให้ละเอียด นำข้าวแกบี้ และเต้าหู้แห้งใส่หม้อเติมน้ำ 6 ถ้วย ตั้งไฟแรงต้มจนเดือดแล้วหรี่ไฟอ่อนต้มเป็นโจ๊ก ใส่แผ่นเป่าฮื้อ และขิงซอยลงไปในโจ๊กต้มให้เดือด จากนั้นใส่ เกลือ ต้นหอม และพริกไทยป่น เป็นอันเสร็จ แบ่งรับประทานได้หลายครั้ง และควรรับประทานให้หมดภายใน 1-2 วัน
สรรพคุณ บำรุงไต และหยิน ปรับจ๋งขี่ เสริมอวัยวะภายในให้แข็งแรง บรรเทาอาการปัสสาวะบ่อย เป่าฮื้อเป็นสัตว์ตระกูลหอยเชลล์ บางครั้งเรียกว่า กังเตี่ยวจื้อ เอี่ยวเถียว แบกะเถียว และกักตั๊วจื้อ เป็นต้น ถ้าผ่านการอบแห้งแล้วเรียกว่า กังป๋วย ตำรานี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอ ไตพร่อง ปัสสาวะถี่ และผอมแห้งแรงน้อย

5. ไก่นึ่งเก๋ากี้

  • เอา แม่ไก่อ่อน 1 ตัว
  • เก๋ากี้ 15 กรัม
  • เครื่องปรุงมี เกลือ หอม 2 ต้น หั่นเป็นท่อน ขิง 10-15 แว่น
  • เหล้าเหลืองจีน 3 ช้อนโต๊ะ ซุป 2 ถ้วย พริกไทยป่น พอประมาณ

วิธีทำ ล้างไก่ให้สะอาด ลวกในน้ำเดือด ตักขึ้นแล้วใช้น้ำเย็นล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำให้แห้ง เตรียมไว้ ยัดเก๋ากี้ใส่ในท้องไก่ เอาไก่หงายท้องใส่ในชามใหญ่หรือหม้อดิน ใส่ หอม ขิง เหล้าเหลืองจีน ซุป และพริกไทยป่น แล้วใช้กระดาษสาเปียกปิดปากชาม หรือปากหม้อ ตั้งไฟแรงนึ่งประมาณ 2 ชั่วโมง เอากระดาษปิดปากชามออก ตักขิง และต้นหอมออก ใส่เกลือปรุงรสเป็นอันเสร็จ รับประทานเป็นกับข้าว
สรรพคุณ เสริมพลังหยิน บำรุงไต แม่ไก่อ่อนบำรุงพลังและเลือด เสริมความแข็งแรงของกระดูกสันหลัง ชาวจีนนิยมใช้เป็นอาหารบำรุงสตรีหลังคลอดบุตรที่อยู่ระหว่างพักฟื้น หรือหลังการผ่าตัด เก๋ากี้บำรุงเลือด ตับ และไต เหมาะสำหรับผู้ที่ไตพร่อง ร่างกายอ่อนแอ โลหิตจาง วิงเวียนศีรษะ และสายตาพร่ามัว
หมายเหตุ การใช้กระดาษสาปิดปากหม้อ หรือปากชามก็เพื่อไม่ให้สารอาหารระเหย ทำให้ได้คุณภาพอาหารที่ดีกว่าถ้ามีหม้อดิน หรือภาชนะใส่ไก่ได้ทั้งตัวจะดีที่สุด แต่ถ้าไม่มี ให้สับเอาหัว และขาไก่ออก หรือสับไก่เป็นชิ้นๆก็ได้

6. เซี่ยงจี้แพะไฟแดง

  • เอา โต่วต๋ง 15 กรัม
  • เม็ดโหงวบี่จี้ 6 กรัม
  • เซี่ยงจี้แพะ 500 กรัม
  • น้ำมันสลัด 3 ช้อนโต๊ะ
  • เครื่องปรุง เหล้าเหลืองจีน 1 ช้อนโต๊ะ แป้งมัน 2 ช้อนชา
  • หอม 3 ต้น ขิง 10-15 แว่น เกลือ 1/2 ช้อนชา ซี่อิ้ว 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ใส่โต่วต๋ง และเม็ดโหงวบี่จี้ลงในหม้อ เติมน้ำ 3 ถ้วย ต้ม 40 นาที แล้วกรองเอากากออก ให้เหลือแต่น้ำซุป จากนั้นเคี่ยวต่อจนเหลือประมาณ 1/2ถ้วย ล้างเซี่ยงจี้แพะให้สะอาด ผ่าเป็นสองซีก ตัดเยื่อ และเอ็นออก แช่น้ำล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ สะเด็ดน้ำให้แห้ง หมักด้วยเหล้าเหลืองจีน และแป้งมันเตรียม
ไว้ ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟให้น้ำมันร้อนระดับ 70 องศาเซลเซียส ใส่ต้นหอม ขิง และเซี่ยงจี้แพะลงผัดด้วยไฟแรงจนสุก แล้วปรุงด้วยน้ำซุปที่เคี่ยวไว้ และใส่เกลือ และซี่อิ้ว ผัดให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ รับประทานเป็นกับข้าว
สรรพคุณ บำรุงไต เสริมหยาง เกื้อกูลพลัง ช่วยให้ช่วงเอวแข็งแรง โต่วต๋งบำรุงตับ ไต เส้นเอ็น และกระดูก เม็ดโหงวบี่จี้บำรุงไต และหัวใจ เสริมพลั และสารจำเป็นของร่างกาย เซ่งจี้แพะบำรุงไต เสริมพลังหยาง เมื่อนำมาปรุงด้วยกัน จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการบำรุงไต และช่วงเอวให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่สุขภาพอ่อนแอ พลังไตพร่อง ปวดเอวเป็นประจำ แต่ผู้ที่พลังหยินอ่อนแอ ธาตุไฟแรง ปาก และลิ้นเป็นแผล ปวดตา ตาแดง และท้องผูกห้ามรับประทาน

ผักกวางตุ้ง

ชื่ออื่นๆ ในภาษาจีน ได้แก่ โอ่วไฉ่ หุ่งไท้ แชไฉ่ และอั่งอิ่งไฉ่
รสชาติ และสรรพคุณ รสเผ็ดนิดๆ มีธาตุเย็น ชุ่มปอด แก้ไอ และห้ามเลือด สลายเลือด บรรเทาอาการบวม มักใช้แก้ไอ อาเจียนเป็นเลือด โรคบิด เป็นฝีหนอง และสตรีเตานมอักเสบ
ส่วนประกอบ และคุณค่าทางอาหาร ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคโรทีน ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ไฟเบอร์ วิตามีนบี และซี

๐ วิธีใช้

  1. ผักกวางตุ้ง 1 ต้น ต้มน้ำดื่ม บรรเทาอาการเหนื่อยอาเจียนเป็นเลือด
  2. ตำผักกวางตุ้งให้ละเอียด ใช้ป้ายบนเต้านม บรรเทาอาการปวด และอักเสบ

หมายเหตุ ผักกวางตุ้งอุดมด้วยสารอาหารมากมาย รับ
ประทานเป็นประจำจะทำให้สุขภาพแข็งแรง

ข้าวแกบี้ (ข้าวสารเจ้า)

ชื่ออื่นๆ ในภาษาจีน ได้แก่ ตั่วบี้ แหง่บี้ เต่าบี้
รสชาติ และสรรพคุณ รสหวาน มีธาตุเป็นกลาง บำรุงจ๋งขี่ และพลัง เกื้อกูลม้าม และกระเพาะอาหาร แก้อาการกระหายน้ำ ท้องเดิน มีประโยชน์ต่อกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ มักใช้กับผู้ที่ม้ามพร่อง ผอมแห้ง ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ ทารกอาเจียนนมมารดา และโรคบิดถ่ายเป็นเลือด เป็นต้น
ส่วนประกอบ และคุณค่าทางอาหาร ประกอบด้วย แป้งตะกอนกว่า 75% โปรตีน 8% ไขมัน 0.5-1% และวิตามีนบีเล็กน้อย ทั้งยังมีไขมันไม่อิ่มตัวหลากหลายชนิด กรดมะนาว กรดแอปเปิล กลูโคส ฟรุสโตสเป็นต้น

๐ วิธีใช้

  1. ข้าวแกบี้ 50 กรัม เม็ดบัว 30 กรัม ต้มเป็นโจ๊กเม็ดบัวใช้กับผู้ป่วยปอดอักเสบ ลำไส้ หรือกระเพาะอักเสบที่อยู่ในช่วงพักฟื้น
  2. ข้าวแกบี้ 20 กรัม คั่วให้เหลือง ผสมน้ำบด กรองเอาน้ำที่บดได้ ไผ่ต่าเต็ก 20 ซีซี ผสมให้เข้ากันแล้วดื่ม รักษาอาการท้องร่วงอาเจียน และกระหายน้ำ
  3. ข้าวแกบี้ 100 กรัม ผัดในกระทะด้วยไฟอ่อนจนเกรียมแล้วบดเป็นผง ใช้น้ำขิงชงดื่มก่อนอาหารทุกมื้อ รักษาโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง

หมายเหตุ ข้าวแกบี้เป็นอาหารหลักของชาวจีน และแพทย์
ใช้บำบัดโรคมาแต่โบราณ ถ้าใส่แป้งมันเทศต้มเป็นโจ๊ก จะบำรุงม้าม
และกระเพาะ ถ้าใส่น้ำใบบัวจะแก้ท้องอืด ใส่ถั่วแดงจะช่วยขับปัสสาวะ
และบรรเทาอาการบวมน้ำ ข้าวแกบี้คั่วแม้จะมีกลิ่นหอม แต่ทำให้ร้อนใน
ผู้ที่ปากเป็นแผล และร้อนในเป็นประจำห้ามรับประทาน ส่วนผู้ที่เสมหะ
มากไม่ควรรับประทานเป็นประจำ

เม็ดเก๋ากี้

ชื่ออื่นๆ ในภาษาจีน ได้แก่ กำกี้
รสชาติ และสรรพคุณ รสหวาน มีธาตุเป็นกลาง บำรุงเลือด ไต และสายตา ช่วยให้ผมดำ และบำรุงผิวพรรณ ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง อายุยืน มักใช้บำบัดผู้ที่ตับไตอ่อนแอ ปวดเมื่อยเอวและหัวเข่า ชายที่น้ำอสุจิหลั่งเร็ว หญิงที่ประจำเดือนผิดปกติ ไอเรื้อรัง โลหิตจาง วิงเวียนศีรษะ ตามัว และแก่ก่อนวัย เป็นต้น
ส่วนประกอบ และคุณค่าทางอาหาร ประกอบด้วย
วิตามิน และสารอาหาร เช่น ด่างผักหวาน แคโรทีน กรดกำมะถัน
แอมีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามีน บี2 และวิตามีน อี
เสริมภูมิต้านทานโรค สร้างเลือด เพิ่มเม็ดเลือดขาวในร่างกาย ลด
น้ำตาลในเลือด ยับยั้งไขมันเกาะเซลล์ และป้องกันไขมันในตับ
ช่วยทำให้การทำงานของเซลล์ใหม่ในตับดีขึ้น

๐ วิธีใช้

นำเก๋ากี้ชงน้ำดื่มแทนชา รวมกับยา หรืออาหารอย่างอื่นก็ได้ ครั้งละ 5-30 กรัม
หมายเหตุ เก๋ากี้เป็นยาบำรุงที่มีธาตุเป็นกลาง ถ้าเป็นหวัด ตัวร้อน อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ม้ามอ่อนแอ อุจจาระเหลว ไม่ควรรับประทาน

โต่วต๋ง

รสชาติ และสรรพคุณ รสหวาน มีธาตุอุ่น บำรุงตับ ไต กระดูก และเอ็น ลดความดันโลหิต บำรุงครรภ์ ป้องกันการแท้งลูก เหมาะสำหรับผู้ที่ตับอ่อนแอ วิงเวียนศีรษะ ตามัว หูอื้อ ปวดเมื่อยเอว และหัวเข่า ชายที่อวัยวะเพศเสื่อม หญิงมีครรภ์ที่ร่างกายอ่อนแอ ทารกในครรภ์ที่ไม่แข็งแรง
ส่วนประกอบ และคุณค่าทางอาหาร ประกอบด้วยสารโต่วต๋ง ไขมันพืช กลูโคส เพกทิน ไขมัน คีโทน และอินทรีย์อาหารต่างๆ ผลจากการทดลองกับสัตว์ปรากฏว่า โต่วต๋งช่วยลดความดันโลหิตได้ค่อนข้างนาน กล่อมประสาท ทำให้หลับสบาย และขับปัสสาวะ นอกจากนี้ยังระงับการตื่นตกใจ อันมีสาเหตุเกิดจากความบกพร่องทางประสาท ปรับสภาพมดลูก และลดการดูดซับคอเลสเทอรอลของกระเพาะอาหาร และลำไส้

๐ วิธีใช้

  1. โต่วต๋ง 30 กรัม เซี่ยงจี้หมู 1 คู่ ล้างให้สะอาด เอาเอ็นและเยื่อออก ต้มรวมกับโต่วต๋งจนเซี่ยงจี้สุกนิ่ม รับประทานเซี่ยงจี้และซุป แบ่งรับประทานเป็น 2 ครั้ง เหมาะกับผู้ที่ไตพร่องปวดเอว
  2. โต่วต๋ง 150 กรัม แช่ในเหล้าขาว 500 ซีซี เป็นเวลาครึ่งเดือน ดื่มครั้งละ 30 ซีซี วันละ 2 ครั้ง บรรเทาอาการไตพร่องและหูอื้อ

หมายเหตุ ผู้ที่เลือดแห้ง และร้อนใน ห้ามรับประทาน

อาจารย์ เกรียงไกร เถลิงพล ( ลี )