Category Archives: ข่าวสาร,ประวัติศาสตร์ไทย – Thai History

ภาพประวัติศาสตร์หาดูยาก : ประวัติการก่อสร้างเขื่อนยันฮี (ภูมิพล)

2

14696955_1811904582376787_1679097492_n

untitled

Continue reading

ประวัติการต่อต้านการสร้างเขื่อนยันฮี (เขื่อนภูมิพล) ในอดีต

เขื่อนภูมิพลและสายไฟฟ้าแรงสูง เมกกะโปรเจ็คของรัฐบาลทหารเลือกตั้ง ที่ถูกใช้ทำลายความชอบธรรมของรัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม เพื่อปูทางสู่การรัฐประหารของกลุ่มสี่เสาเทเวศร์ 16 กันยายน 2500

รัฐบาลจอมพล ป. พิบูลสงคราม พรรคเสรีมนังคศิลา ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติการไฟฟ้ายันฮี โดยเข้าที่ประชุมสภาในวันที่ 29 สิงหาคม 2500 ก่อนหน้าการรัฐประหารของกลุ่มสี่เสาเทเวศร์อยู่ราวครึ่งเดือน

14657516_1186887721356974_3167597203357152901_n

Continue reading

ครั้งแรกกับท่านปรีดีและท่านผู้หญิงพูนศุข พนมยงค์ ที่ปารีสประเทศฝรั่งเศส พ.ศ.2513(1970) กับครั้งสุดท้ายในบางกอก สยามประเทศ (ไทย) พ.ศ.2544(2001) โดย ชาญวิทย์ เกษตรศิริ

ผมเกิดที่บ้านโป่งเมื่อ พ.ศ. 2484 (1941) สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 พ่อแม่ของผมเป็นคนชั้นกลาง พ่อเป็นพ่อค้าและเทศมนตรี แม่เป็นนางพยาบาลอิสระ เมื่อผมเกิดนั้นท่านปรีดี พนมยงค์เป็น รมต. คลัง (ก่อนที่ท่านจะถูกโยกขึ้นไปเป็นผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ของในหลวงอานันท์  รัชกาลที่ 8  และเป็นหัวหน้าขบวนการเสรีไทย  ต่อต้านญี่ปุ่นในสมัยสงครามฯ) ท่านมีอายุ 41 ปี ส่วนศรีภริยา คือ ท่านผู้หญิงพูนศุข มีอายุได้ 29 ปี

ต่อมาเมื่อเริ่ม “วัฏจักรของความชั่วร้าย” เกิดรัฐประหาร พ.ศ. 2490 (1947) โดยมีพลโทผิน ชุณหะวัณเป็นหัวหน้า  นำจอมพล ป. พิบูลสงคราม  กลับมาเถลิงอำนาจใหม่ ท่านปรีดีก็ต้อง “ลี้ภัยการเมือง” ไป ผมมีอายุได้ 6 ขวบ จำความได้กระท่อนกระแท่น  ว่าพ่อของผมได้รับรูปถ่ายปึกใหญ่ทาง ป.ณ.  เป็นรูปของยุวกษัตริย์สององค์ (ในหลวงรัชกาลที่ 8 กับรัชกาลที่ 9)   กับพระชนนีและพระพี่นาง  สมัยอยู่เมืองนอกที่สวิตเซอร์แลนด์  ผมได้ยินเสียงกระซิบกระซาบเรื่องกรณีสวรรคตอย่างงุนๆงงๆ   ผมอยู่บ้านโป่งจนอายุ 14 ปี  ถึง พ.ศ. 2497 (1954)  ก็เข้ากรุงเพื่อ “ชุบตัว”

เมื่อเติบใหญ่  ผมเข้าเรียนธรรมศาสตร์ระหว่าง พ.ศ. 2503-06 (1960-63)  ยุคนั้นเป็นสมัยของ “สายลม-แสงแดด และยูงทอง” กับ “ความทรงจำทางประวัติศาสตร์อันเลอะเลือน”  พวกเราบรรดานักศึกษา (แม้จะเป็นแนวหน้า)  ก็ไม่รับรู้รับทราบว่าท่านปรีดี  คือผู้ประศาสน์การ  สถาปนาธรรมศาสตร์  พวกเราเพ้อเจ้อว่าถ้าไม่ใช่กรมหลวงราชบุรีฯ  ก็คงเป็นเสด็จในกรมนราธิปฯ หรือบรรดา “เจ้านาย” องค์ใดองค์หนึ่งเป็นผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยของเรา   ดังนั้น ธรรมศาสตร์ในสมัยของผม  ถึงกับมีนายทหารใหญ่  อย่างจอมพลถนอม กิตติขจร  เป็นอธิการบดี !!!??? (แต่ผู้ที่มีอำนาจจริงในการบริหาร คือ ดร. อดุล วิเชียรเจริญ ในตำแหน่งเลขาธิการ ที่ถูกส่งจาก กต. ให้มาคุม มธ.)   นามของปรีดี พนมยงค์ต่อพวกเรานักศึกษาสมัยนั้น  เป็นนาม “ต้องห้าม-ลบ-ดำ-มืด” และถูกกระทำให้มัวหมอง  มีมณทิลพัวพันกับกรณีสวรรคตของในหลวงอานันท์รัชกาลที่ 8

ผมและเพื่อนคู่หู (ชัช กิจธรรม) ได้แต่กระซิบกระซาบกันเรื่องของท่านปรีดี  เรื่องของเสรีไทย และวิชารัฐศาสตร์/การทูต  ที่เราเรียนกันสมัยนั้น ก็ไม่มี “ประวัติศาสตร์การเมืองไทย”  ที่จะทำให้เรารู้เรื่องและเกิดสติปัญญาเกี่ยวกับสังคมไทยของเราเอง   สมัยนั้นยังไม่มีงานเขียนปลุกจิตสำนึก  อย่างงานของคุณสุพจน์ ด่านตระกูล หรือไสว สุทธิพิทักษ์  เพื่อนๆและพี่ๆของเรา  เป็นลูกผู้ดีมีสกุล  อย่างสกุลสำคัญๆ เช่น ภูริพัฒน์-สิงหเสนี-ตันหยงมาศ  แต่เขาและเธอเหล่านั้น  เมื่อต้องเอ่ยพระนามหรือนามบุคคลสำคัญร่วมสมัย  ก็ดูจะอึกๆ  อักๆ ประดักประเดิด  และพร่ามัว   อีกทั้ง “คลังมันสมอง”  อย่างห้องสมุดของคณะรัฐศาสตร์  หรือของมหาวิทยาลัยสมัยนั้น  ก็มีแต่หนังสือเก่าๆ  ไร้สาระ ห่างไกลวิชาการ  ฝุ่นจับเขรอะ  ไม่น่าเข้าไปสัมผัสเสียนี่กระไร

ผมได้ปริญญา ได้เกียรตินิยม  แต่ก็เป็นบัณฑิตที่กว่าจะเริ่มเห็น “แสงสว่างทางปัญญา”  ขึ้นมาบ้าง ก็ต้องใช้เวลาเรียนหนังสือในเมืองนอกอีกหลายปี  และที่ห้องสมุดมหาวิทยาลัยคอร์แนลนั่นแหละ   ที่ผมได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับเมืองไทย  เรื่องเกี่ยวกับท่านปรีดี  เรื่องของเสรีไทย  และความยอกย้อนของประวัติศาสตร์การเมืองไทย

และเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2513 (1970) เมื่ออายุปาเข้าไปถึง 29 ปี ผมจึงได้มีวาสนาพบท่านปรีดี และท่านผู้หญิงพูนศุขเป็นครั้งแรก  ท่านปรีดีมีอายุได้ 70 ปีเข้าไปแล้ว  ท่านผู้หญิงมีอายุ 58 ปี  … ครับ ผมก็คงเหมือนกับใครๆ หลายคน  ที่เมื่อได้พบมหาบุรุษและมหาสตรีคู่นี้  ก็เริ่ม “ตาสว่าง”  และ ณ ที่ห้องพักแคบๆของท่านในกรุงปารีส  แถบมองปานาส (ท่านยังไม่ได้ย้ายไปอยู่บ้านที่อังโตนี) นั้น ผมก็ได้รับประทานอาหารมื้อที่ต้องจดจำไปชั่วชีวิต  คือ “ข้าวคลุกกะปิ”  และต่อไปนี้ ก็คือ  บทสัมภาษณ์ครั้งแรกและครั้งสุดท้ายกับท่านปรีดี (ที่เคยตีพิมพ์มาแล้วในหัวข้อของ “ปรีดี พนมยงค์”  กับการเมืองของสยามประเทศไทย)

(ขอแทรกตรงนี้ว่า บริบทของการเข้าพบปะเมื่อวันที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2513 (1970) นั้น ยังอยู่ในสมัยของ “สงครามเย็น” และความขัดแย้งกันทางด้านอุดมการณ์และลัทธิ  ยังมีการเผชิญหน้ากันระหว่างค่ายสหภาพโซเวียตและจีน กับค่ายของสหรัฐอเมริกา (และไทย) ที่เราถูกทำให้เชื่อว่าเป็นการต่อสู้ระหว่าง “เสรีประชาธิปไตย กับลัทธิคอมมิวนิสม์”  และบ้านเมืองของเราก็ “แสนจะเป็นไทย” โดยมีจอมพลถนอม กิตติขจร เป็น นรม. ปกครองในระบอบประชาธิปไตยแบบไทยๆ  (ซึ่งโดยเนื้อแท้  ก็คือ เผด็จการของทหาร-ร่วมด้วยช่วยกันกับข้าราชการพลเรือน และข้าราชการตุลาการ)

นี่เป็นช่วงระยะเวลาก่อนที่สหรัฐฯ  จะพ่ายแพ้อย่างย่อยยับในสงครามอินโดจีน พ.ศ. 2518 (1975 ก่อนที่พนมเป็ญ-ไซง่อน-และเวียงจัน จะแตกไปตามลำดับ)  และก็ยังก่อนเวลาของเหตุการณ์ “วันมหาปิติ 14 ตุลาคม 2516 (1976)”  ช่วงระยะเวลาดังกล่าวนี้แหละ ที่ท่านปรีดีเพิ่งจากย้ายที่พำนัก “ลี้ภัยการเมือง” ถึง 21  ปีในเมืองจีน ไปอยู่ฝรั่งเศส  เปิดโอกาสในนักเรียนนอกแบบผมได้เข้าพบปะ Continue reading

บางส่วนจากบทนำเรื่อง วิยากร เชียงกูล หนังสือ ศึกษาบทบาทและความคิด อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์

ผู้เขียนรู้จักอาจารย์ป๋วย ในฐานะของคณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ตั้งแต่ผู้เขียนเข้าไปศึกษาที่คณะนั้นในปี 2509 หลังจากเรียนคณะศิลปศาสตร์ 1 ปี ช่วงที่ผู้เขียนเรียนอยู่ที่คณะนั้นในปี 2509-2512 อาจารย์ป๋วยยังเป็นผู้ว่าการธนาคารชาติอยู่ จึงมาทำงานในตำแหน่งคณะบดีเพียงบางเวลา แต่ท่านก็ให้ความเอาใจใส่กับนักศึกษาและกิจกรรมนักศึกษาอยู่มาก เมื่อผู้เขียนเป็นบรรณาธิการหนังสือประจำของคณะ ก็ได้มีโอกาสไปพบและขอเรื่องจากท่าน รวมทั้งการที่ผู้เขียนเป็นคนเขียนเรื่องให้วารสารสังคมศาสตร์ปริทัศน์ และไปเข้าร่วมกิจกรรมสัมนาที่มีท่านเข้าร่วมด้วย ก็คงทำให้ท่านพอจำผู้เขียนได้ แม้จริงๆ แล้วเราจะคุยกันเพียงครั้งสองครั้งและเพียงไม่กี่ประโยค

เมื่อผู้เขียนออกจากธรรมศาสตร์ โดยไม่กลับไปรับปริญญาได้มีผู้หลักผู้ใหญ่บางคนวิจารณ์กับอาจารย์ป๋วยว่า ทำไมลูกศิษย์อาจารย์ถึงได้ทำอย่างนี้ เหมือนไม่ให้เกียร์ติมหาวิทยาลัยและพิธีรับพระราชทานปริญญาบัตร อาจารย์ป๋วยได้ตอบแก้ต่างให้ ทั้งที่ไม่ได้เคยคุยกับผู้เขียนในเรื่องนี้ ว่าคงไม่ใช่อย่างนั้น คงเป็นเพราะเขามีความคิด ความเชื่อ เป็นตัวของตัวเอง ไม่ถือว่าปริญญาเป็นเรื่องสำคัญเท่านั้นเอง เรื่องเล็กๆ เช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าอาจารย์ป๋วเป็นคนทีใจกว้าง เข้าใจคนรุ่นใหม่และพร้อมที่จะปกป้องสิทธิเสรีภาพของคนมาตั้งแต่สมัยนั้น ปี 2512 แล้ว

spd_2012092631420_b

บางส่วนจาก
บทนำเรื่อง วิยากร เชียงกูล หนังสือ ศึกษาบทบาทและความคิด อาจารย์ป๋วย อึ๊งภากรณ์
พิมพ์ครั้งที่สาม : สนพ. มิ่งมิตร, 2542
ISBN 974-87123-0-3

บุญเพ็ง หีบเหล็ก : นักโทษประหารโดยการตัดหัวคนสุดท้ายในสยาม

998840_633147326697937_780731320_n

[คดีฆาตกรรมต่อเนื่อง : “บุญเพ็ง หีบเหล็ก” – เพิ่งทราบว่านี่คือเรื่องจริงนะ]

คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๘-๖๔๙/๒๔๖๓ จำเลยในคดีนี้คือนายบุญเพ็งกับพวก เหตุการณ์เกิดในปี ๒๔๖๑ นายบุญเพ็ง บวชอยู่ที่วัดสุทัศน์ ทางการพิจารณาปรากฏว่า เป็นผู้ที่ประพฤติผิดทางวินัยของพระอยู่ตลอด เช่น การกินเหล้า เล่นการพนันในระหว่างที่บวช เรื่องการฆ่าคนที่เป็นคดีนี้ ในคำพิพากษาฎีกาที่ ๖๔๘-๖๔๙/๒๔๖๓ เกี่ยวพันกับการฆ่าคน ๒ คน

เริ่มต้น เหตุเกิดในเดือนพฤศจิกายน ๒๔๖๑ นายบุญล้อมเป็นพ่อค้าขายของเบ็ดเตล็ด เครื่องทอง เครื่องสายสร้างต่าง ๆ นายบุญล้อมคุ้นเคยกับนายบุญเพ็ง วันเกิดเหตุ นายบุญล้อมกลับจากขายของแล้วไม่ไปบ้าน นัยว่า ตอนเย็นมีข้อโต้เถียงกันขึ้นกับนายบุญเพ็ง แต่ไม่ปรากฏว่าโต้เถียงกันเรื่องอะไร ประจักษ์พยานไม่มี มีเพียงเหตุผลแวดล้อมว่า นายบุญล้อมได้ไปที่นั่นและเกิดโต้เถียงกัน ตอนกลางคืนนายบุุญล้อมก็นอนที่นั่น รุ่งขึ้นเช้านายบุญล้อมหายไป และในตอนสายปรากฏว่ามีหีบเหล็กมาอยู่ที่กุฏิ แล้วก็หีบเหล็กนั้นได้นำออกไปจากวัด ต่อมา ปรากฏว่ามีคนงมกุ้งที่ริมน้ำหน้าสถานีรถไฟบางกอกน้อย พบหีบเหล็ก ด้วยความดีใจเก็บขึ้นนึกว่าเป็นทรัพย์ จึงเก็บมาจากน้ำ เปิดขึ้นปรากฏว่ามีคนตายถูกมัดอยู่ในหีบเหล็ก เรื่องไปถึงตำรวจ สอบสวนได้ความว่า เป็นนายบุญล้อมถูกทำร้ายมีบาดแผลที่ศีรษะ ทีศพถูกหักขาหักคอพับแล้วเชือกมัดใส่ในหีบเหล็ก รอยที่ถูกทำร้ายเข้าใจว่าถูกตี ตำรวจได้พยายามสืบ ไม่ได้ความชัดในเบื้องต้น

ต่อมาอีกราว ๒ เดือน ปรากฏว่ามีหีบเหล็กลอยน้ำขึ้นอีกใบที่วัดไทรม้า จังหวัดนนทบุรี เจ้าพนักงานทราบเข้าว่าเกิดหีบใบที่สองขึ้น ก็เริ่มทำการสืบสวน ได้ความว่าเป็นศพของนางปลีกนางปลีกนี้เป็นผู้ที่คุ้นเคยกับนายบุญเพ็งตั้งแต่บวชเป็นพระ ได้ความว่า ตั้งแต่วันที่นายบุญล้อมหายไปก็สึก เพื่อจะแต่งงาน แต่ว่ารวบรวมเงินไม่พอ จึงไปเช่าห้องอยู่ที่แถววัดเลียบ ในเวลานั้นปรากฏว่า นางปลีกซึ่งเป็นผู้คุ้นเคยไปหา และเป็นแม่ค้ามีเครื่องแต่งตัวและทรัพย์ติดไปด้วย นัยว่าจะไปประมูลร้านออกแสดงในงานฤดูหนาวสวนจิตรลดาแล้วก็หายไป ครั้นมาได้ศพนางปลีก ก็สาวเรื่องมาก็ได้ความว่านางปลีกไปหานายบุญเพ็งแล้วก็หายไป จึงได้ไปค้นที่ห้องนายบุญเพ็ง ค้นหลักฐานที่เกี่ยวกับเรื่องนี้หลายอย่างเช่น เชือก ซึ่งเป็นเชื่อทำนองเดียวกับที่จับมัดศพนางปลีก ได้ผ้าเช็ดปากของนางปลีกและเครื่องรูปพรรณ ซึ่งเอาไปจำนำไว้ เขาเอาลายมือผู้จำนำมาเทียบก็ตรงกับลายมือของนายบุญเพ็ง มีพยานเฉพาะนางปลีก พยานว่านางปลีกไปหานายบุญเพ็ง แล้วไม่กลับมาอีกเลย ปรากฏว่าในตอนเช้า ที่หน้าห้องก็มีหีบเหล็กใบหนึ่งมาวางไว้ แล้วก็เรียกรถและเอาขึ้นรถ พวกข้างบ้านเข้าใจว่าทิดสึกใหม่จะหนีค่าเช่า ขนของใส่หีบหนีไป เหล่านี้ได้จากพยานหลักฐานเท่านี้เกี่ยวกับคดีนางปลีก

เมื่อเป็นเช่นนั้นเรื่องก็สาวมาถึงเรื่องนายบุญล้อมที่ถูกฆ่าที่วัดสุทัศน์ เขาก็ไปค้นที่กุฏินายบุญเพ็ง พบเชือกี่มีรอยตัด ปรากฏว่ามาต่อกับเชือกที่มัดศพนายบุญล้อมได้พอดีกัน ได้ของบางอย่างของนายบุญล้อมอยู่ที่นั่น ได้ไม้กดพะไลหน้าต่างมีร้อยเป็นจุด ๆ เห็นจะเห็นไม้ที่ตีนายบุญล้อม ประกอบกับหลักฐานอื่น ฯลฯ คดีเรื่องฆ่านี้เป็นการฆ่าทำนองเดียวกัน คือ เมื่อเอาศพนางปลีกใส่หีบไปที่วัดไทรม้านั้น เมื่อเวลาที่นายบุญเพ็งเอาหีบลงไปที่ท่าน้ำวัด ยังถามคนที่อยู่หน้าวัดว่าแถวนี้มีคนมางมกุ้งไหม ความอันนี้เชื่อมกับเรื่องนายบุญล้อมที่เอาไปถ่วงไว้หน้าสถานีบางกอกน้อย คนงมกุ้งมาพบเข้า เหตุผลเหล่านี้โยงว่าเป็นคดีเกี่ยวพันกัน เด็กที่นั่นบอกไม่มีใครมางมกุ้งที่หน้าวัดหรอก แต่ว่าหีบเหล็กใบนั้นไม่มีใครงม มันลอยขึ้นมาเอง

กรณีได้ความดังนี้ ศาลฎีกาพิพากษาประหารชีวิตตัดหัวนายบุญเพ็ง ตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา ๒๕๐ (๔) (๕) ฆ่าผู้อื่นโดยกระทำทรมานหรือทารุนโหดร้าย.

ตอนประหารชีวิต นายบุญเพ็ง อมพระในปาก ไม่ปรากฏเป็นพระอะไร พนักงานฆ่าลงดาบแรก ฟันหัวไม่ขาด ไม่ระคายคอ, พนักงานลงดาบที่สอง ในจังหวะที่นายบุญเพ็งจะพูด จึง “ฉับ” ดาบที่สองนั้น คอบุญเพ็งกระเด็น เลือดพุ่งดังที่เห็นตามภาพ.

 

พุฒิพงศ์ พงศ์เอนกกุล
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=633147326697937&set=a.100136853332323.77.100000080251932&type=1&theater