นวะโลหะและสัตตโลหะ

นวะโลหะปัจจุบัน
เหรียญเนื้อนวโลหะ ที่เรียกกันอย่างกว้างขวางในปัจจุบันนั้น ส่วนใหญ่ไม่ได้ผสมด้วยโลหะ๙ ชนิดแบบสมัยก่อน อย่างเช่น จ้าวน้ำเงิน ก็ไม่มีใครทราบว่าเป็นโลหะอะไร มีลักษณะแบบไหน ถามหาผู้รู้ก็ไม่มีใครทราบ
…นอกจากนี้ส่วนผสมหลัก คือ ทองคำ ก็มีราคาแพงมาก เวลาทำเหรียญเนื้อนวโลหะโดยทั่วไปจึงไม่มีใครใส่ทองคำกันอีก
…ดังนั้นทุกวันนี้เหรียญเนื้อนวโลหะส่วนมากจะมีส่วนผสมเพียง๓ อย่างเท่านั้น คือ ทองแดง ๘๕ เปอร์เซ็นต์ เงิน ๑๐ เปอร์เซ็นต์ สังกะสี ๕ เปอร์เซ็นต์ หรือหากนอกเหนือจากนี้ ก็อาจจะมีการ ลด เพิ่ม โลหะบางชนิดที่หาได้ง่ายและสะดวกในการจัดสร้าง

สัตตโลหะ
สัตตะ แปลว่า 7 ….เป็นการผสมโลหะหลายอย่างเข้าด้วยกันคล้ายๆกับนวะโลหะ แต่สัตตโลหะผสมโลหะเพียง 7 ชนิดประกอบด้วย..
1.จ้าวน้ำเงิน (แร่ชนิดหนึ่งสีน้ำเงิน มีพลวงเป็นส่วนประกอบหลัก)
2.เหล็กละลายตัว  
3.ปรอท
4.สังกะสี (บางตำราใช้บริสุทธิ์หรือทองแดงบริสุทธิ์)
5.ทองแดง  
6.เงิน  
7.ทองคำ
สัดส่วนการผสมและกรรมวิธีการผสมไม่มีกฏตายตัวแน่นอน แล้วแต่ตำราและความต้องการของผู้สร้าง โดยความเชื่อเรื่องฤทธิคุณของสัตตโลหะก็คล้ายๆกับนวะโลหะ ไม่แตกต่างกันเท่าใดนัก …ในสมัยก่อน ศิษย์ของหลวงปู่เอี่ยมคนหนึ่ง(วัดสะพานสูง) ได้ใช้มีดสัตตโลหะเข้าต่อสู้กับศัตรูที่ขึ้นชื่อว่าอยู่ยงคงกระพัน ซึ่งมีอยู่ถึง 3 คน จนศัตรูขอยอมแพ้ เพราะโดนมีดสัตตโลหะจนเลือดตกยางออกไปตามๆกัน  และตามตำนานพญาชาละวันของเมืองพิจิตรนั้น ไกรทองได้ปราบพญาจระเข้ผู้มากด้วยฤทธิ์ลงได้ ก็ด้วยหอกสัตตโลหะนี้เอง

เบญจโลหะ
เบญจะ แปลว่า 5 …เบญจโลหะ หรือ ปัญจโลหะ ตามรูปศัพท์แปลว่า โลหะ ๕ ชนิด เรื่องนี้ น.ส.บุหลง ศรีกนก ได้อธิบายไว้ในสารานุกรมไทย ฉบับราชบัณฑิตสถานเล่ม ๑๗ ว่า ได้แก่ เหล็ก ปรอท ทองแดง เงิน และทองคำ ซึ่งนำมาเป็นส่วนผสมสำคัญในการหล่อพระพุทธรูป และทำอาวุธของนักรบในสมัยก่อน อัตราส่วนของเบญจโลหะที่ใช้หล่อพระพุทธรูปในสมัยโบราณคือ
1.เหล็ก 1 ส่วน
2.ปรอท 2 ส่วน
3.ทองแดง 3 ส่วน
4.เงิน 4 ส่วน
5.ทองคำ 5 ส่วน
ส่วนที่ใช้ทำอาวุธนั้นสัดส่วนผสมไม่ทราบแน่นอน
การนำเบญจโลหะมาเป็นส่วนสำคัญในการหล่อพระพุทธรูปนั้น สันนิษฐานว่าเป็นความคิดความเชื่อที่เกี่ยวเนื่องกับพระพุทธศาสนาฝ่ายมหายาน เพราะสร้างพระพุทธรูปในลักษณะที่เป็นเครื่องรางของขลัง แทนที่จะเป็นรูปเคารพธรรมดา เช่น พระกริ่ง หล่อเป็นพระไภษ์ชยคุรุพุทธเจ้า
การใช้เบญจโลหะหล่อพระพุทธรูปนี้ ต่อมานิยมนำไปหล่อพระพุทธรูปบูชาทั่วไป ซึ่งนอกจากใช้เบญจโลหะแล้ว ยังใช้สัตตโลหะและนวโลหะด้วย

รัตนะโลหะ
รัตนะโลหะมีที่มาจากคำว่า รัตนะตรัย ซึ่งแปลว่าแก้ว 3 ประการ คือการผสมโลหะ 3 ชนิดเข้าด้วยกัน  อาจเป็น ทองแดง เงิน ทองคำ หรือ สังกะสี เงิน ทองคำ  หรือการผสมโลหะ 3 ชนิด จากโลหะทั้งหมด 9 ชนิด ดังที่กล่าวมาแล้วในกลุ่มโลหะของนวะโลหะ  มักนำมาใช้หล่อพระพุทธรูป รูปหล่อหรือเหรียญคณาจารย์ต่างๆ ซึ่งนิยมกันมากในปัจจุบัน ซึ่งสะดวกรวดเร็วและหาได้ง่าย….

*** #รัตนะโลหะ นิยามคำนี้ เป็นคำส่วนตัวซึ่งผู้เขียนเรียบเรียงได้คิดขึ้นมาเอง เพื่อง่ายต่อการแบ่งแยกประเภทของโลหะ หากผู้อ่านมีความเห็นแตกต่างในประการใด ก็สุดแล้วแต่จะเห็นสมควรครับ…..

เรียบเรียงโดย “ตู่ พิจิตร” 10/10/2561
ขอบคุณที่มา : pantip.com