การเมืองสมัย พระพุทธเจ้า เรื่อง การล่มสลายของศากยวงค์

   



การเมืองสมัย พระพุทธเจ้า เรื่อง การล่มสลายของศากยวงค์ (รึ วงค์ตระกูลของพระพุทธเจ้า )

http://dekdeemedia.com/mcu/page03.html

ต้องเกริ่นก่อนว่ายุค อินเดียโบราณ การถือชนชั้นวรรณะ สายเลือดตระกูลต่างๆเข้มข้นรุนแรงมาก ถ้าท่านจะเข้าใจเรืองพวกนี้ต้องเปิดใจเรื่องประวัติ ศากยวงค์ของพระพุทธเจ้านิดนึงครับ

ด้วยพระเจ้า ประเสนทิโกศล ซึ่งปกครองแคว้นโกศลในขณะนั้น และปกครองเมืองกรุงกบิลพัสดุ์แคว้นสักกะรึเมืองที่พระเจ้าสุทโธทนะบิดาของพระพุทธเจ้า ในฐานะเมือง ประเทศราช

ท่านได้ศรัทธาพระพุทธเจ้าอย่างแรงกล้า ต้องการจะผูกสัมพันธ์เป็นญาติกับพระพุทธเจ้าในทางใดทางหนึ่ง จึงต้องการเจ้าหญิงสักคนจากศากยวงศ์มาอภิเษกสมรส แต่ด้วยความที่ ศากยะวงค์เป็นตระกูลที่ถือตัวจัดและไม่ยอมแต่งงานนอกสายเลือดเด็ดขาด จึงได้ส่ง เจ้าหญิงคนหนึ่ง ชื่อ วาสภขัตติยา ซึ่งเป็นธิดา(ลูกสาว) ของเจ้าชายมหานามะ กษัตริย์ของ ศากยะ ณขณะนั้น (ครองราชย์ต่อจากพระเจ้าสุทโธทนะบิดาของพระพุทธเจ้า)

แต่ว่า เจ้าหญิงวาสภขัตติยา คนนี้ ซึ่งเป็นลูกสาวของเจ้าชายมหานามะ มีแม่เป็นทาสซึ่งไม่ใช่วรรณะกษัตริย์ ดังนั้นเจ้าหญิงวาสภขัตติยา จึงเป็นวรรระจัณฑาล
ทางศากยวงศ์ ต้องการรักษาสายเลือดบริสุทธิ์ตัวเองไว้ ก็เลยเอาเจ้าหญิงวาสภขัตติยา ส่งไปให้พระเจ้าปเสนทิโกศล แล้วปกปิดเรื่องนี้เป็นความลับ

เจ้าหญิงวาสภขัตติยา เมื่อไปเป็นมเหสีคนหนึ่งของพระเจ้าปเสนทิแล้ว จึงได้ลูกชายออกมาคนหนึ่ง ชื่อ เจ้าชายวิฑูทภะ ต่อมาเมื่อเจ้าชายวิฑูทภะ เติบใหญ่เป็นวัยรุ่น ก็แปลกใจทำไมไม่มีญาติจากฝั่งมารดามาเยี่ยมเยีอนรึโอบกอดตัวเองบ้างเลย ก็เลยคิดถึงญาติๆที่เป็นศากยวงศ์ อยากจะไปเยี่ยมไปถามไถ่ จึงเสด็จไปเยี่ยมญาติที่กรุงกบิลพัศดุ์ ตอนกลับออกมาลืมสิ่งของบางอย่างไว้ จึงรับสั่งให้อำมาตย์คนหนึ่งกลับไปเพื่อเอาของที่ลืมนั้น ตอนที่อำมาตย์กลับไป ก็เห็นพวกคนใช้กำลังเอาน้ำนมล้างทำความสะอาดบริเวณนั้น พร้อมกับบ่นว่า เพราะคนจัณฑาลเฮงซวยเข้ามาในบริเวณนี้ ทำให้พวกเราต้องเหนื่อยเอาน้ำนมมาล้าง อำมาตย์นั่นก็แกล้งถามว่าใครคือคนจัณฑาลเฮงซวยที่ท่านว่า พวกคนใช้ที่กำลังเช็ดถูอยู่นั่น ก็ตอบว่า ก็เจ้าชายวิฑูทภะนั่นไง เป็นคนจัณฑาล เพราะมีแม่เป็นทาส ..อำมาตย์นั่นกลับมาจึงเอาเรื่องนี้มาทูลเล่าให้เจ้าชายวิฑูทภะฟัง เจ้าชายจึงเกิดความโกรธแค้นต่อศากยวงศ์อย่างสุดๆ ที่ถูกเหยียดหยามอย่างสุดๆครั้งนี้ ..ตั้งใจไว้ว่า เมื่อได้เป็นกษัตริย์เมื่อใด จะยกกองทัพมาทำลายศากยวงศ์ให้สิ้นซาก … เมื่อเจ้าชายวิฑูทภะกลับมา ก็กราบทูลเรื่องนี้ต่อพระราชบิดา(พ่อ) คือพระเจ้าปเสนทิ .. เมื่อพระเจ้าปเสนทิรับทราบเรื่องนี้ ก็ไม่ได้ทรงว่าอะไร แต่มีข้อสงสัยข้องใจอยู่บ้าง จึงไปกราบทูลถามปัญหานี้กับพระพุทธเจ้า ..พระพุทธเจ้าจึงทรงตอบว่า เรื่องการนับเชื้อสายของบุตรธิดา เขาถือว่าทางฝ่ายบิดาเป็นใหญ่มาแต่โบราณ ดังนั้น เจ้าชายวิฑูทภะ ก็ยังถือว่าเป็นเชื้อสายกษัตริย์ นั่นแหละ ไม่ใช่จัณฑาล…พระเจ้าปเสนทิ ก็ทรงหายข้องใจ …. แต่ในใจของพระเจ้าวิฑูทภะ ไม่หาย ยังคงเก็บความแค้นไว้เท่าเดิม ….

ต่อมาเมื่อเจ้าชายวิฑูทภะได้ขึ้นเป็นกษัตริย์ ต่อจากพระบิดา ..จึงได้ยกกองทัพไปทำลายศากยวงศ์ …ซึ่งการยกไป ๒ ครั้งแรก ก็ถูกพระพุทธเจ้าเสด็จไปทรงขัดขวางไว้ จึงยินยอมยกทัพกลับ แต่ยังยกทัพไปอีกครั้งที่ ๓ ซึ่งครั้งนี้พระพุทธเจ้าไม่ได้เสด็จไปอีกและคิดว่าคงห้ามไม่ได้แล้ว เพราะทรงพิจารณาเห็นกรรมเก่าแต่อดีตชาติของพวกศากยวงศ์ ที่เคยทำกรรมไปฆ่าสัตว์พร้อมๆกัน บัดนี้ถึงเวลาแล้วที่อดีตกรรมนั่นจะมาส่งผล มาทำลายชีวิตพวกศาสยวงศ์กลุ่มนี้ พระพุทธเจ้าจึงทรงนิ่งเฉยในครั้งนี้ ..(ซึ่งจริงๆ อาจจะเพราะคำสอนพระพุทธเจ้าที่ให้ทุกคนเท่าเทียมกันไม่แบ่งชนชั้นวรรณะด้วยซึ่งพระพุทธเจ้าสอนคนอื่นได้แต่กับญาติตัวเองสอนไม่ได้เลย ตรงนี้เลยต้องปล่อยตามเวรตามกรรมเพราะเตือนแล้ว)

กองทัพของพระเจ้าวิฑูทภะ(ซึ่งก็คือมีศักดิ์เป็นหลานของพระพุทธเจ้า นั่นแหละ) จึงยกกองทัพไปทำลายล้างศากยวงศ์ เกือบหมด มีบางส่วนรอดมาได้ สำหรับคนที่เอาหญ้ามาคาบไว้ในปาก เมื่อถูกทหารของวิฑูทภะถามว่า “เจ้าเป็นศากยวงศ์หรือไม่” ก็ตอบว่า “ไม่ใช่ หญ้า” เพราะนิสัยของพวกศากยวงศ์จะไม่ยอมพูดโกหก ในเมื่อต้องโกหกเพื่อเอาชีวิตรอด จะพูดตรงๆก็ไม่ได้จึงใช้วิธีนี้เลี่ยงไป … ส่วนที่เหลือนอกนั้น โดนสังหารเรียบ …ตั้งแต่บัดนั้น ศากยวงศ์ถือว่าสูญสิ้น ที่สืบต่อมาจากผู้ที่รอดบางส่วนก็เป็นฐานะชาวบ้านธรรมดาๆ

พวกศากยวงศ์ที่รอดมานี้ ในประมาณ ๒๐๐ ปี ต่อมา มีคนหนึ่งซึ่งหนีไปอยู่ต่างแดน ได้ไปรับราชการกับกษัตริย์ที่แคว้นหนึ่งทางทิศตะวันตก (แคว้นราชสถานในยุคนี้) กษัตริย์ของแคว้นนั้นในตอนนั้นชื่อพระเจ้าเปารยะ …ศากยวงศ์คนนี้ชื่อ จันทรคุปต์ ได้เติบใหญ่จนได้เป็นเสนาบดีของพระเจ้าเปารยะ เมื่อสิ้นพระเจ้าเปารยะ จันทรคุปต์จึงตั้งตนเป็นกษัตริย์ ตั้งวงศ์กษัตริย์ชื่อว่า โมริยวงศ์ขึ้นมา (โมริยะ แปลว่า นกยูง) พระเจ้าจันทรคุปต์มีลูกชื่อว่า พระเจ้าพินทุสาร พระเจ้าพินทุสารมีลูกชื่อว่า อโศก ซึ่งก็คือพระเจ้าอโศกมหาราช กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของศาสนาพุทธหลังยุคพุทธกาล นั่นเอง …นั่นคือ ถ้าสืบย้อนกลังไปพระเจ้าอโศกมหาราช ก็คือคนที่สืบเชื้อสายมาจากศากยวงศ์นั่นเอง

พระเจ้าเปารยะ สิ้นพระชนม์ในการต่อสู้กับกองทัพของพระเจ้าอเล๊กซานเดอร์มหาราช จากกรีก ที่ยกกองทัพมาบุกอินเดีย ตอนนั้น..แต่เมื่อมาถึงยุคของพระเจ้าจันทรคุปต์ ได้ต่อต้านกองทัพกรีกอย่างเข้มแข็ง จนพระเจ้าอเล๊กซานเดอร์ถอดใจ ยกทัพกลับ และไปสิ้นพระชนม์ด้วยโรค มาลาเลีย ที่ Babylon รึ อิรัก ในปัจจุบัน (บางตำราว่าเพราะกินไวน์ใส่ยาพิษ)

ดังนั้น ก็ถือได้ว่า ที่อินเดียรอดพ้นจากการครอบงำของกรีกในยุคนั้นมาได้ เพราะผลงานการต่อต้านของพระเจ้าจันทรคุปต์ ปู่ของพระเข้าอโศกฯ นั่นเอง

เมื่อพระเจ้าวิฑูทภะ ทำลายศากยวงศ์สมใจอยากแล้ว ตอนยกทัพกลับ ได้ไปตั้งกองทัพพักผ่อนริมแม่น้ำ ก็เลยโดนน้ำท่วมตายหมดทั้งกองทัพรวมทั้งพระเจ้าวิฑูทภะด้วย
สิ่งที่พระพุทธเจ้าต่อต้านมาตลอดคือเรื่องชนชั้นวรรณะ บัดนี้มันกลับทำลายแม้แต่ตระกูลของท่านเอง

ขอบคุณที่มา : ผู้ใฝ่รู้ประวัติศาสตร์




หากท่านเห็นว่าข้อมูลเป็นประโยชน์ โปรดช่วยสนับสนุนเว็บไซต์ซักเล็กน้อย เพียงคลิกด้านล่าง



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *