ประโยชน์ของชาควบคู่กับอาหารต่างๆ

   



ปัจจุบัน ชาวจีนนิยมดื่มชาประกอบกับอาหารหลายอย่าง อาทิ

ชาเกลือ การดื่มน้ำชาที่ผสมเกลือบางๆ สามารถรักษาไข้หวัด แก้ไอ ร้อนในและปวดฟัน

ชาน้ำส้มสายชู การดื่มน้ำชาที่เจือด้วยน้ำส้มสายชู จะบำรุงกระเพาะอาหาร แก้มาลาเรีย และปวดฟัน

ชาขิง การดื่มน้ำชาขิงหลังอาหาร บำรุงปอด บรรเทาอาการไอ ป้องกันและรักษาไข้หวัด และโรคไทฟอยด์

ชานม ต้มน้ำนมที่ใส่น้ำตาลกรวดขาวให้เดือด แล้วผสมด้วยน้ำชา จะได้ช่วยลดความอ้วน บำรุงม้าม และให้สมองสดชื่น

ชาน้ำผื้ง การดื่มน้ำชาที่ชงน้ำผึ้งและใบชาด้วยกัน จะสามารถแก้การกระหายน้ำ บำรุงเลือด ทำให้ปอดชุ่มชื่น บำรุงไต และแก้ท้องผูก

เนื่องจากชามีประโยชน์มากมาย จึงมีคนนิยมดื่มน้ำชาเป็นประจำจำนวนมากขึ้น แต่มักมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการดื่มน้ำชาดังนี้

1. ชอบดื่มชาใหม่ เนื่องจากชาใหม่เก็บมาเป็นเวลาสั้น มีสารที่ยังไม่เป็นอ๊อกซิไดซ์หลายอย่าง ซึ่งจะระคายกรดเคลือบในกระเพาะอาหารและลำไส้จนทำให้เกิดโรคกระเพาะอาหาร ดังนั้น ไม่ควรดื่มชาใหม่ที่เก็บมาไม่ถึง 15 วัน

2. ดื่มน้ำชาที่ชงเป็นครั้งแรก เนื่องจากยาฆ่าแมลงและสารพิษอาจค้างอยู่บนใบชา ดังนั้น น้ำชาที่ชงเป็นครั้งแรกเป็นน้ำล้างชา ไม่ควรดื่ม

3. ดื่มน้ำชาขณะท้องว่าง จะทำให้น้ำย่อยในกระเพาะอาหารจางลง และทำให้สารที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเข้าสู่เลือด จะเกิดอาการเวียนหัว ใจหวิว มือเท้าชา

4. ดื่มน้ำชาหลังอาหาร เมื่อกรดฟอกหนังในใบชาผสมกับธาตุเหล็กในอาหารแล้วจะละลายได้ยาก ถ้าทำติดต่อเป็นเวลานานจะทำให้ร่างกายขาดธาตุเหล็กจนเป็นโรคโลหิตจาง

5. การดื่มน้ำชาอย่างเดียวตลอดปี ควรดื่มน้ำชาตามการเปลี่ยนแปลงของฤดูกาล ฤดูใบไม้ผลิควรดื่มน้ำชาดอกไม้ ฤดูร้อนดื่มน้ำชาเขียว ช่วยแก้ร้อนใน ขจัดสารพิษ เสริมสมรรถนะของกระเพาะอาหารและลำไส้ ป้องกันท้องเสีย ฤดูใบไม้ร่วงควรดื่มชาอูหลง ไม่ร้อนไม่เย็น สามารถขจัดความร้อนออกจากร่างกาย ส่วนฤดูหนาวดื่มชาแดงดีกว่า เพราะว่าชาแดงอุดมด้วยสารโปรตีน บำรุงร่างกายได้

6. กินยาด้วยน้ำชา จะทำให้ส่วนประกอบบางอย่างในยาเกิดตะกอน จนลดสมรรถภาพของยา

7. การดื่มน้ำชาเย็น ไม่เหมาะสำหรับผู้แพ้คาเฟอิน ผู้หญิงมีครรภ์ เด็ก ผู้มีโรคหัวใจ ผู้เป็นแผลในกระเพาะอาหาร

8. เติมน้ำตาลในน้ำชา น้ำชาหวานไม่เหมาะสำหรับผู้เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคเบาหวานและผู้ที่กำลังลดความอ้วน

9. การดื่มน้ำชามากเกินควร ผลการวิจัยปรากฎว่า แต่ละวันดื่มน้ำชา 150 กรัม.ก็จะได้ผลบำรุงสุขภาพ แต่บางคนเข้าใจว่า ดื่มน้ำชายิ่งมากยิ่งดี จนส่งผลกระทบต่อการนอนหรืออาการไม่สะบายอื่นๆ

10. ใบชาไม่ใช่ยิ่งเก็บนานยิ่งดี โดยเฉพาะชาผลไม้และดอกไม้ เนื่องจากมีน้ำเยอะ จึงขึ้นราง่าย ควรเก็บไว้ในตู้เย็น ส่วนใบชาอื่นๆ เมื่อหมดอายุแล้ว ไม่ควรดื่ม เพราะว่าอาจเกิดสารที่ไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพขึ้น

วิธีการที่ชงน้ำชาที่ถูกต้องคือ

การชงชาเขียว ใช้น้ำร้อนอุณหภูมิ 80-90 องศา ถ้าชงผงชาเขียว ควรใช้น้ำอุ่น อุณหภูมิ 40-60 องศา

น้ำชาที่ชงเสร็จแล้ว ควรดื่มให้หมดภายใน 30-60 นาที เพราะว่าสารโภชนาการอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงเกิน 60 นาที

น้ำชาเขียวไม่ควรเข้นข้นเกินไป เพื่อจะไม่ส่งผลกระทบต่อการหลั่งน้ำย่อยของกระเพาะอาหาร

ขอบคุณที่มา : http://thai.cri.cn/1/2008/12/10/21s139444.htm




หากท่านเห็นว่าข้อมูลเป็นประโยชน์ โปรดช่วยสนับสนุนเว็บไซต์ซักเล็กน้อย เพียงคลิกด้านล่าง



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *