ลามะปาเดนโดรเจ

   



10653845_702830059811779_8057611424874599598_n
หลายคนคงยังจดจำเรื่องราวของเด็กหนุ่มเนปาลคนหนึ่ง ที่อดข้าวอดน้ำเพื่อนั่งบำเพ็ญเพียรสมาธิตลอดระยะเวลากว่า 6 ปี โดยไม่ได้ขยับตัวไม่ยอมลุกไปไหน ไม่แม้แต่จะทานอาหาร ดื่มน้ำ หรือขับถ่ายเหมือนคนทั่ว ๆ ไป ซึ่งเรื่องราวของเขากลายเป็นที่สนอกสนใจของคนทั่วโลก ประชาชนจากทั่วสารทิศเดินทางมากราบไหว้ และเชื่อว่าเขาเป็นพระพุทธเจ้ากลับชาติมาเกิด แต่ทางด้านผู้ที่เชื่อในวิทยาศาสตร์ก็กำลังต้องการหาข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเด็กหนุ่มที่ใคร ๆ ก็เรียกเขาว่า “ลามะปาเดนโดรเจ” เชื่อเลยค่ะว่า เรื่องราวดังกล่าวหลายคนคงอยากรู้ประวัติและที่มาที่ไปของการนั่งสมาธิของท่านลามะ และหลายคนคงจะอยากรู้ว่า จุดประสงค์ที่แท้จริงของลามะในการปฏิบัติธรรมโดยที่ไม่ทานอาหาร หรือลุกไปไหนนั่นคืออะไร… วันนี้เรามีเรื่องราวของ “ลามะปาเดนโดรเจ” ลามะหนุ่มเนปาลวัย 22 มาให้เราได้ทราบกันค่ะ

พี่ชายของลามะปาเดนโดรเจ หรือ รามบาดู บอมจัน ได้เปิดเผยเรื่องราวของลามะให้ฟังว่า… ลามะเกิดเมื่อวันที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2533 เรียนหนังสือแค่ชั้น ป.4 เท่านั้น หลังจากนั้นก็หันมาเรียนสายธรรมะแทน ซึ่งตอนเด็ก ๆ ลามะชอบเดินออกไปไกล ๆ แต่ไม่ได้ออกไปเล่นเหมือนคนอื่น ๆ มักจะพบลามะที่ใต้ต้นโพธิ์เสมอ ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่ปีที่แล้ว มีอยู่วันหนึ่งเขาหายไปตัวตั้งแต่เช้า ก่อนออกจากบ้านลามะก็ได้บอกกับแม่ว่า ให้เลิกเลี้ยงสัตว์ และปล่อยพวกมันให้เป็นอิสระเสีย จากนั้นวันนั้นทั้งวันก็ไม่ได้เห็นลามะอีกเลย เมื่อตนเดินไปหายังต้นโพธิ์ที่ลามะมักจะนั่งสมาธิอยู่บ่อย ๆ ก็ไม่พบ จนกระทั่งมีคนมาบอกว่าเห็นลามะอาบน้ำอยู่ที่ลำธาร เมื่อไปถึงลามะก็ไม่ยอมกลับบ้านบอกว่า ตนแค่อยากมาอาบน้ำคนเดียว และขอนั่งสมาธิตรงนี้ถึงสองทุ่มแล้วจะกลับไป โดยให้ตนเอาของที่จำเป็นกลับมาให้ด้วย

พี่ชายของลามะ เล่าต่อว่า หลังจากนั้นเขาก็ไม่กลับบ้านอีกเลย เขาบอกว่าไม่อยากลุกไปไหน อยากนั่งสมาธิตรงต้นโพธิ์แห่งนี้เพียงอย่างเดียว ซึ่งการปฏิบัติสมาธิในครั้งนั้น เขานั่งติดต่อกันยาวนานถึง 10 เดือน โดยที่ไม่ลุกไปไหน หรือรับประทานอะไรเลย สร้างความฮือฮาแก่ผู้ที่พบเห็น กลายเป็นเรื่องที่สนอกสนใจของชาวต่างชาติเป็นอย่างมาก

ข่าวของลามะหนุ่มชาวเนปาลได้เผยแพร่ไปทั่วโลก หลายคนได้เดินทางไปยังต้นโพธิ์แห่งนั้นเพื่อพิสูจน์ด้วยตาตนเอง เพราะว่าการปฏิบัติสมาธิเช่นนี้เหมือนกับที่พระพุทธเจ้าได้เคยทำไว้เมื่อกว่า 2,000 ปีก่อน แต่ถึงกระนั้น ก็ยังมีเด็ก ๆ และคนที่ไม่เชื่อคอยยุแหย่ หรือเอาไม้ไปจี้ท่าน แต่ลามะก็นั่งสำรวมนั่งสมาธิอยู่อย่างสงบ และการปฏิบัติธรรมของลามะก็ถูกพิสูจน์จากกล้องวิดีโอที่บันทึกภาพไว้ตลอด 24 ชั่วโมง นั่นก็เพียงพอแล้วที่ทำให้เราได้ทราบว่า ลามะตั้งจิตมั่นเพื่อปฏิบัติสมาธิเพียงอย่างเดียว ไม่ได้ลุกหรือขยับไปไหนแม้แต่นิดเดียว นอกจากนี้ยังมีภาพเหตุการณ์ที่เพลิงไฟลุกโชติช่วงไปทั่วอาสนะของลามะ แต่ลามะทำแค่เพียงยืนอยู่เฉย ๆ จากนั้นเพลิงไฟดังกล่าวก็ดับหายไป โดยลามะไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ หรือลุกเดินออกมาจากอาสนะเลย

ถึงแม้ว่า จะมีภาพเหตุการณ์ออกมาเพื่อพิสูจน์เรื่องราวดังกล่าวแล้ว แต่ก็มีคนที่คอยจับผิดอยู่ตลอดเวลา โดยกล่าวว่า ก่อนหน้านี้จีวรของลามะเป็นสีเทา แต่ทำไมเมื่อเวลาผ่านไปแรมปี จีวรของลามะถึงกลายเป็นสีน้ำตาล อีกทั้งยังมีสื่อต่าง ๆ เดินทางมาเพื่อขอสัมภาษณ์ลามะ จนลามะต้องออกมากล่าวว่า มีเรื่องอื่นที่น่าทำ และน่าสนใจอีกมากมาย ทั้งเรื่องการปฏิบัติธรรม การนั่งสมาธิ นอกจากนี้เหตุการบ้านเมืองยังวุ่นวาย อย่ามาจับผิดเราเรื่องอดอาหารอีกเลย ต่อไปนี้เราต้องหาที่ใหม่แล้ว เพราะที่นี่ไม่สงบสุข…

หลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน ลามะก็หายตัวไป และปรากฎตัวเมื่อถึงวันสำคัญเท่านั้น เช่น ประเพณีฆ่าสัตว์เมื่อปี 2552 ซึ่งท่านได้แสดงความเห็นว่า อย่าทำการฆ่าสัตว์เพื่อบูชาเทพเจ้าอีกเลย และจากนั้นท่านก็หนีเข้าป่าไปราว 1 เดือน โดยกล่าวว่า ที่หายไปนั้นเพราะไม่อยากตอบคำถามเรื่องที่ห้ามยุติการฆ่าสัตว์ และหลังจากนั้นยาวนานกว่า 6 ปี ลามะก็นั่งที่อาสนะปฏิบัติธรรมอย่างยาวนาน ท่ามกลางความเลื่อมใสของบรรดาพุทธศาสนิกชนเป็นจำนวนมาก

เมื่อลามะออกจากอาสนะ ก็ได้ออกเทศนาที่สั่งสมจากการนั่งสมาธิยาวนานกว่า 6 ปี ท่ามกลางความสนใจเป็นอย่างมากของชาวโลก โดยท่านลามะได้กล่าวว่า …. “ขอนอบน้อมแด่พระอวโลกิเตศวร ขอนอบน้อมแด่พระอริยไมตรี ขอให้ศาสนาทุกศาสนามีเมตตา เราจะแนะนำทางที่บริสุทธิ์ เพื่อสันติภาพแก่ชาวโลก เพื่อผู้มีบุญบารมีในชาติก่อน ซึ่งวันนี้ก็เป็นวันดีที่นั่งสมาธิครบ 6 ปีแล้ว ในยุคแห่งความวุ่นวายและความเปลี่ยนแปลงของโลกนี้ ด้วยอานุภาพของพระอริยไมตรีจะคุ้มครองให้ชาวโลกรอดปลอดภัย ชาวโลกไม่รู้ว่าพระอริยไมตรีเคยเกิดขึ้นมาแล้ว 4 ครั้ง และได้ให้คำสอนไว้กับชาวโลก หลังจากที่ข้าพเจ้านั่งสมาธิผ่านไปได้ 10 เดือนโดยไม่ลุกไปไหน รู้สึกได้ถึงความร้อน ความหนาว ฝนตก ซึ่งร่างกายมีเพียงผ้าบาง ๆ มองไปด้านหลังช้า ๆ ก็เห็นปลวกขึ้นผ้า

ไม่ควรแยกชนชั้นวรรณะ เพศ สิทธิของผู้หญิง ผู้ชาย สีผิว เชื้อชาติและศาสนา ไม่ควรดูถูกศาสนาว่า ศาสนาใดสูงหรือต่ำกว่ากัน ไม่ควรลบหลู่ศาสนาต่าง ๆ อย่าแบ่งแยกประเทศ ว่าเป็นศัตรูหรือมิตร อย่าเห็นผิดเป็นชอบ อย่าไปเปรียบเทียบว่าคนนี้ดี คนนี้ไม่ดี อกุศล 10 อย่างและบาปทุกอย่างต้องละเว้น ฝึกให้มีศีล สมาธิ ปัญญา ช่วยเหลือสังคม และอุทิศชีวิตแก่ประเทศชาติ ในโลกนี้ ถ้าผู้ใดปฏิบัติตามศีล 8 ได้ ก็จะเหมือนอยู่ในดินแดนสุขาวดี อยู่ในยุคทอง เพื่อความสุขของชาวโลก ข้าพเจ้าจะอุทิศชีวิต ชีวิตของมนุษย์จะสำคัญเมื่อใช้ชีวิตโดยธรรม ธรรมะก็คือสูญญตา ก็คือพระพุทธเจ้านั่นเอง ความไม่มีตัวตน ความว่างเปล่า การทนต่อความหิวทำได้ยากมาก แต่ข้าพเจ้าก็สามารถข้ามผ่านความหิวนั้นมาได้ จนได้พุทธภาวะ ถ้ามีพุทธภาวะ ก็จะมีความสงบร่มเย็น และเป็นหนทางที่จะหลุดพ้นจากกิเลสได้ ขอให้มีความสุขสมหวังทุกประการเทอญ”

อย่างไรก็ตาม รายการเรื่องจริงผ่านจอ ได้รับการติดต่อให้ไปเข้าสัมภาษณ์ลามะ หลังจากที่เพียรขอสัมภาษณ์มาหลายครั้ง โดยทางรายการได้ตั้งคำถามไปถามเพื่อไขข้อข้องใจอย่างมากมาย แต่ตำถามก็ถูกตัดให้เหลือเพียง แค่ 2 คำถามเท่านั้น โดยคำถามแรกถามว่า จุดประสงค์อะไรที่ลามะนั่งสมาธิโดยไม่รับประทานอาหาร และชาวบ้านสามารถปฏิบัติตามได้หรือไม่ ลามะ กล่าวตอบว่า จุดประสงค์ในการนั่งสมาธิครั้งนี้เพื่อประกาศสันติภาพให้กับชาวโลก ที่ตนไม่รับประทานอาหารนั้น เป็นเพราะว่าไม่อยากเบียดเบียนสัตว์ อยากช่วยเหลือสัตว์โลก และอยากเป็นผู้ตรัสรู้สัมมาสัมพุทธเจ้า ส่วนเรื่องที่ตนนั่งสมาธินั้นเป็นเรื่องง่าย ๆ ธรรมดาที่ใครก็สามารถทำได้

คำถามที่สองถามว่า ใครคือครูบาอาจารย์ของท่านลามะ และอยากจะฝากความรู้อะไรหลังนั่งสมาธิครบ 6 ปี และจะเผยแพร่ความรู้เมื่อไร ลามะ กล่าวว่า พระโพธิสัตว์ให้ปัญญา ต่อไปตนจะได้เห็นพระพุทธเจ้าและจะได้ปฏิบัติตามคำสอน ตนไม่รู้ว่านั่งสมาธิไปนานเท่าไร วันเวลาผ่านไปเท่าไรตนไม่รู้เลย เหมือนลืมวันลืมคืน ตนฝึกปฏิบัติสมาธิมายาวนาน มีความรู้ และปัญญามากขึ้น ทั้งนี้เพื่อจะนำความรู้ที่ได้ดังกล่าวไปสู่สันติภาพให้กับชาวโลก ส่วนประสบการณ์ตนได้ความรู้ที่มากขึ้น จากเดิมตนมีจุดมุ่งหมายเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้า แต่ตอนนี้ตนจะสร้างบุญบารมีเป็นพระโพธิสัตว์ เพื่อจะได้เห็นพระพุทธเจ้า และจะได้นำเอาคำสอนมาสู่ชาวโลก

“อย่าเอาเราไปเทียบกับพระพุทธเจ้า เพราะพระพุทธเจ้าท่านสูงส่งกว่า บริสุทธิ์กว่า”
“เราแค่นั่งสมาธิ”

สองคำข้างต้นนี้ คือคำตอบที่ชัดเจนแล้วว่า ลามะหนุ่มชาวเนปาลเป็นเพียงคนธรรมดา ที่อยากจะแสวงหาความความรู้ สติ และปัญญา ผ่านการนั่งสมาธิ และไม่ได้เทียบตนเองเหมือนศาสดาอย่างที่ใคร ๆ คิด

– เรื่องจริงผ่านจอ
เฟซบุ๊คเพจ เรือนลานนา




หากท่านเห็นว่าข้อมูลเป็นประโยชน์ โปรดช่วยสนับสนุนเว็บไซต์ซักเล็กน้อย เพียงคลิกด้านล่าง



Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *