Monthly Archives: March 2013

ไล่ศัตรูพืชแบบธรรมชาติ

ท่านใดที่ปลูกผักไว้ทานเอง แต่ต้องประสบพบเจอกับปัญหาแมลง/หนอน/เพลี้ย รบกวนกัดกินผักที่ปลูก การที่จะใช้สารเคมีกำจัดเห็นว่าจะไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเราเป็นแน่แท้ ทางเลือกการจำกัดหรือไล่ศัตรูพืชนอกจากจะใช้น้ำส้มควันไม้ หรือ น้ำสะเดาหมักแล้ว ยังมีอีกหลายวิธีมากมาย แต่มีอีก 1 วิธีที่น่าสนใจและใช้กันมาตั้งแต่บรรพบุรุษนั่นคือ

6104_461000763978682_104380495_n

ยาสูบ ยาฉุน :

(1) ใช้ส่วนต้นสดแก่จัด(แกนกลางมีสารมากที่สุด) และใบสดแก่ บดละเอียดหรือสับเล็ก 1 กก. แช่น้ำ 20 ลิตร นาน 48 ชม. หรือต้มพอเดือดแล้วปล่อยให้เย็น ได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อ 1 ลิตร/น้ำ 20 ลิตร …

(2) ใช้ยาเส้นหรือยาฉุน 2 กก. ผสมน้ำ 100 ลิตร คนบ่อยๆ จนน้ำเป็นสีน้ำตาลไหม้ ได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อล้วนๆ ไม่ต้องเจือจางน้ำ …

(3) ยาฉุนหรือยาเส้น 1 กก. ผสมน้ำ 2 ลิตร ต้มจนเดือดนาน 30-60 นาที ได้หัวเชื้อ อัตราใช้ หัวเชื้อที่ได้เจือจางน้ำ 60 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทรงพุ่มทุก 3-5 วัน

ศัตรูพืช ด้วงหมัดผักกาด มวนหวาน หนอนกอข้าว หนอนกะหล่ำปลี หนอนผักกาด หนอนชอนใบ เพลี้ยไฟ เพลี้ยอ่อน เพลี้ยแป้ง ไรแดง ไรขาว ราสนิม ไวรัสโรคใบหงิก เชื้อรา ฉีดพ่นสารสกัดยาสูบยาฉุนในตอนเช้าอากาศปลอดโปร่งหรือตอนกลางวันอากาศขมุก ขมัวไม่มีแสงแดด ได้ผลดีกว่าฉีดพ่นตอนกลางวันแดดร้อนจัดหรือตอนเย็น

การใช้วิธีธรรมชาติในการจัดการกับธรรมชาติ นอกจากจะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมแล้ว เราก็จะไม่ได้รับผลกระทบจากสารเคมีที่อาจก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพของเราและคนที่เรารักอีกด้วย

ที่มา : kasetporpeang.com/by Facebook Page สาระแห่งสุขภาพ

1 ไร่ ได้ 1 แสน

 

ขอบคุณคลิปวิดีโอและความรู้ดีๆ จาก http://www.youtube.com/user/yutcareyouonline

ฮก ลก ซิ่ว สอนอะไร?

Screen Shot 2556-03-28 at 11.54.18 PM

ขอบคุณข้อมูลจาก http://www.chinese-horo.com/%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B8%A7%E0%B8%87%E0%B8%88%E0%B8%B5%E0%B8%99-%E0%B8%AE%E0%B8%81-%E0%B8%A5%E0%B8%81-%E0%B8%8B%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A7-%E0%B8%AA%E0%B8%B4%E0%B9%88%E0%B8%A7/

น้ำต้มผักกระสังบำบัดอาการเบาหวาน

ขอบอกต่อ สมุนไพรไทย ประสบการณ์ตรงที่รักษา คุณพ่อ ที่ป่วยเป็นโรคเบาหวาน และ ความดันโลหิตสูง

22090_10200527560613805_2114800591_n

เมื่อสองปีก่อนคุณแม่เห็นคนมา แถวบ้าน แล้วถอนต้นกระสังไปเป็น กระสอบ คุณแม่เลยถามว่า เอาไปทำอะไร คนนั้น ตอบว่า “ผมเป็นโรคเบาหวาน หมอสั่งให้ตัดขา ผมไม่ยอม หนีออกจากโรงพยาบาล แล้วมีคนแนะนำว่า ให้หาต้นกระสังมาต้มกิน กินแทนน้ำเลย แล้วจะดีขึ้น ผมเลยหามาต้มกิน ผมกินมาสองปีแล้ว จากที่หมอบอกว่า ต้องตัดขา ตอนนี้ น้ำตาลลดลงมาอยู่ในระดับปรกติแล้ว” 

คุณแม่เห็นและ รู้โดยบังเอิญ พอรู้ว่า คุณพ่อป่วย ก็เลยหามาต้มให้กิน… โชคดีที่แถวบ้านมีเยอะ ไม่ต้องไปหาซื้อ …. ตอนนี้คุณพ่อดื่มน้ำต้มจากต้นกระสัง ได้สามวันแล้ว… จากที่คุณพ่อเพลีย นอนทั้งวัน ไม่มีแรง … ตอนนี้ คุณพ่อบอกดีขึ้น อาการเพลียเริ่มหายไป รู้สึกดีขึ้นมาก 

ตอนนี้ ที่บ้าน น้ำชากระสัง กันทั้งบ้าน …. รสจะฝาดนิดๆ แต่ทานไม่ยากค่ะ ขอแนะนำผู้ที่มีอาการโรคเบาหวานนะคะ ว่าลองดูค่ะ

การทำยาคือ ถอนมาทั้งราก ล้างให้สะอาด ต้มทั้งราก แล้วกรองน้ำต้มมาดื่ม ดื่มแทนน้ำเปล่าสำหรับผู้ป่วย… ลองดูนะคะ

https://www.facebook.com/photo.php?fbid=10200527560613805&set=a.2550013951947.151986.1301811456&type=1&theater

การทำความสะอาดปอด

ทำหน้าที่ในการนำออกซิเจนไปยังเลือด โภชนาการที่ไม่ดีประกอบกับสภาวะแวดล้อมที่เต็มไปด้วยมลพิษ การหายใจที่ไม่ถูกวิธี หายใจไม่เต็มปอด และการสูบบุหรี่ เหล่านี้ทำให้ปอดของเรามีประสิทธิภาพน้อยลง การได้รับสารอาหารที่มีประโยชน์ สมุนไพร และโดยการเรียนรู้เทคนิคการหายใจของเราที่มีประสิทธิภาพสามารถทำความสะอาดปอดเพื่อให้ปอดทำงานดีขึ้น

528965_626088340751376_99796157_n

การหายใจเพื่อออกกำลังกายปอด
การเรียนรู้การหายใจลึกๆเป็นสิ่งสำคัญของการล้างพิษปอดแต่สิ่งที่สำคัญคือการฝึกการหายใจนี้จะต้องกระทำในที่ที่อากาศสดชื่นและปราศจากมลพิษ การฝึกการหายใจแบบง่ายๆคือ การนั่งเงียบ ๆ หลังตรง และหายใจเข้าพร้อมๆกับนับหนึ่งถึงสี่อย่างช้าๆ กลั้นหายใจไว้อีกโดยนับหนึ่งถึงสี่ หลังจากนั้นค่อยๆปล่อยลมหายใจออกโดยนับหนึ่งถึงแปดในขณะหายใจออก การฝึกนี้เช่นนี้เพียงไม่กี่นาทีในแต่ละวัน ไม่เพียงแต่เสริมสร้างปอดให้แข็งแรง แต่ยังช่วยในการผ่อนคลายและบรรเทาความเครียดได้อีกด้วย

สมุนไพรเพื่อการดีท็อกซ์ปอด
โรสแมรี่, Mullein, Lobelia, เบญจมาศ, Lomatium, Nigella เป็นต้น

อาหารเพื่อการดีท๊อกซ์ปอด
อาหารที่ช่วยเสริมสร้างความแข็งแรงของปอด ได้แก่ หัวไชเท้า, อัลมอนด์, มะกอก, สควอชฤดูหนาว, หัวหอม, องุ่น, เม็ดเกาลัดน้ำ และแพงพวย อาหารที่ควรหลีกเลี่ยงคือธัญพืชและผลิตภัณฑ์นม ผักบรอคโคลี่อาจมีช่วยสนับสนุนการทำงานของปอด ผักตระกูลกะหล่ำรวมทั้งผักคะน้าและกะหล่ำปลี จะมีผลในเชิงบวกต่อการทำงานของปอดด้วยเช่นกัน

ข้อควรพิจารณา
การขับสารพิษในปอดจะเริ่มต้นด้วยการหายใจอากาศที่สะอาดและการหายใจลึกๆอย่างถูกวิธี การใช้สมุนไพรใด ๆ ที่ใช้ในการสนับสนุนการทำงานของปอดควรปรึกษากับแพทย์เฉพาะทางยาสมุนไพร การรับประทานพืชตระกูลกะหล่ำ, ผักสีเขียว สามารถกระทำได้ตลอดเวลาและจะเป็นส่วนเสริมในการช่วยล้างพิษ, ส่งเสริมการทำงานของปอดที่ดีมากขึ้น

การดีท็อกซ์ปอดด้วยพืชสมุนไพรหรือการจัดโภชนาการอาหารตามขั้นตอนข้างต้นแม้ ว่าส่งผลดีในการเพิ่มความแข็งแรงของปอด แต่อาจพบว่าเป็นขั้นตอนที่ต้องเตรียมการพอสมควร รวมถึงความยุ่งยากในการจัดหาและตระเตรียมทุกสิ่งเพื่อให้พร้อมรับประทาน เราอาจเลือกที่จะเพิ่มความแข็งแรงและประสิทธิภาพในการทำงานของปอดโดยใช้ สารสกัดจากฟูคอยแดน (Fucoidan) มีหลายงานวิจัยบ่งชี้ว่า สารฟูคอยแดนซึ่งเป็นสารอาหารธรรมชาติที่สกัดได้จากสาหร่ายทะเลน้ำลึก มีบทบาทสำคัญในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดมะเร็ง รวมทั้งมะเร็งปอด และช่วยบำรุงปอด ตับ และไต นอกจากนี้งานวิจัยยังพบว่า สารสกัดจากฟูคอยแดนยังช่วยยับยั้งการแพร่กระจายของมะเร็งปอดอีกด้วย เมื่อปอดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพจะสามารถขับสารพิษได้ด้วยตัวเอง การช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของปอด เราควรเริ่มต้นด้วยการดีท๊อกซ์ร่างกายด้วยสารอาหารจากธรรมชาติในรูปแบบเจลเป็นเวลา10 วัน และรับประทานต่อเนื่องด้วยผลิตภัณฑ์ที่สกัดจากสารฟูคอยแดน การดีท๊อกซ์ร่างกายก่อนในเบื้องต้นนั้น (รับประทาน Agel GRN และ Agel EXO ใน 10 วันแรก) ร่างกายจะได้รับการชำระล้างทั้งระบบทางเดินอาหาร ตับ ระบบเลือด และได้ทำความสะอาดในระดับโมเลกุลหรือระดับเซลล์ ทำให้ร่างกายปราศจากสารพิษหรือของเสียสะสมและอยู่ในสภาวะที่พร้อมจะรับสารอาหารใหม่ๆ (สารฟูคอยแดนจาก Agel UMI)
ผลที่ได้คือปอด ตับ และ ไตที่สะอาด แข็งแรง และทำหน้าที่ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ คุณ ดา
หมายเลขโทรศัพท์: 0909193369

หามานานแล้วความรู้ในหัวข้อนี้
ขอขอบคุณข้อมุลจากhttp://detoxknowhow.com/
https://www.facebook.com/photo.php?fbid=626088340751376&set=a.523275724365972.139873.249167131776834&type=1&theater

โจ๊กหมูจากเพจชาวเฟซบุ๊ค

เครื่องปรุงโจ๊กหมู


ข้าวสวย 
หมูสับ 500กรัม
น้ำมันหอย 
ซีอิ้วขาว 
ซอสปรุงรส 
น้ำตาลทราย 
พริกไทยป่น 
ซุปไก่ก้อน 
ผักชี
ต้นหอม 
ขิง 
ไข่เยี่ยวม้า 
น้ำเปล่า 

522506_379862432129274_929224072_n

วิธีทำโจ๊กหมู

1. นำหมูสับมาผสมกับเครื่องปรุงต่างๆ คือน้ำมันหอย ซีอิ้วขาว ซอสปรุงรส น้ำตาลทราย และพริกไทยป่น คลุกเคล้าเครื่องปรุงให้เข้ากับหมูสับ พักไว้

2. ตัดรากต้นหอมและผักชี ปลอกเปลือกขิง นำไปล้างน้ำให้สะอาด สะเด็ดน้ำแล้วซอยต้นหอม-ผักชี ให้ละเอียด ส่วนขิงนำมาซอยเป็นเส้นๆ พักไว้

3. เปิดเตาที่ไฟปานกลางค่อนข้างแรง ใส่น้ำเปล่าลงไปในหม้อค่ะ พอน้ำเดือด ใส่ซุปไก่ก้อนลงไป นำข้าวสวยใส่ลงในเครื่องปั่น เติมน้ำลงไป พอประมาณแล้วปั่นให้ละเอียด จากนั้น นำไปใส่ในหม้อ

4. คนให้เข้ากัน ลดไฟลงเป็นไฟอ่อน แล้วเคี่ยวต่อไปประมาณ 15 นาที หมั่นคนเป็นระยะจนข้าวนิ่ม แล้วยกลง

5. เปิดเตาที่ไฟปานกลางค่อนข้างแรง ใส่น้ำเปล่าพอประมาณ ยลงไปในหม้ออีกใบ พอน้ำเดือดให้นำหมูสับที่ ปรุงรสไว้ใส่ลงไป รอจนหมูสุก เติมซีอิ้วขาวลงไป 2 ช้อนโต๊ะ

6. นำข้าวที่ต้มไว้ใส่ลงไปในน้ำซุป คนให้ทั่ว ชิมรสตามชอบ ก็ปิดเตาและยกลง ปลอกเปลือกไข่เยี่ยวม้าแล้วหั่นลูกละ 6 ส่วน

7. ตักโจ๊กหมูใส่ชาม วางไข่เยี่ยวม้าลงไป โรยหน้าด้วยต้นหอม-ผักชีซอย ขิงซอย และพริกไทยป่นตามชอบ จากนั้นก็ยกเสิร์ฟตอนร้อนๆ ได้เลยค่ะ

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจากมิตรชาวเฟซบุ๊คเป็นอย่างสูง https://www.facebook.com/photo.php?fbid=379862432129274&set=a.309301389185379.70456.100003165605396&type=1&theater

ปีศาจภายในตัวเรา

ในเดือนกรกฎาคม ปี 1961 สแตนลีย์ มิลแกรม นักจิตวิทยาแห่งมหาวิทยาลัยเยล สหรัฐอเมริกา ทำการทดลองทางจิตวิทยาสำคัญครั้งหนึ่ง ต่อมาเรียกชื่อว่า The Milgram Experiment

การทดลองนี้ประกอบด้วยตัวอย่างทดลองสองกลุ่ม กลุ่มแรกทำหน้าที่เป็นครู กลุ่มหลังทำหน้าที่เป็นนักเรียน ทดลองทีละคู่โดยมี สแตนลีย์ มิลแกรม เป็นผู้คุมการทดลอง นักเรียนอยู่ที่ห้องหนึ่ง ครูกับผู้คุมอยู่อีกห้องหนึ่ง

การทดลองเริ่มด้วยผูกข้อมือของนักเรียนด้วยเส้นลวดเชื่อมกับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า ครูทำหน้าที่ป้อนคำถามแก่นักเรียน หากนักเรียนตอบไม่ได้ ครูจะลงโทษนักเรียนคนนั้น โดยกดปุ่มปล่อยประแสไฟฟ้าไปชอร์ตนักเรียน ปุ่มเหล่านี้เรียงจากค่าต่ำสุดไปถึงสูงสุด เมื่อตอบผิดครั้งแรก นักเรียนจะถูกลงโทษด้วยกระแสโวลต์ต่ำ และจะเพิ่มขึ้น 15 โวลต์ทุกๆ ครั้งที่ตอบผิด บทลงโทษสูงสุดคือ 450 โวลต์ซึ่งเป็นอันตรายต่อมนุษย์

ความตึงเครียดเกิดขึ้นกับครูทุกคน เพราะเมื่อปล่อยกระแสไฟฟ้าไปหลายครั้ง นักเรียนจะร้องด้วยความเจ็บปวด จนถึงจุดจุดหนึ่ง นักเรียนจะขอร้องครูไม่ให้ลงโทษพวกเขา บางคนทุบกำแพง บางคนร้องไห้ ครูบางคนลังเลและบอกผู้คุมว่าจะขอเลิกทดลอง บางคนบอกว่าจะคืนเงินค่าจ้าง ผู้คุมตอบว่า “เลิกไม่ได้ โปรดเดินหน้าทดลองต่อไป”

บางครั้งนักเรียนปฏิเสธที่จะตอบ เพราะกลัวตอบผิด ครูจะถือว่านักเรียนตอบคำถามนั้นผิด และกดปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้า

แม้จะไม่รู้สึกสบายใจนัก ผู้ที่รับหน้าที่เป็นครูส่วนใหญ่ก็ดำเนินการต่อไปจนจบ ครูบางคนทนไม่ได้จริงๆ ก็เดินออกจากห้องไป แต่ครูบางคนก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไร

หลังการทดลองจบแล้ว ผู้คุมจะอธิบายให้ครูฟังว่า การทดลองนี้ไม่มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าจริงแต่อย่างใด นักเรียนที่มาทดลองทำหน้าที่เล่นบทหลอกครูเท่านั้น เสียงร้องของนักเรียนเป็นเสียงที่อัดเทปล่วงหน้า เพื่อหลอกดูปฏิกิริยาของครู ครูก็คือกลุ่มตัวอย่างที่แท้จริงของงานนี้

แม้ The Milgram Experiment ได้รับการวิพากษ์ว่าผิดจรรยาบรรณของการทำวิจัย แต่ผลการค้นพบน่าสนใจอย่างยิ่ง มันบอกว่ามนุษย์เราสามารถปฏิบัติตามคำสั่งให้กระทำเรื่องเลวร้ายได้ทั้งที่รู้ว่ามันผิด

การค้นพบนี้อธิบายว่า มนุษย์เราเชื่อฟังอำนาจเบื้องบนโดยไม่มีเหตุผล แม้ว่าเบื้องบนจะออกคำสั่งให้ทำร้ายมนุษย์ด้วยกัน นี่อาจอธิบายว่าทำไมทหารนาซีจึงสามารถฆ่าชาวยิวหกล้านคนในสงครามโลกครั้งที่สอง รวมทั้งการทรมานนักโทษทุกรูปแบบ ทั้งที่รู้อยู่ว่ามันเป็นคำสั่งที่ไม่ถูกต้องและผิดศีลธรรม

นี่เป็นภาพที่เราเห็นเป็นประจำในสังคมบ้านเรา ข้าราชการรับคำสั่งรัฐมนตรีให้ปล้นชาติโดยไม่แย้ง ทั้งที่รู้โดยมโนธรรมและศีลธรรมว่ามันไม่ถูกต้อง อัยการปล่อยคนร้ายให้พ้นมือกฎหมาย ตำรวจรับใช้โจรที่เล่นการเมืองจนเป็นใหญ่ พัสดีโค้งคำนับนักโทษ ครูบาอาจารย์รับใช้นักการเมืองชั่ว ฯลฯ

ทหารนาซีที่ฆ่าชาวยิวก็เป็นคนธรรมดา รักครอบครัว เข้าโบสถ์ ตำรวจ พัสดี ครูอาจารย์ก็เป็นคนธรรมดา มีศาสนา เข้าวัดเข้าวา แต่เมื่อถึงจุดจุดหนึ่ง พวกเขาก็สามารถเปลี่ยนเป็นปิศาจได้

ในชีวิตจริง คำสั่งมาในหลายรูปแบบและมีความรุนแรงต่างกัน ตั้งแต่การฆ่ากัน การยกพวกตีกัน ไปจนถึงเรื่องเล็กๆ เช่น ประเพณี ‘ว้าก’ ในบางมหาวิทยาลัย

นักเรียนที่ยกพวกตีกันอาจมาจากครอบครัวที่ดี พ่อแม่อบรมสั่งสอนให้เป็นคนดี แต่ภายใต้บางสถานการณ์ เมื่อพวกเขาตกอยู่ในคำสั่งให้ฆ่า หรือทำร้ายนักเรียนโรงเรียนอื่น ก็ไม่ปฏิเสธ

หลายคนเสพยาเพราะเพื่อนทุกคนเสพยา “ไม่งั้นจะเสียเพื่อน”

ในประเพณีรับน้อง ในเมื่อทุกคนก็ ‘ว้าก’ ใส่รุ่นน้อง เราก็ต้องทำด้วย “ไม่งั้นจะเข้ากับใครไม่ได้” ฯลฯ

ความแตกแยกของสังคมบ้านเราในช่วงหลายปีนี้ สร้าง ‘ความชอบธรรม’ ให้เราทำร้ายเข่นฆ่าอีกฝ่ายได้ง่ายขึ้น ฆ่าพวกมันให้ตาย เอามันให้หนัก “เพราะพวกมันไม่ใช่พวกเรา” ในที่สุดก็ไม่ต่างจากพวกนาซีที่ฆ่าชาวยิวไปหกล้านคน

คนเรามีข้ออ้างเสมอเพื่อสร้างความชอบธรรมหรือคำอธิบาย เมื่อทำเรื่องแย่ๆ : “ฉันทำตามหน้าที่”, “ถ้าเราไม่ทำ คนอื่นก็ทำ”, “เบื้องบนสั่งมา ไม่ทำไม่ได้”, “เราต้องเคารพคำสั่ง”, “มันเป็นประเพณีของโรงเรียนเรา” ฯลฯ

สัญชาตญาณการเอาตัวรอดฝังในยีนของเราทุกคน แต่จุดหนึ่งที่ทำให้เราต่างจากสัตว์อื่นๆ อยู่ที่เราพัฒนามโนธรรม ความรู้ถูกรู้ผิด และเราพัฒนาสังคมให้ทุกหน่วยมีเจตจำนงอิสระมากเท่าที่จะมีได้ เรามีเจตจำนงอิสระที่จะทำดีหรือทำชั่ว

ไม่ช้าหรือเร็ว เราแทบทุกคนก็ต้องผ่านการทดลองกดปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้า จะเลือกกดปุ่มหรือไม่กดปุ่มอยู่ที่เรา

เราทุกคนมีศักยภาพที่จะเปลี่ยนเป็นปิศาจได้ก็จริง แต่หากเราเลิกเชื่อว่าเราสามารถเลือกที่ทำดีทำชั่วได้ เลือกที่จะมีความสุขได้ ชีวิตของเราจะเหลือคุณค่าอะไร?

มนุษย์อาจเป็นสัตว์ที่อ่อนแอโดยสันดาน แต่หากเราใช้เหตุผลนี้เป็นข้อแก้ตัวว่าเราอ่อนแอเกินกว่าที่จะต่อต้านอำนาจเบื้องบนที่เลวร้าย ก็เป็นเพียงคำแก้ตัวน้ำขุ่นๆ เพราะประวัติศาสตร์มีตัวอย่างคนมากมายที่ปฏิเสธกระทำตามคำสั่งเลวร้าย

เราสามารถเลือกได้ 35% ของกลุ่มตัวอย่าง The Milgram Experiment เดินออกจากห้อง ปฏิเสธที่จะกดปุ่มปล่อยกระแสไฟฟ้าไปทำร้ายคนอื่น

วินทร์ เลียววาริณ
16 มีนาคม 2556

วอเตอร์เครส ผักพื้นเมืองนอกทรงคุณค่าทางอาหารแท้ๆ กับผักเป็ดไทยและผักเป็ดต่างๆ กันสับสน

watercres-comparison

ขอบคุณข้อมูลจากเว็บบ้านสวนพอเพียง http://www.bansuanporpeang.com/node/20510?page=1

ผักเป็ด : ผักสามัญที่ไม่ไร้ความสำคัญ

ผักเป็ด : ผักที่คนไทยไม่ปลูก

ผักเป็ดมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alternanthera sessilis R.Br อยู่ในวงศ์ Amaranthaceae เช่นเดียวกับผักโขมนั่นเอง เป็นไม้ล้มลุกเนื้ออ่อน สูงไม่เกิน ๓๐ เซนติเมตร ใบเล็ก ปลายใบแหลม บางครั้งลำต้นเลื้อยไปตามดิน ดอกสีขาวเล็กๆ ออกตามโคนใบ ลำต้นและ ใบอ่อนนิ่ม อวบน้ำ มี ๒ สี คือ ใบและลำต้นสีเขียว เรียกว่า ผักเป็ดขาว ใบและลำต้นสีม่วงแดง เรียกว่า ผักเป็ดแดง บางตำราว่าเป็นชนิดเดียวกัน แต่บางตำราแยกผักเป็ดแดงเป็นอีกชนิดหนึ่งต่างหาก มีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Alternanthera ficoides ผักเป็ดเป็นผักพื้นบ้านดั้งเดิมของไทย พบขึ้นอยู่ทั่วไปในเขตที่ราบลุ่มชื้นแฉะ สามารถขึ้นได้ทั้งบนบกและในน้ำ

คนไทยในอดีตคุ้นเคยกับผักเป็ดมานานแล้ว ดังเช่น หนังสืออักขราภิธานศรับท์ของหมอปรัดเล พ.ศ. ๒๔๑๖ หรือเมื่อ ๑๒๖ ปี มาแล้ว บรรยายเกี่ยวกับผักเป็ดเอาไว้ว่า

“ผักเป็ด เป็นต้นโตกว่าผักเบี้ย มันขึ้นที่บก เขาเก็บมากินบ้าง เก็บมาทำยาบ้าง”

PED01

แต่ในหนังสือประมวลสรรพคุณยาไทยของสมาคมโรงเรียนแพทย์และโบราณสำนักราชกุมาร (วัดโพธิ์) บรรยายว่า “ผักเป็ดเกิดตามที่ลุ่มต่ำแฉะทั่วๆ ไป” ในประเทศไทย ผักเป็ด พบขึ้นอยู่ตามที่ราบลุ่มทั่วไป พบมากในเขตภาคกลาง อาจถือได้ว่าเป็นวัชพืชชนิดหนึ่ง เพราะแข็งแรงทนทานและขยายพันธุ์ได้เองอย่างกว้างขวาง ทั้งบนบกและในน้ำตื้นๆ หากมีมากก็อาจเกาะกันเป็นกอสวะลอยน้ำได้เช่นเดียวกับผักตบหรือผักบุ้ง ซึ่งเป็นเพราะคุณสมบัติบางประการของผักเป็ด เช่น อยู่บนบกก็ได้ อยู่ในน้ำก็ได้ หรือนำมาใช้เป็นอาหารก็ได้ เป็นยาก็ได้นี่เอง ที่ทำให้คนไทยตั้งชื่อพืชชนิดนี้ว่า ผักเป็ด เนื่องจากผักเป็ดพบขึ้นได้เองอยู่ทั่วไป และไม่มีคุณสมบัติด้านใดโดดเด่นเป็นพิเศษ จึงยังไม่มีผู้นำมาปลูกจำหน่ายเป็นผักเศรษฐกิจในประเทศไทยจากอดีตมาถึงปัจจุบัน

ผักเป็ดในฐานะผัก

คนไทยเรียกชื่อพืชชนิดนี้ว่า “ผักเป็ด” แสดงว่านำมาใช้เป็นผัก หรือกินเป็นอาหารได้ และกินกันมา แต่อดีตแล้ว เช่นชาวไทยที่อาศัยอยู่ ในชนบทที่มีผักเป็ดขึ้นอยู่ ต่างรู้จักผักเป็ดและวิธีปรุงอาหารจากผักเป็ด เป็นอย่างดี ซึ่งนำมาใช้เป็นผักสดสำหรับจิ้มน้ำพริกปลาร้า ฯลฯ หรือถ้าให้พิเศษอีกหน่อยก็นำไปชุบแป้งทอดให้สุกก่อนนำมาจิ้มน้ำพริก ผักเป็ดที่นำมาใช้เป็นผักกินนั้น นิยมเก็บมาจากที่ลุ่มแฉะหรือน้ำขังจะได้ผักเป็ดที่มียอดโตอวบ อ่อนนุ่ม และค่อนข้างยาว ตำรับปรุงผักเป็ดที่นิยมในชนบทภาคกลาง ก็คือ ชุบแป้งทอดให้เป็นแผ่น อาจจะมีกุ้งฝอยผสมลงไปด้วยก็ได้เหมือนกัน

ประโยชน์ด้านอื่นๆ ของผักเป็ด

คนไทยรู้จักนำผักเป็ดมาใช้เป็นสมุนไพรรักษาโรคมาตั้งแต่ครั้งโบราณ ดังปรากฏอยู่ในตำราแพทย์แผนโบราณฉบับต่างๆ ในหนังสือประมวลสรรพคุณยาไทย บรรยายประโยชน์ทางยาของผักเป็ดว่า

“ใช้ทั้งต้นทั้งราก เป็นยาดับพิษโลหิต ฟอกโลหิตประจำเดือน แก้ประจำเดือนขัดข้อง และบำรุงโลหิตด้วย โดยมากมักทำยาดองเปรี้ยวเค็ม เป็นยาระบายอ่อนๆ ทั้งฟอกและบำรุงโลหิตสตรี”

จากตำราเล่มนี้จะเห็นว่าไม่ได้ แยกผักเป็ดเป็นชนิดขาวหรือแดง คงจะให้ใช้ได้ทั้ง ๒ สี แต่ในตำราบางเล่มเจาะจงให้ใช้เฉพาะผักเป็ดแดงเท่านั้น เช่น ตำราเวชเภสัชกรรมแผนโบราณ บรรยายสรรพคุณของผักเป็ดเฉพาะผักเป็ดแดง ว่า

“ผักเป็ดแดง : รสขื่นเอียน สรรพคุณ บำรุงโลหิต ดับพิษโลหิต”

ส่วนตำราสรรพคุณสมุนไพร สาขาเภสัชกรรมแพทย์แผนโบราณ ก็บรรยายเฉพาะสรรพคุณของผักเป็ดแดงไว้เท่านั้น คือ

“ผักเป็ดแดง ต้น : รสเย็น ดับพิษโลหิต ระบายอ่อนๆ ฟอกและบำรุงโลหิต แก้ระดูพิการเป็นลิ่ม เป็นก้อนดำเหม็น ปวดเมื่อยบั้นเอวและท้องน้อย”

ในประเทศศรีลังกา ใช้ต้นต้มเป็นยาแก้ไข้ และเป็นอาหารบำรุงของแม่ลูกอ่อน

ผักเป็ดใช้เป็นอาหารสัตว์ได้ดี เช่น หมู เป็ด ไก่ กระต่าย ฯลฯ หรือผสมเป็นอาหารปลา เพราะมีคุณค่าทางอาหารสูงและย่อยง่าย ผักเป็ดใช้เป็นพืชน้ำประดับ ตู้ปลาได้ เพราะสามารถออกรากในน้ำ เมื่อผู้เขียนเป็นเด็กเคยเลี้ยงปลากัดในขวด จำได้ว่าใส่ผักเป็ดในขวดปลากัด เพื่อให้ปลาได้อาศัยพักผ่อนและปรับสภาพให้ใกล้เคียงกับธรรมชาติด้วย สำหรับผักเป็ดแดงนั้น ใช้ปลูกเป็นไม้ประดับได้ดี เพราะสีสวย ปลูกง่าย ทนทาน โตเร็ว สามารถปลูกได้ทั่วไป หวังว่าเรื่องราวที่นำเสนอในตอนนี้ นอกจากเป็นการแนะนำให้ผู้อ่านบางท่านได้รู้จักผักเป็ดแล้ว ยังอาจทำให้ผู้อ่านอีกหลายท่านใช้ประโยชน์จากผักสามัญชนิดนี้มากขึ้นด้วย

http://www.doctor.or.th/article/detail/2379