โรคข้อเสื่อม

   



หลังจากไปพบแพทย์มาด้วยอาการปวดหลังและขาอย่างหนัก เมื่อต้นเดือน และไปพบอีกครั้งเมื่อวาน ก็ได้ผลอันเป็นที่น่าพอใจ คือ ได้ประสบความสำเร็จในการเป็นโรคข้อเสื่อมเป็นที่เรียบร้อย ก็เลยลองหาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้เพื่อเตรียมตัวและประดับความรู้ ก็เลยถือโอกาสขอรวบรวมมาเก็บไว้ในบล๊อกด้วยเลย

คงจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมกันหลายครั้งเพื่อเพิ่มเติมข้อมูลให้ได้มากที่สุดเท่าที่จะหาได้และเท่าที่เวลาและกำลังจะอำนวย

โดยนพ.สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์
คู่มือสำหรับประชาชนโรคข้อ-เข่าเสื่อม สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย

โรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่พบได้บ่อยที่สุดในผู้สูงอายุ อุบัติการเพิ่มสูงขึ้นตามอายุที่มากขึ้น การที่ผู้ป่วยมีความเข้าใจถึงสาเหตุและปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรค ลักษณะอาการก็จะช่วยให้การดูแลรักษาประสบความสำเร็จได้ดี ช่วยลดความทรมาน ลดความพิการของข้อ และช่วยลดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการรักษา

โรคข้อเสื่อมคืออะไร ?

โรคข้อเสื่อมหมายถึง โรคที่มีความผิดปกติที่กระดูกอ่อนผิวข้อและกระดูกบริเวณใกล้ข้อ มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนผิวข้อทั้งทางด้านรูปร่างทางด้านโครงสร้าง ทางด้านชีวะเคมี และทางด้านชีวะพลศาสตร์ กระดูกอ่อนผิวข้อจะบางลง ทำให้การทำงานของกระดูกอ่อนผิวข้อเสียไป เช่น

  • หน้าที่ในด้านการกระจายแรงที่มาผ่านข้อ เสียไป
  • หน้าที่ในการให้กระดูกเคลื่อนผ่านกันอย่างนุ่มนวลเสียไป ทำให้เกิดเสียงเวลาเคลื่อนไหว
  • มีการเปลี่ยนแปลงของกระดูกที่อยู่ใกล้ข้อ เช่นมีกระดูกงอกออกทางด้านข้างของข้อ (maginal osteophyte)
  • กระดูกใต้ต่อกระดูกอ่อนมีการหนาตัวขึ้น ทำให้เกิดอาการต่างๆ ของข้อ เช่น ปวดข้อ ข้อฝืด ข้อแช็ง มีเสียงดังที่ข้อ เวลาที่ข้อมีการเคลื่อนไหว
  • องศาของการเคลื่อนไหวของข้อลดลง ข้อโตขึ้นถ้าไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องจะเกิดการพิการตามมา เช่น ข้อหลวม ข้อโก่ง ข้อบิดเบี้ยว รูปร่างของข้อผิดไป

โรคข้อเสื่อมพบได้บ่อยไหม ?

โรคข้อเสื่อมเป็นดรคที่พบได้บ่อยที่สุดของปัญหาข้อที่เกิดในคนสูงอายุ อุบัติการของโรคขึ้นอยู่กับหลักเกณฑ์ในการวินิจฉัยโรค ถ้าการวินิจฉัยโรคอิงการเปลี่ยนแปลงทางภาพเอ็กซ์เรย์โดยไม่คำนึงถีงอาการของ ข้อจะพบอุบัติการของดรคข้อเสื่อมในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ถึงร้อยละ 70 ซึ่งจะสูงกว่าการวินิจฉัยโรคที่คำนึงว่าต้องมีอาการร่วมกับการเปลี่ยนแปลง ทางเอ็กซ์เรย์ ด้วยในผู้ป่วยที่มีอายุมากกว่า 60 ปี พบได้ที่ร้อยละ 50 โดยมีองค์ประกอบที่มีผลต่อการพบโรคข้อเสื่อมคือ

  • อายุ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญของการเกิดโรค โดยพบอุบัติการของโรคข้อเสื่อมเพิ่มขึ้นตามอายุ สามารถเริ่มพบโรคข้อเสื่อมได้ตั้งแต่อายุ 20 ปี เป็นต้นไป คนที่มีอายุเกิน 60 ปีขึ้นไปจะพบโรคนี้ตามอาการทางคลีนิคประมาณร้อยละ 50
  • เพศ พบอุบัติการพอกันทั้งเพศหญิงและชาย แต่ถ้าเปรียบเทียบอายุ ในอายุที่ต่ำกว่า 45 ปี เพศชายจะพบได้มากกว่าในเพศหญิง ในช่วงอายุ 45-54 ปี ทั้งสองเพศจะพบพอๆกันในช่วงอายุมากกว่า 54 ปีขึ้นไปจะพบได้ในเพศหญิงสูงกว่าเพศชาย อาจเป็นผลเนื่องจากวัยทองทำให้การสึกกร่อนของข้อมีมากกว่าในช่วงวัยหมดประจำ เดือน
  • พันธุศาสตร์ ประเพณี อาชีพ ในแต่ละประเทศพบอุบัติการข้อเสื่อมในแต่ละข้อไม่เท่ากันเป็นผลจากพันธุ ศาสตร์ ขนบธรรมเนียมและอาชีพ เช่นในไทยพบโรคข้อเสื่อมของข้อเข่ามาก ในขณะประเทศทางด้านซึกตะวันตกพบโรคข้อเสื่อมของข้อสะโพกมาก ตามอาชีพ อาชีพทำนาก็จะพบโรคข้อเสื่อมของข้อกระดูกสันหลังบั้นเอวมาก ในแม่บ้านมักจะเป็นโรคข้อเสื่อมของข้อนิ้วมือ ในอาชีพแม่ค้าที่ต้องเดินมากก็จะพบโรคข้อเสื่อมของข้อเข่ามาก เป็นต้น

สาเหตุของโรคเกิดจากอะไร ?

โรคข้อเสื่อมมีสาเหตุได้ต่างๆกัน ผู้ป่วยบางรายอาจมีหลายองค์ประกอบในการทำให้เกิดโรค องค์ประกอบทำให้เกิดโรค องค์ประกอบเหล่านี้บางอย่างสามารถหลีกเลี่ยงได้ก็จะไม่ทำให้เกิดโรคข้อ เสื่อม หรือช่วยชลอการเกิดให้ช้าลง องค์ประกอบของการเกิดโรคได้แก่

1. อายุ เป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่สุด ในการศึกษาการระบาดวิทยาพบว่าอายุมากขึ้นจะยิ่งพบอุบัติการโรคข้อเสื่อมมาก แต่อาการปวดและความพิการไม่จำเป็นต้องเป็นมากขึ้นตามอายุ โดยเมื่ออายุมากขึ้นกระดูกอ่อนผิวข้อมีความทนต่อแรงกดลดลงตามลำดับ จากที่มีการเปลี่ยนแปลงของสารที่อยู่ในกระดูกอ่อนผิวข้อ เช่น โปรตีโอกลัยแคน คอลลาเจนและ
การทำงานของเซล์กระดูกอ่อน (chondrocyte cells) นอกจากนี้ประสาทส่วนปลายเมื่ออายุมากขึ้นจะทำงานลดลง ซึ่งจากการทดลองพบว่าถ้าเส้นประสาทที่มาเลี้ยงข้อเสียไปจะมีผลทำให้โรคข้อ เสื่อมเร็วขึ้นจากการที่ไม่สามารถจัดให้มีแรงผ่านของข้อได้อย่างถูกต้อง แรงหรือ
น้ำหนักที่ผ่านข้อที่ลงที่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินไปจะทำให้ตำแหน่งนั้นมีการ เสียหายและทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมต่อมาได้ ดังนั้นเมื่ออายุเพิ่มมากขึ้น ประสาทส่วนปลายทำงานลดลง ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้โรคข้อเสื่อมเกิดได้เร็วขึ้น

2. พันธุกรรมและโรคเมตาโบลิซึม โรคข้อเสื่อมพบบ่อยในรายที่มีการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของกระดูกอ่อนผิวข้อ (cartilage matrix) ผู้ป่วยที่เป็นโรคที่มีผลึกไปฝังตัวในกระดูกอ่อนผิวข้อจะทำให้เกิดโรคข้อ เสื่อมได้เร็วกว่าผู้ที่ไม่มีการเกิดผลึก โรคที่ทำให้เกิดมีการฝังตัว
ของผลึกในกระดูกอ่อนผิวข้อและทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมได้ ได้แก่ โรคเก๊าท์ โรคเก๊าท์เทียม ฮีโมโครมาโตซีส (hemochromatosis) โรควิลสัน (Wilson’s disease) และโรคข้อจากโอโครโนทิส (ochronotic arthropathy) โดยพบมีผลึกของกรดยูเรต (monosodium urate) ผลึก
ของแคลเซี่ยมไพโรฟอสเฟต (calcium pyrophosphate dihydrate) ผลึกฮีโมสิเดอริน (hemosiderin) ทองแดง กรดโฮโมเจนทิสิทโพลีเมอร์ (homogentisic acid polymers) มาฝังตัวในกระดูกผิวข้อและมีผลทำให้เกิดโรคข้อเสื่อม โดยมีผลโดยตรงต่อกระดูกอ่อนผิวข้อ ในการทำงานขององค์ประกอบต่างๆที่มีในข้อ หรือมีผลทำให้กระดูกอ่อนผิวข้อแข็งขึ้นกว่าปกติ ทำให้การรับการส่งแรงที่มากระทบเปลี่ยนแปลงไป

3. การเปลี่ยนแปลงในเมตาโบลิซึมของการทำงานของเซลกระดูกอ่อน การทำงานของเซลกระดูกอ่อนในคนปกติแตกต่างจากคนที่เป็นโรคข้เสื่อม เป็นภาวะทางพันธุกรรมไม่ได้เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อม แต่ภาวะดังกล่าวนี้จะเกิดขึ้นเองหรือมีตัวมากระตุ้นแล้วทำให้เกิดข้อเสื่อม ยังไม่ชัดเจน

4. โรคที่มีข้ออักเสบ (Inflamatory joint disease) โรคข้อเสื่อม โดยตัวของมันเอง ไม่มีเยื่อบุข้ออักเสบ ถ้าเจาะตรวจน้ำจากข้อเสื่อมจะได้เซลล์จากน้ำไขข้อไม่เกิน 2000 /ลบ.มม. ในรายที่เป็นมากจนทำให้เกิดการแตกยุ่ยของผิวกระดูกอ่อน ไม่ว่าจะโดยแรงที่ผ่านเข้ามาหรือเอ็มไซม์ที่มาย่อยชิ้นส่วนที่หลุดออกมาอยู่ ในน้ำไขข้อ จะสามารถกระตุ้นให้เกิดการหลั่งของ คอลลาจิเนส (collagenase) และเอ็มไซม์ไฮโดรไลทิค (hydrolytic enzyme) จากเยื่อบุข้อและจากเซลแมคโคเฟท (macrophage) ทำให้เกิดมีการทำลายโครงสร้งของกระดูกอ่อนได้ในรายที่มีข้ออักเสบ เช่นจากโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์ ข้ออักเสบติดเชื้อหรือข้ออักเสบจากสาเหตุอื่นๆ การทำลายของกระดูกอ่อนผิวข้อเกิดจากเอ็มไซม์ที่หลั่งออกมาจากเยื่อบุข้อ หรือเซลเม็ดเลือดขาว และมีผลทำลายโครงสร้างของกระดูกอ่อนผิวข้อซึ่งจะทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมขึ้น

5. การได้รับบาดเจ็บของข้อ (truama) เป็นที่รู้กันดีว่าในรายที่มีกระดูกหักหรือการบาดเจ็บอันมีผลต่อการ เคลื่อนไหวของข้อซ้ำๆหลายครั้งโดยไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องผลสุดท้ายจะ ทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมได้ ตัวอย่างลูกสบ้าเคลื่อนหลุดจากต่ำแหน่งบ่อยๆ การหลุดของหัวกระดูกสะโพกบ่อยๆ การออกแรงกระทำซ้ำๆครั้งแล้วครั้งเล่าจะมีผลต่อข้อ โดยทำให้มีการแข็งขึ้นของกระดูกที่อยู่ใต้ต่อกระดูกอ่อน (subchondral bone) และมีผลต่อการฉีกขาดเสียหายของกระดูกอ่อนผิวข้อมากขึ้นตามเวลาที่ผ่านไปแรง ที่ส่งผ่านข้อ

นอกจากน้ำหนักตัวในตำแหน่งข้อที่เกี่ยวกับการรับน้ำหนักแล้วยังมีแรงที่ เป็นผลจากกล้ามเนื้อทำงานหดตัวในขณะร่างกายเคลื่อนไหว ในคนปกติขณะเดินจะมีแรงผ่านข้อเข่าประมาณ 4-5 เท่าของน้ำหนักตัว ในการนั่งยองๆ แรงจะเพิ่มเป็น 10 เท่าของน้ำหนักตัว ซึ่งจะเห็นได้ว่ากระดูกอ่อนต้องทำหน้าที่รับแรงดังกล่าว อาชีพที่ทำให้มีแรงผ่านข้อมากผิดปกติ เช่น คนงานขุดถนนที่ใช้สว่านขุดเจาะถนน หรือในนักกีฬา ในขณะที่มีแรงผ่านข้อมากถ้าโครงสร้างภายในกระดูกอ่อนผิวข้อรับไม่ไหวจะเกิด มีการทำลายของโครงสร้างของกระดูกอ่อนและทำให้การกระจายแรงที่ผ่านข้อเสียไป ขณะเดียวกันกระดูกที่อยู่ใต้ต่อกระดูกอ่อน ก็จะมีการแตกหักแบบเล็กๆ
ขบวนการซ่อมแซมของร่างกายอันได้แก่ การสร้างกระดูกมาแทนที่ (callus formation) และจัดตัวใหม่ของกระดูกภายหลังกระดูกหัก (remodeling) ผลการซ่อมแซมใหม่ทำให้กระดูกแข็งขึ้นทำให้การกระจายแรงก็จะแย่ไปด้วย จะมีผลให้แรงลงที่จุดใดจุดหนึ่งมากเกินกว่า
ปกติและทำให้เกิดโรคข้อเสื่อม

6. ความอ้วน (obesity) บทบสทของความอ้วนยังเป็นเรื่องถกเถียงกันอยู่บางรายงานสรุปว่า ความอ้วนไม่ได้เป็นองค์ประกอบใดในการทำให้เกิดโรค บางรายงานพบโรคข้อเสื่อมเพิ่มขึ้นในคนอ้วนโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเพศหญิง และเป็นในข้อที่รับน้ำหนัก เช่น ข้อเข่า เหตุผลที่สำคัญของความอ้วนที่ทำให้เกิดโรคข้อเสื่อมก็คือแรงกดที่เพิ่มมาก ขึ้นอันเป็นผลจากน้ำหนักตัวและการกระทำซ้ำๆกันทุกวัน จึงทำให้ข้อที่รับน้ำหนักเกิดโรคข้อเสื่อมได้เร็วกว่าปกติ

องค์ประกอบเสี่ยงที่ทำให้เกิดโรคข้อเสื่อม ?

องค์ประกอบเสี่ยงที่มีผลต่อการเกิดโรคข้อเสื่อมที่สำคัญคือ การได้รับบาดเจ็บและการได้รีบแรงผ่านข้อมากเกินไป การใช้ข้อไม่ถูกต้อง อาชีพที่มีการใช้งานของข้อนั้นซ้ำๆที่ทำให้ข้อได้รับบาดเจ็บ และความอ้วน ถ้าผู้อ่านท่านใดรู้ว่าตัวเองมีองค์ประกอบเสี่ยงก็ควรรีบหาทางแก้ไขตำแหน่ง ของข้อที่เป็นโรคข้อเสื่อมได้บ่อยในคนไทยคือ ข้อเข่า ข้อกระดูกสันหลังระดับบั้นเอว ข้อกระดูกสันหลังระดับคอ ข้อปลายนิ้วมือ ขอ้กลางนิ้วมือ ข้อกระดูกนิ้วหัวแม่มือต่อกับกระดูกข้อมือ และข้อโคนนิ้วหัวแม่เท้า ที่บ่อยที่สุดคือข้อเข่า

อาการของโรคข้อเสื่อม

อาการของโรคข้อเสื่อมมักเป็นอาการที่ปรากฏเฉพาะตำแหน่งของข้อที่เป็นใน ระยะแรก อาจจะมีอาการเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลย สิ่งหนึ่งที่ต้องตระหนักเสมอก็คือ อาการที่มีจะสัมพันธ์หรือไม่สัมพันธ์กับพยาธิสภาพ หรือการเปลี่ยนแปลงทางเอ็กซ์เรย์ของข้อก็ได้ ท่านผู้อ่านอาจสงสัยว่าหมายความว่าอย่างไร โดยความเป็นจริงแล้วร่างกายจะมีการซ่อมแซมตัวเองอยู่ตลอดเวลา ดังนั้น เมื่อเกิดอาการโรคข้อเสื่อมจากการเป็นแต่ละครั้งจะทำให้ปวดข้อและกระดูกอ่อน ผิวข้อบางลงอย่างช้าๆ อาการปวดที่มีร่างกายจะซ่อมแซมจนทำให้หายปวด แต่ในการเปลี่ยนแปลงของกระดูกอ่อนที่บางลง จะไม่สามารถกลับคืนมาสู่ปกติได้ ดังนั้นในผู้ป่วยที่เป็นโรคมานานก็จะมีการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างของข้อจะ มากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการรักษาในรายที่ได้รับการดูแลรักษาดี โครงสร้างก็จะเสียไปน้อย แต่ในรายที่รักษาไม่ดีโครงสร้างก็จะเสียไปมาก แต่ขณะที่มาพบแพทย์อาจไม่มีอาการของโรคข้อเสื่อม ได้ถ้าผู้ป่วยมีการดูแลรักษาดี

  • อาการปวด เป็นอาการแรกที่จะพบในโรคข้อเสื่อม ระยะแรกการปวดข้อจะเกิดภายหลังการใช้ข้อมากกว่าปกติ แต่มักบอกต่ำแหน่งของการปวดได้ไม่ชัดเจน ผู้ป่วยมักจะบอกเพียงว่าเป็นที่ข้อเข่า ข้อนิ้วมือ มักเป็นข้างหนึ่งข้างใดของร่างกายก่อนในระยะแรก เช่นเป็นข้อเข่าขวาก่อน สักระยะหนึ่งเช่น 2-3 เดือน ถ้าโรคข้อเสื่อมเข่าขวาไม่ได้รับการดูแลรักษาอาการปวดข้อเข่าขวาที่เป็นจะทำ ให้ผูป่วยพยายามลดการใช้งานของข้อเข่าขวา ทำให้ต้องใช้งานข้อเข่าซ้ายมากขึ้น ข้อเข่าซ้ายที่ทำงานมากขึ้นถ้าหากการทำงานมากเกินกว่าความแข็งแรงของ โครงสร้างที่มี ก็จะเริ่มเกิดอาการปวดข้อข้างซ้ายจะเป็นมากขึ้นจากการใช้งานข้อมากกว่าปกติ อาการปวดจะดีขึ้นหรือหายเมื่อได้พักข้อ ถ้าเป็นมากขึ้นจะมีอาการปวดแม้เวลาใช้ข้อเพียงเล็กน้อย และถ้าเป็นมากขึ้นอีก ก็จะปวดแม้เวลาหยุดพักข้อ สิ่งน่าสังเกตุคืออาการปวดจากโรคข้อเสื่อมมักสัมพันธ์กับการใช้งาน และดีขึ้นเมื่อได้รับการพักการใช้ข้อ ซึ่งเป็นวิธีการทางธรรมชาติที่ข่วยดูแลตัวเราให้มีการใช้ข้อให้พอดี สัญญาณปวดข้อถือเป็นอาการเตือนที่สำคัญที่ทำให้เราต้องสำรวจตัวเราว่า มีการใช้งานของข้ออย่างไม่เหมาะสมหรือมากเกินไปหรือไม่ ถ้าพบว่ามีการใช้ข้อไม่เหมาะสมก็ให้แก้ไขการใช้ข้อให้ถูกต้องเพื่อให้ข้อ กลับสู่ปกติโดยเร็ว ถ้าพบว่ามากเกินไปจะได้ลดการใช้งานลง เพื่อให้ข้อได้พักผ่อนและซ่อมแซมให้กลับคืนสู่สภาพเดิมมากที่สุด
  • ข้อฝืด (localized stiffness) เป็นอาการที่เกิดขึ้นภายหลังจากการพักข้อเป็นเวลานาน เช่นนั่งท่าเดียวนานๆ อาการข้อฝืดจะเป็นระยะเวลาสั่นๆไม่นาน ไม่กี่นาทีมีไม่มากที่เป็นนานกว่า 15 นาที ข้อฝืด เป็นอาการชั่วคราว หากได้มีการขยับข้อสัก 2- 3 ครั้ง อาการก็จะดีขึ้นผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อมของข้อนิ้วมือจะมาพบแพทย์ด้วย อาการกำมือลำบาก มีความรู้สึกฝืด เคลื่อนไหวไม่คล่อง ต้องกำมือและคลายสลับกันไปประมาณ 5-10 นาที อาการถึงจะดีขึ้น ผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อมของข้อเข่าจะมาพบแพทย์ด้วยอาการข้อแข็งเวลาอยู่ ในท่าใด ท่าหนึ่งเป็นเวลานานๆ เช่น การนั่งรถเดินทางเป็นเวลานาน พอลงจากรถไม่สามารถงอเข่าเพื่อการเดินได้ทำให้ไม่สามารถก้าวเท้าต้องพักกับ ที่สัก 1-2 นาทีพร้อมกับงอเข่าไปมา 2-3 ทีจึงจะสามารถเดินต่อได้
  • ข้อพิการ ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมนิ้วมือมาพบแพทย์ด้วยอาการข้อนิ้วมือโตขึ้น ข้อนิ้วเกบิดเบี้ยวผิดรูปร่างไป ผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมของโคนนิ้วหัวแม่เท้า ทำให้นิ้วเท้าเกออก ผู้ป่วยที่เป็นโรคเข่าเสื่อมก็จะมาพบแพทย์ด้วยการเดินที่ไม่ปกติโดยเฉพาะ เวลาเดินลงบันได ข้อเข่าโก่ง

อาการปวดเกิดจากอะไร ?

เนื่องจากกระดูกอ่อนผิวข้อไม่มีปลายประสาทไปเลี้ยง อาการที่ปวดจึงเกิด
จากโครงสร้างที่อยู่ในข้อและรอบข้อดังนี้

  • การทำลายกระดูกอ่อนผิวข้อ เป็นลักษณะเฉพาะของโรคข้อเสื่อม แต่กระดูกอ่อนผิวข้อไม่ได้ทำให้เกิดอาการปวด เพราะว่ากระดูกอ่อนผิวข้อไม่มีเส้นประสาทไปเลี้ยงที่เกิดการปวดเป็นผลจาก โครงสร้างที่ถูกทำลาย เศษของกระดูกอ่อนผิวข้อที่หลุดออกมา ส่วนกระดูกอ่อนที่แตกเข้าไปในข้อจะถูกกำจัดโดยเยื่อบุข้อ และกระตุ้นให้เกิดการอักเสบขึ้นในข้อ นอกจากนี้ชิ้นส่วนอื่นๆได้แก่คอลลาเจน โปรตีโอกลัยแคน ผลึกเกลือ และเอ็มไซม์ในน้ำเจาะข้อ ก็จะมีส่วนทำให้เยื่อบุข้ออักเสบ ข้ออักเสบในโรคข้อเสื่อมมักมีความรุนแรงน้อยกว่าโรคข้ออักเสบรูมาตอยด์และ จากการที่กระดูกอ่อนผิวข้อถูกทำลายไป ทำให้การเคลื่อนไหวของข้อไม่สามารถกระทำได้อย่างราบเรียบ ทำให้เกิดความรู้สึกว่ามีเสียงดังในข้อ
  • น้ำไขข้อ มีผลทางอ้อมในการเกิดอาการปวด จากการที่ทำให้เยื่อหุ้มข้อโป่งพองขึ้นและลดการเคลื่อนไหว แรงดันของข้อในน้ำไขข้อที่มีจำนวนมากขึ้นจะไปกระตุ้นตัวรับความรู้สึกที่ อยู่ในเยื่อหุ้มข้อ และผลของน้ำไขข้อที่มีมากขึ้นมีผลไปกดหลอดลือดและเส้นประสาท นอกจากนี้น้ำไขข้อที่มีมากจะมีผลต่อการเคลื่อนย้ายสารอาหารและออกซิเจนจาก เยื่อบุข้อไปสู่กระดูกอ่อนผิวข้อ และการรับเอาของเสียจากกระดูกผิวข้อไปยังเยื่อบุหุ้มข้อลดลง เมื่อมีของเสียอยู่ในน้ำไขกระดูกมากก็จะมีผลทำให้เกิดการอักเสบด้วย ดังนั้นการเอาสารที่อยู่ในน้ำไขข้อที่มากเกินไปออกก็เป็นวิธีการรักษาที่มี ประสิทธิภาพแม้จะไม่ได้ให้การรักษาอื่นร่วมด้วย
  • นอกจากนี้น้ำไขข้อของโรคข้อเสื่อมมักจะสูญเสียคุณสมบัติในการหล่อลื่น ทำให้เกิดการเสียดสีผ่านกันของกระดูกอ่อนผิวข้อเกิดแรงเสียดทานสูงกว่าคน ปกติ และยังทำให้ผิวของกระดูกอ่อนเสียไปได้ง่ายกว่าคนปกติ และเกิดอาการปวดขึ้น
  • เยื่อบุข้ออักเสบ การอักเสบของเยื่อบุข้อในโรคข้อเสื่อม มักจะเป็นเล็กน้อยและเป็นจุดที่มาของการปวด การอักเสบของเยื่อบุข้อทำให้เป็นที่มาของการใช้ยาต้านอักเสบ
  • เส้นประสาท เป็นตัวนำความเจ็บปวดจากข้อไปสู่สมอง โดยจุดรับปวดอาจส่งผ่านโดยทางพลศาสตร์ ความร้อน และตัวกระตุ้นต่างๆซึ่งอยู่ในน้ำไขข้อจากขบวนการอักเสบ นอกจากนี้เส้นประสาทในเยื่อบข้อที่ถูกกดทับหรือขาดเลือด สามารถปล่อยสารกระตุ้นให้เกิดอาการปวดและการอักเสบ
  • กระดูกใต้ต่อกระดูกอ่อนผิวข้อ เป็นต้นกำเนิดอาการปวดในโรคข้อเสื่อมจุดหนึ่งโดยในกระดูกเมื่อมีการขาดเลือด มีการหลั่งสารที่กระตุ้นปลายประสาท อาการปวดที่เกิดจากกระดูกขาดออกซิเจนเป็นแบบเจ็บลึก เมื่อกระดูกตาย (avascular necrosis) และขบวนการต่างๆจบลงก็จะเป็นช่วงที่หายปวด การหนาตัวของกระดูกใต้ต่อกระดูกอ่อน และการเกิดช่องว่างเป็นซีสท์ที่ตำแหน่งใต้ต่อกระดูกอ่อนเป็นหลักฐานทางภาพ ถ่ายเอ็กซ์เรย์ว่ามีการซ่อมแซมและการตายของกระดูกเกิดขึ้น การลดปวดจากกระดูกขาดออกซิเจนยังไม่มีการศึกษาอย่างจริงจัง ยาแก้ปวด และยาต้านอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์พอช่วยได้บ้าง
  • กระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อ ทำให้เกิดอาการปวด โดยทำให้เกิดการยึดของเยื่อบุกระดูก (periosteum) อาการปวด สามารถทำให้เกิดขึ้นโดยการบีบหรือกดเหนือปุ่มกระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อ ที่โตขึ้น การอักเสบมักจะยังคงมีอยู่และรักษาด้วยยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือการฉีดยาที่ตำแหน่งนี้ นอกจากนี้กระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อที่โตขึ้น อาจทำให้เกิดการปวดโดยการกดเส้นประสาทเช่นกระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อ กระดูกสันหลังระดับคอ และระดับบั้นเอวกดเส้นประสาทที่ผ่านออกมาจากไขสันหลัง หรือภายในโพรงกระดูกสันหลัง ทำให้เกิดอาการปวดและมีอาการชา หรือมีการทำงานของเส้นประสาทผิดปกติ เช่นมีการอ่อนแรงของกล้ามเนื้อที่เส้นประสาทนั้นไปทำหน้าที่
  • เยื่อหุ้มข้อ เส้นเอ็นรอบข้อ และเยื่อบุกระดูก น้ำไขข้อที่มีปริมาณมากจะยืดเยื่อหุ้มข้อ เส้นเอ็นรอบข้อ และเยื่อบุกระดูก นอกจากนี้แรงกดที่ผิดปกติหรืออาจจะเกิดจากความผิดปกติของข้อ จากโรคข้อเสื่อมที่เป็นมากขึ้น เช่นข้อเข่าโก่ง ( varus deformity) มีแรงกดเส้นเอ็นของข้อเข่าทางด้านนอก (lateral) และมีการหย่อนของเส้นเอ็นของข้อเข่าทางด้านใน (medial) ภายใต้ภาวะดังกล่าวการออกกำลังกายเพื่อให้ข้อมีรูปร่างที่ถูกต้อง มีการกลับเข้าสู่ภาวะปกติให้มากที่สุด การคงองศาของการเคลื่อนไหวเป็นสิ่งที่จำเป็นที่ใช้ป้องกันไม่ให้เกิดยึด เยื่อหุ้มข้อ กดทับเส้นเอ็น ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์มีคุณค่าถ้ามีการอักเสบเกิดขึ้นร่วม ด้วย
  • ถุงน้ำรอบข้อ อาจมีการอักเสบและเป็นสาเหตุของอาการปวด มักตรวจพบได้จากการตรวจร่างกาย อาการอักเสบมักจะตอบสนองต่อการฉีดสเตียรอยด์ร่วมกับยาชาเฉพาะที่ มากกว่าการใช้ยาต้านการอักเสบชนิดไม่ใช่สเตียรอยด์
  • กล้ามเนื้อเกร็งตัว (muscle spasm) อาจเป็นสาเหตุของการปวดในผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม โดยเฉพาะโรคข้อเสื่อมของกระดูกสันหลังระดับคอและระดับบั้นเอว กล้ามเนื้อเกร็งตัวเป็นผลจากการที่กระดูกงอกออกทางด้านบนขอบของข้อกดทับเส้น ประสาท กล้ามเนื้อเกร็งตัวเป็นการป้องกันร่างกายโดยกลไกธรรมชาติของร่างกาย คือ ไม่ให้ร่างกายเคลื่อนไหวเพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกกดทับเส้นประสาทมากขึ้น ซึ่งในทางการแพทย์ได้นำมาประยุกต์รักษาผู้ป่วยโดยการใส่เสื้อพยุงหลัง กล้ามเนื้อเกร็งตัวของส่วนขา ต้องแยกออกจากปวดที่มีสาเหตุมาจากหลอด
    เลือดหรือรากประสาทถูกกดทับ สิ่งตรวจพบในโรคข้อเสื่อมมีอะไรบ้าง

ในรายที่เป็นน้อยอาจตรวจไม่พบความผิดปกติ ผู้ป่วยที่มาในระยะแรกเริ่มของการเป็นข้อเสื่อมมักตรวจไม่พบความผิดปกติ ในรายที่เป็นมานานจะเริ่มมีโครงสร้างของข้อผิดปกติ สิ่งผิดปกติที่สามารถตรวจพบได้ในโรคข้อเสื่อมมีดังนี้

1. ข้อบวมหรือข้อโตขึ้น มักตรวจพบข้อที่อยู่ใกล้ผิวหนัง โดยเฉพาะข้อนิ้วมือ ข้อบวมในระยะแรกเริ่มเป็นผลจากน้ำไขข้อที่มีมากขึ้น ในระยะหลังเป็นผลจากกระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อ พวกนี้เวลาจับจะรู้สึกแข็งหรือบางรายอาจมีความรู้สึกข้อหนาๆยุ่นๆ เป็นผลจากเยื่อหุ้มข้อมีความหนาตัวขึ้น

2. กดเจ็บ ในรายที่มีข้ออักเสบ ตรวจพบมีการกดเจ็บของข้อที่เป็น มีความเจ็บปวดขณะเคลื่อนข้อ หรือเวลากดกระดูกข้างข้อที่โต ผู้ป่วยก็จะมีความรู้สึกเจ็บได้ การตรวจพบข้ออักเสบ เช่น บวม แดง ร้อน กดเจ็บ อาจพบได้ในผู้ป่วยที่เป็นโรคข้อเสื่อมข้อเข่า ข้อนิ้วมือ ที่มีการกำเริบอย่างฉับพลัน ซึ่งบางครั้งแยกจากการอักเสบอื่นได้ลำบาก

3. มีเสียงในข้อในขณะเคลื่อนที่ข้อที่เป็น พบบ่อยที่ข้อเข่าเป็น ผลจากกระดูกอ่อนผิวข้อไม่เรียบเสียดสีกัน ผู้ป่วยบางคนที่ใช้ข้อเข่ามากจากอาชีพหรือการเล่นกีฬาซึ่งมีการใช้ข้อเข่า มาก อาจมาพบแพทย์ด้วยมีเสียงในข้อขณะเคลื่อนไหว

4. องศาการเคลื่อนไหวของข้อลดลง จากที่ผิวของข้อสองข้างไม่เหมาะสมกันกระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อที่ยื่ยอ อกมา และจากชิ้นของกระดูกอ่อนผิวข้อที่แตกออกมาขัดขวางการเคลื่อนข้อ และกล้ามเนื้อรอบข้อหดเกร็งระยะแรกที่เริ่มเป็นอาจจะยังไม่เสียองศาการ เคลื่อนไหว เมื่อเป็นมากขึ้นกระดูกงอกออกทางด้านขอบของข้อร่วมกับกระดูกอ่อนผิวข้อที่ บางลง จะเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ทำให้องศาของการเคลื่อนไหวข้อลดลง

ในรายที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้อง ยิ่งเป็นมากและเป็นนานองศาของการเคลื่อนไหวข้อยิ่งลดลงมาก การเคลื่อนไหวของข้อจะน้อยลงจนทำให้เกิดการสูญเสียการทำงานตามปกติ เข่น ไม่สามารถเหยียดนิ้วให้ตรงได้ ไม่สามารถเหยียดข้อเข่าให้ตรงได้ ผู้ป่วยบางรายอาจมาพบด้วยขณะเดินที่มีอาการข้อเข่าขัด ไม่สามารถเคลื่อนไหวข้อเข่าได้ เหมือนมีอะไรมาขวางต้องสลัดเท้าแรงๆ มีเสียงดังกร๊อบถึงจะเดินต่อไปได้ เป็นผลจากส่วนของกระดูกงอกออก
ทางด้านขอบของข้อ มีการแตกและล่องลอยอยู่ในน้ำไขข้อ เมื่อลอยมาอยู่ในระหว่างผิวกระดูกอ่อน จะไปขัดขวางการเคลื่อนไหว

5. ข้อผิดรูปหรือพิการ ผู้ป่วยบางรายมาหาแพทย์ด้วยเรื่องข้อนิ้วมือโตผิดปกติ ซึ่งเกิดจากกระดูกงอกออกทางด้านข้างของข้อที่งอกออกทางหลังมือ โรคข้อเสื่อมของข้อเข่ามักทำให้เกิดข้อเข่าโก่ง (bowleg) คือข้อเข่าแยกห่างออกจากกัน เวลายืนจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น ถ้าผู้ป่วยยังไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้องก็จะเป็นมากขึ้น ในบางรายข้อเข่าด้านหนึ่งเป็นมากกว่าอีกด้านหนึ่งทำให้ข้อเข่าด้านที่เป็น มากบิดเกออกไป ผู้ป่วยบางรายอาจจะมาด้วยลักษณะข้อเข่าเข้ามาชิดกัน ปลายเท้าบิดชึ้ออก เรียกอาการว่าข้อเข่าฉิ่ง

6. ความมั่นคงของข้อเสียไป บางคนบอกว่าข้อหลวม เป็นในผู้ป่วยที่เป็นมาก กระดูกอ่อนผิวข้อบางลง ทำให้ความกระชับของข้อเสียไป มักจะพบได้ในรายที่เป็นมากๆ

7. การเดินผิดปกติ ข้อที่เกี่ยวกับการเคลื่อนไหวของร่างกาย อาจมาด้วยเรื่องเดินกระเผลก ซึ่งเห็นได้ชัดเจนขึ้นถ้าให้เดินในพื้นที่ขรุขระหรือเดินขึ้นลงบนทางลาด องศาของการเคลื่อนไหวข้อลดลง ไม่สามารถเหยียดข้อเข่าให้ตรงเหมือนในภาวปกติ

8. กล้ามเนื้อรอบข้อลีบเล็กลง ในรายที่เป็นโรคข้อเสื่อม ผู้ป่วยไม่ใช้ข้อจากที่มีอาการปวด กล้ามเนื้อรอบข้อจะลีบเล็กลง

http://www.thailabonline.com/sec21osteo.htm ดัดแปลง ตัดทอน แก้ไขคำผิด ปรับปรุงวรรคตอนเพื่อให้่อ่านง่ายขึ้น

 

 

โรคข้อเสื่อมเป็นอย่างไร

ข้อต่อคือส่วนเชื่อมต่อของกระดูกสองท่อน ทำให้กระดูกนั้นเคลื่อนไหวได้ ผิวของข้อจะเรียบปกคลุมด้วยกระดูกอ่อนผิวข้อ และมีเนื้อเยื่อไขข้อสร้างน้ำไขข้อเพื่อหล่อลื่นข้อ ข้อเสื่อม ถือ เป็นภาวะข้ออักเสบอย่างนึง พบได้มากที่สุด มีการสึกหรอของกระดูกอ่อนผิวข้อ มีสารที่ทำให้เกิดการอักเสบออกมา ทำให้ข้อนั้นมีการอักเสบ ปวด บวม เคลื่อนไหวข้อไม่สะดวก
สถานการณ์ของคนไทยกับโรคข้อเสื่อมในปัจจุบัน : ถือเป็นโรคที่พบได้บ่อยในคนสูงอายุ เนื่องจากปัจจุบันคนเรามีอายุยืนยาวขึ้น ทำให้พบโรคนี้มากขึ้นเรื่อยๆ ในเมืองไทยเองจะพบว่ามีอุบัติการณ์ของข้อเข่าเสื่อมมากกว่าทางตะวันตก เนื่องจากเราจะใช้ข้อเข่าในชีวิตประจำวันมากกว่า เช่น นั่งพับเพียบ หรือ คุกเข่าไหว้พระ

โรคนี้เกิดขึ้นได้อย่างไรบ้าง

แบ่งเป็น ข้อเสื่อมที่เกิดขึ้นเอง และ ข้อเสื่อมที่เป็นภาวะต่อเนื่องมาจากโรคอื่น ข้อเสื่อมที่เกิดขึ้นเอง ยังไม่ทราบสาเหตุแน่ชัด แต่มักพบในคนที่อายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป แต่อาจจะไม่มีอาการ ส่วนข้อเสื่อมที่เป็นภาวะต่อเนื่องมาจากโรคอื่น เช่น เคยมีกระดูกหักที่บริเวณข้อ ทำให้ ข้อนั้นเมื่อหายแล้วไม่เรียบ เมื่อมีการเคลื่อนไหว ก็จะมีการสึกหรอ หรือ โรคข้ออักเสบบางชนิด เช่น ข้ออักเสบรูมาตอยด์ จะมีการทำลายกระดูกใต้ข้อ และผิวข้อ ทำให้ข้อเสื่อม

อาการของโรค ในแต่ละขั้น ขั้นไหนถือว่าเป็นขั้นรุนแรงน่าเป็นห่วง

อาการจะค่อยๆเริ่มเป็นทีละน้อย มีอาการปวดเมื่อย เวลาใช้งานข้อ บางครั้งมีเสียงกรอบแกรบเวลาเคลื่อนไหว อาจจะมีอาการข้อตึงหรือติดเวลาพักใช้ข้อนานๆ เมื่อเป็นมากขึ้น กระดูกผิวข้อสึกหรอมากขึ้น จะทำให้ปวดมากเวลาใช้งานข้อ อาจจะพบว่ามีการผิดรูปของข้อนั้นๆ มีการบวมอักเสบ มีน้าไขข้อมาก และไม่สามารถใช้งานข้อนั้นๆได้ ซึ่งถ้าตรวจด้วยการฉายเอ๊กซ์เรย์จะเห็นการเปลี่ยนแปลงได้ชัดเจน

โรคนี้รักษาหายขาดได้หรือไม่

เนื่องจากเป็นภาวะจากความเสื่อมของกระดูกผิวข้อ เมื่อเป็นแล้ว เมื่อผู้ป่วยอายุมากขึ้น ก็จะมีโอกาสเป็นซ้ำได้

วิธีการรักษา : การรักษาขึ้นกับอายุ และความรุนแรงของโรค การรักษาด้วยยา ต้านการอักเสบ ยาเสริมกระดูกอ่อน การฉีดน้ำไขข้อเทียม การทำกายภาพบำบัด การรักษาด้วยการผ่าตัด การส่องกล้องล้างผิวข้อ การผ่าตัดซ่อมแซมกระดูกอ่อน การผ่าตัดแก้ไขแนวรับน้ำหนักข้อ การผ่าตัดใส่ข้อเทียม

การบริหารร่างกายและการปฏิบัติตัวหลังเข้ารับการรักษา ท่าทาง อาหารการกินและยาที่ต้องระวัง

ลด ปัจจัยเสี่ยง เช่น ลดน้ำหนักตัว ลดการใช้งานข้อที่มากเกินไป เลี่ยงการยกของหนัก เลี่ยงการคุกเข่า ขัดสมาธิ ขึ้นบันไดสูงๆ การงอข้อในมุมที่มากเกินไป มีอุปกรณ์ประคองข้อ เช่น สนับข้อเข่า ข้อเท้า หรือ เสื้อที่ช่วยรัดประคองบริเวณเอว ออกกำลังกายกล้ามเนื้อพยุงข้อ เช่น กล้ามเนื้อหลัง กล้ามเนื้อ ต้นคอ กล้ามเนื้อข้อเข่า อาหารไม่ควรทานที่มีแคลอรี่มากเกินไปทำให้สะสมเป็นไขมัน การทานแคลเซี่ยมเสริมจะช่วยบำรุงกระดูกให้แข็งแรงขึ้น ส่วนยาที่ทานควรปรึกษากับคุณหมอที่จ่ายยาเสมอๆ ไม่ควรหาซื้อยามาทานเอง อาจจะมีปัญหากับระบบทางเดินอาหารได้

โรคข้อเสื่อมป้องกันได้หรือไม่ อย่างไร

เนื่องจาก เป็นแล้วจะไม่หายขาด เรามีจุดมุ่งหมายจะชะลอภาวะเสื่อม และทำให้สามารถใช้งานข้อนั้นได้พอสมควร ควรระวังอย่าให้เกิดอุบัติเหตุ ออกกำลังกายเช่นการขี่จักรยาน หรือ ว่ายน้ำจะทำให้กระดูกและข้อแข็งแรงขึ้น

มีวิธีการบริหารร่างกายเพื่อป้องกันโรคนี้ได้บ้างหรือไม่ : การออกกำลังกายกล้ามเนื้อพยุงข้อจะทำให้ข้อนั้นๆแข็งแรงขึ้น ขอยกตัวอย่าง การออกกำลังกายง่ายๆสำหรับข้อเข่าเสื่อม ทำโดยนั่งห้อยขาข้างเตียง เกร็งขาให้เข่าเหยียดตรง แล้วยกค้างไว้ จะทำให้กล้ามเนื้อต้นขาเกร็งตัว นับ 1-10 แล้วปล่อยลง ทำสลับกับขาอีกข้างจะทำให้กล้ามเนื้อนั้นแข็งแรงขึ้น

รายการ ThaiClinic.com FM102 MHz
วันเสาร์ที่ 30 มิถุนายน 2544 เรื่อง โรคข้อเสื่อม
วิทยากร นพ.มนตรี สิริไพบูลย์กิจ ผู้เชี่ยวชาญด้านศัลยกรรมกระดูกและข้อ
http://www.thaiclinic.com/medbible/oa.html นำมาบางส่วน

ยาที่ใช้รักษาโรคข้อเสื่อม มีอะไรบ้าง

  • ยาแก้ปวด เช่น Paracetamol , tramadol
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น Diclofenae, Piroxicam, indomethacin เป็นต้น
  • ยาสเตียรอยด์ เช่น Prednisolone
  • กลุ่มยาที่ชะลอการดำเนินของโรค เช่น Glucosamin, Sodium hyaluronate

หลักการเลือกใช้ยารักษาโรคข้อเสื่อม

กลุ่มยาแก้ปวด และลดการอักเสบ
1. ถ้ามีอาการปวด ให้กินยา Paracetamol เป็นครั้งคราว ถ้าไม่หายอาจให้ยาแก้ปวดที่แรงขึ้นคือ tramadol และต้องพักข้อที่ปวด เช่น อย่าเดินมาก ยืนมาก หรือเดินขึ้นลงบันได และใช้น้ำร้อนประคบ
2. ถ้ามีอาการปวดมาก อาจใช้ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ ซึ่งไม่ควรกินติดต่อกันนานๆ เพราะอาจเกิดผลข้างเคียง และต้องระมัดระวังการใช้ยาในผู้สูงอายุ และผู้ที่เป็นโรคกระเพาะ
3. ถ้าอาการไม่ดีขึ้น เป็นมาก อาจฉีดสเตียรอยด์เข้าในข้อ

เนื่องจากยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีการใช้กันอย่างแพร่หลาย อยากทราบผลข้างเคียงของยากลุ่มนี้ ผลข้างเคียงที่พบได้บ่อย ได้แก่

ผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหาร : อาจมีผลต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ ทำให้เกิดแผลและมีเลือดออกได้ ดังนั้นผู้ป่วยที่มีโอกาสเกิดผลข้างเคียงนี้สูง เช่น ผู้ป่วยสูงอายุ มีประวัติเป็นโรคกระเพาะ ก็ควรจะใช้ยาเพื่อป้องกันผลข้างเคียงดังกล่าว เช่น ใช้ยาลดกรด แนะนำให้กินยานี้หลังอาหารทันที

ผลข้างเคียงต่อไต : อาจมีผลทำให้เลือดที่มาเลี้ยงที่ไตลดลง ค่า BUN, Serum Creatinine สูงขึ้น อาจทำให้เกิดการดิ่งของน้ำและเกลือแร่ ทำให้เกิดอาการบวมน้ำ

ข้อควรระวังในการใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ มีอะไรบ้าง

  • ผู้ป่วยที่สูงอายุ
  • ผู้ป่วยที่มีการทำงานของไตบกพร่อง
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคตับ
  • ผู้ป่วยที่เป็นโรคหืด โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โรคถุงลมโป่งพอง

ปัญหาที่พบบ่อยเกี่ยวกับการใช้ยารักษาโรคข้อเสื่อม ที่พบมีอะไรบ้าง

ผู้ป่วยมักซื้อยามากินเอง โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร ผู้ป่วยที่สูงอายุและใช้ยานี้รับประทานเป็นประจำแต่ไม่มีการตรวจดูการทำงานการไต เมื่อใช้ไปนานๆอาจมีผลต่อไตได้ผู้ป่วยมักซื้อยาลูกกลอนมาทานเอง โดยคิดว่าเป็นยาสมุนไพรกินแล้วหายปวด ซึ่งโดยส่วนใหญ่แล้วยาลูกกลอนที่ใช้แก้ปวดข้อ มักจะใส่ยาสเตียรอยด์ซึ่งเป็นยาที่มีผลต่อร่างกายมาก ถ้ารับประทานประจำจะทำให้เกิดเลือดออกในกระเพาะ กดการทำงานของไขกระดูก หน้าบวม

ข้อแนะนำการใช้ยาในการรักษาโรคข้อเสื่อม

ู้ป่วยไม่ควรซื้อยามากินเอง* โดยไม่ปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร สำหรับผู้ป่วยที่สูงอายุ
และใช้ยานี้รับประทานเป็นประจำ ควรจะต้องตรวจดูการทำงานการไต เพราะเมื่อใช้ไปนานๆอาจมีผลต่อไตได้
http://www.pharm.chula.ac.th/clinic101_5/article/artitis.htm

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับการรักษาโรคข้อเสื่อม

เนื่อง จากโรคข้อเลื่อมเป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายทำให้คาดว่าภายในไม่กี่ปีข้าง หน้าจะมีจำนวนคนไทยเป็นโรคข้อเสื่อมถึง 6 ล้านคน โดยปัจจัยเสี่ยงที่สำคั*ของโรคนี้ก็คือ อายุ ซึ่งมักเกิดขึ้นในผู้ที่มีอายุ 55 ปีขึ้นไปทั้งชายและห*ิง และเพราะเป็นโรคที่รักษาไม่หายขาดได้แต่บรรเทาอาการและชะลอไม่ให้เป็นมาก ขึ้นจนถึงขั้นพิการเดินหรือเคลื่อนไหวไม่ได้ ดังนั้นผู้ป่วยจึงควรหาความรู้ในเรื่องโรคข้อให้มาก ๆ เพื่อจะได้ดูแลตัวเองอย่างถูกต้องเหมาะสม…และนี่คือสิ่งที่คุณมักเข้าใจ ผิดกัน

1. ในการออกกำลังกายหากเกิดอุบัติเหตุหรือความผิดปกติกับข้อ
เช่น เกิดอาการปวดเข่า ให้หยุดกิจกรรมนั้นสักสองสัปดาห์ เมื่อครบสองสัปดาห์และหายปวดแล้วค่อยกลับมาออกกำลัง แต่ถ้าครบแล้วยังไม่หายปวด ควรไปพบแพทย์ คนส่วนมากเข้าใจผิดว่าถ้าปวดเข่าหรือปวดข้อควรฝืนออกกำลังกายนั้น ๆ ต่อไปแล้วจะหาย ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด และสามารถส่งผลให้ข้อเลียเร็วกว่าที่ควร

2. การนวด
ความ จริงแล้วมีจุดประสงค์เพื่อความสบายแต่คนส่วนให*่เข้าใจผิดกันว่าการนวดจะ ช่วยรักษาโรคข้อซึ่งอันที่จริงเป็นข้อห้าม และการนวดต้องระมัดระวัง เพราะบางคนไปนวดดัดคอ ดัดหลังซึ่งการดัดข้อจะทำให้ข้อนั้น ๆปวดมากขึ้น

3. การซื้อยารับประทานเอง
ต้อง ระมัดระวังมากเพราะอาจเจอยาพวกเพรดนิโซโลน ซึ่งเป็นสเตียรอยด์ กินครั้งแรกอาจทำให้หายปวดข้อทันที กินข้าวได้ อ้วน แต่ในระยะยาวจะเป็นอันตราย ทำให้ติดยา หน้าบวม ระบบอวัยวะภายในร่างกายเสีย

4. การรับประทานแคลเซียมเสริม
จริง ๆ แล้วไม่จำเป็นเท่าไหร่ เนื่องจากในอาหารมีแคลเซียมเยอะมาก เช่น พวกผักสีเขียว ปลา ฯลฯ และแคลเซียมช่วยให้กระดูกแข็งแรง รักษาโรคกระดูกพรุน แต่คนทั่วไปเข้าใจว่าแคลเซียมรักษาโรคข้อเสื่อม เกาต์ หรือรูมาตอยด์ ซึ่งเป็นความเข้าใจผิด

คำแนะนำจาก นพ. พงษ์ศักดิ์ วัฒนา ประธานมูลนิธิโรคข้อฯ คือ ผู้ป่วยควรศึกษาว่าตนเองป่วยเป็นโรคข้อชนิดใดแล้วควรหาความรู้ และดูแลถนอมข้อที่เป็นปั*หาให้ดี เช่น หากข้อเข่าเสื่อมต้องเลือกกีฬาที่เหมาะสม แทนที่จะเล่นเทนนิสก็ควรเปลี่ยนไปว่ายน้ำ หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้ข้อเข่าปวด ไม่เดินขึ้นบันไดสูง ๆ หรือการวิ่งเดินระยะทางไกล ๆ ไม่นั่งยอง ๆ เป็นต้น

http://watpo.com/archive/index.php/t-12540.html

 

มิติใหม่และเรื่องน่ารู้ในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม

นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ
ผู้ช่วยศาตราจารย์  หน่วยโรคภูมิแพ้ อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี
สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย



หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ต้องทนทุกข์จากปัญหาโรคข้อเสื่อม คุณคงทราบถึง
ความลำบากในการดำเนินกิจกรรมต่างๆในชีวิตไปพร้อมๆกับโรคนี้ดี แต่ใน
บางครั้งคุณอาจยังมีข้อสงสัยและคำถามที่คุณอยากรู้เรื่องเกี่ยวกับโรคนี้ โดย
เฉพาะการพัฒนาการใหม่ในการรักษาโรคนี้ด้วยวิธี Viscosupplementation
แนวทางรักษาที่จะช่วยให้ท่านก้าวไปสู่ชีวิตที่มีคุณภาพ และมีความสุขมาก
ยิ่งขึ้น

ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเรื่องของโรคเกี่ยงกับไขข้อกันก่อน

โรคข้ออักเสบ

Arthritis คืออะไร

ข้ออักเสบ เป็นโรคที่เกิดจากการอักเสบภายในข้อต่อต่างๆ ซึ่งอาจทำให้เกิด
อาการปวด บวม ข้อติด หรือการเสียรูปของข้อต่อ ซึ่งพบอาการได้มากกว่า 
100 รูปแบบ

โรคข้อเสื่อม

Osteoarthritis คืออะไร

โรคข้อเสื่อมเป็นรูปแบบที่พบมากที่สุดในกลุ่มของข้ออักเสบ (จาก Australia 
Arthritis Foundation) สาเหตุของโรคยังไม่เป็นที่ทราบแน่นอน โรคนี้มักจะ
พบในกลุ่มคนที่มีอายุตั้งแต่วัยกลางคนจนถึงคนสูงอายุ และพบมากขึ้นตาม
อายุที่เพิ่มขึ้น

อาการของโรคข้อเสื่อม

โดยทั่วไปโรคข้อเสื่อมมักจะมีอาการปวด บวม และข้อติด ส่วนใหญ่มักจะมี
ปัญหาในเรื่องการเคลื่อนไหวของข้อที่เสื่อมนั้น

ผลของโรคข้อเสื่อม

ในผู้ป่วยบางคน อาการของโรคข้อเสื่อมอาจบรรเทาไปได้โดยง่ายและเมื่อ
อาการเสื่อมของข้อมากขึ้น อาการปวดก็จะเพิ่มมากขึ้น การเคลื่อนไหวของ
ข้อนั้นจะทำได้น้อยลงกิจวัตรประจำวันต่างๆ ที่เคยทำได้ก็จะถูกจำกัดลงไป
อย่างมาก อาจจนถึงกับไม่สามารถทำกิจกรรมบางอย่างได้เลย

ในการรักษาโรคข้อเสื่อม มีจุดมุ่งหมายที่สำคัญ 3 ประการคือ

1. บรรเทาอาการปวดและอักเสบ
2. รักษาหน้าที่หรือทำให้หน้าที่การทำงานของข้อใกล้เคียงปกติเท่าที่จะทำได้
3. ป้องกันภาวะพิการหรือเสียรูปร่างของข้อ



การรักษาโรคข้อเสื่อม แพทย์จะให้เริ่มจากการปฏิบัติตัวที่ถูกต้องของผู้ป่วยก่อน ซึ่งเป็นวิธี
ที่ง่ายไม่ต้องใช้ยาก่อน กล่าวคือ


  • ลดปัจจัยที่จะทำให้ข้อเสื่อมเพิ่มมากขึ้น เช่น หลีกเลี่ยงการอยู่ในท่าใด
  ท่าหนึ่งนานๆ ถ้าเริ่มมีอาการข้อเข่าเสื่อมก็ไม่ควรเดินมาก หรือเดินขึ้น
  ลงบันไดมาก ให้เดินเท่าที่จำเป็น
  หลีกเลี่ยงการคุกเข่า การนั่งย่องๆ นั่งพับเพียบ การนั่งขัดสมาธิบนพื้น
  • 
ลดและควบคุมน้ำหนักตัว อย่าให้อ้วน เนื่องจากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น จะ
  ไปเพิ่มความรุนแรงของโรคข้อเสื่อมที่ข้อเข่าและข้อสะโพกเพิ่มมากขึ้น 
  ถ้าท่านที่มีน้ำหนักตัวมากอยู่แล้วควรพยายามลดน้ำหนักเป็นอย่างยิ่ง ถ้า
  สามารถลดน้ำหนักลงได้ 1-2 กิโล ท่านจะรู้สึกได้ว่าอาการปวดข้อจะลด
  ลงมาก แต่ถ้าน้ำหนักตัวท่านไม่มากหรือไม่อ้วนอยู่แล้ว ก็ต้องพยายาม
  ควบคุมน้ำหนักตัวไว้ไม่ให้อ้วน หรือน้ำหนักเพิ่มมากขึ้น
  • ใช้ความเย็นประคบเมื่อเริ่มมีอาการอักเสบ และเปลี่ยนมาใช้ความร้อน
  ประคบเมื่อมีอาการอักเสบหรือปวดมากขึ้นแล้ว
  • บริหารกล้ามเนื้อรอบข้อให้แข็งแรงขึ้น เพื่อให้ช่วยรับน้ำหนักที่จะกระทำ
  ไปที่ข้อโดยตรง เช่นที่บริเวณข้อเข่า การบริหารกล้ามเนื้อเหนือเข่าให้
  แข็งแรงขึ้น จะช่วยลดอาการปวดเวลาเดินได้ การบริหารทำได้โดยการ
  เกร็งกล้ามเนื้อเหนือเข่าไว้สักระยะเวลาหนึ่ง ซึ่งเป็นการบริหารกล้ามเนื้อ
  โดยไม่ต้องมีการเคลื่อนไหวของข้อ  การบริหารควรหมั่นทำบ่อยๆ มาก
  ครั้งเท่าที่จะทำได้ แต่ไม่ควรออกแรงมาก จากการศึกษาควรทำเป็น
  ร้อยครั้งต่อวัน
  • ใช้เครื่องช่วยพยุง เพื่อช่วยลดแรงกระทำต่อข้อที่เกิดโรค เช่นไม้เท้า
  หรือเครื่องช่วยเดิน จะช่วยลดอาการปวดในขณะเดินได้ โดยจะช่วยลด
  แรงน้ำหนักที่ลงกระแทกที่ขา โดยให้ถือด้านตรงข้ามกับเข่าที่ปวด สำหรับท่านที่มีข้อเข่าโค้งงอผิดรูปร่างการปรับเปลี่ยนรองเท้าอาจช่วย
บรรเทาอาการปวดได้เช่นกัน
  • การออกกำลังกายในน้ำ เช่นการเดินในน้ำ น้ำจะช่วยพยุงน้ำหนักทำให้
การเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น หัวใจและปอดทำงานดีขึ้นช่วนลดน้ำหนักตัวทำ
ให้อาการปวดข้อทุเลาดีขึ้น

นอกจากการปฏิบัติตนให้ถูกต้องตามข้างต้นแล้ว การรักษาอาการปวดแพทย์ก็มักจะจ่ายยา
แก้ปวดพาราเซตามอลให้รับประทานในช่วงที่มีการปวดโดยยาจะช่วยบรรเทาอาการปวด
ได้เป็นอย่างดี แต่ในกรณีที่ผู้ป่วยมีการอักเสบร่วมด้วยแพทย์ก็อาจต้องให้ยาต้านอักเสบที่
ไม่ใช้สเตียรอยด์ ซึ่งมีประสิทธิภาพในการลดอาการปวดและการอักเสบได้ดี 
แต่มีข้อควรระวังจากผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารหรือลำไส้คือกัดกระเพาะ   ทำให้เกิดแผล
ในกระเพาะหรือลำไส้ได้ง่าย หรือเป็นพิษต่อไตอาจทำให้มีอาการบวมน้ำหรือความดันโลหิตสูง
เนื่องจากภาวะไตเสื่อม จึงต้องระมัดระวังในการทานยา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมส่วนใหญ่เป็นผู้สูงอายุซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเกิดแผลใน
กระเพาะอาหารหรือไตเสื่อมอยู่แล้ว

ในปัจจุบันได้มีการค้นพบและผลิตยากลุ่มใหม่ที่มีประสิทธิภาพในด้านต่างๆใกล้เคียงยาเดิม
แต่มีผลข้างเคียงต่อกระเพาะอาหารน้อยกว่ายากลุ่มเดิม ทำให้สามารถใช้กับผู้ป่วยโรคข้อเสื่อม
โดยเฉพาะกับผู้สูงอายุได้อย่างปลอดภัย
ในส่วนของน้ำหล่อเลี้ยงไขข้อซึ่งเป็นของเหลวอยู่ในข้อ ทำหน้าที่หล่อลื่นให้การทำงานของ
ข้อไม่ติดขัด ในผู้ที่เป็นโรคข้อเสื่อม น้ำเลี้ยงไขข้อจะมีความยืดหยุ่นและความเหนียวหนืด
น้อยกว่าในน้ำไขข้อของคนปกติ โดยจะมีสารไฮยาลูโลแนน (hyaluronan) น้อยกว่าของ
คนปกตินั้นเอง จากการค้นพบนี้ทำให้มีการพยายามสังเคราะห์สารไฮยาลูโรแนนที่มีคุณ
สมบัติใกล้เคียงกับของเหลวในข้อคนปกติ โดยการนำมาฉีดเข้าไปในข้อที่เสื่อม เพื่อคืนความ
ยืดหยุ่นให้กลับมามีหรือใกล้เคียงกับสภาวะปกติ จากการวิจัยอย่างกว้างขวางพบว่าวิธีที่เรียกว่า

viscosupplementation เป็นวิธีที่ปลอดภัย มีผลข้างเคียงน้อยมาก ในระยะแรกอาจต้อง
ฉีดเข้าข้อหลายครั้งเช่น 6-10 ครั้ง เพื่อให้มีประสิทธิภาพ ต่อจากนั้นได้มีการพัฒนาสารไฮแลน
(hylan G-F20) เป็นสารที่มีคุณสมบัติเหมือนสารไฮยาลูโรแนนตามธรรมชาติแต่มีความเหนียว
และยืดหยุ่นดีขึ้นและมีความคงตัวในข้อได้นานขึ้น โดยจากการวิจัยการฉีดสาร hylan G-F20
3 ครั้งห่างกันครั้งละ 1 สัปดาห์ พบว่าได้ผลดีในการลดอาการปวดมากกว่าการฉีดน้ำเกลือเข้าข้อ 
การศึกษา ในผู้ป่วย 118 ราย พบว่าประสิทธิภาพในการรักษาจะอยู่ได้นานถึง 26 สัปดาห์
โดยมีผลข้างเคียงเฉพาะที่ฉีดเพียงเล็กน้อยเท่านั้นสรุปได้ว่าสาร hylan G-F20 มีประสิทธิภาพ
และความปลอดภัยสำหรับโรคข้อเสื่อม สามารถลดอาการปวด ช่วยให้ใช้ข้อเข่าได้ตามปกติ

การให้ยา hylan G-F20 ผู้ป่วยจะได้รับการฉีดยานี้เข้าที่ข้อโดยตรงจำนวน 3 ครั้งห่างกัน
ครั้งละ 1 สัปดาห์ สำหรับข้อเข่าแต่ละข้าง โดยน้ำหล่อเลี้ยงเทียมนี้จะใช้ได้นาน 6 เดือน 
พอครบ 6 เดือนก็จะเริ่มทำใหม่เป็นระยะๆ เปรียบได้กับการเปลี่ยนน้ำมันเครื่องของรถยนต์
นั้นเอง  การรักษาด้วยวิธีนี้จะได้ผลดีในผู้ป่วยที่มีข้อเข่าเสื่อมในขนาดความรุนแรงปานกลาง 
แต่ถ้าเป็นระยะสุดท้ายแล้วการรักษาด้วยวิธีนี้มักไม่ค่อยได้ผลนัก ประสบการณ์ผู้ป่วยใช้สาร 
Hylan นี้มาแล้ว 8 ปีโดยไม่มีผลข้างเคียงใดๆเลย

นอกจากนี้ยังมีการนำเอาสารกลูโคซามีนซัลเฟต ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนที่หุ้ม
รอบส่วนปลายของกระดูกในข้อ มารับประทาน แล้วพบว่าสารกลูโคซามีนซัลเฟตนี้ไม่เพียงแต่
จะสามารถเข้าไปทดแทนในเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนเท่านั้นแต่ยังไปกระตุ้นให้มีการสังเคราะห์สาร
โปรติโอไกลแคนอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบในกระดูกอ่อนในข้อเพิ่มขึ้นอีกด้วย  ซึ่งจะช่วยให้การ
รักษาโรคข้อเสื่อมมีประสิทธิภาพมากขึ้น เพราะผู้ป่วยโรคข้อเสื่อมพบว่ามีการสังเคราะห์สาร
โปรติโอไกลแคนน้อยกว่าที่เสียไป ทำให้เกิดการสูญเสียเนื้อกระดูกอ่อน ทำให้เกิดข้อเสื่อมขึ้น 
นอกจากนี้การทานยากลูโคซามีนซัลเฟตในระดับสูงยังมีฤทธิ์ช่วยลดการอักเสบที่เกิดขึ้นใน
ข้อและลดการหลั่งสารเอ็นไซม์ที่จะออกมาย่อยสลายกระดูกอ่อนอีกด้วย



108 คำถามที่เกี่ยวกับโรคข้อเข่าเสื่อม ที่มักสอบถามกันมาก

เหตุใดโรคข้อเสื่อมจึงเกิดที่ข้อเข่ามากที่สุด

เข่าเป็นข้อต่อที่มีความซับซ้อนมากที่สุดข้อหนึ่ง ในร่างกาย เพราะเป็นข้อต่อระหว่างกระดูก
ต้นขาและกระดูกหน้าแข้ง ซึ่งเป็นกระดูกส่วนที่ยาวที่สุดของร่างกาย และนอกจากนี้ยังต้อง
รองรับการหมุน พับ และกางออกตามความต้องการในการเคลื่อนไหวของร่างกาย 
อาการปวดที่ข้อเข่าจะทำให้การเคลื่อนไหวถูกจำกัดอย่างมาก ทำให้ผู้ที่เป็นรู้สึกอ่อนแอและ
ไม่มั่นใจในการทำกิจกรรมปกติที่คนทั่วไปทำได้ เช่นการเดินหรือการขึ้นบันได


อะไรเป็นสาเหตุของการปวดของข้อเข่า

โดยทั่วไปแล้ว ในข้อเข่าที่เป็นปกติ จะมีช่องว่างระหว่างข้อต่อ ซึ่งจะมีของเหลวที่มีลักษณะ
ข้นมากบรรจุอยู่เรียกว่า น้ำเลี้ยงข้อ (Synovial Fluid) ซึ่งจะคอยทำหน้าที่เหมือนเบาะ
รองรับข้อต่อ ในผู้ที่มีอาการข้อเสื่อม น้ำเลี้ยงข้อจะมีความข้นและความยืดหยุ่นลดลงกว่าปกติ 
ทำให้คุณสมบัติการรองรับแรงกระแทกเมื่อมีแรงกดลงที่ข้อเข่าเสียไป
กระดูกอ่อนที่ทำหน้าที่ป้องกันปลายกระดูกของกระดูกต้นขาและกระดูกหน้าแข้งจะเกิดการ
กระทบกระแทกและเสียดสีกันซึ่งเป็นต้นเหตุของอาการปวดที่เกิดขึ้น

เราสามารถจัดการกับสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

โดยวิธีปกติการรักษาการเสื่อมของข้อเข่า จะขึ้นกับความรุนแรงของโรค ในระยะแรกของ
โรคข้อเสื่อม มักจะใช้ยาแก้ปวดธรรมดา เช่นพาราเซ็ตตามอล แอสไพริน หรือยาต้านการ
อักเสบ (NSAIDs) หรืออาจใช้ยาทั้งสองร่วมกัน และทำกายภาพบำบัด รวมทั้งการหมั่น
ออกกำลังกายเป็นปกติ ควบคุมน้ำหนักตัว และรับประทานอาหารให้เหมาะสม  ซึ่งอาจจะ
เพียงพอที่จะลดอาการปวดได้แล้ว แต่อย่างไรก็ตาทย่ต้านการอักเสบ มักทำให้เกิดผลข้างเคียง
ที่ทำให้ผู้ป่วยบางรายไม่สามารถใช้ยานี้ได้ ทางเลือกต่อมาสำหรับผู้ป่วยกลุ่มนี้คือการ
ใช้ยาฉีดเฉพาะที่กลุ่มคอร์ติโคสเตียรอยด์ (Local cortisone injection) เพื่อลดการ
อักเสบของข้อ ซึ่งเป็นสาเหตุของการปวดและการสูญเสียการเคลื่อนไหวของข้อ


การรักษาโรคข้อเสื่อมมีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ในปัจจุบัน

ปัจจุบันเรามีทางเลือกใหม่ในการรักษาสำหรับผู้ที่เป็นโรคข้อเข่าเสื่อม โดยใช้วิธี Viscosupplementation  ด้วยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมเข้าไปแทนที่น้ำเลี้ยงข้อ
ที่เสื่อมสภาพ ทำให้ข้อเข่ากลับสู่สภาพใกล้เคียงปกติได้


ข้อดีของการรักษาแบบ Viscosupplementation มีอะไรบ้าง

วิธี Viscosupplementation ด้วยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมเข้าไปแทนที่น้ำเลี้ยงข้อที่เสื่อม
สภาพ สามารถลดหรือกำจัดอาการปวดข้อได้ประมาณ 6 เดือนหรือมากกว่า ลดการติดของข้อ 
ทำให้ข้อเคลื่อนไหวได้ดีขึ้น ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน
ได้ใกล้เคียงปกติ


น้ำเลี้ยงข้อเทียมทำงานอย่างไร

น้ำเลี้ยงข้อเทียม จะเข้าไปแทนที่หรือช่วยเสริมน้ำเลี้ยงข้อเข่าที่เสียไปจากโรคข้อเสื่อม 
ซึ่งน้ำเลี้ยงข้อเทียมจะมีความยืดหยุ่น และความหนืดใกล้เคียงน้ำเลี้ยงในข้อเข่าคนปกติ
ช่วยทำหน้าที่รับแรงกระแทกและหล่อลื่นในข้อเข่า



การรักษาด้วยการฉีดน้ำเลี้ยงข้อเทียมปลอดภัยหรือไม่

เนื่องจากน้ำเลี้ยวข้อเทียมออกฤทธิ์ทางกายภาพเฉพาะที่ต่อข้อเข่ามากกว่าการที่จะออกฤทธิ์
ทางเคมีต่อร่างกายโดยรวม ดังนั้นจึงไม่มีผลข้างเคีบงเหมือนการรักษาโดยการทานยา


ผู้ป่วยแบบใดจะได้รับผลดีที่สุดจากการรักษาโดยฉีดน้ำเลี้ยงข้อเข่าเทียม

ผู้ป่วยที่มีอาการปวดจากโรคข้อเข่าเสื่อมในระดับปานกลางจนถึงรุนแรง ความเจ็บปวด 
ที่ทำให้ผู้ป่วยเหล่านั้นจำเป็นต้องจำกัดกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจำวัน จะได้รับผลดี
จากการรักษาด้วยน้ำเลี้ยงข้อเทียมสูงสุด และในผู้ป่วยที่ต้องการหลีกเลี่ยงผลข้างเคียง
จากการใช้ยา โดยเฉพาะยาต้านอักเสบ

http://www.thailabonline.com/sec21arthritis.htm [Updated : 24-4-55] 

ลิ้งค์ต่างๆ จาก http://www.oknation.net/blog/DIVING/2010/02/24/entry-2

Degenerative joint disease, WebMD, MedicineNet, Inc.,http://www.medterms.com/script/main/art.asp?articlekey=2932

  • M. Painter, D.C., Chiropractic and Degenerative Joint Disease, http://www.chiro.org/research/ABSTRACTS/Degenerative.shtml
  • Charles W. Pickering, PT Health Care Solutions, Osteoartitis, http://physiopainrelieftips.com/latest_article/lets-talk-osteoarthritis-6-symptoms-you-should-know/
  • Osteoarthritis, http://www.health.com/health/library/mdp/0,,zm2492,00.html
  • เวชศาสตร์ฟื้นฟูในผู้ป่วยโรคข้ออักเสบ  (Rehabilitation in Arthritis), Ramathibodi Digital Libraly, Mahidol University, Faculty of Medicine Ramathibodi Hospital Library, http://library.ra.mahidol.ac.th/Lecture/Less15.htm
  • ผู้ช่วยศาตราจารย์  นพ.กิตติ โตเต็มโชคชัยการ, มิติใหม่และเรื่องน่ารู้ในการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม,หน่วยโรคภูมิแพ้ อิมมูโนวิทยาและโรคข้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี,http://www.thailabonline.com/sec21arthritis.htm
  • สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย รศ.นพ.อารี ตนาวลี ผู้ริเริ่ม, ธีรพล วันหากิจ ผู้ปรับปรุงข้อมูล, โรคข้อเสื่อม,  http://www.orthochula.com/osteoarth.html
  • นพ.สุรศักดิ์ นิลกานุวงศ์, คู่มือสำหรับประชาชนโรคข้อ-เข่าเสื่อม สมาคมรูมาติซั่มแห่งประเทศไทย, http://www.thailabonline.com/sec21osteo.htm
  • นพ.มนตรี สิริไพบูลย์กิจ, รายการ ThaiClinic.com FM102 MHz,  โรคข้อเสื่อมThaiclinic online, http://www.thaiclinic.com/medbible/oa.html
  • นพ. ทายาท บูรณกาล, ยาที่ใช้บ่อยเพื่อรักษาอาการปวดหลัง ในโรค กระดูกสันหลังยากลุ่ม NSAID, http://www.thaispine.com/NSAID.htm
  • ผศ.ภก. วันชัย ตรียะประเสริฐ การใช้ยาในโรคข้อเสื่อม รายการวิทยุคลีนิค 101.5 ออกอากาศวันศุกร์ที่ 8 กุมภาพันธ์ 2545,http://www.pharm.chula.ac.th/clinic101_5/article/artitis.htm



หากท่านเห็นว่าข้อมูลเป็นประโยชน์ โปรดช่วยสนับสนุนเว็บไซต์ซักเล็กน้อย เพียงคลิกด้านล่าง



2 thoughts on “โรคข้อเสื่อม

  1. mrs.tunyanut nimitvilai

    😥 มีปัญหาเรื่องข้อเสื่อม ข้อข้อมูลการรักษา โรงพยาบาลที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้ เป็นที่ข้อนิ้วนางช้าย อยากจะข้อข้อมูลเพื่อเริ่มต้นรักษาค่ะ

    ขอบคุณค่ะ
    ธัญนุช นิมิตวิไล

  2. osnail Post author

    น่าจะไปปรึกษา โรงพยาบาลรัฐหลักๆ ได้ทุกโรงพยาบาลนะครับ

    แต่วิธีการรักษาขึ้นอยู่กับผู้ป่วยตัดสินใจว่าจะรับการรักษาหรือเปล่า..

    จากประสบการณ์ที่เห็นรอบตัว เป็นไปได้ให้พยามศึกษาหาข้อมูลลองทำกายภาพดูก่อนเป็นเบื้องต้น รักษาด้วยธรรมชาติบำบัด เช่นการพยามศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับโภชนาการและอาหารบำบัด ซึ่งจะช่วยบรรเทาได้ในระดับนึงเลยทีเดียวถ้าแก้ไขอย่างเข้าใจและถูกจุด

    หากว่าอาการหนักและทรมานมาก การพิจารณาใช้ยาเบื้องต้นเช่นให้แพทย์ใช้ยาฉีดหรือยาทานในระยะสั้นๆ อาจจะช่วยบรรเทาอาการแบบเฉียบพลันได้.. แต่ไม่ควรใช้ติดต่อต่อเนื่อง เพราะยาพวกนี้ส่วนใหญ่มีผลกระทบต่อสุขภาพระยะยาว และเป็นอันตราย ถ้าไม่ใช้อย่างเคร่งครัดด้วยครับ

    เช่นยาพวกไดโคลฟิแนกซึ่งกัดกระเพาะอย่างหนัก ต้องรัปประทานหลังอาหารทันทีหรือแทบจะรับประทานพร้อมอาหารได้เลย… ซึ่งต้องอาศัยการใช้อย่างเคร่งครัดถึงจะไม่เกิดปัญหากับสุขภาพอื่นๆ ตามมา และยากลุ่มนี้ก็เป็นเพียงยาบรรเทาอาการแบบเฉียบพลันเท่านั้นเองไม่ได้ช่วยรักษาอะไร คล้ายๆ ลักษณะของการทานพาราแก้ปวดหัว

    บางคนไม่ค่อยใส่ใจ เมื่อทานยาพวกนี้แล้ว บรรเทาจากอาการข้ออักเสบแต่เป็นโรคกระเพาะทะลุแทน ซึ่งเป็นอันตรายกับสุขภาพมากๆ..

    ผู้ป่วยต้องหาข้อมูลเพิ่มเติมด้วยตัวเองครับ และเลือกวิธีบำบัด (ขอเน้นแนะนำให้ใช้ธรรมชาติหรือสมุนไพรบำบัด (สมุนไพรแท้ๆ ใช้อย่างเข้าใจนะครับ))

    ส่วนเรื่องการรักษากับโรงพยาบาลลองปรึกษาโรงพยาบาลรัฐใหญ่ๆ หลักๆ ได้เลยครับ หรือเอกชนเดี๋ยวนี้มาตราฐานคงไม่ได้แตกต่างกันมากมาย

    อยากเน้นให้ศึกษาเองก่อน เพราะบางทีพบแพทย์แผนปัจจุบัน ถ้าแพทย์ดี จะพยามเน้นให้รักษาด้วยตัวเอง เช่นกายภาพหรือใช้ยาบำบัดเล็กๆ น้อยๆ ร่วมกับการรักษาตัวเองก่อน เพื่อเลี่ยงการผ่าตัด เพราะเมื่อผ่าตัดแล้ว ไม่สามารถแก้ไขผลจากการผ่าตัดได้อีก และอาการบางอย่างที่อาจจะหาย อาจจะไม่ได้หายอย่างที่คาดหวัง..

    กรณีต่างๆ พวกนี้ไม่นับรวมในกรณีข้อใหญ่ๆ ที่มีผลกระทบในการดำเนินชีวิตมากๆ เช่นข้อเข่าข้อขาใหญ่ๆ นะครับ เพราะกรณีนั้น สามารถผ่าตัดเปลี่ยนข้อเข่า ฯลฯ ได้ และเท่าที่เห็นคนในครอบครัวทำ ก็ถือว่าได้ผลดี แต่ก็ต้องอยู่ในความดูแลของแพทย์ไปตลอด…

    หลีกเลี่ยงการผ่าตัดให้มากที่สุดครับ…

    อาจจะช่วยอะไรไม่ได้มาก หรือไม่ได้ 😛

    ขอให้พ้นจากความเจ็บป่วย มีชีวิตเป็นปกติสุขนะครับ 🙂

    อยากให้ศึกษาหาความรู้ไว้เองมากๆ ครับ พบแพทย์ แพทย์ก็ช่วยเราได้เป็นครั้งๆ คราวๆ และต้องถึงมือแพทย์เท่านั้น…

    แต่ความรู้ความเข้าใจที่เราศึกษาจะอยู่กับเราและคอยช่วยเราได้ตลอดไปครับ.. เสียสละเวลา แรงใจเพื่อความสมบูรณ์ของสุขภาพของตัวเราเอง คงไม่ได้มากเกินไปใช่ไหมครับ? 🙂

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *