ยาอายุวัฒนะ : ตำรายาหัวกวาวเครือ

   



ตำรายาหัวกวาวเครือ

รวบรวม/เรียบเรียง โดยหมอเมือง สันยาสี

คำนำ

ตำราเล่มนี้ ต้นฉบับเดิมเป็นของนายเปลี่ยน กิติศรี เป็นผู้ค้นคว้าและเรียบเรียงเป็นภาษาไทย แต่คนพิมพ์เผยแพร่คนแรกคือหลวงอนุสารสุนทร คหบดีชาวเชียงใหม่ เมื่อผมนำเนื้อหาเหล่านี้ลงหนังสือแต่ละครั้งที่ผ่านมาก็อ้างว่าของหลวงอนุ สารสุนทร จึงมีคนเอาไปพิมพ์ต่อและอ้างที่มาเดียวกัน ความจริงแล้วผมควรอ้างที่มาว่าฉบับนายเปลี่ยน กิติศรี จึงถูกต้อง

ผมเคยนำเรื่องยาหัว กวาวเครือลงนิตยสารมาหลายฉบับและหลายครั้ง คือ โลกทิพย์ โลกลี้ลับ ฤทธิ์อำนาจ ชีวิตต้องสู้ ทีวีพูล และ เครือข่ายดาราภาพยนต์ ในช่วงปี 2537 – 2543 แต่ที่เคยนำลงนั้นเป็นฉบับย่อซึ่งได้มาจาก พอ.ชม สุคันธรัตน์ ซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านไสยเวทย์และสมุนไพรไทย หาใช่ต้นฉบับจริงไม่ ฉบับนี้จึงเป็นของจริง ได้นำมาลงทุกข้อความ เพื่อรักษาไว้ซึ่งอรรถรสของตำราเดิม เพื่อเทอดทูนผู้ค้นคว้าและเรียบเรียง

ผมได้ตำราฉบับนี้มา จากคุณวัชรพงษ์และคุณธัญลักษณ์ เจ้าของห้างขาวละออเภสัช ท่านได้มาจากหลานสาวของคุณหลวงอนุสารสุนทรชื่อคุณยายแจ่มจิตต์ เลาหวัฒน์ ซึ่งมีอายุกว่าแปดสิบปีแล้ว ขอขอบพระคุณคุณวัชรพงษ์และภรรยา รวมทั้งคุณยายแจ่มจิตต์ ซึ่งเป็นเจ้าของด้วย ทำให้ผู้อ่านได้มีโชคร่วมไปกับกระผมด้วย

ผมแสวงหาตำราเล่ม นี้อยู่หลายปี ทราบว่าคงเหลือเพียง 2 เล่มเท่านั้น อยู่ที่คุณยายท่านนี้ และอีกเล่มหนึ่งอยู่กับอาจารย์ยุทธนา สมิตะศิริ อาจารย์ภาควิชาวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง จังหวัดเชียงราย เพราะเคยพบหน้าปกหนังสือที่ท่านนำมาแสดงในงานสมุนไพรแห่งชาติ กระทรวงสาธารณสุข เมื่อกลางปี 2540

ตำราเล่มนี้มี คุณค่ามหาศาลทีเดียว อยากนำมาเผยแพร่ให้ผู้อ่านได้อ่านกันมาก ๆ เพราะคนส่วนมากยังได้รับข้อมูลกวาวเครือไม่เพียงพอ ทำให้เกิดความรู้สึกหวาดกลัวที่จะกินยาหัวกวาวเครือ ซึ่งเป็นสมุนไพรวิเศษของเรา กลัวไปตามข่าวลือว่าจะก่อให้เกิดโรคมะเร็งดุจที่สำนักงาน อย.ได้โฆษณาไว้ตามสื่อต่าง ๆ
กระผมในฐานะที่ เป็นต้นเผยแพร่กวาวเครือมาก่อนในสมัยนี้ และเป็นผู้มีประสพการณ์ในการกินการใช้กวาวเครือมาด้วยตัวเองและญาติมิตร รู้แจ้งมาตลอดว่ากวาวเครือเป็นสมุนไพรที่ล้ำค่า ยากที่จะหาสมุนไพรใด ๆ มาเปรียบได้ จึงขอเสนอตำรายาหัวกวาวเครือให้ท่านได้ศึกษาให้รู้แจ้งชัดดังนี้

ตำรายาหัวกวาวเครือ

ในเวลานี้ มหาชนทั้งปวงทั่วประเทศพม่า ทุกรูปทุกนาม ได้พากันนิยมนับถือยังยาขนานหนึ่ง ซึ่งภาษาพม่าเรียกว่า”เปาก์เซ” หมายความว่ายาหัวกวาวเครือ ในยาขนานนี้เรียกชื่อว่ายาอายุวัฒนะ เป็นยาที่ศักดิ์สิทธิ์ได้ จนหญิงชายที่แก่ชราแล้ว ถ้าได้รับประทานยานี้ ภาพที่แก่ชรานั้น จะกลับกลายเป็นภาพหนุ่มสาวคืน จะกระทำให้ลูกหลานเห็นประหลาดตาไปได้ด้วยความศักดิ์สิทธิ์ของยา คือยานี้มีมูลเหตุเกิดขึ้นในประเทศพม่า นั้นคือมีพระมหาเจดีย์แห่งหนึ่งเป็นที่ปูชนียสถานของชนชาวพม่า ได้ถูกฟ้าฝนลมพายุพัดหักพังลง เป็นเหตุให้ตำรายาที่ชนชาวโบราณได้เขียนจารึกลงในใบลานแลบรรจุไว้ในพระ เจดีย์นั้นปรากฎขึ้นให้มหาชนทั้งหลายได้รู้เห็น ให้ได้ใช้ยานี้

จะกล่าวถึงลักษณะ ของต้นยานี้ และจะชี้แจงวิธีปรุงแลวิธีรับประทาน กันมิให้ไปเอาต้นยาผิด และกันมิให้รับประทานยาเกินขีด เกรงว่าจะเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิต เพราะยาขนานนี้เป็นยาที่มีฤทธิ์แรงเกินไป เพราะฉะนั้นข้าพเจ้าจึงได้คิดแปลจากตำราเดิมของพม่ามาเรียบเรียงเป็นสมุด ตำรายา”เปาก์เซ”เล่มนี้ ออกแจกจ่ายให้มหาชนทั้งปวงผู้ฝักใฝ่ใจในตำรายานี้ จะได้เอาใจใส่ใช้ต้นยาให้ถูกต้องตามตำรา ให้ได้หัวยาที่แท้จริง และวิธีกินก็จะได้เอาใจใส่ให้ถูกต้องตามตำรา

ข้อสำคัญที่สุด ขอให้รู้จักต้นยาและลักษณะ เถา ใบ หัว ของต้นยาเสียก่อนจึงค่อยใช้ยานี้ ตำรานั้นหาได้ง่าย แต่ที่จะรู้จักลักษณะของต้นยานั้นยาก

มูลเหตุตำรายาที่ได้ปรากฏขึ้น คือ ราชธานีเก่า เมืองพุกามของประเทศพม่านั้น ยังมีพระมหาเจดีย์องค์หนึ่งล้มหักพังลง พระภิกษุทั้งหลายได้พบเห็นตำรายาซึ่งจารึกลงในใบลานประจุไว้ในเจดีย์นั้น มีใจความดังนี้

ให้เอาหัว กวาวเครือใบใหญ่ตำผงกินกับน้ำนมวัว จะมีหัวคิดสมองโปร่งทรงจำโหราศาสตร์ 3 คัมภีร์ได้ เนื้อหนังจะนิ่มนวลเสมอเด็กอายุ 6 ปี อายุจะยืนถึงพันกว่าปี โรคาพยาธิจะไม่มาเบียดเบียนเลย

รับประทานกับน้ำข้าวเช็ดที่รินทิ้งไว้ให้เปรี้ยว จะมีเนื้อหนังนิ่มนวลดุจเทพธิดา

รับประทานกับน้ำมันเนยหรือน้ำผึ้ง อายุจะยืน จะท่องโหราศาสตร์ 3 คัมภีร์ได้ตลอด จะรับรองมาตุคามได้ตลอดถึงพันคน

รับประทานกับน้ำนมเปรี้ยว อายุจะยืน ผมจะไม่ขาว ฟันจะไม่หลุด เนื้อหนังจะไม่ย่น

รับประทานกับมะขามป้อม สมอไทย สมอพิเภก จักษุที่มัวหรือมีฝ้าที่แลไม่เห็นนั้นจะเห็นคืน

เอาแช่นมควายทาผม ผมจะงอกขึ้นแรง ผมที่ขาวนั้นจะกลับกลายเป็นผมดำไปทาด้วยน้ำมันงา ผมจะไม่ขาว เนื้อหนังจะไม่ย่น โรคาพยาธิทุกจำพวกจะไม่มีเลย

แช่นมแพะทา คนที่เสียจักษุโดยมีฝ้าปิด 6 เดือน จะกลับเห็นดีคืนได้

ยา นี้ เมื่อรับประทานก็รับประทานได้มื้อละเม็ดมะกล่ำ ห้ามมิให้รับประทานมากกว่าเม็ดมะกล่ำ ให้รับประทานก่อนเข้านอนทุก ๆ วัน เมื่อรับประทานยานี้ได้ 3-4 วัน จะปวดครั่นตามเนื้อตัว สะเอว ที่ข้อต่อทุก ๆ แห่ง เมื่อปวดเช่นนี้แล้วให้อาบน้ำเย็นเสียคงหายปวด

คุณประโยชน์ที่จะ ได้รับเมื่อรับประทานยานี้ นอนกลางคืนจะหลับสนิทดี จะรับประทานอาหารมีรสชาติอร่อยดี การที่จะปวดครั่นดังที่กล่าวมาแล้วนั้นอย่าได้มีความวิตกเลย จะกระทำให้เราหายจากโรคาพยาธิ ถึงแม้ปวดครั่นก็อย่าได้งด ให้กินยาวันละเม็ดเสมอไป

อีกนัยหนึ่ง ต้องการจะรับประทานกับน้ำนมโค ให้เอานมโคสด 1 ขวดปั่นผสมกับยาพอจะปั้นเป็นลูกได้ ให้ปั้นเท่าลูกพุทราอ่อน ตากแดดให้แห้ง รับประทานก่อนเข้านอนวันละ 1 เม็ด ทุก ๆ วัน ถ้าต้องการรับประทานกับน้ำนมแพะก็ทำเช่นเดียวกัน ถ้าต้องการรับประทานกับน้ำนมควายให้ต้มนมควายให้สุก ผสมกับยา รับประทานเท่ากับเม็ดมะกล่ำใหญ่

บุคคลที่จำเริญยานี้จะต้องได้รับศีล 5 อย่าให้ศีลของตนมัวหมอง ต้องรักษาศีลให้บริสุทธิ์ แล้วจึงค่อยรับประทานยานี้

http://www.sanyasi.org/index.php?lay=show&ac=article&Id=528384&Ntype=4




หากท่านเห็นว่าข้อมูลเป็นประโยชน์ โปรดช่วยสนับสนุนเว็บไซต์ซักเล็กน้อย เพียงคลิกด้านล่าง