ตำนานชาในตำราจีน

   



ดร. ถนอมวงศ์  ล้ำยอดมรรคผล

เมื่อมีภารกิจทางราชการต้องไปอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้  ประเทศจีน นานถึง ๕ เดือน  เพื่อสอนวิชาประวัติวรรณคดีไทย  วิชาการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม    การออกเสียงภาษาไทย ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๑     และดูแลการทำภาคนิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ อีก ๑๘ คน แถมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยกับส่งเสริมการอ่านหนังสือภาษาไทยตามโอกาสที่มี   การผ่อนคลายและได้ประโยชน์อีกหลายประการด้วยกันก็คือการอ่านหนังสือ … อย่างแน่นอน

ที่ภาควิชาภาษาไทย  สถาบันภาษาตะวันออก  มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งนครเซี่ยงไฮ้  (Shanghai International Studies University)  มีตู้หนังสือภาษาไทย  และที่ห้องสมุดของสถาบัน ฯ ก็มีชั้นหนังสือของภาควิชาภาษาต่าง ๆ ได้แก่ อาหรับ เปอร์เซีย อินโดนีเซีย เกาหลี และไทย    เป็นขุมทรัพย์เล็ก ๆ ที่ฝุ่นได้มาอาศัยอยู่อย่างสงบสุข   ข้าพเจ้าได้ไปรบกวนให้ฝุ่นฟุ้งขึ้น  บางเล่มไม่เคยเห็น   บางเล่มไม่เคยรู้ว่ามีจึงดีใจที่ได้เห็น  และส่วนใหญ่ก็อ่านมาแล้วและคุ้นเคยกันดี

อยู่เมืองจีนควรจะรู้เรื่องจีน   เท่าที่เคยอ่านมาก่อนนี้ยังเป็นเพียงกรวดทรายบางเม็ดในทะเลทรายโกบี เท่านั้น  จึงต้องอ่านเติมเข้าไปอีกมาก   เรื่องแรกที่ต้องสนใจคือเรื่องกิน  หนังสือเล่มอื่น ๆ ว่าด้วยการกินของคนไทย   มีเล่มเดียวว่าด้วยการกินของคนจีน    นอกนั้นหากอยากทราบคงต้องเสาะหาในหนังสือพระราชนิพนธ์ว่าด้วยจีน ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๐ เล่ม  ได้เพิ่มมาอีก ๗ เล่ม

เรื่องที่ว่านั้นก็มิใช่เรื่องอาหารอื่นใด แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชา ชื่อว่า  “ตำนานชาในตำราจีน” เหตุที่ข้าพเจ้าถือว่าเรื่องชาสำคัญ และสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดที่คนจีนกินหรือดื่มนั้นมีประจักษ์พยาน    อันได้แก่ภาพชีวิตจริง ๆ  คือคนจีนที่เดิน ๆ  นั่ง ๆ    หรือขึ้นรถก็ตาม ๖ ใน ๑๐ คน จะถือขวดน้ำชา หรือเสียบขวดไว้ที่เป้หรือใส่กระเป๋า  แบบพร้อมที่จะดื่มไม่ว่าจะเดินทางไปไกลหรือใกล้  ขณะเรียนหรือทำงานก็มีขวดน้ำชาวางอยู่ด้วย     ขวดนี้มีประโยชน์นอกเหนือจากการดื่ม คือเอามือกอดไว้หรือเอาไปแนบอกเพื่อให้อบอุ่นในฤดูหนาว ดังที่ข้าพเจ้าก็ต้องทำ เพราะห้องเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ติดเครื่องทำความอบอุ่น     ข้าพเจ้าหาที่พึ่งเป็นบุคคลยังไม่ได้  จึงพึ่งขวดน้ำชาบ้าง   กระเป๋าน้ำร้อนแบบประคบผู้ป่วยบ้าง   และถุงเจลที่ทำให้ร้อนได้ด้วยวิธีแปลกบ้าง

ถ้าไม่ถือขวดน้ำชา   ในยามไม่หนาว วัยรุ่นบางคนถือขวดน้ำชาประดิษฐ์หรือน้ำอัดลมเหมือนวัยรุ่นไทย   ร้านบริการน้ำชาก็ช่างมีได้ทุกแห่ง ยกเว้นในมหาวิทยาลัย  ต้องเข้าภัตตาคารใหญ่จึงจะได้ดื่มชารสเลิศและราคาสูง   เพราะมิใช่แต่ว่าราคาใบชาจะสูงเท่านั้น    น้ำที่ชงชาได้ก็แพง   การบริการยิ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งนัก   เพราะพอท่านดื่มพร่องไปหน่อย บริกรก็จะรีบเติม  แต่ไม่ได้คิดเงินเพิ่มเหมือนกินน้ำมียี่ห้อตามร้านอาหารที่เมืองไทย

“ตำนานชาในตำราจีน”  แปลโดยผู้รู้เรื่องจีนอย่างดี และมีพันธมิตรช่วยตรวจสอบการออกเสียงภาษาจีนให้ด้วย   ท่านได้เล่าเรื่องย้อนไปถึงที่กล่าวไว้ในตำราเล่มแรกเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีก่อน   ซึ่งกล่าวถึงชาวนาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งค้นพบสมุนไพรวิเศษชนิดนี้   จักรพรรดิแต่ละองค์ในราชวงศ์ต่าง ๆ ทรงโปรดชาแบบใด    อุปกรณ์  วิธีชง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับชา  รวมทั้งบุคคลที่นำชามาถวาย   จะได้ดีได้ร้ายก็เพราะชา     ดูเอาเถิดว่าชาเป็นเรื่องของการเมืองไปด้วยเช่นกัน

บุคคลที่เขียนตำราชาคนแรกคือหลู่ ยู่  ผู้ได้สมญาว่านักบุญแห่งชา   ตำรานั้นได้เป็นต้นแบบแห่งตำราในยุคหลัง ๆ ทุกเล่ม  โดยเล่มนี้หวาง หลิงได้อ้างไว้หลายตอนด้วย   หวาง หลิงเสนอภาพและเรื่องเกี่ยวกับชาหลายแง่มุม   ทั้งศิลปะในพิธีการต่าง  ๆ วัฒนธรรมโรงน้ำชา  ชากับวรรณคดีและศิลปะ   ศิลปะชาของชาวบ้านจีนในมณฑลต่าง ๆ  ไปจนถึงอิทธิพลของชาทั่วโลก การเรียบเรียงของหวาง หลิง  และการแปลของเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์   นำเรื่องราวเหล่านั้นมาเสนออย่างมีชีวิตชีวา ข้อความหลายตอนทำให้ผู้อ่านต้องคิดหาความหมายที่ลึกซึ้งต่อไปอีก เช่น  เรื่องน้ำที่ชงชา  อาจมาจากน้ำตก  แม่น้ำ และจากฝนซึ่งรองไว้อย่างที่คนไทยเรียกว่า “ฝนกลางหาว”  จีนเรียก “น้ำที่ไม่มีราก”  เพราะน้ำยังตกไม่ถึงพื้น   ถือเป็นน้ำที่ธรรมชาติกลั่นกรองมาแล้วเป็นอย่างดี

แต่ว่า … ยุค พ.ศ.๒๕๔๘  จะไปหาฝนกลางหาวที่ไหนเลิศล้ำพอจะใช้ชงชาดื่มแล้วจะรู้สึกประหนึ่งขึ้นสวรรค์ได้เล่า….ในประเทศไทย

ตอนกลาง ๆ เล่ม มีเรื่องแหล่งชาที่ดีที่สุดในจีนและในโลก แห่งหนึ่งคือเมืองหางจู  ซึ่งคนไทยเรียกหางโจว   ที่ซึ่งมีทะเลสาบซีหู ต้นตำนานนางพญางูขาว    ข้าพเจ้าไปเดินกรำฝนอยู่ ๓ วันในเมืองนั้นในช่วงวันหยุดวันชาติจีน ๑ – ๗ ตุลาคม ๒๕๔๘  ได้ดูสารพัดดู รวมทั้งดูคนประมาณ “ล้านเจ็ด” ไปเที่ยวพร้อมกัน (เข็ดแล้วค่ะ  พอ ๆ กับไปเชียงใหม่ หรือขอนแก่น หรือ ถนนข้าวสาร ในช่วงสงกรานต์นั่นเทียว) ทว่าข้าพเจ้าหาได้ไปถึงสวรรค์แห่งชาที่หางโจวไม่ ไม่ได้ไปทั้งโรงน้ำชา พิพิธภัณฑ์ชา   หรือซื้อชาสักหยิบมือเดียว  ก็ในเมื่อเลือกได้หนึ่งรายการในบ่ายวันหนึ่งที่ฝนตก ข้าพเจ้าเลือกไปพิพิธภัณฑ์ผ้าไหม  และไม่ได้ซื้ออะไรเกี่ยวกับไหมเช่นกัน เพราะว่าแพงและไม่ตรงความจำเป็น     พอมาอ่านเล่มนี้จึงยิ่งรู้ว่าน่าจะกลับไปหางโจวอีกสักที (๓ ชม.) จากเซี่ยงไฮ้   เดี๋ยวจะไม่เหมือนคนไทยนับแสนที่พากัน (แห่) ไปซื้อชานานาชนิดกระป๋องละพันบาทมาราวกับของถูก   ภายหลังเห็นเที่ยวแจกกันเป็นสามารถ  เพราะอะไร  จะเพราะด้วยหาน้ำบริสุทธิ์อย่างน้ำพุเสือเต้นไม่ได้ด้วยหรือเปล่า

ในหนังสือกล่าวถึงบ้านคหบดีโบราณ   ชื่อ ยู่ หยวน  หรือที่จีนออกเสียง อี้ หยวน ในเมืองเซี่ยงไฮ้นั้น ข้าพเจ้าไปมาแล้วสองรอบ   ในใจกลางเป็นบ้านและสวนงามเลิศ มีห้องหับซับซ้อนหลายชั้น  เครื่องเรือนโบราณ เครื่องตกแต่งบ้านน่าชม     รอบนอกซึ่งดูได้โดยไม่ต้องตีตั๋วสี่สิบหยวนเข้าไปดูเหมือนข้างในนั้น เขาทำเป็นชุมชนท่องเที่ยว มีร้านรวงขายของสารพัด  ร้านน้ำชาใหญ่ร้านหนึ่งมีกาน้ำชาใหญ่เท่าโอ่งมังกรกำลังเทน้ำชาลงสู่ถ้วย   ใช้ไฟฟ้าทำให้ดูประหนึ่งสายน้ำจากพวยการินลงถ้วยตลอดเวลา   ก็ได้ไปถ่ายภาพไว้  ช่วงเทศกาลปูขน ก็มีปูขนโฟมตัวใหญ่สีแดงเชิญชวนอยู่หน้าร้านด้วย  ข้าพเจ้าไม่ได้กินปูและไม่ได้ดื่มชาที่ร้านนั้น   ได้แต่มองเข้าไปเห็นคนจีนนั่งดื่มกินกันอย่างเท่   ในร้านนี้และร้านอื่น ๆ มีขนมประกอบการดื่มให้อร่อยและอิ่มอีกหลายขนาน  ทำให้หวนคำนึงถึงเครื่องจันอับที่ผู้ใหญ่ที่ดื่มชาส่งให้เด็ก ๆ กิน และบอกว่าอย่าเพิ่งดื่มชาเลย  เจ้ายังเล็กอยู่ หารู้รสของดีไม่    พอเด็กน้อยนั้นเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่ได้เรียนรู้เรื่องชาสักเท่าใด   นอกจากอ่านหนังสือบางเล่ม รวมทั้งเล่มนี้ซึ่งเมื่อได้ไปอ่านในดงร้านน้ำชาจริง ๆ ผสมกับจินตนาการแล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้แน่ขึ้นไปอีกว่าการอ่านเป็นกำไรชีวิตโดยการลงทุนและลงเวลา น้อยที่สุด    ความคิดของคนที่ดื่มน้ำตะไคร้นี้คงต่างจากคอชาจีนตัวจริงหลายหมื่นลี้  แต่สำหรับหนังสือนั้น ข้าพเจ้าได้ดื่มไปเรียบร้อยแล้วจึงเขียนแนะนำท่านได้

กลิ่นหอมของชากรุ่นกำจายลอดออกมาจากหนังสือ  ผู้อ่านจินตนาการไปว่าเธอสวมชุดไหมสีชมพูอ่อนขลิบม่วง  มีลายดอกเหมยแลก้อนเมฆปักประดับ  งามราวเจ้าหญิงในเทพนิยาย (หรือเรื่องผีก็ไม่แน่  ผีจีนสวย ๆ มีหลายตน)  สวยมาก  นั่งอ่านบทกวีอยู่ในเก๋งประดับไม้ฉลุลายมังกร  ริมทะเลสาบที่มีระลอกคลื่นไหวน้อย ๆ ตามละอองลมต้นฤดูใบไม้ร่วง   เธอดื่มชาและกินขนมจันอับชิ้นเล็ก ๆ ไปพลาง  สมองรื่นรมย์  อารมณ์แจ่มใส (เพราะชาทำให้เกิดสมาธิและอารมณ์ดีได้ – หนังสือบอก)   เมื่ออ่านอยู่นั้นมีนกและผีเสื้อหลากสีบินมาฟัง   เสียงเธอไพเราะปานเม็ดหยกร่วงลงกระทบแก้วเจียระไน (เพราะน้ำชาล้างลำคอให้โล่ง) ยามเธอลุกขึ้นย่างเท้าให้เข้ากับจังหวะของบทกวีนั้นร่างน้อยก็อ่อนโอนราว กิ่งหลิวต้องลม  (เพราะชาไปล้างไขมันส่วนเกินให้)    เธอเผลอเพลินอยู่กับบทกวีจนพระจันทร์ทอแสงสีเงินยวงและสะท้อนในน้ำดูแวบวับ (ชาทำให้สมองตื่น กระฉับกระเฉง ไม่ง่วงเหงาหาวนอน)  โอ้ กระนี้ จะมิให้สรรเสริญยกย่องชาได้อย่างไร    ถ้าดึกอีกหน่อยคงจะมีบัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งสอบจอหงวนได้เข้ามาในฉากด้วย   ครบสูตรพอดี

ข้อความที่ท่านอ่านจบไปนั้น   หวาง หลิง มิได้เขียน และ เกียรติชัย   พงษ์พาณิชย์ ก็มิได้แปล   หากท่านจะเห็นก็เห็นในจดหมายข่าวฉบับนี้เอง

ขอขอบคุณท่านที่ปรึกษาสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ที่แปลหนังสือดี ๆ ของจีนออกมาให้ผู้อ่านซาบซึ้งและหลงเสน่ห์ชาผ่านตัวอักษร     นักแปลที่ติดกาแฟ  หากจะจิบชาแทน สุขภาพของท่านจะดี   สมองแจ่มใส   แปลได้ทนนาน หุ่นดี  และอายุยืน   มีผลวิจัยเป็นพยานมากมายสำหรับคนทั่วโลก   ส่วนเฉพาะนักแปลนักเขียนซึ่งเป็นลูกค้าของน้ำดื่มมีรสเหล่านี้ ยังไม่มีใครวิจัยไว้   คงจะต้องเชื่อภูมิปัญญาสามพันปีของจีน ในหนังสือ “ตำนานชาในตำราจีน”   นั่นแล

หวาง หลิง.   ตำนานชาในตำราจีน   แปลโดย เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์.  กรุงเทพฯ    มติชน, ๒๕๔๖.  ๒๑๖    หน้า.   ๑๕๐ บาท.   ภาพประกอบ.

โดย :Thaitiat โพสเมื่อ [ วันจันทร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๔๕ น.]

http://thaitiat.com/8translation/letter8_1.html

ตำนานชาในตำราจีน

ดร. ถนอมวงศ์  ล้ำยอดมรรคผล

เมื่อมีภารกิจทางราชการต้องไปอยู่ที่เมืองเซี่ยงไฮ้  ประเทศจีน นานถึง ๕ เดือน  เพื่อสอนวิชาประวัติวรรณคดีไทย  วิชาการวิเคราะห์และวิจารณ์วรรณกรรม    การออกเสียงภาษาไทย ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๑     และดูแลการทำภาคนิพนธ์ของนักศึกษาชั้นปีที่ ๔ อีก ๑๘ คน แถมเผยแพร่วัฒนธรรมไทยกับส่งเสริมการอ่านหนังสือภาษาไทยตามโอกาสที่มี   การผ่อนคลายและได้ประโยชน์อีกหลายประการด้วยกันก็คือการอ่านหนังสือ อย่างแน่นอน
ที่ภาควิชาภาษาไทย  สถาบันภาษาตะวันออก  มหาวิทยาลัยนานาชาติแห่งนครเซี่ยงไฮ้  (Shanghai International Studies University)  มีตู้หนังสือภาษาไทย  และที่ห้องสมุดของสถาบัน ฯ ก็มีชั้นหนังสือของภาควิชาภาษาต่าง ๆ ได้แก่ อาหรับ เปอร์เซีย อินโดนีเซีย เกาหลี และไทย    เป็นขุมทรัพย์เล็ก ๆ ที่ฝุ่นได้มาอาศัยอยู่อย่างสงบสุข   ข้าพเจ้าได้ไปรบกวนให้ฝุ่นฟุ้งขึ้น  บางเล่มไม่เคยเห็น   บางเล่มไม่เคยรู้ว่ามีจึงดีใจที่ได้เห็น  และส่วนใหญ่ก็อ่านมาแล้วและคุ้นเคยกันดี
อยู่เมืองจีนควรจะรู้เรื่องจีน   เท่าที่เคยอ่านมาก่อนนี้ยังเป็นเพียงกรวดทรายบางเม็ดในทะเลทรายโกบี เท่านั้น  จึงต้องอ่านเติมเข้าไปอีกมาก   เรื่องแรกที่ต้องสนใจคือเรื่องกิน  หนังสือเล่มอื่น ๆ ว่าด้วยการกินของคนไทย   มีเล่มเดียวว่าด้วยการกินของคนจีน    นอกนั้นหากอยากทราบคงต้องเสาะหาในหนังสือพระราชนิพนธ์ว่าด้วยจีน ซึ่งมีอยู่ประมาณ ๑๐ เล่ม  ได้เพิ่มมาอีก ๗ เล่ม
เรื่องที่ว่านั้นก็มิใช่เรื่องอาหารอื่นใด แต่เป็นเรื่องเกี่ยวกับชา ชื่อว่า  ตำนานชาในตำราจีน เหตุที่ข้าพเจ้าถือว่าเรื่องชาสำคัญ และสำคัญกว่าสิ่งอื่นใดที่คนจีนกินหรือดื่มนั้นมีประจักษ์พยาน    อันได้แก่ภาพชีวิตจริง ๆ  คือคนจีนที่เดิน ๆ  นั่ง ๆ    หรือขึ้นรถก็ตาม ๖ ใน ๑๐ คน จะถือขวดน้ำชา หรือเสียบขวดไว้ที่เป้หรือใส่กระเป๋า  แบบพร้อมที่จะดื่มไม่ว่าจะเดินทางไปไกลหรือใกล้  ขณะเรียนหรือทำงานก็มีขวดน้ำชาวางอยู่ด้วย     ขวดนี้มีประโยชน์นอกเหนือจากการดื่ม คือเอามือกอดไว้หรือเอาไปแนบอกเพื่อให้อบอุ่นในฤดูหนาว ดังที่ข้าพเจ้าก็ต้องทำ เพราะห้องเรียนในมหาวิทยาลัยไม่ติดเครื่องทำความอบอุ่น     ข้าพเจ้าหาที่พึ่งเป็นบุคคลยังไม่ได้  จึงพึ่งขวดน้ำชาบ้าง   กระเป๋าน้ำร้อนแบบประคบผู้ป่วยบ้าง   และถุงเจลที่ทำให้ร้อนได้ด้วยวิธีแปลกบ้าง
ถ้าไม่ถือขวดน้ำชา   ในยามไม่หนาว วัยรุ่นบางคนถือขวดน้ำชาประดิษฐ์หรือน้ำอัดลมเหมือนวัยรุ่นไทย   ร้านบริการน้ำชาก็ช่างมีได้ทุกแห่ง ยกเว้นในมหาวิทยาลัย  ต้องเข้าภัตตาคารใหญ่จึงจะได้ดื่มชารสเลิศและราคาสูง   เพราะมิใช่แต่ว่าราคาใบชาจะสูงเท่านั้น    น้ำที่ชงชาได้ก็แพง   การบริการยิ่งถือว่าเป็นเรื่องสำคัญยิ่งนัก   เพราะพอท่านดื่มพร่องไปหน่อย บริกรก็จะรีบเติม  แต่ไม่ได้คิดเงินเพิ่มเหมือนกินน้ำมียี่ห้อตามร้านอาหารที่เมืองไทย
“ตำนานชาในตำราจีน” แปลโดยผู้รู้เรื่องจีนอย่างดี และมีพันธมิตรช่วยตรวจสอบการออกเสียงภาษาจีนให้ด้วย   ท่านได้เล่าเรื่องย้อนไปถึงที่กล่าวไว้ในตำราเล่มแรกเมื่อ ๓,๐๐๐ ปีก่อน   ซึ่งกล่าวถึงชาวนาศักดิ์สิทธิ์ ซึ่งค้นพบสมุนไพรวิเศษชนิดนี้   จักรพรรดิแต่ละองค์ในราชวงศ์ต่าง ๆ ทรงโปรดชาแบบใด    อุปกรณ์  วิธีชง ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกี่ยวกับชา  รวมทั้งบุคคลที่นำชามาถวาย   จะได้ดีได้ร้ายก็เพราะชา     ดูเอาเถิดว่าชาเป็นเรื่องของการเมืองไปด้วยเช่นกัน
บุคคลที่เขียนตำราชาคนแรกคือหลู่ ยู่ ผู้ได้สมญาว่านักบุญแห่งชา   ตำรานั้นได้เป็นต้นแบบแห่งตำราในยุคหลัง ๆ ทุกเล่ม  โดยเล่มนี้หวาง หลิงได้อ้างไว้หลายตอนด้วย   หวาง หลิงเสนอภาพและเรื่องเกี่ยวกับชาหลายแง่มุม   ทั้งศิลปะในพิธีการต่าง  ๆ วัฒนธรรมโรงน้ำชา  ชากับวรรณคดีและศิลปะ   ศิลปะชาของชาวบ้านจีนในมณฑลต่าง ๆ  ไปจนถึงอิทธิพลของชาทั่วโลก     การเรียบเรียงของหวาง หลิง และการแปลของเกียรติชัย พงษ์พาณิชย์ นำเรื่องราวเหล่านั้นมาเสนออย่างมีชีวิตชีวา ข้อความหลายตอนทำให้ผู้อ่านต้องคิดหาความหมายที่ลึกซึ้งต่อไปอีก เช่น  เรื่องน้ำที่ชงชา  อาจมาจากน้ำตก  แม่น้ำ และจากฝนซึ่งรองไว้อย่างที่คนไทยเรียกว่า “ฝนกลางหาว”  จีนเรียก “น้ำที่ไม่มีราก”  เพราะน้ำยังตกไม่ถึงพื้น   ถือเป็นน้ำที่ธรรมชาติกลั่นกรองมาแล้วเป็นอย่างดี
แต่ว่า ยุค พ.ศ.๒๕๔๘  จะไปหาฝนกลางหาวที่ไหนเลิศล้ำพอจะใช้ชงชาดื่มแล้วจะรู้สึกประหนึ่งขึ้นสวรรค์ได้เล่า….ในประเทศไทย
ตอนกลาง ๆ เล่ม มีเรื่องแหล่งชาที่ดีที่สุดในจีนและในโลก แห่งหนึ่งคือเมืองหางจู  ซึ่งคนไทยเรียกหางโจว   ที่ซึ่งมีทะเลสาบซีหู ต้นตำนานนางพญางูขาว    ข้าพเจ้าไปเดินกรำฝนอยู่ ๓ วันในเมืองนั้นในช่วงวันหยุดวันชาติจีน ๑ – ๗ ตุลาคม ๒๕๔๘  ได้ดูสารพัดดู รวมทั้งดูคนประมาณ “ล้านเจ็ด” ไปเที่ยวพร้อมกัน (เข็ดแล้วค่ะ  พอ ๆ กับไปเชียงใหม่ หรือขอนแก่น หรือ ถนนข้าวสาร ในช่วงสงกรานต์นั่นเทียว) ทว่าข้าพเจ้าหาได้ไปถึงสวรรค์แห่งชาที่หางโจวไม่ ไม่ได้ไปทั้งโรงน้ำชา พิพิธภัณฑ์ชา   หรือซื้อชาสักหยิบมือเดียว  ก็ในเมื่อเลือกได้หนึ่งรายการในบ่ายวันหนึ่งที่ฝนตก ข้าพเจ้าเลือกไปพิพิธภัณฑ์ผ้าไหม  และไม่ได้ซื้ออะไรเกี่ยวกับไหมเช่นกัน เพราะว่าแพงและไม่ตรงความจำเป็น     พอมาอ่านเล่มนี้จึงยิ่งรู้ว่าน่าจะกลับไปหางโจวอีกสักที (๓ ชม.) จากเซี่ยงไฮ้   เดี๋ยวจะไม่เหมือนคนไทยนับแสนที่พากัน (แห่) ไปซื้อชานานาชนิดกระป๋องละพันบาทมาราวกับของถูก   ภายหลังเห็นเที่ยวแจกกันเป็นสามารถ  เพราะอะไร  จะเพราะด้วยหาน้ำบริสุทธิ์อย่างน้ำพุเสือเต้นไม่ได้ด้วยหรือเปล่า
ในหนังสือกล่าวถึงบ้านคหบดีโบราณ   ชื่อ ยู่ หยวน  หรือที่จีนออกเสียง อี้ หยวน ในเมืองเซี่ยงไฮ้นั้น ข้าพเจ้าไปมาแล้วสองรอบ   ในใจกลางเป็นบ้านและสวนงามเลิศ มีห้องหับซับซ้อนหลายชั้น  เครื่องเรือนโบราณ เครื่องตกแต่งบ้านน่าชม     รอบนอกซึ่งดูได้โดยไม่ต้องตีตั๋วสี่สิบหยวนเข้าไปดูเหมือนข้างในนั้น เขาทำเป็นชุมชนท่องเที่ยว มีร้านรวงขายของสารพัด  ร้านน้ำชาใหญ่ร้านหนึ่งมีกาน้ำชาใหญ่เท่าโอ่งมังกรกำลังเทน้ำชาลงสู่ถ้วย   ใช้ไฟฟ้าทำให้ดูประหนึ่งสายน้ำจากพวยการินลงถ้วยตลอดเวลา   ก็ได้ไปถ่ายภาพไว้  ช่วงเทศกาลปูขน ก็มีปูขนโฟมตัวใหญ่สีแดงเชิญชวนอยู่หน้าร้านด้วย  ข้าพเจ้าไม่ได้กินปูและไม่ได้ดื่มชาที่ร้านนั้น   ได้แต่มองเข้าไปเห็นคนจีนนั่งดื่มกินกันอย่างเท่   ในร้านนี้และร้านอื่น ๆ มีขนมประกอบการดื่มให้อร่อยและอิ่มอีกหลายขนาน  ทำให้หวนคำนึงถึงเครื่องจันอับที่ผู้ใหญ่ที่ดื่มชาส่งให้เด็ก ๆ กิน และบอกว่าอย่าเพิ่งดื่มชาเลย  เจ้ายังเล็กอยู่ หารู้รสของดีไม่    พอเด็กน้อยนั้นเป็นผู้ใหญ่ก็ยังไม่ได้เรียนรู้เรื่องชาสักเท่าใด   นอกจากอ่านหนังสือบางเล่ม รวมทั้งเล่มนี้ซึ่งเมื่อได้ไปอ่านในดงร้านน้ำชาจริง ๆ ผสมกับจินตนาการแล้ว ข้าพเจ้าจึงรู้แน่ขึ้นไปอีกว่าการอ่านเป็นกำไรชีวิตโดยการลงทุนและลงเวลา น้อยที่สุด    ความคิดของคนที่ดื่มน้ำตะไคร้นี้คงต่างจากคอชาจีนตัวจริงหลายหมื่นลี้  แต่สำหรับหนังสือนั้น ข้าพเจ้าได้ดื่มไปเรียบร้อยแล้วจึงเขียนแนะนำท่านได้
กลิ่นหอมของชากรุ่นกำจายลอดออกมาจากหนังสือ  ผู้อ่านจินตนาการไปว่าเธอสวมชุดไหมสีชมพูอ่อนขลิบม่วง  มีลายดอกเหมยแลก้อนเมฆปักประดับ  งามราวเจ้าหญิงในเทพนิยาย (หรือเรื่องผีก็ไม่แน่  ผีจีนสวย ๆ มีหลายตน)  สวยมาก  นั่งอ่านบทกวีอยู่ในเก๋งประดับไม้ฉลุลายมังกร  ริมทะเลสาบที่มีระลอกคลื่นไหวน้อย ๆ ตามละอองลมต้นฤดูใบไม้ร่วง   เธอดื่มชาและกินขนมจันอับชิ้นเล็ก ๆ ไปพลาง  สมองรื่นรมย์  อารมณ์แจ่มใส (เพราะชาทำให้เกิดสมาธิและอารมณ์ดีได้ – หนังสือบอก)   เมื่ออ่านอยู่นั้นมีนกและผีเสื้อหลากสีบินมาฟัง   เสียงเธอไพเราะปานเม็ดหยกร่วงลงกระทบแก้วเจียระไน (เพราะน้ำชาล้างลำคอให้โล่ง) ยามเธอลุกขึ้นย่างเท้าให้เข้ากับจังหวะของบทกวีนั้นร่างน้อยก็อ่อนโอนราว กิ่งหลิวต้องลม  (เพราะชาไปล้างไขมันส่วนเกินให้)    เธอเผลอเพลินอยู่กับบทกวีจนพระจันทร์ทอแสงสีเงินยวงและสะท้อนในน้ำดูแวบวับ (ชาทำให้สมองตื่น กระฉับกระเฉง ไม่ง่วงเหงาหาวนอน)  โอ้ กระนี้ จะมิให้สรรเสริญยกย่องชาได้อย่างไร    ถ้าดึกอีกหน่อยคงจะมีบัณฑิตหนุ่มที่เพิ่งสอบจอหงวนได้เข้ามาในฉากด้วย   ครบสูตรพอดี
ข้อความที่ท่านอ่านจบไปนั้น   หวาง หลิง มิได้เขียน และ เกียรติชัย   พงษ์พาณิชย์ ก็มิได้แปล   หากท่านจะเห็นก็เห็นในจดหมายข่าวฉบับนี้เอง
ขอขอบคุณท่านที่ปรึกษาสมาคมนักแปลและล่ามแห่งประเทศไทย ที่แปลหนังสือดี ๆ ของจีนออกมาให้ผู้อ่านซาบซึ้งและหลงเสน่ห์ชาผ่านตัวอักษร     นักแปลที่ติดกาแฟ  หากจะจิบชาแทน สุขภาพของท่านจะดี   สมองแจ่มใส   แปลได้ทนนาน หุ่นดี  และอายุยืน   มีผลวิจัยเป็นพยานมากมายสำหรับคนทั่วโลก   ส่วนเฉพาะนักแปลนักเขียนซึ่งเป็นลูกค้าของน้ำดื่มมีรสเหล่านี้ ยังไม่มีใครวิจัยไว้   คงจะต้องเชื่อภูมิปัญญาสามพันปีของจีน ในหนังสือ ตำนานชาในตำราจีน นั่นแลหวาง หลิง.   ตำนานชาในตำราจีน แปลโดย เกียรติชัย พงษ์พาณิชย์.  กรุงเทพฯ    มติชน, ๒๕๔๖.  ๒๑๖    หน้า.   ๑๕๐ บาท.   ภาพประกอบ.

โดย :Thaitiat โพสเมื่อ [ วันจันทร์ที่ ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐ เวลา ๑๓.๔๕ น.]




หากท่านเห็นว่าข้อมูลเป็นประโยชน์ โปรดช่วยสนับสนุนเว็บไซต์ซักเล็กน้อย เพียงคลิกด้านล่าง