สุคนธบำบัด (Aromatherapy)

   



ดร. ประคองศิริ บุญคง

ส่วนวิจัยอุตสาหกรรมเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

คำว่า “AROMA (สุคนธา)” แปลว่า กลิ่นหอม และ “THERAPY ” คือการบำบัดรักษา   ดังนั้น สุคนธบำบัด
จึงหมายถึงการบำบัดรักษาเพื่อให้บรรเทาหรือทุเลาอาการต่าง ๆ ด้วยเครื่องหอม(1) เครื่องหอมที่มีประสิทธิผลดี
มาจากธรรมชาติ ถึงแม้จะมีความพยายามนำสารสังเคราะห์เลียนแแบบธรรมชาติมาใช้แต่ก็ไม่สู้จะประสบความสำเร็จ
เครื่องหอมส่วนใหญ่จะเน้นไปถึงน้ำมันหอมระเหย (คือ น้ำมันที่สกัดได้จากส่วนต่างๆของพืชและสมุนไพร)

ประวัติความเป็นมา ได้มีการใช้เครื่องหอมในการรักษาโรค ทำให้สงบ หรือกระตุ้นมานานกว่า 6000 ปีแล้ว
แต่คำว่า “Aroma therapy”  เป็นที่รู้จักกันเมื่อ  Gattefosse  นักเคมีชาวฝรั่งเศสถูกไฟลวกที่มือในขณะที่กลั่นน้ำมัน
หอมระเหย  ทำให้ค้นพบโดยบังเอิญว่าน้ำมันลาเวนเดอร์สามารถช่วยให้หายเร็วและป้องกันแผลเป็น  เขาจึงศึกษา
น้ำมันหอมระเหยอย่างจริงจัง และยังพบว่าน้ำมันหอมระเหยดีกว่าสารสังเคราะห์หรือสารเคมีแต่ละตัวที่แยกออกมา
จากน้ำมันหอมระเหยเอง Dr.Jean Valnet ซึ่งเป็นทั้งหมอและนักวิทยาศาสตร์ ได้ใช้น้ำมันหอมระเหยในการรักษา
โรคบางชนิดและโรคประสาท ซึ่งได้พิมพ์หนังสือเสนอผลงานออกมาชื่อ “The Practice of Aromatherapy” ซึ่งทำให้
มีการตื่นตัวในการบำบัดโดยเครื่องหอม Madame Marguerite Maury ได้ประยุกต์งานวิจัยของ  Dr.Jean Valnet
ไปในทางบำรุงความงาม เธอพบว่า ถ้าเลือกน้ำหอมและผสมให้เหมาะสมก็จะได้ยามากมายเนื่องจาก Aromatherapy
มีรากฐานอยู่กับความเชื่อถือของชาวบ้าน จึงจำเป็นที่จะต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน ในปีพ.ศ. 2525
Olfactory Research Fund  ได้ตั้งนิยาม  “aromachology”  ซึ่งเกี่ยวกับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ถึงความสัมพันธ์
ระหว่างจิตวิทยาและเครื่องหอม และได้ให้ทุนวิจัยเกี่ยวกับอิทธิพลของกลิ่นต่อการรับกลิ่น และพฤติกรรมของมนุษย์

บางท่านอาจเข้าใจว่า “Aromatherapy”  เป็นการบำบัดโดยนาสิกสัมผัสและอารมณ์    แต่ตามความเป็นจริง
นอกจากกลิ่นแล้ว    น้ำมันหอมระเหยแต่ละตัวยังมีสารมากมายหลายชนิดเป็นองค์ประกอบซึ่งจะทำปฏิกริยาโดย
ตรงกับสารเคมีของร่างกาย ทำให้มีผลต่ออวัยวะหรือระบบต่าง ๆ ของร่างกาย   เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยเป็น
กรรมวิธีหนึ่งของการสกัดสมุนไพร ดังนั้นอาจจัดได้ว่าสุคนธบำบัดเป็นการรักษาด้วยสมุนไพร  ถึงแม้กรรมวิธีการ
ผลิตและวิธีการใช้อาจจะแตกต่างกันบ้าง

การออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยมีสามชนิด ได้แก่
1. ฤทธิ์ที่เกิดจากบางส่วนของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมี โดยน้ำมันหอมระเหยเข้าสู่กระแสโลหิต
ไปทำปฏิกริยากับฮอร์โมน เอนไซม์ ฯลฯ
2. ฤทธิ์โดยที่น้ำมันหอมระเหยไปกระตุ้นบางส่วนของร่างกายให้หลั่งสารเคมีออกมา ซึ่งจะไปมีผลต่อการ
ทำงานของร่างกาย เช่น ไปกระตุ้นหรือ ระงับระบบประสาท
3. ฤทธิ์ทางด้านจิตใจโดยเมื่อสูดดมกลิ่นเข้าไปก็จะมีปฏิกริยากับกลิ่นนั้น ๆ

วิธีการใช้สุคนธบำบัด(1)
กฎทั่วไปของสุคนธบำบัด คือ ใช้น้ำมันหอมระเหยเฉพาะภายนอกเท่านั้น   เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยมี
ความเข้มข้นสูง มีฤทธิ์ก่อการระคายเคือง  และทำลายต่อเยื่อบุในจมูกและในกระเพาะอาหาร รูปแบบของน้ำมัน
หอมระเหยที่จะใช้ภายนอกคือนำมาผสมกับน้ำมันหรือขี้ผึ้งน้ำมันหอมระเหยจะถูกดูดซึมผ่านผิวหนังหรือค่อยๆ
ระเหยเพื่อสูดดมเข้าไป เมื่อสูดดมเข้าไปจะมีผลต่ออารมณ์หรือความรู้สึก   และในขณะเดียวกันก็มีผลต่อระบบ
การทำงานในร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากสมุนไพรทั่ว ๆ ไปที่อาจจะเหมาะเมื่อใช้ภายใน แต่ไม่ให้ผลต่ออารมณ์และ
ความรู้สึก

ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหย
-ก่อนใช้น้ำมันหอมระเหยควรทดสอบว่าแพ้น้ำมันหอมระเหยชนิดนั้นหรือไม่   เพราะแต่ละบุคคลมีการ
ตอบสนองต่อสารเคมีแตกต่างกัน
-ต้องให้แน่ใจว่าน้ำมันหอมระเหยนั้นไม่มีพิษ ไม่ก่อให้เกิดการไวต่อแสง   หรือระคายเคืองต่อผิวหนัง
(น้ำมันโหระพา น้ำมันอบเชย น้ำมันกานพลู น้ำมันสะระแหน่)   หรือทำให้เกิดการแพ้ง่าย  (น้ำมันตะไคร้หอม
น้ำมันกระเทียม น้ำมันขิง น้ำมันมะลิ น้ำมันมะนาว น้ำมันตะไคร้ น้ำมันขมิ้น)
-ไม่ควรใช้น้ำมันหอมระเหยบางอย่าง  เช่น  hyssop, rosemary, sage   และ thyme  กับผู้ที่มีความดัน
โลหิตสูง
-ผู้ป่วย  Homeopathic ไม่ควรใช้ น้ำมันพริกไทดำ น้ำมันการบูร น้ำมันยูคาลิปตัส  และน้ำมันสะระแหน่
-ใช้น้ำมันหอมระเหยปริมาณเพียงครึ่งหนึ่งของที่ระบุไว้     และดูว่าน้ำมันหอมระเหยนั้นมีข้อควรระวัง
สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือไม่
-ทารกและเด็กต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ตามขนาดที่ปรับเข้ากับอายุ

ฤทธิ์และวิธีใช้น้ำมันหอมระเหย
1. ทางผิวหนัง
-ระงับเชื้อจากบาดแผล แมลงกัดต่อย ฯลฯ  เช่น  น้ำมันไทม์ น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันกานพลู
น้ำมันลาเวนเดอร์ และน้ำมันมะนาว
-แก้อาการอักเสบ สำหรับแผลพุพอง บาดแผลติดเชื้อ กระทบกระแทก ฟกช้ำ ฯลฯ เช่น
น้ำมันแคโมมิลล์ และน้ำมันลาเวนเดอร์
-ฆ่าเชื้อรา โรคน้ำกัดเท้า ขี้กลาก เช่น น้ำมันลาเวนเดอร์ และน้ำมันยางไม้หอม
-ช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อสมานแผล เช่น น้ำมันลาเวนเดอร์ น้ำมันกุหลาบ และน้ำมันเจอเรเนียม
-ระงับกลิ่น ผู้ที่มีเหงื่อออกมาก ทำความสะอาดบาดแผล เช่น น้ำมันลาเวนเดอร์ น้ำมันไทม์ และน้ำมันตะไคร้
-ไล่ แมลงและฆ่าปาราสิท พวก เหาหมัด เห็บ ยุง มด ฯลฯ เช่น น้ำมันกระเทียม น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันกานพลู และน้ำมันไม้ซีดาร์
2. ระบบการไหลเวียน กล้ามเนื้อ และข้อต่อ
น้ำมัน หอมระเหยถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ง่ายทางผิวหนังและเยื่อบุ ทำให้กระจายไปทั่วร่างกาย น้ำมันที่ทาแล้วร้อนไม่มีผลเพียงแต่การไหลเวียนของโลหิตเท่านั้นแต่มีผลต่อ อวัยวะภายในด้วย ความร้อนทำให้
เส้นโลหิตขยายจึงมีผลในการลดอาการบวมน้ำ
-ลดความดันโลหิต ความเครียด ฯลฯ เช่น น้ำมันกระดังงา น้ำมันลาเวนเดอร์ และน้ำมันมะนาว
-เพิ่ม ความดัน สำหรับคนที่มีโลหิตไหลเวียนไม่ดี โรคหิมะกัดเท้า เซื่องซึม ฯลฯ เช่น น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันสะระแหน่ และน้ำมันลาเวนเดอร์
-ปรับการไหลเวียนของโลหิต สำหรับแก้บวม อักเสบ ฯลฯ เช่น น้ำมันมะนาว
3. ระบบหายใจ
น้ำมันหอมระเหยเหมาะที่จะรักษา การติดเชื้อทางจมูก ลำคอ และปอด เพราะใช้สูดดมตัวยาก็จะผ่าน
ไปถึงปอดซึ่งก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้เร็วกว่าให้ยาโดยการรับประทาน
-ขับเสมหะ สำหรับหวัด ไซนัส ไอ ฯลฯ เช่น น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันสน น้ำมันไม้จันทน์ และน้ำมันยี่หร่า
-คลายกล้ามเนื้อกระตุกในโรคหืด ไอแห้ง ไอกรน ฯลฯ เช่น น้ำมันเขียว น้ำมันแคโมมิลล์ และน้ำมันมะกรูด
-ฆ่าเชื้อสำหรับ ไข้หวัดใหญ่ คอเจ็บ ต่อมทอนซิลอักเสบ ฯลฯ เช่น น้ำมันสน น้ำมันยูคาลิปตัส และน้ำมันพิมเสน
4. ระบบย่อยอาหาร
น้ำมันหอมระเหยที่ใช้สำหรับระบบนี้ค่อนข้างมีขอบเขตจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับยาที่ใช้รับประทาน
-แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อเนื่องจากปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ฯลฯ เช่น น้ำมันยี่หร่า น้ำมันส้ม น้ำมันขิง และน้ำมันกระเทียม
-ขับลมและแก้ปวดท้องเนื่องจากมีกรดมาก คลื่นไส้ เช่น น้ำมันกะเพรา และน้ำมันสะระแหน่
-ขับน้ำดี เพื่อเพิ่มน้ำดีและกระตุ้นการทำงานของถุงน้ำดี เช่น น้ำมันลาเวนเดอร์ และน้ำมันสะระแหน่
-ทำให้เจริญอาหาร เช่น น้ำมันยี่หร่า น้ำมันส้ม น้ำมันขิง และน้ำมันกระเทียม
5. ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบต่อมไร้ท่อ
น้ำมันหอมระเหยมีผลต่อระบบนี้โดยการดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต หรืออาจจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทางฮอร์โมนส์
-แก้กล้ามเนื้อเกร็ง สำหรับปวดท้องประจำเดือน ตอนใกล้คลอด ฯลฯ เช่น น้ำมันแคโมมิลล์ น้ำมันมะลิ และน้ำมันลาเวนเดอร์
-ขับระดู สำหรับผู้ที่มีประจำเดือนน้อยหรือไม่มี เช่น น้ำมันแคโมมิลล์ และน้ำมันสะระแหน่
-ระงับเชื้อและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น น้ำมันแคโมมิลล์ น้ำมันกำยาน น้ำมันกุหลาบ และน้ำมันมะกรูด
-ขับน้ำนม เช่น น้ำมันยี่หร่า น้ำมันมะลิ และน้ำมันตะไคร้
-ปลุก กำหนัดสำหรับกามตายด้านหรือไม่ค่อยมีความรู้สึก เช่น น้ำมันพริกไทดำ น้ำมันกระวาน น้ำมันมะลิ น้ำมันกุหลาบ น้ำมันกระดังงา และน้ำมันไม้จันทน์
-ลดความกำหนัด เช่น น้ำมันการบูร
-ฤทธิ์ต่อไต กระเพาะปัสสาวะ และระบบปัสสาวะ ยังไม่มีรายงาน
6. ระบบภูมิคุ้มกัน
ส่วนใหญ่น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเพิ่มการผลิตเม็ดเลือดขาว
-ป้องกัน เชื้อแบคทีเรียและไวรัส ทำให้ไม่เป็นหวัด เช่น น้ำมันเขียว น้ำมันกระเพรา น้ำมันลาเวนเดอร์ น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันการบูร และน้ำมันกานพลู
-ใช้ลดไข้ เช่น น้ำมันกระเพรา น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันมะนาว และน้ำมันยูคาลิปตัส
7. ระบบประสาท
ได้ มีการพิสูจน์แล้วว่าน้ำมันหลายชนิดมีผลต่อระบบประสาท เช่น น้ำมันไม้จันทน์ น้ำมันมะกรูด และน้ำมันลาเวนเดอร์ มีผลในการสงบระงับประสาทส่วนกลาง น้ำมันมะลิ น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันกระเพรา น้ำมันกานพลู และน้ำมันกระดังงา มีฤทธิ์ในการกระตุ้นประสาท
8. จิตใจ
น้ำมันหอมระเหยมีอิทธิพล ทางด้านจิตใจมาช้านานแล้ว นับตั้งแต่การใช้ในศาสนพิธีและพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่ากลิ่นมีผลต่อสมองและอามณ์    ผลของกลิ่นมีต่อบุคคลขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลาย
ประการดังนี้
-วิธีที่ใช้
-ปริมาณที่ใช้
-สภาวะที่กำลังใช้อยู่
-สภาวะของบุคคลที่ใช้ (อายุ เพศ บุคคลิก)
-อารมณ์ในขณะที่จะใช้
-ความรู้สึกในอดีตเกี่ยวกับกลิ่นที่จะใช้
-ความไม่รับรู้ต่อกลิ่นบางอย่าง
ดังนั้นเราต้องจัดกลิ่นให้เหมาะกับผู้ใช้
น้ำมันหอมระเหยสามารถแสดงความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติกับความต้องการของบุคคล  กุหลาบ
เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะดอกกุหลาบเองก็หมายถึง ความงาม ความรัก และทางด้านจิตใจที่เกี่ยวข้องกับนิยายและ
ศาสนา แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกนำไปใช้รักษาเกี่ยวกับผิวหนัง คุมประจำเดือน เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ทำให้
เลือดบริสุทธิ์ และบำรุงหัวใจ ดังนั้นเมื่อเราได้กลิ่นกุหลาบก็จะเชื่อมโยงเราไปสู่ความสัมพันธ์เหล่านี้ ซึ่งจะมีผลต่อ
จิตใจ และตามมาด้วยผลต่อร่างกาย ซึ่งผลเหล่านี้ได้ถูกครอบคลุมอยู่ในจิตใจของเขาอยู่แล้ว

การใช้น้ำมันหอมระเหยที่บ้าน(2), (3)
มีหลายวิธีที่จะใช้น้ำมันหอมระเหยอย่างง่าย ๆ และมีประสิทธิภาพ สำหรับให้กลิ่นหรือทางเครื่องสำอาง
หรือยา การเก็บน้ำมันหอมระเหยต้องใส่ขวดสีชา ไม่ให้แสงและอากาศทำปฏิกริยาและเก็บในที่เย็น ห่างไกลจาก
มือเด็ก
ในที่นี้จะแนะนำวิธีใช้บางวิธีที่ง่าย ๆ
1. นวด เป็นวิธีที่นิยมมากสำหรับนักสุคนธบำบัดอาชีพ ซึ่งจะนวดทั่วร่างกาย น้ำมันหอมระเหย จะถูก
เลือกให้เหมาะกับสภาพและอารมณ์ของคนไข้ ผสมกับน้ำมันอื่น เช่น น้ำมันแอลมอนด์ หรือน้ำมันเมล็ดองุ่น
ปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่ใช้อยู่ระหว่าง 1-3 % ขึ้นอยู่กับชนิดของอาการ แต่ต้องให้แน่ใจว่าน้ำมันได้ถูก
ดูดซึมผ่านผิวหนังและเข้าสู่กระแสโลหิต โดยหลักทั่ว ๆ ไป โรคปวดในข้อ หรือ อาหารไม่ย่อย ต้องใช้ความเข้มข้น
มากกว่าโรคที่เกี่ยวกับอารมณ์และประสาท การนวดด้วยตัวเองต้องนวดเป็นจุดไปโดยเฉพาะ เท้า มือ และส่วนต่าง ๆ
ของร่างกายที่ทำให้ไม่สบาย เช่น นวดท้องตามเข็มนาฬิกาด้วยน้ำมันสะระแหน่ที่เจือจางแล้ว เพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร
2. น้ำมันและโลชั่นบำรุงผิว   การเตรียมน้ำมันหอมระเหยเหมือนวิธีนวด ยกเว้นควรเติมน้ำมันที่บำรุงลง
ไปด้วย เช่น น้ำมันโจโจบา อโวคาโดร หรือ แอพริคอท จุดประสงค์เพื่อรักษาผิวหนังที่มีปัญหาเฉพาะ ส่วนใหญ่การ
ใช้นิ้วมือนวดเบา ๆ เป็นวงกลมก็เป็นการเพียงพอที่จะให้น้ำมันซึมซาบเข้าผิวหนัง น้ำมันกุหลาบเหมาะกับผิวหนังที่
แห้ง หรือเหี่ยวย่น น้ำมันมะกรูด หรือน้ำมันมะนาวช่วยรักษาสิวและผิวหน้าที่มันมาก
น้ำมันหอมระเหยสองสามหยดผสมกับครีมหรือโลชั่นธรรมดา หรือเติมไปกับที่พอกหน้า เช่น ข้าวโอ้ต น้ำผึ้ง
หรือ ดิน กับผลไม้ต่าง ๆ  ในบางกรณี  เช่น ติดเชื้อเฮอร์ปีส์ หรือน้ำกัดเท้า  ควรใช้โลชั่นที่มีส่วนประกอบของ
แอลกอฮอลล์มากกว่าครีม โดยนำน้ำมันหอมระเหย 6 หยดผสมกับไอโซโปรปิลแอลกอฮอลล์หรือเหล้าวอดก้า 5 ซีซี
ทำให้เจือจางด้วยน้ำต้มเดือดและทิ้งให้เย็น 1 ลิตร รักษาแผลที่เปิดหรือตุ่มใสที่เกิดจากอีสุกอีใส หรือเชื้อเฮอร์ปีส์
ที่อวัยวะเพศ
3. การประคบร้อนหรือเย็น ได้ผลดีต่อการใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อลดการปวดหรืออักเสบ การประคบ
ร้อนทำโดยเทน้ำร้อนจัด ๆ ลงในอ่าง เติมน้ำมันหอมระเหย 4-5 หยด เอาผ้าที่พับแล้วจุ่มลงไป บีบน้ำออกพอ
หมาด ๆ วางลงบนส่วนที่ต้องการจนรู้สึกผ้าเย็นก็ทำซ้ำ วิธีนี้มีประโยชน์ต่อการปวดหลัง ปวดตามข้อและกระดูก
บวม ปวดหู และปวดฟัน
การประคบเย็น วิธีการเช่นเดียวกันแต่ใช้น้ำเย็นแทนน้ำร้อน เหมาะสำหรับโรคปวดศีรษะ เคล็ด เครียด และ
การบวมอักเสบ
4. การบำรุงรักษาผมอาจจะใช้น้ำมันหอมระเหย 2-3 หยดเมื่อสระผมครั้งสุดท้าย หรือผสมลงในแชมพู
วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการบำรุงผม ก็คือ ใช้น้ำมันหอมระเหยประมาณ 3% ผสมกับน้ำมันมะกอกกับโจโจบา หรือน้ำมัน
แอลมอนด์ นวดให้ซึมหนังศีรษะ และห่อด้วยผ้าขนหนูอุ่น ๆ ประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง น้ำมันโรสแมรี่ น้ำมัน
แคโมมิลล์ ช่วยปรับสภาพและทำให้ผมงอก น้ำมันลาเวนเดอร์ช่วยไล่เหา น้ำมันมะกรูดช่วยคุมรังแค
5. ใช้ไอระเหย การใช้ที่เผาน้ำมันหรือที่กระจายกลิ่นหอมเป็นวิธีที่ดีที่จะให้ห้องมีกลิ่นหอมแทนการใช้
ธูปหอมซึ่งก่อให้เกิดฝุ่นหรือควัน แต่ต้องวางในที่ที่ปลอดภัยและห่างจากเด็กหรือสัตว์เลี้ยง อาจจะหยดน้ำมัน
หอมระเหย ลง 2-3 หยดที่ขอบโป๊ะหลอดไฟฟ้า หรือหยดลงในชามน้ำที่วางบนเครื่องที่ให้ความร้อน น้ำมันตะไคร้
หรือตะไคร้หอมใช้ไล่แมลงและขจัดกลิ่นของบุหรี่ น้ำมันกำยาน หรือน้ำมันยูคาลิปตัสใช้ในห้องนอนเพื่อช่วยแก้
ปัญหาการหายใจขัดหรือแก้ไอในเด็ก
6. การสูดไอน้ำ วิธีนี้เหมาะกับคนที่เป็นไซนัส หรือติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ โดยเอาผ้าคลุมศีรษะ
และอ่างที่ใส่น้ำร้อนผสม น้ำมันสะระแหน่หรือน้ำมันไทม์ประมาณ 5 หยด สูดหายใจลึก ๆ 1 นาทีและทำซ้ำ วิธีนี้
อาจใช้อบหน้าได้ โดยใช้น้ำมันมะนาวแทนซึ่งจะช่วยเปิดรูที่อุดตันและลบริ้วรอยบนใบหน้า
7. ใช้ภายใน เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยเข้มข้นมาก ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ที่บ้าน แม้แต่สมาคม
สุคนธบำบัดนานาชาติก็ไม่ให้ใช้วิธีนี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยสามารถถูกดูดซึมเข้าในร่างกายได้ง่าย
จึงมีผลต่ออวัยวะภายในโดยการใช้ภายนอก ในกรณีที่เป็นโรคข้ออักเสบซึ่งเกิดจากการสะสมสารพิษที่ข้อต่อ การใช้
น้ำมันบางชนิด เช่น น้ำมันไพล น้ำมันนิเปอร์ หรือ น้ำมันเบิร์ชสามารถไปชำระล้างพิษ และในขณะเดียวกันก็ลดการ
ปวดและอักเสบได้
ถึงแม้ว่า Aromatherapy จะมีมานานแล้วก็ตาม แต่ในวงการเครื่องสำอางเพิ่งจะนิยมมากเมื่อปี 2540 เช่น
Coty’s Healing Garden ผลิตขึ้นเมื่อเดือนกันยายน และ Shiseido ผลิต Relaxing Fragrance  ในเดือนตุลาคม
ปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่หาวิธีที่จะรักษาสุขภาพของตนเองโดยปรับตัวเองไปสู่ธรรมชาติมากที่สุด   Aromatherapy
เป็นวิธีหนึ่งที่เขาจะดูแลสุขภาพของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งหมอ นอกจากนี้ยังมี Aroma Technology โดยใช้
เครื่องมือควบคุมการปล่อยเครื่องหอมเพื่อให้บรรยากาศดี หรือเพื่อฆ่าเชื้อตามบ้าน สำนักงานโรงแรม ฯลฯ (3-5)

หนังสืออ้างอิง
1. วนิดา จิตต์หมั่น และ ทวีศักดิ์ สุวคนธ์ กลยุทธ์คลายเครียด เอกสารการประชุมวิชาการเภสัชกรรม ชุมนุม ครั้งที่ 17 ระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคม 2541.
2. Lawless J. The Encyclopaedia of Essential Oil. Barnes & Noble Inc, 1995: 226.
3. Peltier M. DCI. 1998; 162(3): 22-24.
4. Buckle J. Nurse Times 1993; 89(20): 32-35.
5. Anon N-Z-Pharm 1993; 13: 9-10.




หากท่านเห็นว่าข้อมูลเป็นประโยชน์ โปรดช่วยสนับสนุนเว็บไซต์ซักเล็กน้อย เพียงคลิกด้านล่าง