Daily Archives: 30/10/2008

MacTracker อภิมหาเสป็คเครื่องแอปเปิ้ล

สำหรับแฟนๆ แมคอินทอช ที่สนใจศึกษาเสป็คของเครื่องแมครุ่นต่างๆ ที่ออกจำหน่าย

นอกจากรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอชแล้ว แมคแทร็คเกอร์ยังบอกรายละเอียดเกี่ยวกับ อุปกรณ์ต่างๆ ของ แอปเปิ้ล เช่น ไอพ็อด แอปเปิ้ลทีวี เม้าส์ และคีย์บอร์ดต่างๆ

มีให้เลือกดาวโหลดไปใช้งานกับแมคโอเอสเอ็กซ์ทั้งรุ่นของ OSX รุ่นเก่าตั้งแต่ 10.2 รวมถึงซัพพอร์ท 10.5 แล้วด้วย นอกจากนั้นแฟนๆ บิลเกตส์ที่มีใจพิศมัยแมค ก็ยังสามารถดาวโหลดไปร่วมยลเสป็คได้ด้วยเพราะมีเวอร์ชั่นสำหรับวินโดว์สเอ็กซ์พี และวินโดว์สวิสต้าด้วย

ที่สำคัญเป็นโปรแกรมใช้งานฟรี ของเค้าดีจริงๆ (Y)

น่าเสียดายที่ลองโหลดมาใช้งานกับ 10.5.5 ในเครื่องตัวเองแล้วกลับรันไม่ขึ้น พรุ่งนี้จะลองโหลดตัวสำหรับวินโดว์สเอ็กซ์พี ไปลองอีกคำรบนึง

Mactracker provides detailed information on every Apple Macintosh computer ever made, including items such as processor speed, memory, optical drives, graphic cards, supported Mac OS versions, and expansion options. Also included is information on Apple mice, keyboards, displays, printers, scanners, digital cameras, iPod, Apple TV, iPhone, Wi-Fi Cards/Base Stations, Newton, and Mac OS versions.

http://www.mactracker.ca/

ทางแห่งความเสื่อม 6ประการของนักปฏิบัติธรรม

ตถาคตรู้วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น…

ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง ของแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส…

อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตย่อมรู้กาลอันควรที่จะใช้วาจานั้น…

ตถาคตรู้วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น…

ตถาคตรู้วาจาใด แม้เป็นของจริง เป็นของแท้ และไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส…

อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตย่อมรู้กาลอันควรที่จะใช้วาจานั้น…

พระอมตะวจนา แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ต้นตะกู ไม้เศรษฐกิจใหม่

ต้นตะกู ต้นตุ้มหลวง ต้นกระทุ่ม

ต้นตะกู (พันธุ์ก้านแดง) ไม้โตเร็ว เหมาะสำหรับทำเฟอร์นิเจอร์ ไม้ตะกู อยู่ในวงศ์ Rubiaceae มีชื่อสามัญรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นว่า ตุ้มหลวง (ภาคเหนือ) ไม้กระทุ่มหรืกระทุ่มบก (ภาคกลาง) ตะโกใหญ่ หรือตะโกส้ม (ภาคตะวันออก) และตุ้มขี้หมู (ภาคใต้)

ไม้ตะกู เป็นไม้เบิกนำที่เจริญเติบโตได้เร็วมากชนิดหนึ่ง ขึ้นเป็นกลุ่มเป็นก้อนในพื้นที่ป่าที่ถูกแผ้วถางแล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นไร่ ร้าง เป็นไม้ที่มีวัยตัดฟันสั้นสามารถขึ้นได้ในสิ่งแวดล้อมหลายสภาพ แตกหน่อได้ดี มีปัญหาเกี่ยวกับโรคและแมลงทำลายน้อย

ไม้ตะกู สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้หลายประเภท เช่น การทำไม้อัด ไม้บาง ก้านไม้ขีดไฟ ไฟเบอร์บอร์ด พาร์ติเคิลบอร์ด แปรงลบกระดาน และรองเท้าได้เป็นอย่างดี การใช้ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของไม้ตะกู ได้แก่ ใช้ในการทำเยื่อและกระดาษ ที่ประเทศฟิลิปปินส์พบว่าไม้ตะกู อายุ 3 ปี ก็สามารถนำเยื่อไปทำกระดาษเขียนหนังสือและกระดาษหนังสือออฟเสทที่มีคุณภาพดี และยังพบว่าไม้ตะกูเป็นเยื่อชั้นดีที่ให้ความเหนียวของกระดาษสูง นอกจากนี้ตะกูยังมีคุณสมบัติดีเด่นในแง่ที่สามารถตัดให้แตกหน่อได้ดี จึงเป็นความหวังในอนาคตที่จะปลูกสร้างสวนป่าไม้ตะกูเพื่อเป็นแหล่งผลิตไม้ แผ่นขนาดเล็ก ไม้ท่อน และทำเยื่อกระดาษ โดยใช้รอบตัดฟันเพียง 5-10 ปี และจากเอกสารไม้อัดไทยบางนาได้แนะนำว่า ไม้ตะกูเป็นความหวังใหม่ในอนาคตสามารถปลูกเป็นสวนป่าเอกชน เพื่อจำหน่ายในรูปไม้ซุงที่มีอนาคตสดใสมากที่สุดชนิดหนึ่ง

ประวัติทำเนียบรัฐบาลไทย

ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่ราชการสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ของประเทศ นอกจากเป็นที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังใช้ในการจัดรัฐพิธี อาทิ งานสโมสรสันนิบาตเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ เป็นต้น

ก่อนเป็น ทำเนียบรัฐบาล บริเวณพื้นที่ภายในรั้วกำแพงโดยรอบ มีชื่อเดิมว่า “บ้านนรสิงห์” เจ้าของบ้านคือ “พลเอก พลเรือเอกเจ้าพระยารามราฆพ” (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางราชการในสมัยรัชกาลที่ 6 ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ถวายงานใกล้ชิด โปรดให้เป็นหัวหน้าห้องพระบรรทม นั่งร่วมโต๊ะเสวยทั้งมื้อกลางวันและกลางคืนตลอดรัชกาล และตามเสด็จโดยลำพัง

บ้านนรสิงห์ตั้งอยู่ที่ตำบลดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีบริเวณเนื้อที่ตามโฉนด 27 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา เจ้าของบ้านได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์มาจัดสร้างอาคารและสิ่งต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว

ชื่อบ้านนรสิงห์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นชื่อพระราชทาน หรือเจ้าของบ้านตั้งขึ้นเอง แต่ “นรสิงห์” นั้นเป็นปางหนึ่งของพระนารายณ์ที่อวตารลงมาในโลกมนุษย์เพื่อปราบยักษ์ร้าย นรสิงห์มีเศียรเป็นสิงห์ แต่พระวรกายเป็นมนุษย์ เล็บที่ปลายนิ้วเป็นกรงเล็บสิงห์ ใช้เป็นอาวุธ (หารายละเอียดอ่านสนุกได้ใน ลิลิตนารายณ์สิบปาง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) แต่เดิมบ้านนรสิงห์เคยมีรูปปั้นนรสิงห์เต็มตัว ตั้งอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึก ปัจจุบันสัญลักษณ์นี้ไม่มีอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าได้เคลื่อนย้ายไปอยู่ ณ ที่ใด

พ.ศ.2484 ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นได้เจรจาขอซื้อหรือไม่ก็ขอเช่าบ้านนรสิงห์ ด้วยเห็นว่ามีความสวยงาม เพื่อทำเป็นสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แต่ความปรากฏในเวลาต่อมาว่าในเดือนมีนาคม 2484 พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ เจ้าของบ้าน ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปรีดี พนมยงค์ เสนอขายบ้านนรสิงห์ให้แก่รัฐบาลในราคา 2 ล้านบาท เพราะเห็นว่าใหญ่โตเกินฐานะและเสียค่าบำรุงรักษาสูง กระทรวงการคลังปฏิเสธ

ถึง เดือนกันยายน ปีเดียวกัน จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เห็นว่าควรซื้อบ้านนรสิงห์ทำเป็นสถานที่รับรองแขกเมือง ในที่สุดตกลงซื้อขาย กันได้ในราคา 1 ล้านบาท โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และพลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม พิชเยนทรโยธิน) ได้ให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แล้วมอบบ้านนรสิงห์ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล โดยให้รัฐบาลใช้เป็นสถานที่สำหรับรับรองแขกเมืองและใช้เป็นที่ตั้ง ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ พ.ศ.2484 เป็นต้นมา “บ้านนรสิงห์” จึงเปลี่ยนเป็น “ทำเนียบสามัคคีชัย” และ “ทำเนียบรัฐบาล” โดยลำดับ สำนักนายกรัฐมนตรีก็ย้ายจากวังสวนกุหลาบมาอยู่ ณ ที่นี้

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2506 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการซื้อทำเนียบรัฐบาล ได้ทำสัญญาซื้อขายกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในราคา 17,780,802.36 บาท (สิบเจ็ดล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นแปดร้อยสองบาทสามสิบหกสตางค์) โดยคำนวณราคาจากต้นทุนรับซื้อบวกด้วยราคาซ่อมบำรุงคูณด้วย 15 แล้วลดราคาลง 20% ตามระเบียบของราชการในสมัยนั้น และโอนกรรมสิทธิ์กัน ณ สำนักงานที่ดิน จังหวัดพระนคร เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2512

ทำความรู้จักกับตำรายาไทย

ตำรายาไทย

สมัยสมเด็จพระนารายณ์มีการติดต่อค้าขายกับฝรั่งในทวีปยุโรป และมีการบันทึกสูตรยาไว้ใน ตำรับพระโอสถพระนารายณ์ นับเป็นตำรายาเล่มแรก กล่าวถึงยา 81 ตำรับ ไม่เผยแพร่สู่ประชาชน ใช้เฉพาะในราชสำนักเท่านั้น

* สมัยกรุงศรีอยุธยา จารึก ลงในใบลานและสมุดข่อย เรียก คัมภีร์ยา หรือ ตำรายา กล่าวถึงอาการของโรค วิธีรักษา ส่วนประกอบของยา สรรพคุณยา ถ้าเป็นสมุนไพร เรียก พืชวัตถุ อวัยวะของสัตว์ต่างๆ เรียก สัตว์วัตถุ แร่ธาตุที่นำมาผสมยา เรียก ธาตุวัตถุ

* สมัยกรุงรัตนโกสินทร์ พระ พงศนรินทรราชนิกุล ( พระโอรสของพระเจ้ากรุงธนบุรี ) เป็นผู้รวบรวมตำรายาจากข้าราชการและราษฎร เขียน ตำราในโรงพระโอสถ หรือตำราพระโอสถ เป็นตำรายาเล่มที่ 2 โดยแบ่งเป็น 2 ตอน ตอนแรกเป็นยาที่ใช้กันทั่วไป ตอนที่ 2 เป็นตำรายาที่ประกอบถวายสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมีทั้งสิ้น 84 ขนาน
* สมัยรัชกาลที่ 2 เป็นสมัยแห่งการฟื้นฟูตำรายา พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ( ดำรงพระยศเป็นพระเจ้าลูกยาเธอ ) ได้ทรงบูรณะวัดจอมทอง รัชกาลที่ 2 จึง พระราชทานนามว่า วัดโอรสาราม หรือ วัดราชโอรส และทรงจารึกตำราในแผ่นหินฝังไว้ในเสาระเบียงที่วิหารพระพุทธไสยาสน์ นับเป็นตำรายาเล่มที่ 3
* สมัยรัชกลาที่ 4 โปรด เกล้าให้ตั้งโรงเรียน ราชแพทยาลัย ขึ้นในโรงพยาบาลศิริราช และท่านเจ้าคุณประเสริฐธำรง ได้เรียบเรียงตำราเวชศาสตร์วรรณนา เพื่อให้นักศึกษาได้ใช้ ต่อมาได้จัดทำ แพทยศาสตร์สงเคราะห์ขึ้นอีกเล่ม
* สมัยรัชกาลที่ 5 ทรง โปรดให้มีการรวบรวมและแปลจากภาษาของแล้วคัดลอกลงในสมุดข่อยจัดทำเป็นตำรา แพทย์ศาสตร์สงเคราะห์ฉบับหลวง เป็นเภสัชแห่งชาติตำรับแรก จัดสร้างใน พ.ศ. 2413 และยังคงใช้เป็นตำราแห่งชาติมาจนทุกวันนี้

พระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมหลวงวงษาธิราชสนิท ทรงสนพระทัยศึกษายาฝรั่งที่คณะมิชชันนารีอเมริกัน ซึ่งมีหมอบรัดเลย์ เข้ามาทำการเผยแผ่ศาสนาและรักษาคนไข้ ทรงบันทึกรายการยาฝรั่งไว้ 42 ชนิด พร้อมข้อสรรพคุณยาแผนปัจจุบันเล่มแรก

ตำรายา หรือ เภสัชตำรับ

ตำราที่ระบุถึงสารที่ใช้ในการบำบัด บรรเทา ป้องกัน หรือรักษาโรค จัดทำขึ้นโดย นางปรียา เกษมสันต์ ณ อยุธยา ซึ่งเป็นผู้อำนวยการกองวิเคราะห์ยา ในปี พ.ศ. 2522 และได้รับอนุมัติจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2522

ปัจจุบันตำรายาเล่มแรกของไทยได้พิมพ์เผยแพร่ มีชื่อว่า Thai Pharmacopoeia , first edition , volume 1, part 1 ซี่งรัฐมนตรีกระทรวงสาธารณสุขได้ประกาศรับรอง เมื่อวันที่ 12 พฤษภาคม 2531 สำหรับ Part 2 จัดทำเสร็จแล้วเมื่อ พ.ศ. 2535 และประกาศใช้เป็นทางการในปี 2536

วัตถุประสงค์ของการจัดทำตำรายาของประเทศไทย

1. เพื่อเป็นมาตรฐานที่ใช้เป็นเกณฑ์ตัดสินคุณภาพของยาที่ผลิต และจำหน่ายในประเทศ
2. เพื่อปรับปรุงวิธีการวิเคราะห์ให้เหมาะสมกับสภาวะของประเทศไทย และศักยภาพของโรงงานผลิตในประเทศไทย
3. เพื่อเป็นตำรายาที่เชื่อถือ มีกฎหมายรับรองและยอมรับทั้งในประเมทศและต่างประเทศ
4. เพื่อเป็นคู่มือสำหรับแพทย์ เภสัชกร ร้านขายยา ผู้ใช้กฎหมาย ตลอดจนผู้ประกอบธุรกิจเกี่ยวกับยาทุกประเภท

ตำรายาอื่นๆที่ทำขึ้นในสมัยรัชกาลที่ 9

ตำรายาพิเศษ ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมสมเด็จพระปวเรศวริยาลงกรณ์ ทรงรวบรวมและ นิพนธ์ ไว้ ซึ่งเคย มีผู้นำมา พิมพ์ แล้ว เมื่อปี พ.ศ. 2435 ( ร.ศ. 129) กล่าวถึง ยาทั่วๆไป และยาอายุวัฒนะ

หนังสือวิชาแพทย์แผนยาไทย เรียบเรียงโดย พันโท หม่อมเจ้า กำมสิทธิ์ ผู้ช่วยกรมแพทย์ ในปี พ.ศ. 2450 ร.ศ. 126) ซึ่งอธิบายอาการโรค โดยย่อ และรส ของยาที่เหมาะสมกับโรค และกล่าวถึงน้ำกระสายยา

ตำราโรคนิทานคำฉันท์ พระยาวิชายาบดี ( กล่อม) เรียบ เรียง และนายพันโท หม่อมเจ้า กำมสิทธิ์ ทรงรวบรวม ขึ้นเป็นฉบับใบลาน ไว้ได้โดยสมบูรณื ทรงตรวจแก้และ นิพนธ์ แต่งเติม เนื้อความ แล้วพิมพ์ ไว้เมื่อปี พ.ศ. 2456แม้จะ อ่านง่าย แต่เข้าใจยาก ลักษณะ ตำราก็คล้ายกับที่กล่าวมาข้างต้น คือ มีลักษณะโรคและยา ที่ใช้เช่น เดียว กัน

ตำราแพทย์สำหรับบ้าน พ.ศ. 2464 โดย นาย รอด บุตรี ได้คัดเลือกจาก คัมภีร์แพทย์ แต่ไม่บอกว่า จากที่ใดมาพิมพ์ แจกในงานทำศพท่านขุนสุพรรณรัศมี การคัดเลือก ก็มักคัดที่ว่า ดี เช่น ยาขางแท่งทอง ยาหอม ๆลๆ

ตำราายาพฤฒาแถลง ของพระยาเกษตร หิรัญรักษ์ พ.ศ. 2464
เป็นตำราสั้นๆ แต่ว่ามีสิ่งที่น่าสนใจประการหนึ่งก็ คือมีตำรา ยาแก้โรคภาค และสุนัขบ้ากัด ซึ่งได้อธิบายอาการโรคภาค ไว้ว่า เป็นโรคร้ายแรง ตายได้ภายใน 12 ชม. ถึง 7 วัน ยาแก้ โรคภาค ใช้ เปลือกต้นสมอพิเภกตัวเมีย ชนิดที่ถูกสุรา ไม่ดำ เอามาตาก แห้ง ทำผงรับประทาน หรือทา ส่วน ยาแก้สุนัขบ้ากัด ใช้ ทองคำเปลว และ น้ำมะนาว ที่ว่าน่าสนใจ นั้นเพราะ ในทางตะวันตก ท่านที่มีความรู้ควรพิจารณา ว่า การรักษา ตามแบบ แผนไทย นั้น จะเป็นไปได้หรือไม่เพียงใด ซึ่งถ้าเป็นไปไม่ได้ อย่างแน่นอน ต้องเตือน ชาวบ้าน ให้รู้ไว้ เพื่อไม่ให้เสี่ยงต่อชีวิต

หนังสือตำรายาไทย พิมพ์ พ.ศ. 2473 ได้คัดเลือกตำรับยา ต่างๆ รวม 53 ขนาน มาลงไว้ เช่นยากำลังราชสีห์ ยาธาตุบรรจบ และอื่นๆ

ยา ตำรับที่ชื่อเดียวกัน เช่น ยากำลังราชสีห์ ที่ปรากฎในตำรา เล่มต่างๆ เมื่อ เปรียบเทียบ ด้วยยา ในตำรับ พบว่ามี แตกต่างกันบ้าง จะเป็นเพราะมีการปรับปรุงตำรับยาโดย ตัดทอนตัวยาที่ไม่จำเป็นหรือตัวยาที่หายากออก หรือจะเป็นเพราะ การคัดลอก ต่อๆ กัน มา อาจคลาเดลื่อน

หนังสือสุภาษิตวิจิตรยิ่ง และตำรายาประจำบ้าน ที่พระอุตตมมงคล ชยมงคลโล พิมพ์ เป็นที่ระลึก ในการเลื่อน สมณศักดิ์ พ.ศ. 2474 ก็ นำ ตำรายา อายุวัฒนะ ของ สมเด็จ พระบรมวงศ์ เธอ พระยาปวเรศ วริยาลงกรณ์ พระมหาสมณเจ้า ซึ่งได้นนำมาฉันเอง แล้วได้ผลดี จึงนำมาพิมพ์ไว้

ตำนานและสรรพคุณ ของพืชบางชนิด ผู้เรียบเรียง คือท่านเจ้าคุณ สีหศักดิ์สนิทวงษ์ พ.ศ. 2481 เป็นตำราที่รวบรวม ยาเกร็ด ที่น่าสนใจ โดยพลิกแพลงใช้เอง แล้วได้ผล อาศัยที่เป็นหลานตา ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวง วงษาธิราชสนิท และ พระวรวงศ์ เธอพระองค์เจ้าสายสนิทวงศ์ จึงได้รับการถ่ายทอด โดยการบอกเล่า ให้ทราบถึงสรรพคุณและตำนานของพืช บางชนิด เช่น เรื่องที่ กรมหลวงวงษาธิราชสนิท ซึ่งเป็นแพทย์ประจำพระองค์ ในรัชกาลที่ 4 เป็นผู้ใช้เปลือก ซินโคนา ก่อนผู้อื่น ในสยาม ในสมัยนั้น มียาฝรั่ง คือควินิน ใช้อยู่ แต่คนไทยไม่นิยมยาฝรั่ง แพทย์ชาวต่างประเทศ จึงทูลแนะนำให้สั่งเปลือก ซินโคนา มาบดเป็นผงแล้วก็ใช้เหมือนยาไทย จึงนับว่าเปลือก ซินโคนา เข้ามาสู่ประเทศสยาม เป็น ครั้งแรก เมื่อปลายรัชกาล ที่ 4 และมีตำนาน ว่า ต้นยูคาลิปตัส และน้ำมันระกำ เข้ามาแพร่หลาย ในประเทศสยาม เมื่อสมัยรัชกาลที่ 5 การ ใช้ผักโหมจีน รักษาโรคเบาหวาน ของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าสานสนิทวงศ์ ตามคำแนะนำ ของจีนผู้หนึ่ง โดยปรุงเป็นอาหารรับประทาน ก็ได้ผลดี ส่วน สรรพคุณ ของพืชบางชนิด เช่น การใช้เนื้อในของว่านหางจรเข้ ต้มน้ำตาลกรวดกิน แทนรังนก ทำให้ชุ่มชื่น และมีกำลังดีกว่ารังนก ใช้ถั่วลิสง เป็นยาแก้ไอ จากหวัดธรรมดา และ แก้พิษกลอย เป็นต้น

* ตำรายาไทย เป็นอีกเล่มหนึ่งที่พิมพ์อุทิศ ในงาน ฌาปนกิจศพ หมื่นชำนาญแพทยา ( พลอย แพทยานนท์) ในปี พ.ศ. 2482 ได้ คัดเลือก ตำรายา เป็นจำนวนมากมาลงไว้ เช่น ยาเขียวหอม ยาอินทรจักร ( บางเล่มเขียน อินทจักร) บางเล่ม เขียนอินทจักร์) ยาสุขไสยาศน์ ยาแก้ไข้ ยาแก้มูกเลือด ยาดอง และอื่นๆ

ในปี พ.ศ. 2492 ศาสตราจารย์ นายแพทย์สำราญ วังศพ่าห์ ได้รวบรวม คัดลอกตำรายา จากจารึก บนแผ่นหินอ่อน ตาม ผนัง ศาลาราย ของวัดราชโอรส เว้นบางแผ่นที่ ชำรุด หรือ เลอะเลือน จนไม่สามารถจะอ่านได้ รวมคัดลอกไว้จำนวน 55 แผ่น เรียกว่า ” ตำรายาจารึกวัดราชโอรส ” เนื้อหา ในเล่มกล่าวถึง ลักษณะ โรคและ บอกยาแก้ซึ่งมีหลายขนาน ให้เลือกใช้ บางขนาน มีชื่อตำรับ เช่นยา สังข์รัศมี ยาสมุทรเกลื่อน ๆลๆ ยาแต่ละขนาน มีตัวยา ตั้งแต่ 4 อย่าง ถึง กว่า 40 อย่าง บางขนาน บอก ปริมาณไว้ด้วย และ บอกวิธีปรุง วิธีใช้ ไว้ทุกขนาน

* หนังสือ บทความบางเรื่องเกี่ยวกับสมุนไพร ของท่านศาสตราจารย์ นายแพทย์ อวย เกตุสิงห์ เป็นเรื่องเกี่ยวกับ ยา กลางบ้าน ที่ท่านเคยใช้เอง และใช้ได้ผลดี โดยแบ่งตามอาการของโรค มี 47 ข้อ รวมมียา 118 ขนาน มี บางขนาน ที่ผู้ อื่นบอกให้ ซึ่งชื่อถือได้ เกือบทุกขนาน เป็นยาตัวเดี่ยวๆ ได้แก่ ยาแก้เจ็บคอ ให้ใช้หญ้างวงช้าง หรือไพล หรือเกลือ หรือกำยาน นอกจากความนำ ที่น่าสนใจ แล้ว ยังมี คำเตือน เรื่องอันตราย จากการใช้ยาไทยไว้ ด้วย โดยนายแพทย์ กรุงไกร เจนพาณิชย์ ได้คัดเลือกหรือเพิ่มเติม รวมเป็น เป็น 49 ขนาน พิมพ์เมื่อ พ.ศ. 2522

ตำรา ยากลางบ้าน รวบรวมโดยพระเทพวิมลโมลี
ท่านได้เชิญชวนให้ พระสงฆ์ และประชาชนบริจาค ตำรายา กลางบ้าน ที่มีสรรพคุณชงัด ซึ่งทุกขนาน มีนามเจ้าของ ยากำกับไว้ และรับรองสรรพคุณ ด้วยความมั่นใจ เพราะเคยใช้กับ ตนเอง หรือใช้รักษา ได้ผลดี มาแล้ว พร้อมทั้ง บอกข้อแนะนำ ในการใช้ ( ลักษณะาการวบรวมเช่นนี้ เหมือนเมื่อครั้งรรัชกาล ที่ 3 และรัชกาลที่ 5 ที่โปรดๆ ให้รวบรวม พระคัมภีร์) ตำรายากลางบ้านนี้
พิมพ์ครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2524 มี 244 ขนาน พิมพ์ ครั้งที่ 2 มี 299 ขนาน โดยได้รวบรวมยา หลายๆขนาน ที่บำบัดโรคเดียวกันไว้ด้วยกัน เช่น ยาแก้โรคบิด มี 8 ขนาน ยาแก้ไข้ ทับระดู มี 1 ขนาน ยาแก้ไข้มาลาเรีย
มี 1 ขนาน ๆลๆ การที่มีหลายขนาน เพื่อให้เลือกใช้ ได้เหมาะสม กับท้องถิ่น ใน ตอน ท้ายเล่ม มี นามานุกรมสมุนไพร ( ตำรายากลางบ้าน) โดยบอกชื่อ พืช ที่เรียกกันทั้ง 4 ภาคของไทย

พับ สา เป็นอุปกรณ์ชนิดหนึ่งที่ใช้บันทึกเรื่องราวต่างๆ เช่นเดียวกับใบลาน พับสาบางคนเรียกว่า พับหนังสา ทำจากกระดาษสา นำมาตัดให้เท่ากันแล้วนำพับซ้อนกันเป็นเล่ม ส่วนปกบางครั้งทำด้วยกระดาษสา หรือแผ่นหนัง พับสาจะนิยมใช้เขียนเรื่องราว หรือบันทึกเรื่องทางโลก เช่น คำโคลงต่าง ๆ คาถา ตำรายา ตำราโหราศาสตร์ ฯลฯ ในขณะที่ใบลานนิยมใช้บันทึกเรื่องราวเกี่ยวกับ พุทธศาสนา หรือเรื่องทางธรรม

การบันทึกพับสาจะใช้ปากกาและหมึกบันทึกด้วยอักษรธรรมล้านนา หรือตัวเมืองบางครั้งพับสาอาจจะบันทึกด้วยอักษรฝักขามด้วย

อ้างอิง

ภก.วิษณุ ทรัพย์วิบูลย์ชัย , “ตำรายาไทย” , เอกสารประกอบการสอนคณะเภสัชมหาวิทยาลัยหัวเฉียวเฉลิมพระเกียรติ ,ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศ,สมุทรปราการ ปี2546

http://job.haii.or.th/vtl/index.php?option=com_content&task=view&id=77&Itemid=42

อาหารเครื่องยาจีนสำหรับบำรุงไต

โภชนาการบำบัด

อาหารเครื่องยาจีนสำหรับบำรุงไต

อาหารเครื่องยาจีนสำหรับบำรุงไต ปรุงจากยาสมุนไพรจีน และอาหารที่มีประโยชน์ต่อไต มีสรรพคุณในการอุ่นไตพยุงหยาง บำรุงพลังไต เกื้อกูลหยิน บำรุงไต เสริมหยาง และเสริมความแข็งแรงของไขกระดูก เหมาะสำหรับบำบัดโรคที่มีสาเหตุจากไตพร่อง รวมทั้งไตหยิน หรือไตหยางพร่อง ถ้าที่เป็นโรคที่เกิดจากไตหยางพร่อง มักมีอาการหูอื้อ ตาพร่า ปวดเมื่อยเอว และหัวเข่า กายท่อนล่างปวด และเย็น ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อวัยวะเพศเสื่อม น้ำอสุจิเคลื่อนบ่อย สตรีมดลูกเย็น ตั้งครรภ์ลำบาก ถ้าเป็นโรคที่เกิดจากไตหยินพร่อง มักมีอาการปวดฟันเสียวฟัน กระหายน้ำตอนกลางคืน โหนกแก้มแดงก่ำ มือเท้าร้อนร่างกายอ่อนแอ เหงื่อออกผิดปกติขณะหลับ ปวดเมื่อยเอว และหัวเข่า ฝันบ่อย น้ำอสุจิเคลื่อนบ่อย และอวัยวะเพศเสื่อม เป็นต้น

1. ผัดปลิงสองพี่น้อง

  • เอา ปลิงทะเลแช่น้ำ 250 กรัม
  • โสมจีนหั่นแผ่น 5 กรัม
  • น้ำมันสลัด 1 ช้อนโต๊ะ
  • เครื่องปรุงมี เหล้าเหลืองจีน 1 ช้อนโต๊ะ แป้งมัน 1/2
  • ช้อน น้ำมันงา พอประมาณ หอม 2 ต้น ขิงแก่ 5-6 แว่น เกลือ 1/3ช้อนชา

วิธีทำ ล้างปลิงทะเลให้สะอาด หั่นตามแนวเฉียง เอาโสมจีนใส่ชาม เติมน้ำ 1 ช้อนโต๊ะ แล้วนึ่ง 30 นาที กระทะใส่น้ำมันตั้งไฟจนร้อน 70 องศาเซลเซียส ใส่ปลิงทะเล และเหล้าลงผัดให้เข้ากัน ใส่โสม และน้ำโสม พร้อม หอม ขิง และเกลือ ผัดให้เข้ากัน ผสมแป้งมันกับน้ำเล็กน้อย ใส่ลงในกระทะ แล้วผัดให้เข้ากัน เหยาะน้ำมันงาเล็กน้อย เป็นอันเสร็จ
สรรพคุณ บำรุงไต และโลหิต เสริมพลัง และสารจำเป็นของร่างกาย ปลิงทะเลบำรุงไต ขับแห้ง บำรุงเลือด ใช้ปรุงกับโสมสดตากแห้ง ช่วยบำรุงไต และเลือดได้ดี ถ้าพลังหยินพร่องมาก มีอาการหนาวง่าย จะใช้โสมแดงก็ได้ อาหารสูตรนี้ เหมาะสำหรับผู้ชายที่พลังหยินพร่อง สมรรถภาพทางเพศเสื่อม และน้ำอสุจิหลั่งเร็ว เป็นต้น

2. เป็ดวอลนัท

  • เอา เป็ดแก่ 1 ตัว
  • แห้ว 150 กรัม
  • เนื้อลูกวอลนัต 200 กรัม
  • เนื้อไก่อ่อนสับ 100 กรัม
  • เครื่องปรุงมี แป้งมัน ผักกวางตุ้งซอย พริกไทย พอ
  • ประมาณ หอม 2 ต้น ขิง 10-15 แว่น เกลือ 3-4 ช้อนชา เหล้า
  • เหลืองจีน 3 ช้อนโต๊ะ ไข่ขาว 1 ฟอง และ แป้งข้าวโพด ( หรือแป้งมัน) 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ล้างเป็ดให้สะอาด ลวกในน้ำเดือดสักครู่ ล้างเมือกออก ใส่ในชามโถใหญ่ที่เตรียมไว้ ใส่ หอม ขิง เกลือ 1ช้อนชา เหล้าเหลืองจีน 2 ช้อนโต๊ะ ลงในชามโถด้วย นึ่งประมาณ 2 ชั่วโมง รอให้เย็น แล้วผ่าเป็ดเป็น 2 ส่วน เลาะกระดูกออก ปอกเปลือกแห้ว ล้างให้สะอาด สับรวมกับวอลนัต และผสมกับเนื้อไก่สับ แล้วใส่ ไข่ขาว เหล้าเหลืองจีน 1 ช้อนโต๊ะ แป้งข้าวโพด เกลือ 1/2 ช้อนชา คนให้เข้ากัน จนมีลักษณะเหมือนครีม โรยแป้งมันด้านในตัวเป็ด เอาครีมที่ปรุงจากวอลนัตทาทับ จากนั้นโรยด้วยแป้งมันอีก
ครั้ง ตั้งกระทะใส่น้ำมันถั่วลิสงพอประมาณ เมื่อน้ำมันร้อนสัก 70 องศาเซลเซียส ใส่เป็ดลงไปทอดจนกรอบ ตักขึ้นสะเด็ดน้ำมัน หั่นเนื้อเป็ดเป็นชิ้นยาวๆ เรียงใส่จาน และโรยด้วยผักกวางตุ้ง หรือจิ้ม
พริกไทยป่นผสมเกลือตอนรับประทานก็ได้ รับประทานประจำเป็นกับข้าว
สรรพคุณ บำรุงไต อุ่นปอด บรรเทาอาการหอบ ช่วยให้ลำไส้ชุ่ม ขับถ่ายสะดวก วอลนัตบำรุงไต เมื่อผสมกับเป็ด แห้ว และเนื้อไก่ จะเพิ่มประสิทธิภาพการบำรุงไตมากขึ้น ทั้งมีรสชาติอร่อย เหมาะกับผู้ที่ไตพร่อง ไอบ่อย ปวดเมื่อยเอว สมรรถภาพทางเพศเสื่อม น้ำอสุจิหลั่งเร็ว ท้องผูก และปัสสาวะโดยไม่รู้ตัว
เพราะไตพร่อง
หมายเหตุ วอลนัตมีส่วนประกอบของน้ำมันสูง จึงไวต่อการมีมอด หรือกลิ่นหืน เวลาซื้อควรเลือกแต่ของสด และเก็บไว้ในตู้เย็น

3. โจ๊กเซี่ยงจี้

  • เอา เซี่ยงจี้หมู 1 คู่
  • ข้าวแกบี้ 50 กรัม
  • เครื่องปรุงมี หอม 1 ต้น ขิง 5-6 แว่น เกลือ 1/2 ช้อนชา
  • เหล้าเหลืองจีน 1 ช้อนโต๊ะ เครื่องปรุงรสโงวเฮียง (หรือผงพะโล้)เล็กน้อย

วิธีทำ ผ่าเซี่ยงจี้ 2 ซีก ตัดเยื่อ และเอ็นออกให้หมด ด้านนอกให้ใช้มีดบั้งเป็นลายกากบาก แล้วหั่นเป็นชิ้นเล็กๆแช่และล้างให้สะอาด แล้วแช่ในน้ำแข็งหลายๆชั่วโมง จากนั้นลวกในน้ำเดือด ตักขึ้นเตรียมไว้ ซาวข้าวให้สะอาด ใสน้ำ 3 ถ้วย ตั้งไฟอ่อนต้มจนเป็นโจ๊ก ใส่เซี่ยงจี้ และเครื่องปรุง ต้มต่อให้เดือดอีกครั้งเป็นอันเสร็จ รับประทานประจำเป็นอาหารเช้า
สรรพคุณ บำรุงไต ช่วยให้ช่วงเอวแข็งแรง โจ๊กเซี่ยงจี้เป็นสูตรอาหารที่มาจากตำราสมุนไพร เปิ๋นฉ่าวกังมู่ ซึ่งเชื่อว่า การรับประทานอวัยวะสัตว์ส่วนไตก็จะช่วยบำรุงอวัยวะส่วนนั้น เซี่ยงจี้มีส่วนช่วยบำรุงไต เสริมให้ช่วงเอวแข็งแรง เหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่ปวดเมื่อยเอว และหัวเข่าเคลื่อนไหวลำบาก หูอื้อ หูตึง อันมีสาเหตุจากพลังไตพร่อง
หมายเหตุ เซี่ยงจี้ล้างสะอาดหั่นเป็นแผ่น แช่ในน้ำเย็นแล้วไว้ในตู้เย็น 1 วัน จะทำให้มีรสชาติอร่อย และกรอบยิ่งขึ้น

4. โจ๊กเป่าฮื้อ

  • เอา เป่าฮื้อสด 200 กรัม
  • ข้าวแกบี้ 200 กรัม
  • เต้าหู้แห้ง 50 กรัม
  • เครื่องปรุงมี ขิงซอย พอประมาณ เกลือ 1 ช้อนชา
  • ต้นหอมซอย และพริกไทยป่น อย่างละพอประมาณ

วิธีทำ ล้างเป่าฮื้อให้สะอาด หั่นตามขวางเป็นแผ่นบางๆ ซาวข้าวแกบี้ แช่เต้าหู้แห้งในน้ำอุ่นจนนิ่ม ล้างให้สะอาด แล้วหั่นให้ละเอียด นำข้าวแกบี้ และเต้าหู้แห้งใส่หม้อเติมน้ำ 6 ถ้วย ตั้งไฟแรงต้มจนเดือดแล้วหรี่ไฟอ่อนต้มเป็นโจ๊ก ใส่แผ่นเป่าฮื้อ และขิงซอยลงไปในโจ๊กต้มให้เดือด จากนั้นใส่ เกลือ ต้นหอม และพริกไทยป่น เป็นอันเสร็จ แบ่งรับประทานได้หลายครั้ง และควรรับประทานให้หมดภายใน 1-2 วัน
สรรพคุณ บำรุงไต และหยิน ปรับจ๋งขี่ เสริมอวัยวะภายในให้แข็งแรง บรรเทาอาการปัสสาวะบ่อย เป่าฮื้อเป็นสัตว์ตระกูลหอยเชลล์ บางครั้งเรียกว่า กังเตี่ยวจื้อ เอี่ยวเถียว แบกะเถียว และกักตั๊วจื้อ เป็นต้น ถ้าผ่านการอบแห้งแล้วเรียกว่า กังป๋วย ตำรานี้เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่ร่างกายอ่อนแอ ไตพร่อง ปัสสาวะถี่ และผอมแห้งแรงน้อย

5. ไก่นึ่งเก๋ากี้

  • เอา แม่ไก่อ่อน 1 ตัว
  • เก๋ากี้ 15 กรัม
  • เครื่องปรุงมี เกลือ หอม 2 ต้น หั่นเป็นท่อน ขิง 10-15 แว่น
  • เหล้าเหลืองจีน 3 ช้อนโต๊ะ ซุป 2 ถ้วย พริกไทยป่น พอประมาณ

วิธีทำ ล้างไก่ให้สะอาด ลวกในน้ำเดือด ตักขึ้นแล้วใช้น้ำเย็นล้างให้สะอาด สะเด็ดน้ำให้แห้ง เตรียมไว้ ยัดเก๋ากี้ใส่ในท้องไก่ เอาไก่หงายท้องใส่ในชามใหญ่หรือหม้อดิน ใส่ หอม ขิง เหล้าเหลืองจีน ซุป และพริกไทยป่น แล้วใช้กระดาษสาเปียกปิดปากชาม หรือปากหม้อ ตั้งไฟแรงนึ่งประมาณ 2 ชั่วโมง เอากระดาษปิดปากชามออก ตักขิง และต้นหอมออก ใส่เกลือปรุงรสเป็นอันเสร็จ รับประทานเป็นกับข้าว
สรรพคุณ เสริมพลังหยิน บำรุงไต แม่ไก่อ่อนบำรุงพลังและเลือด เสริมความแข็งแรงของกระดูกสันหลัง ชาวจีนนิยมใช้เป็นอาหารบำรุงสตรีหลังคลอดบุตรที่อยู่ระหว่างพักฟื้น หรือหลังการผ่าตัด เก๋ากี้บำรุงเลือด ตับ และไต เหมาะสำหรับผู้ที่ไตพร่อง ร่างกายอ่อนแอ โลหิตจาง วิงเวียนศีรษะ และสายตาพร่ามัว
หมายเหตุ การใช้กระดาษสาปิดปากหม้อ หรือปากชามก็เพื่อไม่ให้สารอาหารระเหย ทำให้ได้คุณภาพอาหารที่ดีกว่าถ้ามีหม้อดิน หรือภาชนะใส่ไก่ได้ทั้งตัวจะดีที่สุด แต่ถ้าไม่มี ให้สับเอาหัว และขาไก่ออก หรือสับไก่เป็นชิ้นๆก็ได้

6. เซี่ยงจี้แพะไฟแดง

  • เอา โต่วต๋ง 15 กรัม
  • เม็ดโหงวบี่จี้ 6 กรัม
  • เซี่ยงจี้แพะ 500 กรัม
  • น้ำมันสลัด 3 ช้อนโต๊ะ
  • เครื่องปรุง เหล้าเหลืองจีน 1 ช้อนโต๊ะ แป้งมัน 2 ช้อนชา
  • หอม 3 ต้น ขิง 10-15 แว่น เกลือ 1/2 ช้อนชา ซี่อิ้ว 1 ช้อนโต๊ะ

วิธีทำ ใส่โต่วต๋ง และเม็ดโหงวบี่จี้ลงในหม้อ เติมน้ำ 3 ถ้วย ต้ม 40 นาที แล้วกรองเอากากออก ให้เหลือแต่น้ำซุป จากนั้นเคี่ยวต่อจนเหลือประมาณ 1/2ถ้วย ล้างเซี่ยงจี้แพะให้สะอาด ผ่าเป็นสองซีก ตัดเยื่อ และเอ็นออก แช่น้ำล้างให้สะอาด หั่นเป็นชิ้นเล็กๆ สะเด็ดน้ำให้แห้ง หมักด้วยเหล้าเหลืองจีน และแป้งมันเตรียม
ไว้ ใส่น้ำมันในกระทะ ตั้งไฟให้น้ำมันร้อนระดับ 70 องศาเซลเซียส ใส่ต้นหอม ขิง และเซี่ยงจี้แพะลงผัดด้วยไฟแรงจนสุก แล้วปรุงด้วยน้ำซุปที่เคี่ยวไว้ และใส่เกลือ และซี่อิ้ว ผัดให้เข้ากัน เป็นอันเสร็จ รับประทานเป็นกับข้าว
สรรพคุณ บำรุงไต เสริมหยาง เกื้อกูลพลัง ช่วยให้ช่วงเอวแข็งแรง โต่วต๋งบำรุงตับ ไต เส้นเอ็น และกระดูก เม็ดโหงวบี่จี้บำรุงไต และหัวใจ เสริมพลั และสารจำเป็นของร่างกาย เซ่งจี้แพะบำรุงไต เสริมพลังหยาง เมื่อนำมาปรุงด้วยกัน จะช่วยเสริมประสิทธิภาพการบำรุงไต และช่วงเอวให้แข็งแรงยิ่งขึ้น เหมาะสำหรับผู้ที่สุขภาพอ่อนแอ พลังไตพร่อง ปวดเอวเป็นประจำ แต่ผู้ที่พลังหยินอ่อนแอ ธาตุไฟแรง ปาก และลิ้นเป็นแผล ปวดตา ตาแดง และท้องผูกห้ามรับประทาน

ผักกวางตุ้ง

ชื่ออื่นๆ ในภาษาจีน ได้แก่ โอ่วไฉ่ หุ่งไท้ แชไฉ่ และอั่งอิ่งไฉ่
รสชาติ และสรรพคุณ รสเผ็ดนิดๆ มีธาตุเย็น ชุ่มปอด แก้ไอ และห้ามเลือด สลายเลือด บรรเทาอาการบวม มักใช้แก้ไอ อาเจียนเป็นเลือด โรคบิด เป็นฝีหนอง และสตรีเตานมอักเสบ
ส่วนประกอบ และคุณค่าทางอาหาร ประกอบด้วย โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต แคโรทีน ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก ไฟเบอร์ วิตามีนบี และซี

๐ วิธีใช้

  1. ผักกวางตุ้ง 1 ต้น ต้มน้ำดื่ม บรรเทาอาการเหนื่อยอาเจียนเป็นเลือด
  2. ตำผักกวางตุ้งให้ละเอียด ใช้ป้ายบนเต้านม บรรเทาอาการปวด และอักเสบ

หมายเหตุ ผักกวางตุ้งอุดมด้วยสารอาหารมากมาย รับ
ประทานเป็นประจำจะทำให้สุขภาพแข็งแรง

ข้าวแกบี้ (ข้าวสารเจ้า)

ชื่ออื่นๆ ในภาษาจีน ได้แก่ ตั่วบี้ แหง่บี้ เต่าบี้
รสชาติ และสรรพคุณ รสหวาน มีธาตุเป็นกลาง บำรุงจ๋งขี่ และพลัง เกื้อกูลม้าม และกระเพาะอาหาร แก้อาการกระหายน้ำ ท้องเดิน มีประโยชน์ต่อกระดูก เส้นเอ็น และกล้ามเนื้อ มักใช้กับผู้ที่ม้ามพร่อง ผอมแห้ง ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ ทารกอาเจียนนมมารดา และโรคบิดถ่ายเป็นเลือด เป็นต้น
ส่วนประกอบ และคุณค่าทางอาหาร ประกอบด้วย แป้งตะกอนกว่า 75% โปรตีน 8% ไขมัน 0.5-1% และวิตามีนบีเล็กน้อย ทั้งยังมีไขมันไม่อิ่มตัวหลากหลายชนิด กรดมะนาว กรดแอปเปิล กลูโคส ฟรุสโตสเป็นต้น

๐ วิธีใช้

  1. ข้าวแกบี้ 50 กรัม เม็ดบัว 30 กรัม ต้มเป็นโจ๊กเม็ดบัวใช้กับผู้ป่วยปอดอักเสบ ลำไส้ หรือกระเพาะอักเสบที่อยู่ในช่วงพักฟื้น
  2. ข้าวแกบี้ 20 กรัม คั่วให้เหลือง ผสมน้ำบด กรองเอาน้ำที่บดได้ ไผ่ต่าเต็ก 20 ซีซี ผสมให้เข้ากันแล้วดื่ม รักษาอาการท้องร่วงอาเจียน และกระหายน้ำ
  3. ข้าวแกบี้ 100 กรัม ผัดในกระทะด้วยไฟอ่อนจนเกรียมแล้วบดเป็นผง ใช้น้ำขิงชงดื่มก่อนอาหารทุกมื้อ รักษาโรคกระเพาะอักเสบเรื้อรัง

หมายเหตุ ข้าวแกบี้เป็นอาหารหลักของชาวจีน และแพทย์
ใช้บำบัดโรคมาแต่โบราณ ถ้าใส่แป้งมันเทศต้มเป็นโจ๊ก จะบำรุงม้าม
และกระเพาะ ถ้าใส่น้ำใบบัวจะแก้ท้องอืด ใส่ถั่วแดงจะช่วยขับปัสสาวะ
และบรรเทาอาการบวมน้ำ ข้าวแกบี้คั่วแม้จะมีกลิ่นหอม แต่ทำให้ร้อนใน
ผู้ที่ปากเป็นแผล และร้อนในเป็นประจำห้ามรับประทาน ส่วนผู้ที่เสมหะ
มากไม่ควรรับประทานเป็นประจำ

เม็ดเก๋ากี้

ชื่ออื่นๆ ในภาษาจีน ได้แก่ กำกี้
รสชาติ และสรรพคุณ รสหวาน มีธาตุเป็นกลาง บำรุงเลือด ไต และสายตา ช่วยให้ผมดำ และบำรุงผิวพรรณ ทำให้ร่างกายกระฉับกระเฉง อายุยืน มักใช้บำบัดผู้ที่ตับไตอ่อนแอ ปวดเมื่อยเอวและหัวเข่า ชายที่น้ำอสุจิหลั่งเร็ว หญิงที่ประจำเดือนผิดปกติ ไอเรื้อรัง โลหิตจาง วิงเวียนศีรษะ ตามัว และแก่ก่อนวัย เป็นต้น
ส่วนประกอบ และคุณค่าทางอาหาร ประกอบด้วย
วิตามิน และสารอาหาร เช่น ด่างผักหวาน แคโรทีน กรดกำมะถัน
แอมีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส ธาตุเหล็ก วิตามีน บี2 และวิตามีน อี
เสริมภูมิต้านทานโรค สร้างเลือด เพิ่มเม็ดเลือดขาวในร่างกาย ลด
น้ำตาลในเลือด ยับยั้งไขมันเกาะเซลล์ และป้องกันไขมันในตับ
ช่วยทำให้การทำงานของเซลล์ใหม่ในตับดีขึ้น

๐ วิธีใช้

นำเก๋ากี้ชงน้ำดื่มแทนชา รวมกับยา หรืออาหารอย่างอื่นก็ได้ ครั้งละ 5-30 กรัม
หมายเหตุ เก๋ากี้เป็นยาบำรุงที่มีธาตุเป็นกลาง ถ้าเป็นหวัด ตัวร้อน อาหารไม่ย่อย ท้องผูก ม้ามอ่อนแอ อุจจาระเหลว ไม่ควรรับประทาน

โต่วต๋ง

รสชาติ และสรรพคุณ รสหวาน มีธาตุอุ่น บำรุงตับ ไต กระดูก และเอ็น ลดความดันโลหิต บำรุงครรภ์ ป้องกันการแท้งลูก เหมาะสำหรับผู้ที่ตับอ่อนแอ วิงเวียนศีรษะ ตามัว หูอื้อ ปวดเมื่อยเอว และหัวเข่า ชายที่อวัยวะเพศเสื่อม หญิงมีครรภ์ที่ร่างกายอ่อนแอ ทารกในครรภ์ที่ไม่แข็งแรง
ส่วนประกอบ และคุณค่าทางอาหาร ประกอบด้วยสารโต่วต๋ง ไขมันพืช กลูโคส เพกทิน ไขมัน คีโทน และอินทรีย์อาหารต่างๆ ผลจากการทดลองกับสัตว์ปรากฏว่า โต่วต๋งช่วยลดความดันโลหิตได้ค่อนข้างนาน กล่อมประสาท ทำให้หลับสบาย และขับปัสสาวะ นอกจากนี้ยังระงับการตื่นตกใจ อันมีสาเหตุเกิดจากความบกพร่องทางประสาท ปรับสภาพมดลูก และลดการดูดซับคอเลสเทอรอลของกระเพาะอาหาร และลำไส้

๐ วิธีใช้

  1. โต่วต๋ง 30 กรัม เซี่ยงจี้หมู 1 คู่ ล้างให้สะอาด เอาเอ็นและเยื่อออก ต้มรวมกับโต่วต๋งจนเซี่ยงจี้สุกนิ่ม รับประทานเซี่ยงจี้และซุป แบ่งรับประทานเป็น 2 ครั้ง เหมาะกับผู้ที่ไตพร่องปวดเอว
  2. โต่วต๋ง 150 กรัม แช่ในเหล้าขาว 500 ซีซี เป็นเวลาครึ่งเดือน ดื่มครั้งละ 30 ซีซี วันละ 2 ครั้ง บรรเทาอาการไตพร่องและหูอื้อ

หมายเหตุ ผู้ที่เลือดแห้ง และร้อนใน ห้ามรับประทาน

อาจารย์ เกรียงไกร เถลิงพล ( ลี )

100 เคล็ดลับ

100 เคล็ดลับ (มีประโยชน์มาก)

1. โรงรถมีกลิ่นอับมาก จะขจัดกลิ่นออกได้โดยโรยหญ้าที่เพิ่งตัดมาใหม่ๆ ลงบนพื้นโรงรถ แล้วปล่อยทิ้งไว้สักระยะหนึ่ง ต้นหญ้าจะดูดเอากลิ่นอับในโรงรถออกไปจนหมด

2. ถ้าต้องการอบผ้า 2-3 ชิ้นให้แห้งเร็วขึ้นทำได้โดยหาผ้าขนหนูสะอาดๆ ใส่ลงไปในเครื่องด้วยเพราะผ้าขนหนูจะไปช่วยดูดซับความชื้นทำให้ผ้าแห้งเร็วขึ้นอีก

3. วิธีทำให้กรอบกระจกเงา หรือกรอบกระจกรูปภาพมองดูใหม่เสมอ ทำได้โดยการใช้ผ้าชุบน้ำมันสน แล้วทาบริเวณกรอบไม้ รอจนแห้งสนิท กรอบจะมองดูใหม่ทันที

4. วิธีล้างคราบสกปรกที่แก้วเจียระไน ทำง่ายๆคือหาเปลือกฝรั่งใส่ลงไปในแก้วเจียระไน แช่ทิ้งไว้สัก 2-3 ชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด เพียงเท่านี้แก้วจะดูใสสะอาด

5. วิธีทำความสะอาดเครื่องเคลือบที่ทำด้วยทองเหลืองมีวิธีการทำง่ายๆ คือนำเอาหัวหอมมาต้มในน้ำเดือด แล้วนำมาขัดลงบนเครื่องเคลือบเพียงเท่านี้เครื่องเคลือบจะมองดู ใหม่สะอาดหมดจดทีเดียว

6. วิธีการขจัดคราบไขมันที่ติดรอบท่ออ่างล้างจาน ซึ่งถ้าปล่อยไว้นานๆ จะเป็นเหตุให้ท่ออุดตันได้ มีวิธีทำคือ นำเกลือแกงใส่ลงไปในท่อ 2-3 ช้อน จากนั้นนำเบกกิ้งโซดาหรือผงฟูต้มน้ำให้เดือดแล้วเทลงไป ไขมันที่อุดตันก็จะหลุดออกไปหมด

7. วิธีขจัดพวกมดแมลงมาขึ้นถังขยะทำได้ง่ายๆ โดยหยดแอมโมเนียลงข้างๆ ถังขยะ สักเล็กน้อย กลิ่นแอมโมเนียจะทำให้มดแมลงไม่กล้าเข้ามาใกล้ถังขยะอีก

8. การรักษาเครื่องมือทำสวนที่เป็นโลหะไม่ให้ผุกร่อนได้ง่ายมี วิธีการรักษาโดยใช้วาสลินทาผิวของโลหะทุกครั้งเมื่อใช้เสร็จแล้ว และนำมาทำความสะอาดอีกครั้ง

9. การใช้เตาแก๊สแบบประหยัด ทำได้โดยปรับเปลวไฟให้เป็นสีน้ำเงินเสมอ และไม่ควรเปิดไฟแก๊สให้สูงกว่าก้นหม้อด้วยจะทำให้หม้อร้อนช้า ควรปรับระดับให้พอดีกับก้นหม้อ

10. วิธีดับกลิ่นเหม็นในถังขยะไม่ว่าจะเป็นหน้าบ้านหรือในบ้านให้หมดกลิ่นได้ทำได้โดยใส่เปลือกมะนาว หรือเปลือกส้ม เขียวหวาน ส้มโอก็ได้ใส่ลงไปในถังขยะ กลิ่นส้มจะไปลดกลิ่นลงทำให้มีกลิ่นน้อยลง

11. การขัดรอยแมลงวันบนกระจกมีเคล็บลัดคือ ใช้ผงกาแฟคั่วหนึ่งช้อนผสมกับน้ำมันก๊าดหนึ่งลิตร และใช้เศษผ้าชุบเช็ดกระจกรอยแมลงวันก็จะหมดไป

12. หากต้องการทาสีห้องใหม่ แต่กลัวว่าห้องจะมีแต่กลิ่นเหม็นของสี อยู่หลายวันมีวิธีขจัดกลิ่นเหม็นของ สีคือก่อนจะทาสีให้ผสมน้ำวานิลลา 1 ช้อนชาต่อสี 1 แกลลอนคนให้เข้ากันแล้ว จึงนำไปทาห้อง สีที่ ทาใหม่จะไม่มีกลิ่นเหม็นเป็นเด็ดขาด

13. วิธีการป้องกันไม่ให้ถุงในเครื่องดูดฝุ่นโดนแมลงกัดเป็นรูคือ นำการบูรหรือลูกเหม็นใส่เข้าไปในถุงดูดฝุ่นสัก 1 ก้อน นอกจากป้องกันแมลงแล้วยังป้องกันกลิ่นอับอีกด้วย

14. แก้ปัญหายุงไปไข่ทิ้งไว้ในแท็งก์น้ำ ทำให้มีลูกน้ำว่ายวนอยู่ในแท็งมีวิธีทำคือ นำอิฐแดงๆ ที่ใช้ในการก่อสร้างมาเผาไฟให้ร้อนๆ แล้วเอาใส่ลงไปในแท็งก์น้ำทันที เพียงเท่านี้ยุงจะไม่กล้าเข้าไปไข่ทิ้งไว้อีกเลย

15. วิธีกำจัดต้นหญ้าที่ขึ้นไม่ถูกที่ ทำได้โดยใช้เกลือโรยตรงส่วนที่ต้นหญ้าขึ้น เหตุเพราะเกลือจะไปทำให้ดินตรงที่ต้นหญ้าขึ้นอยู่เค็มจึงทำให้ต้นหญ้าตายในที่สุด

16. น้ำประปาที่มีกลิ่นคลอรีนแรงมากมีวิธีกำจัดกลิ่นให้หมดไปโดยฝานมะนาวบางๆ ลงไปในน้ำ มะนาวจะช่วยดูดกลิ่น คลอรีนให้หมดไป และทำให้น้ำดื่มได้อีกด้วย

17. ขอบยางประตูตู้เย็นมีราขึ้น จะมีวิธีลบราออกได้โดยใช้ผ้าชุบน้ำส้มสายชูแล้วนำ ไปถูตรงขอบยางประตู ตู้เย็นที่เป็นรา ราก็ออกไปได้โดยง่ายดาย

18. ขจัดปัญหาหมาแมวฉี่และอุจจาระไม่เลือกที่ทำได้โดยการโรยพริกไทยป่นลงไป บนที่มันเคยฉี่หรืออุจจาระไว้ เพียงเท่านี้หมา แมวก็จะดมกลิ่นหาที่ที่มันเคยฉี่และ อุจจาระไม่เจอ เหตุเพราะพริกไทยป่นจะไปดับกลิ่นหมด ทางที่ดีควรสอนให้มันฉี่และอุจจาระ ในห้องน้ำ หรือบนกระดาษที่เราควรจะวางไว้ให้จนเคยชิน

19. การรักษาไม้กวาดดอกหญ้าที่ซื้อมาใหม่ให้ใช้ไปได้นานๆ ทำได้โดยการจุ่มไม้กวาด ดอกหญ้าในน้ำเกลือร้อนๆ ขนของไม้กวาดจะเกาะตัวกันเวลาใช้จะทนทานไม่ขาดง่าย

20. ตะปูที่ตอกไว้ข้างฝาคอนกรีตสำหรับแขวนรูปหลวม มีวิธีแก้ไขง่ายๆ คือ ใช้สำลีพันตะปูชุบกาวและตอกเข้าไปใหม่ กาวที่สำลีจะยึดติดกันแน่น

21. วิธีการขจัดกลิ่นเหม็นสาปที่ติดอยู่ในกระติกน้ำแข็งทำได้โดยนำเบกกิ้งโซดามาผสม กับน้ำร้อน และนำมาล้างถูกระติกน้ำให้ทั่ว แล้วล้างน้ำอีกครั้งกลิ่นสาปก็จะหายไป

22. วิธีการเก็บสายยางที่ยาว ไว้โดยไม่เปลืองเนื้อที่ ทำได้โดยม้วนสอดเข้าไปในยางรถ ยนต์อันที่ไม่ใช้แล้ว เพียงเท่านี้ก็จะทำให้ดูเป็นระเบียบเรียบร้อย

23. ขจัดปัญหากลิ่นส้วมเหม็นคละคลุ้งไปทั่วบ้านคือใช้นำมันก๊าดประมาณ 1 ขวดใหญ่ มาเทราดลงไปในคอ xx นแล้วเทน้ำตามลงไปเพื่อขจัดกลิ่นน้ำมันก๊าดให้หมด

24. วิธีป้องกันหมาแมวตัวโปรดมากัดแทะเฟอร์นิเจอร์ในบ้านคือใช้น้ำมันยูคาลิปตัส หรือน้ำมันที่มีกลิ่นฉุนทาที่เฟอร์นิเจอร์ กลิ่นฉุนนั้นจะทำให้มันไม่กล้าเข้ามากัดแทะอีก

25. วิธีขจัดรอยเปื้อนด่างดำบนเครื่องใช้ที่เป็นหนังคือ หยดน้ำมันสลัดสัก2-3 หยด ในน้ำสบู่ แล้วใช้แปรงจุ่มน้ำที่ผสมไว้มาถู จากนั้นจึงซักในน้ำสบู่ธรรมดาอีกครั้ง แล้วล้างด้วยน้ำเย็น ต่อด้วยเช็ดให้แห้งผึ่งลมไว้

26. วิธีการดึงสติกเกอร์ที่ติดอยู่บนฝาห้องออกโดยไม่ทิ้งคราบกาวไว้ที่ฝาทำได้โดยใช้น้ำมันพืชมาทาบนรูปสติกเกอร์ แล้วจึงค่อยๆ ดึงออกมา

27. การใช้เครื่องซักผ้าแบบประหยัดที่สุดคือในการซักผ้าแต่ละครั้งควรจะซักผ้าในปริมาณที่มากที่สุด

28. การทำให้ตู้เสื้อผ้าของคุณหอมได้โดยที่ไม่ต้องเปลืองเงินซื้อมาใส่ เพียงแต่คุณใช้เศษสบู่ที่จะทิ้งแล้วไปวางไว้ในมุมใดมุมหนึ่งของตู้ กลิ่นสบู่นั้นก็จะหอมไปทั่วตู้เลย

29. วิธีทำความสะอาดภาชนะอลูมิเนียมให้ใสสะอาดเหมือนใหม่คือนำเอาเปลือกแอปเปิ้ล ต้ม 2-3 นาที แล้วใช้น้ำขัดถูภาชนะอะลูมิเนียมก็จะดูเงาวามเหมือนใหม่

30. วิธีการใช้เตาอบให้ใหม่อยู่เสมอคือ หลังจากใช้เตาอบแล้วควรเช็ดทำความสะอาดทุกครั้ง และทำใน ขณะที่เตายังอุ่นๆ อยู่ เพราะจะเช็ดได้ง่ายกว่าในขณะที่เย็นแล้ว

31. วิธีขจัดรอยคราบเหนียวบนผนังตู้เย็นคือ ใช้น้ำมันพืชเทลงบนกระดาษเช็ดมือ แล้ว ถูจนสะอาด ทำสัก 2-3 ครั้ง น้ำมันพืชจะไม่ทำลายความเงาของตู้เย็นหรอก

32. วิธีขจัดกลิ่นเหม็นของท่อระบายน้ำล้างจาน ให้หอมสดชื่นได้คือเทเบกกิ้งโซดา 1 ถ้วย ลงไปในท่อระบายน้ำทิ้งไว้ 5 นาที เทน้ำส้มสายชูตามลงไปอีก 1 ถ้วย จะขจัดกลิ่นเหม็นได้ดีจริงๆ

33. ในการใช้ยาขัดเฟอร์นิเจอร์ไม่ควรใช้ประเภท เช่น น้ำมัน ขี้ผึ้งบ่อยๆ เพราะอาจจะทำให้ผิวเฟอร์นิเจอร์เกิดความเสียหายได้ง่าย

34. ในการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นผ้าฝ้าย ให้ใช้แปรงทาสีด้ามใหม่ปัดตาม ซอกมุมเฟอร์นิเจอร์ไปพร้อมกันกับการทำความสะอาดเฟอร์นิเจอร์ทุกครั้ง

35. การทำความสะอาดในซอกเล็กซอกน้อยของโคมไฟ ให้ใช้เครื่องเป่าผม เป่าลมไปตาม ที่มีฝุ่นละอองจับแล้วเช็ดถูทำความสะอาดด้วยผ้าชุบน้ำอีกครั้ง โคมไฟก็จะดูใหม่เสมอ

36. วิธีลบคราบดวงๆ ที่ติดบนเฟอร์นิเจอร์คือ ให้ใช้จุกไม้ก๊อกถู ถ้าไม่ออกให้ใช้นิ้วมือแตะยาสีฟันผสมขี้เถ้าบูหรี่ถูอีกครั้ง จากนั้นใช้ผ้าชุบน้ำเช็ดรอยเปื้อนซ้ำอีกครั้ง

37. การทำความสะอาดพื้นกระเบื้องยางคือ ใช้แปรงสีฟันชุบยาสีฟัน แล้วนำไปขัดถูบริเวณรอยเปื้อนให้แรงๆ จะทำให้รอยเปื้อนหลุดออกไปได้โดยง่าย

38. วิธีการตอกฝาผนังตะปูโดยไม่ให้งอคือ ให้ทาปลายตะปูด้วยน้ำส้มสายชูหรือน้ำมันพืช ก่อนที่จะนำมาตอกฝาผนังจะตอกได้คล่องและไม่งอจริงๆ

39. วิธีการทาสีกำแพงให้ติดอยู่ได้ทนนานคือ ก่อนที่จะทาสีกำแพงให้ล้างกำแพงให้สะอาด ด้วย น้ำมันสนเพื่อขจัดคราบสกปรกและสีที่ทาจะติดทนนานไม่ร่อนออกง่าย

40. วิธีแก้ปัญหาเฟอร์นิเจอร์ไม้โป่งออกมาคือ ให้วางผ้าชื้นๆ ลงบนรอยที่โป่ง ใช้เตารีดร้อนๆ ทับบนผ้า จะทำให้คืนสู่สภาพเดิม

41. วิธีขจัดรอยขีดข่วนบนเฟอร์นิเจอร์ไม้คือ ให้ใช้ผ้าแตะยาขัดรองเท้าที่สีเดียวกับไม้ แล้วถูตรงรอยแล้ว ใช้ผ้าขัดต่ออีกครั้ง รอยขีดข่วนก็จะหายไป

42. วิธีการแก้ปัญหาเก้าอี้หวายหย่อนคือ ถ้าอยากให้ตึงให้ล้างเก้าอี้หวายด้วยน้ำสบู่ร้อนๆ แล้วล้างน้ำสบู่ออก นำออกตากแดดกลางแจ้งให้แห้ง หวายที่หย่อนจะตึงเหมือนเดิม

43. วิธีการทำความสะอาดพื้นบ้านไม้ให้เงางามอยู่เสมอคือ ให้ผสมน้ำส้มสายชูครึ่งถ้วยต่อน้ำ 8 ลิตร จะช่วยขจัดเศษฝุ่นละอองและพื้นก็เป็นเงางามอีกด้วย

44. การรักษาเฟอร์นิเจอร์โลหะไม่ให้เป็นสนิมได้ง่ายคือให้ เคลือบโลหะด้วยขี้ผึ้งขัดรถ เมื่อจำเป็นต้องเอาเฟอร์นิเจอร์โลหะไว้ตากน้ำค้าง จะได้ไม่ขึ้นสนิมได้ง่าย

45. วิธีการติดรูปโปสเตอร์บนกำแพงโดยไร้ร่องรอยเมื่อดึงภาพออกคือให้ใช้ยาสีฟันแทนกาวในณะที่ติดรูป เมื่อถึงเวลาดึงรูปออก ก็เพียงแค่ขัดยาสีฟันที่แห้งออกเท่านั้น ฝาผนังก็สะอาดแล้ว

46. ถ้าบังเอิญต้องจัดงานเลี้ยงที่มีฟลอร์เต้นรำแบบกะทันหัน ทำได้โดยโรยแป้งผงสำหรับ โรยตัวให้ทั่วก็จะแก้ขัดไปได้ด้วยดีทีเดียว

47. วิธีแก้ปัญหาหน้าต่างปิดและเปิดออกได้ยากคือ ให้เอาน้ำมันเครื่องหยอดตรงราง อลูมิเนียมให้ทั่วเพียงเท่านี้ก็จะทำให้เปิดและปิด ได้ง่ายขึ้นกว่าเก่า

48. วิธีป้องกันไม่ให้มดขึ้นตู้กับข้าวคือ ใช้เศษผ้าหรือเชือกที่เป็นผ้าไปชุบน้ำมันเครื่อง แล้วบิดพอหมาด นำไปผูกไว้ที่ขาตู้กับข้าวทั้งสี่ขา มดก็จะไม่กล้าขึ้นแน่นอน

49. วิธีการไล่ยุงแบบง่ายๆคือ หาการบูรมาห่อด้วยผ้าแล้วมัดไว้กับหลอดไฟฟ้าที่อยู่ภายใน บ้าน ความร้อนของไฟฟ้าจะทำให้การบูร ระเหยออกไป และกลิ่นของการบูรจะช่วยป้องกันยุงไม่ให้มารบกวน

50. วิธีการไล่หนูแบบง่ายๆ และประหยัดเงินคือ นำไม้ยี่โถไปตากแดดให้แห้ง แล้วนำไปบดเป็นผง เสร็จแล้วนำไปโรยตามซอกที่หนูชอบอยู่ เพียงเท่านี้หนูก็พากันขนย้ายครอบครัวหนีออกไปจากบ้านของคุณไปเลย

51. วิธีการกำจัดปลวกที่ขึ้นบ้านแบบประหยัดคือนำน้ำมันเครื่องที่ใช้แล้วมาราดให้รอบ บริเวณบ้าน เพียงเท่านี้ก็จะสามารถไล่ปลวกไม่ให้มารบกวนบ้านอีกต่อไป

52. การขัดพื้นกระดานให้เงาแบบโบราณคือ หามะพร้าวมาผ่าครึ่ง ทุบกะลาตรงปากออก สักเล็กน้อย แล้วนำมาคว่ำลงกับพื้นกระดานขัดถูพื้นบ่อยๆ พื้นกระดานจะมองดูเงางามเชียวแหละ

53. โฟมสามารถใช้เป็นประโยชน์ได้หลายอย่างเช่น ใช้ทำเป็นกาวอุดรอยรั่วของภาชนะได้เป็นอย่างดีคือ ก่อนนำมาใช้จะต้องเอาเศษโฟมหักเป็นชิ้นเล็ก แช่น้ำมันทินเนอร์ให้ละลาย เหนียวข้นแล้วนำไปอุดรอยรั่วปล่อยให้แห้ง ก็จะสามารถใช้ต่อไปได้อีกเป็นระยะเวลา ยาวนาน

54. วิธีการปรับเสาทีวีในบ้านด้วยตัวเองทำได้ง่ายๆ คือ หากระดาษตะกั่วหรือหากระดาษฟอยล์ ที่ห่อปลาเผามาพันรอบๆ สายอากาศด้านหลังทีวีหลายๆ รอบ แล้วค่อยๆ รูดไปตามสาย เรื่อยๆ ให้มีคนคอยสังเกตภายในจอทีวีด้วย ถ้าภาพคมชัดก็ให้บีบกระดาษตะกั่วนั้นติดอยู่ กับสายตรงนั้นเลย ก็เป็นอันเสร็จเรียบร้อย

55. วิธีขจัดสนิมบนราวตากผ้าคือ หาเศษผ้ามาชุบน้ำส้มสายชูถูให้ทั่วแล้วใช้น้ำสบู่ถูทับอีกที ต่อ จากนั้นเช็ดด้วยผ้าชุบน้ำหมาดๆ ตามด้วยผ้าแห้งอีกรอบหนึ่ง สนิมบนราวผ้าก็จะหมดไป

56. การขจัดมีดในครัวเรือนขึ้นสนิมคือ นำมีดนั้นมาถูกับมะนาวหรือหัวหอมก็ได้ แล้วล้างด้วยน้ำ สะอาดเช็ดให้แห้ง รับรองได้ว่ามีดทำครัวของคุณจะปราศจากสนิมมาขึ้นอีกเลย

57. การลับมีดในครัวให้มีความคมและอยู่ได้นานๆ ทำได้โดยหยอดน้ำมันก๊าดสัก 2-3 หยดลงบน หินลับมีดแล้วลับไปตามปกติ รับรองมีดของคุณจะคมกริบเชียวละ

58. วิธีขจัดกลิ่นเหม็นอาหารในตู้เย็นติดน้ำดื่มทำได้โดยนำกากกาแฟหรือกากใบชาที่ชงหมดแล้ว นำมาใส่ไว้ในตู้เย็น กากกาแฟหรือกากใบชา พวกนี้จะดูดกลิ่นอันไม่พึงปรารถนาให้หมดไปจาก ตู้เย็นของคุณ

59. ผงชันยาเรือมีประโยชน์ช่วยป้องกันมดได้อีกแบบหนึ่งคือ นำผงชันยาเรือมาโรยไว้ในขาตู้กับ ข้าว เพียงเท่านี้มดก็จะไม่มารบกวนขาตู้อีกเลย

60. วิธีทำความสะอาดเครื่องซักผ้าให้สะอาดทำได้โดยใช้แอมโมเนียสัก2 แก้วผสมน้ำเย็นธรรมดาครึ่งลิตรใส่ลงในเครื่องซักผ้า แล้วเปิดเครื่องทำงาน น้ำส้มสายชูจะ ช่วยไล่คราบฝุ่นออกจากตัวเครื่องและป้องกันการอุดตันได้ด้วย

61. วิธีทำความสะอาดกรอบกระจกเงาหรือกรอบรูปภาพ ให้มองดูใหม่คือ ให้เอาน้ำมัน ชุบผ้าทาตรงส่วนที่เป็นกรอบ แล้วรอจนแห้งแล้วจะมองดูใหม่ขึ้น

62. วิธีทำความสะอาดเครื่องแก้วโดยไม่ต้องเช็ดคือ ใช้น้ำผสมแอลกอฮอล์ล้าง น้ำผสมผสมแอลกอฮอล์จะช่วยขจัดสิ่งสกปรกออกได้ง่าย ข้อสำคัญจะแห้งได้เอง โดยไม่ต้องเช็ดด้วยผ้าอีกครั้ง

63. วิธีขจัดกลิ่นเหม็นอับในตู้กับข้าวให้หอมสดชื่นคือ ใช้ปูนขาวเล็กน้อยใส่ชามใบ ย่อมไปวางมุมใดมุมหนึ่งของตู้กับข้าว ทิ้งไว้ประมาณ3-4วัน กลิ่นอับชื้นก็จะ ค่อยจางหายไป

64. วิธีทำความสะอาดคราบสกปรกที่ติดกระเบื้องปูห้องน้ำมีวิธีทำคือ ราดด้วยน้ำให้ทั่ว แล้วเอาเกลือแกงโรยลงบนแปรงขัดทั้งห้องน้ำหรืออาจจะโรยเกลือที่ผ้าเปียกน้ำ แล้วขัดพื้นให้ทั่ว เพียงเท่านี้ ห้องน้ำกระเบื้องของคุณก็จะสะอาดเป็นเงางาม เลยทีเดียว

65. วิธีการทำความสะอาดผ้าม่านที่เป็นใยสังเคราะห์ ควรซักด้วยมือ ก่อนซักควรปัดฝุ่นให้สะอาดก่อน หลังจากนั้นเทน้ำยาซักผ้าลงบริเวณที่เปื้อน แล้วจุ่มลงในน้ำยาซักผ้า ที่ผสมน้ำอุ่นแล้วอย่าบิด ควรคลี่ตากเพราะในเวลาแห้งจะได้ผ้าม่านที่เรียบไม่ยับยู่ยี่

66. วิธีทำความสะอาดงาช้างที่มีคราบฝุ่นติดอยู่เต็มไปหมดคือ นำมาถูด้วยมะนาวกับ เกลือ แล้วล้างออกด้วยน้ำสบู่แล้วเอางาช้างวางไว้กลางแดดทั้งๆ ที่ยังเปียกน้ำน้ำสบู่อยู่ ทิ้งไว้ครึ่งชั่วโมง แล้วล้างด้วยน้ำสะอาด เมื่อแห้งแล้วขัดด้วยผ้าสักหลาด ก็จะได้งาช้างสะอาดดังเดิม

67. วิธีทำความสะอาดคราบเหลืองที่ติดตามภาชนะเคลือบสีขาวมีวิธีทำคือ ใช้น้ำมันพาราฟินถูรอยสกปรก น้ำมันพาราฟินจะช่วยขจัดคราบสกปรกคราบเหลืองของ ภาชนะเคลือบขาวได้

68. วิธีทำความสะอาดคราบดำของกาแฟที่หม้อต้มคือใช้ผงซักฟอกที่ใช้กับเครื่องซักผ้า 1 ช้อนโต๊ะใส่น้ำจนเต็มหม้อ แล้วแช่ไว้ประมาณ 1 ชั่วโมงจึงล้างออก

69. วิธีขจัดรอยเปื้อนบนผ้าปูโต๊ะให้สะอาดคือ ให้โรยเกลือป่นตรงรอยเปื้อน ใช้น้ำ ร้อนราด แล้วนำไปแช่ในน้ำนมสดต้มด้วยไฟอ่อนๆแล้วจึงนำไปซักรอยที่เปื้อน

70. วิธีทำความสะอาดโป๊ะไฟ โคมไฟในส่วนที่ทำความสะอาดยากเช่น รอยจีบซอกเล็ก ซอกน้อย ให้ใช้ เครื่องเป่าผมเป่าลมไปตามที่มีฝุ่นละอองจับ แล้วค่อยๆ ใช้ผ้าชุบ น้ำยาล้างจานเช็ด ตามด้วยผ้า สะอาดเช็ดอีกครั้ง เพียงเท่านี้โคมไฟที่ว่าหมองจะ ใหม่สะอาดทันที

71. วิธีทำความสะอาดผ้าม่านพลาสติก ควรซักด้วยน้ำสบู่อ่อนๆ หรือน้ำยาซักผ้าที่ผสม น้ำอุ่น แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น ใช้ตากลมดีกว่าตากแดด เพราะจะไม่ทำให้ผ้าม่านสี จืดจางลงไป

72. วิธีการทำความสะอาดกระจกเงาส่องหน้าให้ใสคือ นำยาสีฟันมาบีบใส่ไว้บนกระจกแล้วหาผ้าชุบน้ำมา เช็ดยาสีฟันที่บีบทิ้งไว้บนกระจก โดยถูให้ทั่วๆ กระจก แล้วใช้ผ้าเช็ดอีกครั้ง กระจกเงาที่หมอง จะดูเงางาม เป็นประกายทันที

73. วิธีทำความสะอาดคราบน้ำมันบนพื้นปูนซีเมนต์ให้สะอาดเอี่ยมคือหาขี้เถ้าที่อยู่ใน เตาถ่านมาโรยไว้บนคราบน้ำมันที่เปื้อนพื้นปูนซีเมนต์ให้ทั่ว ทิ้งไว้สักครู่ล้างออก ด้วยน้ำให้สะอาด ขี้เถ้าก็จะดูดคราบน้ำมันออกไปจนหมดเกลี้ยง

74. วิธีทำความสะอาดรอยดินสอหรือดินสอเทียนที่ติดบนวอลล์เปเปอร์คือ ให้ใช้ เครื่องเป่าผมโดยใช้ลมร้อนจี้ตรงบริเวณนั้น แล้วหาผ้าฝ้ายชุบน้ำสบู่บิดให้ หมาด นำมาเช็ดถูตรงรอยเปื้อน รอยของสีนั้นก็จะจางหายไป

75. วิธีทำความสะอาดคราบตะกอนที่ติดฝักบัวอาบน้ำคือ สำหรับแบบที่ไม่สามารถ ถอดออกได้ ให้หาถุงพลาสติกใส่น้ำส้มสายชูพอประมาณ เอาฝักบัวใส่ไว้ถุงน้ำ ส้มสายชูแล้วผูกถุงให้แน่น ทิ้งไว้สักหนึ่งคืน นำออกมาล้างด้วยน้ำสะอาด หัวฝักบัวก็จะสะอาดและปราศจากคราบของตะกอน ทำให้น้ำไหลสะดวกขึ้น

76. วิธีทำความสะอาดสีที่เปื้อนหน้าต่างผลมาจากการทาบ้าน ให้ใช้น้ำส้มสายชูผสม น้ำเปล่า อัตราส่วน 2 : 1 ตั้งไฟให้ร้อนจัด ใช้แปรงทาสีที่สะอาดจุ่มส่วนผสมที่ยังร้อนอยู่ถูตรงบริเวณรอยเปื้อน รอยเปื้อนดังกล่าวจะหลุดออกได้เอง

77. วิธีทำความสะอาดฝุ่นผงออกจากหมอนอิง ใช้เครื่องอบผ้าก็ได้ โดยตั้งไว้ที่ อุณหภูมิต่ำๆ แล้วใส่ ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดพอหมาดลงไปด้วย

78. วิธีทำความสะอาดพื้นที่ทำด้วยไวนิลให้สะอาดหมดจดมีวิธีทำง่ายๆ คือ นำน้ำอุ่น ผสมกับน้ำส้มสายชูในอัตราส่วนเท่าๆ กัน แล้วนำมาล้างพื้นไวนีล เช็ดให้แห้งพื้นก็จะสะอาดสดใสทีเดียว

79. วิธีทำความสะอาดคราบน้ำมันที่ติดอยู่บนวอลล์เปเปอร์ ใช้แป้งฝุ่นผสมน้ำยาทำความสะอาด แล้วนำมาป้ายตรงจุดที่สกปรก ปล่อยทิ้งไว้จนแห้ง ใช้ผ้านุ่มๆ เช็ดออก คราบน้ำมันก็จะติดออกมาด้วย

80. วิธีทำความสะอาดพรมที่เปื้อนคราบน้ำมัน ให้เทเบกกิ้งโซดาลงตรงบริเวณที่ เปื้อนคราบน้ำมัน ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 12 ชั่วโมง แล้วใช้เครื่องดูดฝุ่นดูดตรง รอยเปื้อนน้ำมันนั้น คราบก็จะจางหายไป

81. วิธีทำความสะอาดคราบสกปรกที่เปื้อนกระเบื้องเคลือบ ให้ใช้ส่วนผสมของ ไฮโดรเจนเพอร์ออกไซด์ และครีมออฟทาร์ทาร์อย่างละเท่ากัน ทาให้ทั่วแล้วล้าง ออกตามปกติ จะทำให้คราบสกปรกนั้นหายไป

82. วิธีทำความสะอาดคราบสนิมออกจากถัง ทำได้โดยใช้น้ำมะนาวใส่ลงไปในบริเวณ ที่เป็นสนิม ปล่อยทิ้งไว้ประมาณ 2-3 ชั่วโมง แล้วล้างออกคราบสนิมก็จะหลุดออกไปด้วย

83. วิธีทำความสะอาดพื้นโรงรถที่เปื้อนน้ำมันเครื่อง ให้โรยด้วยทราย ทิ้งไว้ 1 คืน กวาด ทรายออกไป คราบน้ำมันก็จะหลุดออกไปด้วยกับทรายนั่นเอง

84. วิธีทำความสะอาดหน้าต่างกระจกให้ใสสะอาด ผสมน้ำกับน้ำส้มสายชู 1 : 2 ส่วน แล้วนำไปใส่ในขวดสเปรย์ นำไปฉีดบนหน้าต่างกระจก แล้วใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ เช็ดอีกที หน้าต่างกระจกจะใสจริงๆ

85. วิธีทำความสะอาดเปียโนควรใช้แวกซี่ทำความสะอาดดีที่สุดเพราะสารทำความสะอาด อย่างอื่นอาจจะทำให้ไม้โค้งงอได้

86. วิธีทำความสะอาดเครื่องถ้วยชามคริสตัลให้ดูเป็นประกายเงางาม ให้ใช้ผ้าหนังสัตว์เช็ด ผ้าผนังสัตว์จะกำจัดฝุ่นผง และคราบน้ำออกได้ง่ายกว่าผ้าชนิดอื่นๆ

87. วิธีทำความสะอาดคราบเทียนไขที่ติดแน่นออกจากเชิงเทียน มีวิธีทำง่ายๆ คือ ใส่เชิงเทียนในช่องแช่แข็งทิ้งไว้สักครู่ จะสามารถเอาคราบเทียนออกได้ง่ายและหมดจดทีเดียว

88. วิธีทำความสะอาดทัปเปอร์แวร์ให้หมดกลิ่นอับคือ ให้ผสมวานิลลาสกัด 2 ช้อนโต๊ะกับ น้ำอุ่น 1 ถ้วยตวง แล้วใช้ผ้าชุบเช็ดให้ทั่วกลิ่นอับต่างๆ จะจางหายไป

89. วิธีทำความสะอาดคราบตะกอนที่ติดอยู่ในแจกันดอกไม้ ให้ออกได้โดยง่ายคือ ใช้เม็ดทำความสะอาดฟันปลอมใส่ไว้ในแจกันโดยให้มีน้ำติดอยู่นิดหน่อย เพื่อที่จะ ทำให้เกิด ฟองฟู่ แล้วดึงเอาตะกอนออกมา

90. วิธีทำความสะอาดผ้าม่าน ทำได้โดยปฏิบัติตามคำแนะนำจากป้ายที่ติดมากับผ้าม่าน แล้วจุ่มลงไปในอ่างน้ำอุ่นที่ผสมกับเกลือ 1 ถ้วย แล้วแขวนผ้าม่านให้แห้ง โดยแผ่ให้หมดเนื้อผ้า จะทำให้ผ้าม่านสะอาดและไม่ยับอีกด้วย

91. วิธีการทำความสะอาดตู้ปลาหรืออ่างปลาใช้ฟองน้ำชุบเกลือป่นเช็ดถูให้ทั่ว เพราะ เกลือจะช่วยฆ่าเชื้อโรคที่ติดอยู่ในตู้หรืออ่างปลา และทำให้ตู้ปลาสะอาดหมดจด อีกด้วย

92. วิธีการทำความสะอาดคราบไขมันที่เปรอะเปื้อนจานชาม หม้อ และภาชนะในครัว ให้ ล้างด้วยน้ำอุ่นกับน้ำยาล้างจาน จะทำให้การล้างเป็นไปได้ง่ายขึ้น

93. วิธีการทำความสะอาดกรอบรูปที่ปิดทอง ควรใช้ผ้าแห้งเช็ดฝุ่นให้ออกก็พอแล้ว เพราะ ถ้าใช้ผ้าชุบน้ำจะทำให้ทองที่ปิดอยู่ลอกออกหมด

94. วิธีทำความสะอาดคราบราที่ติดอยู่บนหนังสัตว์ที่ประดับตกแต่งบ้านเรือน ให้ใช้ผ้านุ่มๆ จุ่มแอลกอฮอลล์ผสมน้ำเช็ดให้ทั่วแล้วตากไว้ในที่ร่ม รอยเปื้อนคราบนหนังสัตว์จะหายไป

95. วิธีทำความสะอาดคราบเขม่า หรือคราบควันไฟที่ติดอยู่หน้าเตาไฟ ให้ใช้ผ้าชุบน้ำส้ม สายชูที่ต้มพอร้อน เช็ดถูตามคราบเปื้อนให้ทั่ว แล้วใช้ผ้าแห้งเช็ดอีกครั้งคราบสกปรก นั้นๆ ก็จะออกไป

96. วิธีขจัดกลิ่นลูกเหม็นที่ติดเสื้อผ้า มีวิธีทำง่ายๆ คือ นำเสื้อนั้นไปพรมน้ำให้แค่ชุ่มพอ แล้วนำเสื้อไปแขวนไว้ในที่มีอากาศถ่ายเทสะดวก เพียงชั่วข้ามคืนเดียว กลิ่นลูกเหม็น ที่ติดอยู่กับเสื้อผ้าก็จะจางหายไปหมด

97. วิธีทำความสะอาดคนโทแก้วที่เอามือล้วงลงไปทำความสะอาดยากให้ทุบเปลือกไข่ใส่ลง ไป แล้วกรอกน้ำส้มสายชูตามลงไปเล็กน้อยเขย่าขวดแล้วแช่ทิ้งไว้สักครู่ เทเปลือกไข่ ออก ล้างออกด้วยน้ำสะอาดอีกที คนโทแก้วจะมองดูสะอาดหมดจดแล้วยังปราศจากกลิ่นอีกด้วย

98. วิธีทำความสะอาดกะละมังที่เปื้อนคราบด่างทับทิม ให้ใช้เปลือกมะนาวเช็ด เพราะเปลือก มะนาวจะดูดและดึงคราบสีของด่างทับทิมออกไป

99. วิธีทำความสะอาดรอยเปื้อนบนโทรศัพท์ที่มีสีขาว มีวิธีง่ายๆคือ ใช้ผ้าชุบน้ำยาล้างเล็บเช็ดถู ให้ทั่วคราบฝุ่นและรอยเปื้อนต่างๆ ก็จะหายไป

100. วิธีการขจัดขนสุนัขออกจากพรม มีวิธีทำง่ายๆ คือ ใช้ฟองน้ำ ชุบน้ำบิดพอหมาดๆ มาซับ จะสามารถซับขนสุนัขออกได้โดยง่าย

Bergamot Champoo*

ส่วนผสม :

มะกรูด 1กก น้ำสะอาด 1 ลิตร

วิธีทำ :

นำมะกรูดมาล้าง แล้วผ่าเอาเม็ดออก
หั่นทั้งเปลือก เป็นชิ้น ๆ
นำไปต้มกะน้ำ อัตรส่วน เนื้อมะกรูด 1 ส่วน ต่อ น้ำ 1 ส่วน
พอเดือดแล้ว หรี่ไฟ ต้มต่อ ครึ่งชม.
ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำทั้งน้ำทั้งเนื้อ ไปปั่น
แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ซึ่งจะได้น้ำมะกรูด ข้นเหนียว
ต้องออกแรงคั้นนิดหน่อย
นำน้ำที่ได้ไปเคี่ยวไฟอ่อน ๆ
กวนไปเรื่อย ๆ พอให้เดือดปุด ๆ
จึงยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น นำไปบรรจุขวด

ครีมนวดผมน้ำผึ้งไข่

ส่วนผสม :

ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา นมผงพร่องมันเนย น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา

วิธีทำ :

ตีไข่ผสมกับน้ำผึ้ง และน้ำส้มสายชูในชาม เติมนมผงพอประมาณ จนส่วนผสมเป็นครีม ใช้ชโลมลงบนผม ให้ทั่ง ทิ้งไว้ 2-3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น

สุคนธบำบัด (Aromatherapy)

ดร. ประคองศิริ บุญคง

ส่วนวิจัยอุตสาหกรรมเภสัชและผลิตภัณฑ์ธรรมชาติ

คำว่า “AROMA (สุคนธา)” แปลว่า กลิ่นหอม และ “THERAPY ” คือการบำบัดรักษา   ดังนั้น สุคนธบำบัด
จึงหมายถึงการบำบัดรักษาเพื่อให้บรรเทาหรือทุเลาอาการต่าง ๆ ด้วยเครื่องหอม(1) เครื่องหอมที่มีประสิทธิผลดี
มาจากธรรมชาติ ถึงแม้จะมีความพยายามนำสารสังเคราะห์เลียนแแบบธรรมชาติมาใช้แต่ก็ไม่สู้จะประสบความสำเร็จ
เครื่องหอมส่วนใหญ่จะเน้นไปถึงน้ำมันหอมระเหย (คือ น้ำมันที่สกัดได้จากส่วนต่างๆของพืชและสมุนไพร)

ประวัติความเป็นมา ได้มีการใช้เครื่องหอมในการรักษาโรค ทำให้สงบ หรือกระตุ้นมานานกว่า 6000 ปีแล้ว
แต่คำว่า “Aroma therapy”  เป็นที่รู้จักกันเมื่อ  Gattefosse  นักเคมีชาวฝรั่งเศสถูกไฟลวกที่มือในขณะที่กลั่นน้ำมัน
หอมระเหย  ทำให้ค้นพบโดยบังเอิญว่าน้ำมันลาเวนเดอร์สามารถช่วยให้หายเร็วและป้องกันแผลเป็น  เขาจึงศึกษา
น้ำมันหอมระเหยอย่างจริงจัง และยังพบว่าน้ำมันหอมระเหยดีกว่าสารสังเคราะห์หรือสารเคมีแต่ละตัวที่แยกออกมา
จากน้ำมันหอมระเหยเอง Dr.Jean Valnet ซึ่งเป็นทั้งหมอและนักวิทยาศาสตร์ ได้ใช้น้ำมันหอมระเหยในการรักษา
โรคบางชนิดและโรคประสาท ซึ่งได้พิมพ์หนังสือเสนอผลงานออกมาชื่อ “The Practice of Aromatherapy” ซึ่งทำให้
มีการตื่นตัวในการบำบัดโดยเครื่องหอม Madame Marguerite Maury ได้ประยุกต์งานวิจัยของ  Dr.Jean Valnet
ไปในทางบำรุงความงาม เธอพบว่า ถ้าเลือกน้ำหอมและผสมให้เหมาะสมก็จะได้ยามากมายเนื่องจาก Aromatherapy
มีรากฐานอยู่กับความเชื่อถือของชาวบ้าน จึงจำเป็นที่จะต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์สนับสนุน ในปีพ.ศ. 2525
Olfactory Research Fund  ได้ตั้งนิยาม  “aromachology”  ซึ่งเกี่ยวกับการศึกษาทางวิทยาศาสตร์ถึงความสัมพันธ์
ระหว่างจิตวิทยาและเครื่องหอม และได้ให้ทุนวิจัยเกี่ยวกับอิทธิพลของกลิ่นต่อการรับกลิ่น และพฤติกรรมของมนุษย์

บางท่านอาจเข้าใจว่า “Aromatherapy”  เป็นการบำบัดโดยนาสิกสัมผัสและอารมณ์    แต่ตามความเป็นจริง
นอกจากกลิ่นแล้ว    น้ำมันหอมระเหยแต่ละตัวยังมีสารมากมายหลายชนิดเป็นองค์ประกอบซึ่งจะทำปฏิกริยาโดย
ตรงกับสารเคมีของร่างกาย ทำให้มีผลต่ออวัยวะหรือระบบต่าง ๆ ของร่างกาย   เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยเป็น
กรรมวิธีหนึ่งของการสกัดสมุนไพร ดังนั้นอาจจัดได้ว่าสุคนธบำบัดเป็นการรักษาด้วยสมุนไพร  ถึงแม้กรรมวิธีการ
ผลิตและวิธีการใช้อาจจะแตกต่างกันบ้าง

การออกฤทธิ์ของน้ำมันหอมระเหยมีสามชนิด ได้แก่
1. ฤทธิ์ที่เกิดจากบางส่วนของร่างกายมีการเปลี่ยนแปลงทางเคมี โดยน้ำมันหอมระเหยเข้าสู่กระแสโลหิต
ไปทำปฏิกริยากับฮอร์โมน เอนไซม์ ฯลฯ
2. ฤทธิ์โดยที่น้ำมันหอมระเหยไปกระตุ้นบางส่วนของร่างกายให้หลั่งสารเคมีออกมา ซึ่งจะไปมีผลต่อการ
ทำงานของร่างกาย เช่น ไปกระตุ้นหรือ ระงับระบบประสาท
3. ฤทธิ์ทางด้านจิตใจโดยเมื่อสูดดมกลิ่นเข้าไปก็จะมีปฏิกริยากับกลิ่นนั้น ๆ

วิธีการใช้สุคนธบำบัด(1)
กฎทั่วไปของสุคนธบำบัด คือ ใช้น้ำมันหอมระเหยเฉพาะภายนอกเท่านั้น   เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยมี
ความเข้มข้นสูง มีฤทธิ์ก่อการระคายเคือง  และทำลายต่อเยื่อบุในจมูกและในกระเพาะอาหาร รูปแบบของน้ำมัน
หอมระเหยที่จะใช้ภายนอกคือนำมาผสมกับน้ำมันหรือขี้ผึ้งน้ำมันหอมระเหยจะถูกดูดซึมผ่านผิวหนังหรือค่อยๆ
ระเหยเพื่อสูดดมเข้าไป เมื่อสูดดมเข้าไปจะมีผลต่ออารมณ์หรือความรู้สึก   และในขณะเดียวกันก็มีผลต่อระบบ
การทำงานในร่างกาย ซึ่งแตกต่างจากสมุนไพรทั่ว ๆ ไปที่อาจจะเหมาะเมื่อใช้ภายใน แต่ไม่ให้ผลต่ออารมณ์และ
ความรู้สึก

ข้อควรระวังในการใช้น้ำมันหอมระเหย
-ก่อนใช้น้ำมันหอมระเหยควรทดสอบว่าแพ้น้ำมันหอมระเหยชนิดนั้นหรือไม่   เพราะแต่ละบุคคลมีการ
ตอบสนองต่อสารเคมีแตกต่างกัน
-ต้องให้แน่ใจว่าน้ำมันหอมระเหยนั้นไม่มีพิษ ไม่ก่อให้เกิดการไวต่อแสง   หรือระคายเคืองต่อผิวหนัง
(น้ำมันโหระพา น้ำมันอบเชย น้ำมันกานพลู น้ำมันสะระแหน่)   หรือทำให้เกิดการแพ้ง่าย  (น้ำมันตะไคร้หอม
น้ำมันกระเทียม น้ำมันขิง น้ำมันมะลิ น้ำมันมะนาว น้ำมันตะไคร้ น้ำมันขมิ้น)
-ไม่ควรใช้น้ำมันหอมระเหยบางอย่าง  เช่น  hyssop, rosemary, sage   และ thyme  กับผู้ที่มีความดัน
โลหิตสูง
-ผู้ป่วย  Homeopathic ไม่ควรใช้ น้ำมันพริกไทดำ น้ำมันการบูร น้ำมันยูคาลิปตัส  และน้ำมันสะระแหน่
-ใช้น้ำมันหอมระเหยปริมาณเพียงครึ่งหนึ่งของที่ระบุไว้     และดูว่าน้ำมันหอมระเหยนั้นมีข้อควรระวัง
สำหรับผู้ที่ตั้งครรภ์หรือไม่
-ทารกและเด็กต้องใช้ด้วยความระมัดระวัง ตามขนาดที่ปรับเข้ากับอายุ

ฤทธิ์และวิธีใช้น้ำมันหอมระเหย
1. ทางผิวหนัง
-ระงับเชื้อจากบาดแผล แมลงกัดต่อย ฯลฯ  เช่น  น้ำมันไทม์ น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันกานพลู
น้ำมันลาเวนเดอร์ และน้ำมันมะนาว
-แก้อาการอักเสบ สำหรับแผลพุพอง บาดแผลติดเชื้อ กระทบกระแทก ฟกช้ำ ฯลฯ เช่น
น้ำมันแคโมมิลล์ และน้ำมันลาเวนเดอร์
-ฆ่าเชื้อรา โรคน้ำกัดเท้า ขี้กลาก เช่น น้ำมันลาเวนเดอร์ และน้ำมันยางไม้หอม
-ช่วยในการสร้างเนื้อเยื่อสมานแผล เช่น น้ำมันลาเวนเดอร์ น้ำมันกุหลาบ และน้ำมันเจอเรเนียม
-ระงับกลิ่น ผู้ที่มีเหงื่อออกมาก ทำความสะอาดบาดแผล เช่น น้ำมันลาเวนเดอร์ น้ำมันไทม์ และน้ำมันตะไคร้
-ไล่ แมลงและฆ่าปาราสิท พวก เหาหมัด เห็บ ยุง มด ฯลฯ เช่น น้ำมันกระเทียม น้ำมันตะไคร้หอม น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันกานพลู และน้ำมันไม้ซีดาร์
2. ระบบการไหลเวียน กล้ามเนื้อ และข้อต่อ
น้ำมัน หอมระเหยถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้ง่ายทางผิวหนังและเยื่อบุ ทำให้กระจายไปทั่วร่างกาย น้ำมันที่ทาแล้วร้อนไม่มีผลเพียงแต่การไหลเวียนของโลหิตเท่านั้นแต่มีผลต่อ อวัยวะภายในด้วย ความร้อนทำให้
เส้นโลหิตขยายจึงมีผลในการลดอาการบวมน้ำ
-ลดความดันโลหิต ความเครียด ฯลฯ เช่น น้ำมันกระดังงา น้ำมันลาเวนเดอร์ และน้ำมันมะนาว
-เพิ่ม ความดัน สำหรับคนที่มีโลหิตไหลเวียนไม่ดี โรคหิมะกัดเท้า เซื่องซึม ฯลฯ เช่น น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันสะระแหน่ และน้ำมันลาเวนเดอร์
-ปรับการไหลเวียนของโลหิต สำหรับแก้บวม อักเสบ ฯลฯ เช่น น้ำมันมะนาว
3. ระบบหายใจ
น้ำมันหอมระเหยเหมาะที่จะรักษา การติดเชื้อทางจมูก ลำคอ และปอด เพราะใช้สูดดมตัวยาก็จะผ่าน
ไปถึงปอดซึ่งก็จะถูกดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิตได้เร็วกว่าให้ยาโดยการรับประทาน
-ขับเสมหะ สำหรับหวัด ไซนัส ไอ ฯลฯ เช่น น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันสน น้ำมันไม้จันทน์ และน้ำมันยี่หร่า
-คลายกล้ามเนื้อกระตุกในโรคหืด ไอแห้ง ไอกรน ฯลฯ เช่น น้ำมันเขียว น้ำมันแคโมมิลล์ และน้ำมันมะกรูด
-ฆ่าเชื้อสำหรับ ไข้หวัดใหญ่ คอเจ็บ ต่อมทอนซิลอักเสบ ฯลฯ เช่น น้ำมันสน น้ำมันยูคาลิปตัส และน้ำมันพิมเสน
4. ระบบย่อยอาหาร
น้ำมันหอมระเหยที่ใช้สำหรับระบบนี้ค่อนข้างมีขอบเขตจำกัดเมื่อเปรียบเทียบกับยาที่ใช้รับประทาน
-แก้อาการเกร็งของกล้ามเนื้อเนื่องจากปวดท้อง อาหารไม่ย่อย ฯลฯ เช่น น้ำมันยี่หร่า น้ำมันส้ม น้ำมันขิง และน้ำมันกระเทียม
-ขับลมและแก้ปวดท้องเนื่องจากมีกรดมาก คลื่นไส้ เช่น น้ำมันกะเพรา และน้ำมันสะระแหน่
-ขับน้ำดี เพื่อเพิ่มน้ำดีและกระตุ้นการทำงานของถุงน้ำดี เช่น น้ำมันลาเวนเดอร์ และน้ำมันสะระแหน่
-ทำให้เจริญอาหาร เช่น น้ำมันยี่หร่า น้ำมันส้ม น้ำมันขิง และน้ำมันกระเทียม
5. ระบบทางเดินปัสสาวะและระบบต่อมไร้ท่อ
น้ำมันหอมระเหยมีผลต่อระบบนี้โดยการดูดซึมเข้าสู่กระแสโลหิต หรืออาจจะไปทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทางฮอร์โมนส์
-แก้กล้ามเนื้อเกร็ง สำหรับปวดท้องประจำเดือน ตอนใกล้คลอด ฯลฯ เช่น น้ำมันแคโมมิลล์ น้ำมันมะลิ และน้ำมันลาเวนเดอร์
-ขับระดู สำหรับผู้ที่มีประจำเดือนน้อยหรือไม่มี เช่น น้ำมันแคโมมิลล์ และน้ำมันสะระแหน่
-ระงับเชื้อและฆ่าเชื้อแบคทีเรีย เช่น น้ำมันแคโมมิลล์ น้ำมันกำยาน น้ำมันกุหลาบ และน้ำมันมะกรูด
-ขับน้ำนม เช่น น้ำมันยี่หร่า น้ำมันมะลิ และน้ำมันตะไคร้
-ปลุก กำหนัดสำหรับกามตายด้านหรือไม่ค่อยมีความรู้สึก เช่น น้ำมันพริกไทดำ น้ำมันกระวาน น้ำมันมะลิ น้ำมันกุหลาบ น้ำมันกระดังงา และน้ำมันไม้จันทน์
-ลดความกำหนัด เช่น น้ำมันการบูร
-ฤทธิ์ต่อไต กระเพาะปัสสาวะ และระบบปัสสาวะ ยังไม่มีรายงาน
6. ระบบภูมิคุ้มกัน
ส่วนใหญ่น้ำมันหอมระเหยมีฤทธิ์ในการฆ่าเชื้อแบคทีเรียและเพิ่มการผลิตเม็ดเลือดขาว
-ป้องกัน เชื้อแบคทีเรียและไวรัส ทำให้ไม่เป็นหวัด เช่น น้ำมันเขียว น้ำมันกระเพรา น้ำมันลาเวนเดอร์ น้ำมันยูคาลิปตัส น้ำมันการบูร และน้ำมันกานพลู
-ใช้ลดไข้ เช่น น้ำมันกระเพรา น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันมะนาว และน้ำมันยูคาลิปตัส
7. ระบบประสาท
ได้ มีการพิสูจน์แล้วว่าน้ำมันหลายชนิดมีผลต่อระบบประสาท เช่น น้ำมันไม้จันทน์ น้ำมันมะกรูด และน้ำมันลาเวนเดอร์ มีผลในการสงบระงับประสาทส่วนกลาง น้ำมันมะลิ น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันกระเพรา น้ำมันกานพลู และน้ำมันกระดังงา มีฤทธิ์ในการกระตุ้นประสาท
8. จิตใจ
น้ำมันหอมระเหยมีอิทธิพล ทางด้านจิตใจมาช้านานแล้ว นับตั้งแต่การใช้ในศาสนพิธีและพิธีกรรมต่าง ๆ เป็นที่ทราบกันอยู่แล้วว่ากลิ่นมีผลต่อสมองและอามณ์    ผลของกลิ่นมีต่อบุคคลขึ้นอยู่กับองค์ประกอบหลาย
ประการดังนี้
-วิธีที่ใช้
-ปริมาณที่ใช้
-สภาวะที่กำลังใช้อยู่
-สภาวะของบุคคลที่ใช้ (อายุ เพศ บุคคลิก)
-อารมณ์ในขณะที่จะใช้
-ความรู้สึกในอดีตเกี่ยวกับกลิ่นที่จะใช้
-ความไม่รับรู้ต่อกลิ่นบางอย่าง
ดังนั้นเราต้องจัดกลิ่นให้เหมาะกับผู้ใช้
น้ำมันหอมระเหยสามารถแสดงความเชื่อมโยงระหว่างธรรมชาติกับความต้องการของบุคคล  กุหลาบ
เป็นตัวอย่างที่ดี เพราะดอกกุหลาบเองก็หมายถึง ความงาม ความรัก และทางด้านจิตใจที่เกี่ยวข้องกับนิยายและ
ศาสนา แต่ในขณะเดียวกันก็ถูกนำไปใช้รักษาเกี่ยวกับผิวหนัง คุมประจำเดือน เพิ่มการไหลเวียนของโลหิต ทำให้
เลือดบริสุทธิ์ และบำรุงหัวใจ ดังนั้นเมื่อเราได้กลิ่นกุหลาบก็จะเชื่อมโยงเราไปสู่ความสัมพันธ์เหล่านี้ ซึ่งจะมีผลต่อ
จิตใจ และตามมาด้วยผลต่อร่างกาย ซึ่งผลเหล่านี้ได้ถูกครอบคลุมอยู่ในจิตใจของเขาอยู่แล้ว

การใช้น้ำมันหอมระเหยที่บ้าน(2), (3)
มีหลายวิธีที่จะใช้น้ำมันหอมระเหยอย่างง่าย ๆ และมีประสิทธิภาพ สำหรับให้กลิ่นหรือทางเครื่องสำอาง
หรือยา การเก็บน้ำมันหอมระเหยต้องใส่ขวดสีชา ไม่ให้แสงและอากาศทำปฏิกริยาและเก็บในที่เย็น ห่างไกลจาก
มือเด็ก
ในที่นี้จะแนะนำวิธีใช้บางวิธีที่ง่าย ๆ
1. นวด เป็นวิธีที่นิยมมากสำหรับนักสุคนธบำบัดอาชีพ ซึ่งจะนวดทั่วร่างกาย น้ำมันหอมระเหย จะถูก
เลือกให้เหมาะกับสภาพและอารมณ์ของคนไข้ ผสมกับน้ำมันอื่น เช่น น้ำมันแอลมอนด์ หรือน้ำมันเมล็ดองุ่น
ปริมาณน้ำมันหอมระเหยที่ใช้อยู่ระหว่าง 1-3 % ขึ้นอยู่กับชนิดของอาการ แต่ต้องให้แน่ใจว่าน้ำมันได้ถูก
ดูดซึมผ่านผิวหนังและเข้าสู่กระแสโลหิต โดยหลักทั่ว ๆ ไป โรคปวดในข้อ หรือ อาหารไม่ย่อย ต้องใช้ความเข้มข้น
มากกว่าโรคที่เกี่ยวกับอารมณ์และประสาท การนวดด้วยตัวเองต้องนวดเป็นจุดไปโดยเฉพาะ เท้า มือ และส่วนต่าง ๆ
ของร่างกายที่ทำให้ไม่สบาย เช่น นวดท้องตามเข็มนาฬิกาด้วยน้ำมันสะระแหน่ที่เจือจางแล้ว เพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร
2. น้ำมันและโลชั่นบำรุงผิว   การเตรียมน้ำมันหอมระเหยเหมือนวิธีนวด ยกเว้นควรเติมน้ำมันที่บำรุงลง
ไปด้วย เช่น น้ำมันโจโจบา อโวคาโดร หรือ แอพริคอท จุดประสงค์เพื่อรักษาผิวหนังที่มีปัญหาเฉพาะ ส่วนใหญ่การ
ใช้นิ้วมือนวดเบา ๆ เป็นวงกลมก็เป็นการเพียงพอที่จะให้น้ำมันซึมซาบเข้าผิวหนัง น้ำมันกุหลาบเหมาะกับผิวหนังที่
แห้ง หรือเหี่ยวย่น น้ำมันมะกรูด หรือน้ำมันมะนาวช่วยรักษาสิวและผิวหน้าที่มันมาก
น้ำมันหอมระเหยสองสามหยดผสมกับครีมหรือโลชั่นธรรมดา หรือเติมไปกับที่พอกหน้า เช่น ข้าวโอ้ต น้ำผึ้ง
หรือ ดิน กับผลไม้ต่าง ๆ  ในบางกรณี  เช่น ติดเชื้อเฮอร์ปีส์ หรือน้ำกัดเท้า  ควรใช้โลชั่นที่มีส่วนประกอบของ
แอลกอฮอลล์มากกว่าครีม โดยนำน้ำมันหอมระเหย 6 หยดผสมกับไอโซโปรปิลแอลกอฮอลล์หรือเหล้าวอดก้า 5 ซีซี
ทำให้เจือจางด้วยน้ำต้มเดือดและทิ้งให้เย็น 1 ลิตร รักษาแผลที่เปิดหรือตุ่มใสที่เกิดจากอีสุกอีใส หรือเชื้อเฮอร์ปีส์
ที่อวัยวะเพศ
3. การประคบร้อนหรือเย็น ได้ผลดีต่อการใช้น้ำมันหอมระเหยเพื่อลดการปวดหรืออักเสบ การประคบ
ร้อนทำโดยเทน้ำร้อนจัด ๆ ลงในอ่าง เติมน้ำมันหอมระเหย 4-5 หยด เอาผ้าที่พับแล้วจุ่มลงไป บีบน้ำออกพอ
หมาด ๆ วางลงบนส่วนที่ต้องการจนรู้สึกผ้าเย็นก็ทำซ้ำ วิธีนี้มีประโยชน์ต่อการปวดหลัง ปวดตามข้อและกระดูก
บวม ปวดหู และปวดฟัน
การประคบเย็น วิธีการเช่นเดียวกันแต่ใช้น้ำเย็นแทนน้ำร้อน เหมาะสำหรับโรคปวดศีรษะ เคล็ด เครียด และ
การบวมอักเสบ
4. การบำรุงรักษาผมอาจจะใช้น้ำมันหอมระเหย 2-3 หยดเมื่อสระผมครั้งสุดท้าย หรือผสมลงในแชมพู
วิธีที่ดีที่สุดสำหรับการบำรุงผม ก็คือ ใช้น้ำมันหอมระเหยประมาณ 3% ผสมกับน้ำมันมะกอกกับโจโจบา หรือน้ำมัน
แอลมอนด์ นวดให้ซึมหนังศีรษะ และห่อด้วยผ้าขนหนูอุ่น ๆ ประมาณหนึ่งถึงสองชั่วโมง น้ำมันโรสแมรี่ น้ำมัน
แคโมมิลล์ ช่วยปรับสภาพและทำให้ผมงอก น้ำมันลาเวนเดอร์ช่วยไล่เหา น้ำมันมะกรูดช่วยคุมรังแค
5. ใช้ไอระเหย การใช้ที่เผาน้ำมันหรือที่กระจายกลิ่นหอมเป็นวิธีที่ดีที่จะให้ห้องมีกลิ่นหอมแทนการใช้
ธูปหอมซึ่งก่อให้เกิดฝุ่นหรือควัน แต่ต้องวางในที่ที่ปลอดภัยและห่างจากเด็กหรือสัตว์เลี้ยง อาจจะหยดน้ำมัน
หอมระเหย ลง 2-3 หยดที่ขอบโป๊ะหลอดไฟฟ้า หรือหยดลงในชามน้ำที่วางบนเครื่องที่ให้ความร้อน น้ำมันตะไคร้
หรือตะไคร้หอมใช้ไล่แมลงและขจัดกลิ่นของบุหรี่ น้ำมันกำยาน หรือน้ำมันยูคาลิปตัสใช้ในห้องนอนเพื่อช่วยแก้
ปัญหาการหายใจขัดหรือแก้ไอในเด็ก
6. การสูดไอน้ำ วิธีนี้เหมาะกับคนที่เป็นไซนัส หรือติดเชื้อที่ระบบทางเดินหายใจ โดยเอาผ้าคลุมศีรษะ
และอ่างที่ใส่น้ำร้อนผสม น้ำมันสะระแหน่หรือน้ำมันไทม์ประมาณ 5 หยด สูดหายใจลึก ๆ 1 นาทีและทำซ้ำ วิธีนี้
อาจใช้อบหน้าได้ โดยใช้น้ำมันมะนาวแทนซึ่งจะช่วยเปิดรูที่อุดตันและลบริ้วรอยบนใบหน้า
7. ใช้ภายใน เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยเข้มข้นมาก ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ใช้วิธีนี้ที่บ้าน แม้แต่สมาคม
สุคนธบำบัดนานาชาติก็ไม่ให้ใช้วิธีนี้ อย่างไรก็ตาม เนื่องจากน้ำมันหอมระเหยสามารถถูกดูดซึมเข้าในร่างกายได้ง่าย
จึงมีผลต่ออวัยวะภายในโดยการใช้ภายนอก ในกรณีที่เป็นโรคข้ออักเสบซึ่งเกิดจากการสะสมสารพิษที่ข้อต่อ การใช้
น้ำมันบางชนิด เช่น น้ำมันไพล น้ำมันนิเปอร์ หรือ น้ำมันเบิร์ชสามารถไปชำระล้างพิษ และในขณะเดียวกันก็ลดการ
ปวดและอักเสบได้
ถึงแม้ว่า Aromatherapy จะมีมานานแล้วก็ตาม แต่ในวงการเครื่องสำอางเพิ่งจะนิยมมากเมื่อปี 2540 เช่น
Coty’s Healing Garden ผลิตขึ้นเมื่อเดือนกันยายน และ Shiseido ผลิต Relaxing Fragrance  ในเดือนตุลาคม
ปัจจุบันนี้ผู้คนส่วนใหญ่หาวิธีที่จะรักษาสุขภาพของตนเองโดยปรับตัวเองไปสู่ธรรมชาติมากที่สุด   Aromatherapy
เป็นวิธีหนึ่งที่เขาจะดูแลสุขภาพของตนเองได้โดยไม่จำเป็นต้องพึ่งหมอ นอกจากนี้ยังมี Aroma Technology โดยใช้
เครื่องมือควบคุมการปล่อยเครื่องหอมเพื่อให้บรรยากาศดี หรือเพื่อฆ่าเชื้อตามบ้าน สำนักงานโรงแรม ฯลฯ (3-5)

หนังสืออ้างอิง
1. วนิดา จิตต์หมั่น และ ทวีศักดิ์ สุวคนธ์ กลยุทธ์คลายเครียด เอกสารการประชุมวิชาการเภสัชกรรม ชุมนุม ครั้งที่ 17 ระหว่างวันที่ 19-20 มีนาคม 2541.
2. Lawless J. The Encyclopaedia of Essential Oil. Barnes & Noble Inc, 1995: 226.
3. Peltier M. DCI. 1998; 162(3): 22-24.
4. Buckle J. Nurse Times 1993; 89(20): 32-35.
5. Anon N-Z-Pharm 1993; 13: 9-10.