Monthly Archives: October 2008

Mac's app remover

ใช้คำอย่างที่นักวิจารณ์ฝรั่งว่าว่า หนึ่งในฟังก์ชั่นที่หายไปของแมคโอเอสอย่างน่าประหลาดคือ ตัวถอนโปรแกรมออกจากเครื่อง หรือ uninstaller ที่ในวินโดว์สส่วนใหญ่แล้ว จะมีมาให้กับแทบจะทุกโปรแกรม มองแบบห่ามๆ หันมามองพี่ตี๊ฟกันบ้างว่าฮั๊วกับใครเพื่อให้อะไรเรามาบ้าง?

AppCleaner - ของเค้าดีใช้ฟรีไปเลย

การทำงาน จะมีหน้าต่างให้เลือกทั้งเลือกโปรแกรมที่ต้องการถอนออกจากในลิสต์ของโปรแกรม หรือจะลากโฟลเดอร์ของโปรแกรม หรือตัวโปรแกรม เพื่อให้โปรแกรมตรวจสอบหาไฟล์ที่เกี่ยวข้องและลบออกจากระบบให้เรา

AppDelete - ของเค้าดีใช้ฟรีไปเลย

การทำงานคล้าย AppCleaner แต่ไม่มีหน้าต่างให้เลือกโปรแกรมจากลิสต์ ถ้าต้องการถอนโปรแกรม ก็ลากโปรแกรมลงไอคอนของ AppDelete รอให้ตรวจสอบไฟล์ที่เกี่ยวข้องและเลือกลบกันตามอัธยาศัยได้เลย

AppTrap - ของเค้าดีใช้ฟรีไปเลย

ตัวนี้ทำงานแปลก คือจะไม่มีหน้าต่างโปรแกรมขึ้นมาให้เลือกโปรแกรมที่จะถอนออก หรือ ใช้งานในลักษณะ Drag & Drop แต่จะคอยตรวจจับการลากโฟลเดอร์แอพพลิเคชั่นของเราไปลงที่ถังขยะ และตรวจสอบค่าไฟล์ต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโปรแกรมนั้นๆ จากนั้นจึงถามผู้ใช้ว่าต้องการลบไฟล์ต่างๆ เหล่านี้ด้วยหรือไม่?

AppZapper - ใช้ฟรี? ฝันไปเถอะ

ใช้งานละม้ายคล้ายเคียงกับ AppCleaner อย่างถึงที่สุด แต่มีเสียงตะปิ้วๆ ให้สะดุ้งตอนถอนโปรแกรมออกด้วย แถมเสียตังค์อีกต่างหาก เพิ่มความตื่นเต้นไปได้อีกแบบ (ตอนลองใช้เองต้องปิดเสียง ไม่งั้นสะดุ้ง ยังดีที่มีตั้งค่าให้ปิดเสียงได้) $13

CleanApp - ใช้ฟรี? ฝันไปเถอะ

ตัวนี้โดยพื้นฐานทำงานคล้ายๆ กับส่วนใหญ่ คือมี Drag & Drop มีโปรแกรมลิสต์ให้ แต่จะมีฟีเจอร์เสริมค่อนข้างมากกว่าตัวอื่นๆ ก็ถือว่าอาจจะคุ้มค่ากับราคาที่เสียไป 10$

Uninstaller - ใช้ฟรี? ฝันไปเถอะ

ตัวนี้ทำงานพื้นฐานเหมือนฐานในลักษณะ Drag & Drop เหมือนกับตัวอื่นๆ แต่ระบบการทำงานดูเหมือนจะสลับซับซ้อนยุ่งเหยิง อะไรจะขนาดนั้น!!! แถมราคาแพงได้ใจ 25$

Yank - ใช้ฟรี? ฝันไปเถอะ

โอ้ไอ้ตัวนี้เรื่องมาก คุณต้องลงตัวโปรแกรมมันก่อนแล้วจึงจะลงแอพพลิเคชั่นต่างๆ เพื่อให้ Yank คอยตรวจจับความเปลี่ยนแปลงไฟล์เพื่อบันทึกไว้ใช้ตอนถอนโปรแกรมให้คุณ ตามคำวิจารณ์ของฝรั่ง บ่นว่า มันทำไม่ได้อย่างที่โฆษณาและราคาก็ค่อนข้างสูงสำหรับความผิดหวังที่ได้รับ 20$

แล้ว? เราจะเสียตังค์ตัวถอนแอพพลิเคชั่นทำไม ในเมื่อเรามีของฟรี ดีๆ ให้ใช้???
ส่วนตัวที่ลองใช้ดูแล้ว ติดใจ AppCleaner ที่สุดในบรรดาของฟรี เพราะใช้ง่าย ไม่ซับซ้อน และถึงแม้ว่าจะถอนโปรแกรมได้อย่างหมดจดจริงหรือไม่อย่างไร เท่าที่ใช้มาก็ไม่เคยก่อปัญหาให้ระบบและการหวังผลก็ยังอยู่ที่ 100% คือไม่ทิ้งค่าตกค้างในระบบไว้ในกรณีที่ถอนซอฟท์แวร์ออกแล้วติดตั้งกลับเข้าไปใหม่

ส่วน AppDelete ก็เป็นโปรแกรมที่ใช้ดีมากๆ ตอนที่ใช้กับ 10.4 แต่เนื่องจากประสบเหตุการณ์ส่วนตัวตอนที่เอามาลองใช้กับ 10.5 ใหม่ๆ แล้วมีอาการแป๊กวาบกันเกิดขึ้น เลยทำให้แหยงๆ ไปคาดว่าคงได้มีการปรับปรุงแล้วในเวอร์ชั่นปัจจุบัน และเพราะ เท่าที่ถามคนอื่นๆ ก็มีคนที่ใช้แล้วไม่มีปัญหา เลยทำให้งงๆ หรือจะเจอของแปลกเข้าให้?

Based on : http://www.softwarebattle.com/2008/03/27/mac-os-x-app-remover-shootout-7-great-utilities/

Creative Commons License
Article by etcpool.com is licensed under a Creative Commons Attribution-Noncommercial-Share Alike 3.0 Unported License.

MacTracker อภิมหาเสป็คเครื่องแอปเปิ้ล

สำหรับแฟนๆ แมคอินทอช ที่สนใจศึกษาเสป็คของเครื่องแมครุ่นต่างๆ ที่ออกจำหน่าย

นอกจากรายละเอียดเกี่ยวกับเครื่องคอมพิวเตอร์แมคอินทอชแล้ว แมคแทร็คเกอร์ยังบอกรายละเอียดเกี่ยวกับ อุปกรณ์ต่างๆ ของ แอปเปิ้ล เช่น ไอพ็อด แอปเปิ้ลทีวี เม้าส์ และคีย์บอร์ดต่างๆ

มีให้เลือกดาวโหลดไปใช้งานกับแมคโอเอสเอ็กซ์ทั้งรุ่นของ OSX รุ่นเก่าตั้งแต่ 10.2 รวมถึงซัพพอร์ท 10.5 แล้วด้วย นอกจากนั้นแฟนๆ บิลเกตส์ที่มีใจพิศมัยแมค ก็ยังสามารถดาวโหลดไปร่วมยลเสป็คได้ด้วยเพราะมีเวอร์ชั่นสำหรับวินโดว์สเอ็กซ์พี และวินโดว์สวิสต้าด้วย

ที่สำคัญเป็นโปรแกรมใช้งานฟรี ของเค้าดีจริงๆ (Y)

น่าเสียดายที่ลองโหลดมาใช้งานกับ 10.5.5 ในเครื่องตัวเองแล้วกลับรันไม่ขึ้น พรุ่งนี้จะลองโหลดตัวสำหรับวินโดว์สเอ็กซ์พี ไปลองอีกคำรบนึง

Mactracker provides detailed information on every Apple Macintosh computer ever made, including items such as processor speed, memory, optical drives, graphic cards, supported Mac OS versions, and expansion options. Also included is information on Apple mice, keyboards, displays, printers, scanners, digital cameras, iPod, Apple TV, iPhone, Wi-Fi Cards/Base Stations, Newton, and Mac OS versions.

http://www.mactracker.ca/

ทางแห่งความเสื่อม 6ประการของนักปฏิบัติธรรม

ตถาคตรู้วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น…

ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง ของแท้ แต่ไม่ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส…

อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นไม่เป็นที่รัก ไม่เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตย่อมรู้กาลอันควรที่จะใช้วาจานั้น…

ตถาคตรู้วาจาใด ไม่จริง ไม่แท้ ไม่ประกอบไปด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตไม่ตรัสวาจานั้น…

ตถาคตรู้วาจาใด แม้เป็นของจริง เป็นของแท้ และไม่ประกอบด้วยประโยชน์
แต่วาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ แม้วาจานั้นตถาคตก็ไม่ตรัส…

อนึ่ง ตถาคตรู้วาจาใด เป็นของจริง เป็นของแท้ ประกอบด้วยประโยชน์
ทั้งวาจานั้นเป็นที่รัก เป็นที่เจริญใจของคนอื่นๆ ตถาคตย่อมรู้กาลอันควรที่จะใช้วาจานั้น…

พระอมตะวจนา แห่งองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า

ต้นตะกู ไม้เศรษฐกิจใหม่

ต้นตะกู ต้นตุ้มหลวง ต้นกระทุ่ม

ต้นตะกู (พันธุ์ก้านแดง) ไม้โตเร็ว เหมาะสำหรับทำเฟอร์นิเจอร์ ไม้ตะกู อยู่ในวงศ์ Rubiaceae มีชื่อสามัญรียกแตกต่างกันไปตามท้องถิ่นว่า ตุ้มหลวง (ภาคเหนือ) ไม้กระทุ่มหรืกระทุ่มบก (ภาคกลาง) ตะโกใหญ่ หรือตะโกส้ม (ภาคตะวันออก) และตุ้มขี้หมู (ภาคใต้)

ไม้ตะกู เป็นไม้เบิกนำที่เจริญเติบโตได้เร็วมากชนิดหนึ่ง ขึ้นเป็นกลุ่มเป็นก้อนในพื้นที่ป่าที่ถูกแผ้วถางแล้วปล่อยทิ้งไว้เป็นไร่ ร้าง เป็นไม้ที่มีวัยตัดฟันสั้นสามารถขึ้นได้ในสิ่งแวดล้อมหลายสภาพ แตกหน่อได้ดี มีปัญหาเกี่ยวกับโรคและแมลงทำลายน้อย

ไม้ตะกู สามารถนำไปใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมได้หลายประเภท เช่น การทำไม้อัด ไม้บาง ก้านไม้ขีดไฟ ไฟเบอร์บอร์ด พาร์ติเคิลบอร์ด แปรงลบกระดาน และรองเท้าได้เป็นอย่างดี การใช้ประโยชน์ที่สำคัญอีกประการหนึ่งของไม้ตะกู ได้แก่ ใช้ในการทำเยื่อและกระดาษ ที่ประเทศฟิลิปปินส์พบว่าไม้ตะกู อายุ 3 ปี ก็สามารถนำเยื่อไปทำกระดาษเขียนหนังสือและกระดาษหนังสือออฟเสทที่มีคุณภาพดี และยังพบว่าไม้ตะกูเป็นเยื่อชั้นดีที่ให้ความเหนียวของกระดาษสูง นอกจากนี้ตะกูยังมีคุณสมบัติดีเด่นในแง่ที่สามารถตัดให้แตกหน่อได้ดี จึงเป็นความหวังในอนาคตที่จะปลูกสร้างสวนป่าไม้ตะกูเพื่อเป็นแหล่งผลิตไม้ แผ่นขนาดเล็ก ไม้ท่อน และทำเยื่อกระดาษ โดยใช้รอบตัดฟันเพียง 5-10 ปี และจากเอกสารไม้อัดไทยบางนาได้แนะนำว่า ไม้ตะกูเป็นความหวังใหม่ในอนาคตสามารถปลูกเป็นสวนป่าเอกชน เพื่อจำหน่ายในรูปไม้ซุงที่มีอนาคตสดใสมากที่สุดชนิดหนึ่ง

ประวัติทำเนียบรัฐบาลไทย

ทำเนียบรัฐบาล เป็นสถานที่ราชการสำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง ของประเทศ นอกจากเป็นที่ทำงานของนายกรัฐมนตรี รองนายกฯ และเจ้าหน้าที่ในสังกัดสำนักนายกรัฐมนตรีแล้ว ยังใช้ในการจัดรัฐพิธี อาทิ งานสโมสรสันนิบาตเนื่องในวันเฉลิมพระชนมพรรษาฯ เป็นต้น

ก่อนเป็น ทำเนียบรัฐบาล บริเวณพื้นที่ภายในรั้วกำแพงโดยรอบ มีชื่อเดิมว่า “บ้านนรสิงห์” เจ้าของบ้านคือ “พลเอก พลเรือเอกเจ้าพระยารามราฆพ” (ม.ล.เฟื้อ พึ่งบุญ) ผู้เคยดำรงตำแหน่งสำคัญๆ ทางราชการในสมัยรัชกาลที่ 6 ทั้งยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ถวายงานใกล้ชิด โปรดให้เป็นหัวหน้าห้องพระบรรทม นั่งร่วมโต๊ะเสวยทั้งมื้อกลางวันและกลางคืนตลอดรัชกาล และตามเสด็จโดยลำพัง

บ้านนรสิงห์ตั้งอยู่ที่ตำบลดุสิต เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร มีบริเวณเนื้อที่ตามโฉนด 27 ไร่ 3 งาน 44 ตารางวา เจ้าของบ้านได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พร้อมทั้งได้รับพระราชทานพระราชทรัพย์มาจัดสร้างอาคารและสิ่งต่างๆ ในบริเวณพื้นที่ดังกล่าว

ชื่อบ้านนรสิงห์ ไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัดว่าเป็นชื่อพระราชทาน หรือเจ้าของบ้านตั้งขึ้นเอง แต่ “นรสิงห์” นั้นเป็นปางหนึ่งของพระนารายณ์ที่อวตารลงมาในโลกมนุษย์เพื่อปราบยักษ์ร้าย นรสิงห์มีเศียรเป็นสิงห์ แต่พระวรกายเป็นมนุษย์ เล็บที่ปลายนิ้วเป็นกรงเล็บสิงห์ ใช้เป็นอาวุธ (หารายละเอียดอ่านสนุกได้ใน ลิลิตนารายณ์สิบปาง พระราชนิพนธ์ในพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว) แต่เดิมบ้านนรสิงห์เคยมีรูปปั้นนรสิงห์เต็มตัว ตั้งอยู่บริเวณสนามหญ้าหน้าตึก ปัจจุบันสัญลักษณ์นี้ไม่มีอยู่แล้ว ไม่ทราบว่าได้เคลื่อนย้ายไปอยู่ ณ ที่ใด

พ.ศ.2484 ระหว่างสงครามมหาเอเชียบูรพา ญี่ปุ่นได้เจรจาขอซื้อหรือไม่ก็ขอเช่าบ้านนรสิงห์ ด้วยเห็นว่ามีความสวยงาม เพื่อทำเป็นสถานทูตญี่ปุ่นประจำประเทศไทย แต่ความปรากฏในเวลาต่อมาว่าในเดือนมีนาคม 2484 พลเอก พลเรือเอก เจ้าพระยารามราฆพ เจ้าของบ้าน ได้มีหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายปรีดี พนมยงค์ เสนอขายบ้านนรสิงห์ให้แก่รัฐบาลในราคา 2 ล้านบาท เพราะเห็นว่าใหญ่โตเกินฐานะและเสียค่าบำรุงรักษาสูง กระทรวงการคลังปฏิเสธ

ถึง เดือนกันยายน ปีเดียวกัน จอมพล ป. พิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี เห็นว่าควรซื้อบ้านนรสิงห์ทำเป็นสถานที่รับรองแขกเมือง ในที่สุดตกลงซื้อขาย กันได้ในราคา 1 ล้านบาท โดยคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ ได้แก่ พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าอาทิตย์ทิพอาภา และพลเอกเจ้าพระยาพิชเยนทรโยธิน (อุ่ม พิชเยนทรโยธิน) ได้ให้กระทรวงการคลังจ่ายเงินของสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ แล้วมอบบ้านนรสิงห์ให้สำนักนายกรัฐมนตรีเป็นผู้ดูแล โดยให้รัฐบาลใช้เป็นสถานที่สำหรับรับรองแขกเมืองและใช้เป็นที่ตั้ง ทำเนียบรัฐบาล ตั้งแต่ พ.ศ.2484 เป็นต้นมา “บ้านนรสิงห์” จึงเปลี่ยนเป็น “ทำเนียบสามัคคีชัย” และ “ทำเนียบรัฐบาล” โดยลำดับ สำนักนายกรัฐมนตรีก็ย้ายจากวังสวนกุหลาบมาอยู่ ณ ที่นี้

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2506 คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติการซื้อทำเนียบรัฐบาล ได้ทำสัญญาซื้อขายกับสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ ในราคา 17,780,802.36 บาท (สิบเจ็ดล้านเจ็ดแสนแปดหมื่นแปดร้อยสองบาทสามสิบหกสตางค์) โดยคำนวณราคาจากต้นทุนรับซื้อบวกด้วยราคาซ่อมบำรุงคูณด้วย 15 แล้วลดราคาลง 20% ตามระเบียบของราชการในสมัยนั้น และโอนกรรมสิทธิ์กัน ณ สำนักงานที่ดิน จังหวัดพระนคร เสร็จเรียบร้อยเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2512

Bergamot Champoo*

ส่วนผสม :

มะกรูด 1กก น้ำสะอาด 1 ลิตร

วิธีทำ :

นำมะกรูดมาล้าง แล้วผ่าเอาเม็ดออก
หั่นทั้งเปลือก เป็นชิ้น ๆ
นำไปต้มกะน้ำ อัตรส่วน เนื้อมะกรูด 1 ส่วน ต่อ น้ำ 1 ส่วน
พอเดือดแล้ว หรี่ไฟ ต้มต่อ ครึ่งชม.
ทิ้งไว้ให้เย็น แล้วนำทั้งน้ำทั้งเนื้อ ไปปั่น
แล้วกรองด้วยผ้าขาวบาง ซึ่งจะได้น้ำมะกรูด ข้นเหนียว
ต้องออกแรงคั้นนิดหน่อย
นำน้ำที่ได้ไปเคี่ยวไฟอ่อน ๆ
กวนไปเรื่อย ๆ พอให้เดือดปุด ๆ
จึงยกลง ทิ้งไว้ให้เย็น นำไปบรรจุขวด

ครีมนวดผมน้ำผึ้งไข่

ส่วนผสม :

ไข่ไก่ 1 ฟอง น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา นมผงพร่องมันเนย น้ำส้มสายชู 1 ช้อนชา

วิธีทำ :

ตีไข่ผสมกับน้ำผึ้ง และน้ำส้มสายชูในชาม เติมนมผงพอประมาณ จนส่วนผสมเป็นครีม ใช้ชโลมลงบนผม ให้ทั่ง ทิ้งไว้ 2-3 นาที แล้วล้างออกด้วยน้ำอุ่น